บิลบี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘กระต่ายอีสเตอร์’ ที่ชาวออสเตรเลียพยายามรักษาไว้

มารู้จักบิลบี้ หรือ ‘กระต่ายอีสเตอร์’ แห่งออสเตรเลีย

บิลบี้ใหญ่ (Greater bilby) กำลังมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ แม้กระทั่งในพื้นที่ต้นกำเนิดของพวกมันเอง ภาพถ่ายโดย ROLAND SEITRE, NATURE PICTURE LIBRARY


การวิจัยครั้งใหม่บอกว่า บิลบี้ ใหญ่ หรือ แบนดิคูทหูกระต่ายใหญ่ (Greater bilby) จัดเป็นสัตว์ถูกคุกคาม จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่ม Marsupial ที่มีหูคล้ายกระต่าย นอกจากนี้ พบว่ายังมีสัตว์อีกหลายสิบสายพันธุ์ที่ขุดโพรงสำหรับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกับพวกมัน

บิลบี้ใหญ่ หรือที่คนท้องถิ่นเรียก ‘อีสเตอร์บันนี่’ เป็นสัตว์ท้องถิ่นในออสเตรเลียจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศมากกว่าที่เราคิด

บิลบี้ใหญ่ (Greater bilby, Macrotis lagotis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ แบนดิคูทหูกระต่ายใหญ่ (rabbit-eared bandicoot) อาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีอยู่ในแผ่นดินของทวีปออสเตรเลียมากถึงร้อยละ 80

ทว่า เนื่องจากภาวะเสื่อมโทรมอันเป็นผลจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่และแหล่งอาหารที่ลดลง ซ้ำยังถูกคุกคามจากแมวป่า จิ้งจอก และสัตว์ต่างถิ่น ปัจจุบันสามารถพบบิลบี้ได้ในเขตทะเลทรายของเขตเวสเทิร์นออสเตรเลีย ควีนแลนด์ และเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ซึ่งทางองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและรัฐบาลออสเตรเลียพิจารณาว่า บิลบี้ เป็นสัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

กลุ่มอนุรักษ์ในออสเตรเลีย เช่น มูลนิธิปลอดกระต่ายในออสเตรเลีย และกองทุนอนุรักษ์ บิลบี้ (Save the Bilby Fund) ได้จัดโครงการให้ประชาชนร่วมสนับสนุนการซื้อไข่บิลบี้อีสเตอร์ที่ทำจากช็อกโกแลต โดยนำเงินที่ได้ไปช่วยรักษาสัตว์สายพันธุ์นี้

การรณรงค์จะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ยอดการผลิตช็อกโกแลตบิลบี้อีสเตอร์มีจำนวนมากเช่นกัน แต่ Stuart Dawson นักสัตววิทยาและนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเมอร์ดอช รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียและเป็นผู้เขียนรายงานการวิจัยครั้งใหม่ของบิลบี้กล่าวว่า นักอนุรักษ์ควรรับรู้ถึงสาเหตุก่อนที่ปัญหานี้จะเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะ บิลบี้ มีพฤติกรรมขุดโพรงแบบก้นหอยเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ อย่างน้อย 45 สายพันธุ์ รวมถึงจิ้งจกลายจุดสีเหลืองและงูพิษร้ายแรงที่กระจายอยู่ในพื้นทวีป ตามรายงานการวิจัยของเขาที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคมใน วารสารสัตววิทยา

การวิจัยแบบเร่งด่วนจึงเกิดขึ้นเพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้กับบิลบี้ Dawson ให้เหตุผลว่า หากจำนวนบิลบี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการอยู่รอดของสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในโพรงด้วยเช่นกัน

บิลบี้
ภาพถ่าย ปี 2014 ที่แสดงถึงบิลบี้ใหญ่ตัวหนึ่งเดินอยู่ด้านนอกโพรงของมัน ภาพถ่ายโดย STUART DAWSON

