เต่ามะเฟือง นักท่องโลกที่ยืนหยัดมานับร้อยปี - National Geographic Thailand

เต่ามะเฟืองนักท่องโลก

เต่ามะเฟือง เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ดำน้ำได้ลึกที่สุด และมีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างไกลที่สุด ยืนหยัดมาได้ถึง 100 ล้านปีแล้ว

เรื่อง ทิม แอปเพนเซลเลอร์

ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี

เนื้อหาจาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552

เต่ามะเฟือง (leatherback turtle) ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดนักเอาตัวรอด พวกมันสามารถดำน้ำได้ลึกกว่าหนึ่งกิโลเมตร ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร และทำให้ร่างกายอบอุ่นยามอยู่ในน้ำที่เย็นจนเกือบเป็นน้ำแข็ง มันยังชีพด้วยอาหารซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นๆเพียงไม่กี่ชนิดจะทนกินได้ ที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถปรับตัวได้เสมอ

 

ขณะที่เต่าทะเลชนิดอื่นๆมักยึดติดกับชายหาดวางไข่และแหล่งหากินเดิมๆ ทำให้พวกมันตกอยู่ในภาวะหล่อแหลมเมื่อกิจกรรมต่างๆของมนุษย์รุกล้ำถิ่นอาศัยมากขึ้น แต่เต่ามะเฟืองกลับยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีกว่า โดยฉกฉวยประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยซึ่งพวกมันไปพบเข้า ไม่ว่าจะเป็นชายหาดวางไข่ที่ยังไม่ถูกรุกล้ำหรือแหล่งที่มีแมงกะพรุนซึ่งเป็นอาหารหลักชุกชุม

เต่ามะเฟือง
ตอนที่นักอนุรักษ์และทีมงานช่วยกันชักรอกเต่าเพศเมียตัวนี้ขึ้นชั่งน้ำหนักและถ่ายภาพด้วยกล้องอินฟราเรดนั้น มันเพิ่งวางไข่บนชายหาดมืดมิดแห่งหนึ่งในตรินิแดด ร่างกายกำยำน้ำหนักถึง 493 กิโลกรัมของแม่เต่าแสดงให้เห็นว่า เต่ามะเฟืองในมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังอยู่ดีกินดี ซึ่งเป็นผลมาจากแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์นอกชายฝั่งแคนาดา

เต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่ได้รับการออกแบบเชิงอุทกพลศาสตร์อย่างดีที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พวกมันสามารถว่ายน้ำได้อย่างง่ายดายไม่ต่างอะไรกับการพักผ่อน เต่ามะเฟืองแตกต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่นซึ่งมีกระดองใหญ่โตยื่นออกมานอกลำตัว กระดองของเต่ามะเฟืองนั้นยืดหยุ่นและพอดีกับลำตัว รวมทั้งผสานจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกับลำคอหนาหนั่นและไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สันนูนตามแนวยาวของกระดองทั้งเจ็ดสันอาจช่วยในการปรับตัวเพื่อบังคับทิศทางและแหวกว่ายไปตามกระแสน้ำได้อย่างราบรื่น ส่วนหัวของเต่าเปรียบได้กับหัวเรือ ขณะที่กระดองเรียวเล็กลงทางด้านหลังดูคล้ายกับรูปหยดน้ำ

นอกจากนี้พวกมันยังมีสิ่งที่เรียกว่า ระบบควบคุมการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายในร่างกายของสัตว์ขนาดใหญ่ (gigantothermy) ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษที่อาจช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายของเต่ามะเฟืองให้สูงกว่าอุณหภูมิน้ำที่พวกมันแหวกว่ายอยู่หลายองศา พวกมันจึงสามารถเดินทางในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับวาฬและแมวน้ำมากกว่าเต่าทะเลได้

เต่ามะเฟือง
ลูกเต่ามะเฟืองตัวนี้ได้ลิ้มรสน้ำเค็มเป็นครั้งแรกบนชายหาดมาตูราในตรินิแดด เต่าเพศเมียจะขึ้นมาจากทะเลหลังเวลาผ่านไปหลายสิบปี เมื่อมันโตเต็มวัยด้วยน้ำหนักตัวถึง 270 กิโลกรัม และพร้อมจะวางไข่เป็นครั้งแรก โดยมักจะวางไข่ในจุดที่ พวกมันฟักเป็นตัวหรือบริเวณใกล้เคียง แต่เต่าเพศผู้ไม่เคยหวนกลับขึ้นฝั่งอีกเลย

แม้ว่าพวกมันจะมีความสามารถทางร่างกายที่สูงยิ่ง ซึ่งช่วยให้เอาชีวิตรอดและสืบทอดวงศ์วานมาได้นานร่วม ร้อยล้านปี แต่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา จำนวนเต่ามะเฟืองที่คลานขึ้นไปวางไข่บนชายหาดเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนที่นักวิจัยนับได้เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างฮวบฮาบจากที่เคยมีอยู่หลายหมื่นหรือแม้กระทั่งหลายแสนตัวตลอดแนวชายหาดมหาสมุทรแปซิฟิกของเม็กซิโกและอเมริกากลาง ปัจจุบันกลับเหลือเพียงไม่กี่ร้อยตัว และจากหลายพันตัวในมาเลเซียก็เหลือเพียงแค่หยิบมือเดียว

สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for the Conservation of Nature: IUCN) จึงขึ้นบัญชีเต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง และเมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้เต่าเสียชีวิตแล้วก็ช่างน่าสิ้นหวัง ไม่ว่าจะเป็นการจมน้ำตายเพราะติดเครื่องมือประมง กลืนกินถุงพลาสติกที่ลอยอยู่ในทะเลจนหายใจไม่ออก ถูกเรือชน ถูกล่าเพื่อเอาเนื้อ หรือแม้กระทั่งพบจุดจบก่อนที่จะฟักออกจากไข่เสียอีก เมื่อรังถูกขุดขึ้นมาและไข่ถูกนำไปขายเป็นอาหารหรือยากระตุ้นความต้องการทางเพศ

แต่ขณะเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของโลก ประชากรเต่ามะเฟืองกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่แห่งนั้นคือ ชายหาดมาตูรา ชายฝั่งทางด้านตะวันออกของตรินิแดด เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ที่ชายหาดแห่งนี้มาเนิ่นนานจนแทบไม่มี ใครจำได้ ไม่เว้นแม่แต่ช่วงเวลาเลวร้ายในทศวรรษ 1970 และ 1980 เมื่อชายหาดเหม็นคลุ้งไปด้วยซากเต่าที่ถูกชำแหละ เน่าเปื่อยอยู่กลางแดด และหาดทรายพรุนไปด้วยหลุมที่คนหาไข่เต่าขุดทิ้งไว้

เต่ามะเฟือง
ทุกปีเต่ามะเฟืองนับพันๆตัวเสียชีวิตเนื่องจากติดอวนที่ชาวประมงในแถบทะเลแคริบเบียนขึงไว้ราวกับผ้าม่าน นอกชายฝั่งตรินิแดด นักวิจัยทดสอบอวนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษซึ่งทำให้เต่าติดอวนน้อยลงโดยไม่กระทบต่อปริมาณปลาที่จับได้

แต่ทุกวันนี้รังเต่าไม่ถูกคุกคามแล้วเพราะ อาณาเขตของมันได้รับการตรวจตราจากกลุ่มเนเจอร์ ซีเกอร์ส (Nature Seekers) ซึ่งเป็นองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติในท้องถิ่น จำนวนรังเต่าจึงเพิ่มจำนวนขึ้นมาก จากปีละไม่กี่ร้อยรังเมื่อสิบปีก่อน ปัจจุบันอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 3,000 รัง และคาดว่าเมื่อปีที่แล้ว น่าจะมีเต่ามะเฟืองร่วม 8,000 ตัวมาวางไข่ที่ตรินิแดด