ประโยชน์ของบิลบี้

บิลบี้อาศัยในเขตทุรกันดารอันห่างไกลของออสเตรเลียที่มีอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส และการเกิดไฟป่าถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ บิลบี้ป้องกันตัวเองจากสภาพแวดล้อมเหล่านี้โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในโพรงลึกเกือบสองเมตร การสร้างหลุมเหล่านี้ทำให้เกิดภาพภูมิทัศน์ที่ไม่น่ามองเท่าไรนัก แต่บิลบี้ก็ได้เปลี่ยนพื้นที่ทุรกันดารให้กลายเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์บนทะเลทราย (Oasis) สำหรับสัตว์ป่า Dawson กล่าว

ในปี 2014 Dawson ติดตั้งกล้องจับการเคลื่อนไหวบริเวณรอบนอกโพรงจำนวน 127 โพรง ในบริเวณตอนเหนือของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เพื่อสำรวจว่ามีสัตว์กี่สายพันธุ์ที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งที่อยู่อาศัยใต้ดิน สองปีต่อมา กล้องได้จับภาพนก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายร้อยตัวที่เข้าบุกรุกเข้ามาและออกจากโพรงเพื่อหาอาหาร

Brendan Wintle อาจารย์ด้านนิเวศวิทยาการอนุรักษ์ในเมลเบิร์น ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษา กล่าวว่า “การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า หากคุณสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก บิลบี้และสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ในระบบนิเวศก็อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากนักล่า อุณหภูมิที่สูง รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ” ด้วยเช่นกัน

Wintle เสริมว่า “แม้บิลบี้จะมีขนาดเล็ก แต่มันสามารถขุดโพรงได้หลายครั้งต่อวันซึ่งช่วยทำให้ดินมีอากาศเพิ่มขึ้น ซ้ำยังส่งผลดีต่อระบบนิเวศและเป็นมิตรต่อพืช”

“พวกมันไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์สัตว์อื่นๆ เท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อระบบนิเวศทั้งหมดอีกด้วย” Wintle กล่าว

บิลบี้เหนือกว่ากระต่ายจริงหรือ?

งานวิจัยครั้งใหม่ทำให้ Kevin Bradley ผู้บริหารกองทุนอนุรักษ์บิลบี้ ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะอนุรักษ์เหล่าสัตว์สายพันธุ์นี้

“แม้ยังมีสัตว์อีกหลายสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษน้อยกว่าบิลบี้ แต่นั่นไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าสัตว์เหล่านั้นมีความสำคัญน้อยไปกว่ากัน สถิติการสูญพันธุ์ของบรรดาสัตว์ในออสเตรเลียนั้นน่าตกใจ ซึ่งฉันตั้งใจและยืนกรานที่จะไม่ให้บิลบี้เข้าร่วมบัญชีรายชื่อการเฝ้าสังเกตการณ์ (สัตว์สูญพันธุ์) ของฉัน” Bradley กล่าว

โชคดีที่ Bradley ไม่ได้ทำเรื่องนี้โดยลำพัง ภายในเดือนนี้ รัฐบาลออสเตรเลียเผยถึงแผนการอนุรักษ์บิลบี้ โดยสรุปแนวทางป้องกันการถูกคุกคามจากสัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่น นอกจากนี้ยังมีแผนฟื้นฟูถิ่นที่อยู่ของสัตว์และยังช่วยส่งเสริมการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับชาวอะบอริจิน

อย่างไรก็ตาม อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีการใช้แผนเหล่านี้ ขณะเดียวกันชาวออสเตรเลียที่สนใจสัตว์ป่าสายพันธุ์นี้ หรือสัตว์ต่างถิ่นสายพันธุ์อื่นๆ ยังคงจัดการเฉลิมฉลองต่อไปแม้จะช้ากว่าเทศกาลอีสเตอร์ก็ตาม Sally Box ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายพันธุ์สัตว์ที่ถูกรุกรานของออสเตรเลีย กล่าว