แต่จำนวนเต่าที่มีอยู่อย่างชุกชุมนี้กลับสร้างปัญหาให้กับชาวประมงในท้องถิ่น เนื่องจากฤดูวางไข่ของเต่ามะเฟืองเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวประมงหลายร้อยชีวิตทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของตรินิแดดขึงอวนเป็นระยะทางยาวสองสามกิโลเมตรไว้นอกชายฝั่ง เพื่อดักจับปลาแมกเคอเรล หรือปลาอินทรีให้ได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่แทนที่จะจับปลาได้ พวกเขากลับจับเต่าหนัก 450 กิโลกรัมได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวประมงหลายคนต้องลงทุนตัดอวนของตัวเองเพื่อนำเต่ามะเฟืองที่หลงเข้าไปติดออกมา นี่เป็นปัญหาที่สร้างความโกรธเกรี้ยวให้พวกเขามาก บางคนถึงกับลงมือฆ่าเต่าเพื่อระบายความแค้น อย่างไรก็ตาม จำนวนเต่าที่มาวางไข่ที่นี่ยังคงเพิ่ม มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ในตรินิแดดเท่านั้น แต่รวมถึงรอบๆทะเลแคริบเบียนด้วย เช่นที่เกาะเซนต์ครอย ตลอดแนวชายฝั่งด้านเหนือของอเมริกาใต้หรือแม้กระทั่งในฟลอริดา

เต่ามะเฟือง
ลูกเต่าตะเกียกตะกายขึ้นจากรังหลังฟักออกจากไข่ นี่คือก้าวแรกของการเดินทางที่เต็มไปด้วยภยันตรายสู่การเติบใหญ่ เพื่อเป็นการชดเชย ทุกฤดูวางไข่ เต่าเพศเมียจึงวางไข่หลายร้อยฟองไว้ในรังหลายรัง

ห่างไกลออกไปจากหาดทรายอันอบอุ่นของตรินิแดดไปหลายพันกิโลเมตร ประชากรเต่ามะเฟืองในมหาสมุทรแอตแลนติกก็กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเช่นกัน บางทีสาเหตุที่ทำให้เต่ามะเฟืองเพิ่มจำนวนขึ้นอาจเป็นเพราะแมงกะพรุน อาหารโปรดของพวกมัน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อกระบวนการขับเคลื่อนของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เช่น สารอาหารถูกพัดพาเข้ามามากขึ้น ส่งผลให้แมงกะพรุนแพร่พันธุ์มากขึ้น จึงเป็นสาเหตุให้เต่าเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย

แต่เมื่อมาดูที่น่านน้ำฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งแนวโน้มกลับเป็นไปในทางร้ายต่อจำนวนประชากรเต่ามะเฟือง ไม่ว่าจะมาจากการรุกล้ำชายหาดของนักพัฒนา พวกลักลอบล่า การทำประมงแบบอวนลอยและเบ็ดราวในทะเล หรือแม้กระทั่งตัวมหาสมุทรเอง รวมไปถึงปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งอาจเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เรือนกระจก ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การลอยตัวขึ้นของสารอาหารหยุดชะงักลง พวกมันจึงขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้น จนในปัจจุบันประชากรเต่าเหล่านี้ใกล้ภาวะสูญพันธุ์เข้าไปทุกที

การที่จำนวนเต่ามะเฟืองลดลงอย่างฮวบฮาบนี้อาจช่วยเตือนสติเราว่า การกระทำของมนุษย์นั้นส่งผลกระทบต่อมหาสมุทรได้รวดเร็วเพียงไร และเมื่อผนวกกับปัจจัยทางธรรมชาติด้วยแล้วจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงเช่นไร

เป็นเวลาร่วมร้อยล้านปีมาแล้วที่เต่ามะเฟืองสามารถผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการมาได้ทั้งๆที่มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดมหึมาตกจากฟากฟ้า พืดน้ำแข็งแผ่ขยายและพังทลาย หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นและดับสูญไป แต่เต่ามะเฟืองยังคงท่องมหาสมุทรและปีนขึ้นไปวางไข่บนชายหาด เมื่อมองใน ระยะยาวซึ่งดูจะเป็นวลีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตเก่าแก่ชนิดนี้ มนุษย์เราอาจกลายเป็นเพียงอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งของพวกมันเท่านั้น


อ่านเพิ่มเติม เต่ามะเฟือง-บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์

เรื่องแนะนำ

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียงสามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง สามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์ ตามแหล่งน้ำในมณฑลยูนนาน ทีมนักอนุรักษ์หวังว่าจะหา ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง ที่อุดมสเปิร์มให้พบสักตัว  ตะพาบยักษ์ดังกล่าวเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างวิกฤติที่สุด  ขณะนี้ทั้งโลกเหลืออยู่เพียงสามตัว  สองตัวเพศผู้และเพศเมียอยู่ในสวนสัตว์ซูโจว  ส่วนที่เหลืออีกตัว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพศผู้ อาศัยอยู่ในทะเลสาบดองโม ในประเทศเวียดนาม ที่จริง เคยมีตะพาบยักษ์ชนิดนี้เหลืออยู่ในโลกสี่ตัว แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ตะพาบอีกตัวซึ่งคาดว่าอายุเกือบ 100 ปี ตายลงในสวนสัตว์ที่เวียดนาม ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง หรือ เต่าแม่น้ำแดง (Red River Turtle) เป็นสัตว์ประเภทเต่าน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุยืนเป็นศตวรรษและน้ำหนักราว 90 กิโลกรัม ตะพาบน้ำชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เมื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลอดลำน้ำแดงของจีนทำลายถิ่นอาศัยของตะพาบชนิดนี้ลงเกือบหมด  ยิ่งจีนเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เขื่อนยิ่งถูกสร้างมากขึ้นในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และทำให้แหล่งอาศัยของพรรณพืชและสัตว์ป่าตัดขาดจากกันเป็นเสี่ยงๆ  ตะพาบยักษ์ชนิดนี้ต้องการน้ำสะอาดและหาดสำหรับหาอาหาร เต่าทะเลเกือบทุกชนิดพันธุ์กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ เช่นเดียวกับพี่น้องเต่าน้ำจืดของมัน  ไข่ เนื้อ และหนังทำให้พวกมันเปราะบางต่อการล่าและแหล่งอาศัยก็ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ในขณะที่การเพิ่มจำนวนประชากรตะพาบยักษ์แยงซีเกียงที่เหลืออยู่ในโลกเพียงสามตัวจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย  นักอนุรักษ์จากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าและพรรณพืชกำลังเสาะหาตะพาบยักษ์ชนิดเดียวกันที่เชื่อกันว่าซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ลึกเข้าไปในมณฑลยูนนาน หวังอ้ายหมิน ผู้อำนวยการฝ่ายของสมาคมฯ และผู้รับทุนจากเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกกล่าวว่า ชาวบ้านแถบยูนนานบอกว่าเคยเห็นตะพาบชนิดนี้ แต่ยังไม่รู้ว่ามีจำนวนมากแค่ไหน “เท่าที่คนท้องถิ่นเคยเห็น น่าจะมีหนึ่งหรือสองตัว” หวังกล่าวว่าตะพาบยักษ์เพศผู้ของจีนอายุค่อนข้างมากแล้ว ในขณะที่เพศเมียยังอยู่ในวัยสาว  […]

เหตุใดนกเหล่านี้จึงตกแต่งรังของมันด้วยขยะ

เหตุใดนกเหล่านี้จึงตกแต่งรังของมันด้วยขยะ ถุงพลาสติกสีขาวที่กำลังพัดกระพืออยู่บนต้นไม้ของเทือกเขาแอลป์ในอิตาลีดึงดูดความสนใจของ Fabrizio Sergio นักนิเวศวิทยา ตัวเขารู้ได้ชัดเจนว่าถุงใบนั้นมาจากรังของนกชนิดหนึ่ง มันคือเหยี่ยวดำ แต่เหตุใดพวกมันจึงต้องเก็บขยะไปไว้บนรังด้วย? นกหลากหลายสายพันธุ์ตกแต่งรังของพวกมันให้โดดเด่นเพื่อดึงดูดคู่ผสมพันธุ์ อย่างไรก็ตามเหยี่ยวดำจะสร้างรังก็ต่อเมื่อมันสามารถจับคู่ผสมพันธุ์ได้แล้ว แต่รังของมันยังคงปรากฏขยะหลายชิ้นให้เห็น “ดูเหมือนว่ามันต้องการจะอวดบ้านของมัน” Sergio กล่าว ตัวเขาทำงานให้กับสภาวิจัยแห่งชาติสเปน Sergio และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากศึกษารังนกเพื่อมองหาสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงอิทธิพลจากมนุษย์ นกบางชนิดใช้ฉนวนกันความร้อน, ฟรอยด์, และก้นบุหรี่ในการสร้างรังแทนที่จะใช้วัสดุที่หาได้ตามธรรมชาติ รายงานจาก Luis Sandoval ศาสตราจารย์ด้านปักษีวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอสตาริกากล่าว การปรับตัวของนกในลักษณะนี้เพิ่มสูงขึ้นและสะท้อนให้เห็นว่าวัสดุตามธรรมชาติที่เคยเป็นส่วนประกอบหลักของรังนกกำลังหายไปเรื่อยๆ “กิจกรรมของมนุษย์เราสร้างผลกระทบโดยตรงต่อรังนก ซึ่งขณะนี้เราเองก็กำลังพยายามเข้าใจความเชื่อมโยงนี้อยู่” Sandoval กล่าว ตลอดหกปีของการศึกษา Sergio และผู้ร่วมวิจัยจัดแบ่งสีของพลาสติกจากรังนกในป่า พวกเขาพบว่าเหยี่ยวดำมักจะเลือกวัตถุที่มีโทนสีขาวและละเลยวัตถุโปร่งใสหรือทึบแสง ซึ่งเป็นการเลือกสรรที่ไม่ต่างจากสีสันในธรรมชาติ ข้อสรุปจาก Sergio รูปแบบการสร้างรังนกของเหยี่ยวดำมีขึ้นเพื่อแสดงออกถึงสถานะในสังคม รังนกที่ประกอบไปด้วยพลาสติกจำนวนมากบ่งบอกว่ารังมีความแข็งแรง และจะช่วยป้องกันลูกนกจากผู้บุกรุกได้ ต่างจากรังนกที่สร้างขึ้นจากวัสดุธรรมชาติที่จะอ่อนแอกว่า เรื่อง Nina Strochlic   อ่านเพิ่มเติม : ทำไมชอบดูนก, ความรู้ประจำวัน : นกที่วางไข่ในรังนกตัวอื่น

ความรักของสัตว์เหล่านี้จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณจืดไปเลย

ความรักของสัตว์เหล่านี้จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณจืดไปเลย ทุกวันสำคัญมาพร้อมกับความคาดหวัง เราอยากเห็นพลุสวยๆ ในวันที่ 4 กรกฎาคม (วันชาติสหรัฐอเมริกา) อยากกินไก่งวงในวันขอบคุณพระเจ้า และเช่นกันเรื่องราวความรักอันแสนโรแมนติกคือสิ่งที่ใครหลายคนโหยหาเมื่อถึงวันวาเลนไทน์ สัตว์เหล่านี้พร้อมแบ่งปันเรื่องราวให้คุณแล้ว เอาเป็นว่าหากคุณผู้อ่านยังไม่มีแผนเซอร์ไพรส์ หรือไม่รู้จะซื้อของขวัญอะไร ลองดูตัวอย่างในโลกของสรรพสัตว์ดูก็ได้ คุณอาจได้ไอเดียดีๆ ไปต่อยอด หรือไม่ก็เรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ของสัตว์เหล่านี้อาจทำให้แผนที่คุณวางไว้ดูจืดสนิทไปเลยก็เป็นได้   ของขวัญสุดล้ำค่า : มอท Ornate เจ้าผีเสื้อกลางคืนสายพันธุ์นี้ที่มีถิ่นอาศัยในสหรัฐอเมริกาและทวีปอเมริกาใต้รู้ดีว่าของขวัญอะไรที่จะทำให้สาวๆ ประทับใจ มอท Ornate ตัวผู้จะมอบของขวัญสุดล้ำค่าที่ในโลกของแมลงแล้วเทียบเท่ากับการขอแต่งงานเลยทีเดียว เจ้าของขวัญที่ว่านี้คือ สารแอลคาลอยด์ สารอินทรีย์ที่ได้มาจากดอกไม้ โดยสารที่ว่านี้จะถูกส่งต่อไปยังตัวเมียในระหว่างการผสมพันธุ์ และถูกส่งต่อไปยังไข่ในที่สุด ข้อมูลจาก Andrei Sourakov จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในฟลอริดา สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเจ้าของขวัญชิ้นนี้อุดมไปด้วยสารอาหารมากมายสำหรับการวางไข่ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับมอธตัวเมีย ฟังดูไม่เลวใช่ไหมที่ได้ดินเนอร์มื้อสุดหรูในเดทแรก   ลีลาการเต้นที่เร่าร้อน : ไก่ป่า Greater Sage Grouse ในโลกแห่งความรักของสัตว์มีสัตว์หลายชนิดที่มีลีลาการเต้นโดนใจ แต่ตำแหน่งนี้ต้องยกให้กับไก่ป่า Greater Sage