การรณรงค์ที่เชื่อมโยงกับเทศกาลอีสเตอร์ “เป็นความคิดที่วิเศษมาก สำหรับวิธีการช่วยเหลือบิลบี้ที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น ทั้งการตระหนักถึงสถานการณ์โดยรอบ และความเป็นผู้นำให้กับชาวออสเตรเลียในเรื่องการคุ้มครองบิลบี้” Box กล่าวทางอีเมล

***แปลและเรียบเรียงโดย ปุณยวีร์ เฉลียววงศ์เจริญ
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม: ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในออสเตรเลีย 

เรื่องแนะนำ

จีนวางแผนสร้างอุทยานแห่งชาติแพนด้า ขนาด 2.7 หมื่นตารางกิโลเมตร

แพนด้ายักษ์ตัวหนึ่งกับลูก แพนด้า ของเธอกำลังสำรวจบริเวณรอบๆ ตัว ภาพถ่ายโดย AMI VITALE, NAT GEO IMAGE COLLECTION อุทยานแห่งนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของ แพนด้า หมี และสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอื่นๆ ที่ต้องแก้ไข แผ่นดินไหวขนาด 8.0 แมกนิจูด ที่ถล่มมณฑลเสฉวน ประเทศจีนเมื่อ 11 ปีแล้ว ถือเป็นภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ รวมไปถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของแพนด้ายักษ์ ซึ่งส่วนหนึ่งคือศูนย์แพนด้า Woolong ซึ่งเป็นศูนย์แพนด้าที่มีบทบาทในเรื่องการขยายพันธุ์ของแพนด้า และมีแพนด้าจำนวนมากที่ต้องตายไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น และในตอนนี้ ทุกสายตากำลังจับต้องไปที่โครงการสร้างอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ ของรัฐบาลจีน แผนการสร้างอุทยานแห่งชาติแพนด้ายักษ์ ซึ่งมีกำหนดสรุปแผนก่อสร้างในฤดูใบไม้ร่วง ปี 2019 มีพื้นที่ประมาณ 27,132 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นจำนวนเกือบสามเท่าของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานจะอยู่ที่มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของแพนด้าร้อยละ 80 ของประเทศ ภายในศูนย์ฯ นี้จะรวบรวมแพนด้าจากพื้นที่สงวนจากที่อื่นๆ รวมไปถึงพืชและสัตว์ที่อยู่ในภาวะถูกคุกคามที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ด้วยเช่นกัน จากการสำรวจประชากรแพนด้าในปี 2015 มีแพนด้าอยู่ในพื้นที่ป่าอยู่ 1,864 ตัว (ไม่รวมลูกแพนด้า) ซึ่งเพิ่มจาก 1,200 […]

เหตุใดผีเสื้อจักรพรรดิจึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร

เหตุใด ผีเสื้อจักรพรรดิ จึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร ทุกฤดูใบไม้ร่วง บรรดา ผีเสื้อจักรพรรดิ หลายล้านตัวจะเดินทางออกจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาสถานที่ที่มันเติบโตมาในช่วงฤดูร้อน เพื่อมุ่งหน้าลงสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเม็กซิโก รวมเป็นระยะทาง 3,000 ไมล์ หรือกว่า 4,800 กิโลเมตร แตกต่างจากนกและวิลเดอร์บีสต์ แม้ว่าจะเป็นการอพยพครั้งใหญ่เหมือนกัน เพราะผีเสื้อเหล่านี้จะไม่หวนกลับมายังถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? และพวกมันรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปที่ไหน?   กระบวนการย้ายถิ่นของผีเสื้อจักรพรรดิเป็นอย่างไร? เมื่อแต่ละวันสั้นลงและอุณหภูมิเริ่มลด ผีเสื้อจักรพรรดิจะเริ่มมองหาสถานที่ใหม่ที่พวกมันจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยตลอดฤดูหนาว สำหรับผีเสื้อจักรพรรดิแล้ว พื้นที่ดังกล่าวคือเทือกเขาทางตอนกลางของเม็กซิโก สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นสน Oyamel จำนวนมากที่ซึ่งผีเสื้อจักรพรรดินับล้านๆ ตัวจะเบียดเสียดกันเกาะตามกิ่งก้านสาขาของมัน ต้นสนพวกนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Sacred Firs พวกมันปกป้องแมลงเอาไว้ รายงานจาก Pablo Jaramillo-Lopez นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเม็กซิโก “ต้นไม้เหล่านี้เปรียบเสมือนผ้าห่มสำหรับบรรดาผีเสื้อ ช่วยควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป” เขากล่าว หลังจากรอให้ฤดูหนาวผ่านพ้นไป แมลงเหล่านี้จะมุ่งหน้าไปยังทางทิศเหนือ ไปในที่ที่อบอุ่นกว่าเช่นในรัฐเทกซัส พวกมันจะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่บนต้นไม้ที่มียางเหนียว ไม่กี่วันต่อมาไข่เหล่านี้จะฟักออกมาเป็นหนอนที่ประกอบด้วยลวดลายสีดำขาวและทอง พวกมันจะกัดกินใบไม้ก่อนที่จะเติบโตเป็นผีเสื้อในอนาคต เมื่อถึงจุดนี้ วงจรชีวิตของผีเสื้อก็จะวนกลับมาเป็นแบบเดิมอีกครั้ง ผีเสื้อตัวเต็มวัยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศเหนือต่ออีกหลายไมล์ ก่อนที่จะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่อีกครั้ง ดังนั้นแล้วอาจต้องใช้ผีเสื้อ 4 […]

ท่าฉี่สุดแปลกของหมาใน

ท่าฉี่สุดแปลกของหมาใน หมาในหรืออีกชื่อเรียกว่าหมาแดง (Dholes) เหล่านี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ พวกมันเป็นสัตว์ป่าที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในอินเดีย ภายใต้หน้าตาซื่อๆ คล้ายสุนัขบ้าน แต่หมาในเหล่านี้มาพร้อมกับความสามารถเฉพาะตัวที่ซุกซ่อนไว้ หนึ่งคือพวกมันมีป่าฉี่ที่แปลกประหลาดและเป็นเอกกลักษณ์ นั่นคือการยืนด้วยขาหน้าทั้งสอง สองพวกมันมีวิธีการล่าเหยื่อแบบการทำงานเป็นทีม หมาในมีขนาดเล็กกว่าเหยื่อก็จริง แต่พวกมันจึงใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันเพื่อชดเชยข้อจำกัดนี้แทน เมื่อล่าเหยื่อหมาในหนึ่งตัวจะติดตามเหยื่อ ในขณะที่อีกตัวเลี่ยงไปอีกทางเพื่อประกบให้เหยื่อหนียากขึ้น ปัจจุบันพวกมันกำลังเผชิญกับการคุกคามถิ่นที่อยู่และบางครั้งก็ติดโรคมาจากสุนัขบ้านที่มนุษย์นำเข้ามาเลี้ยงเช่น โรคหัดหรือโรคพิษสุนัขบ้าที่คร่าชีวิตประชากรหมาในไปจำนวนมาก   อ่านเพิ่มเติม : สุนัขขนเกรียนเม็กซิกันนี้มีประวัติอันยาวนาน, ค้นพบฟอสซิลเพนกวินที่มีขนาดเท่ากับมนุษย์

แมว สมัครใจเข้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงของเราด้วยตัวเอง

จากการศึกษาทางพันธุกรรมพบว่า หลังจากสัตว์ตระกูลแมวกลายมาเป็นนายทาสของพวกเรา พวกมันยังคงลักษณะเด่นของเผ่าพันธุ์ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง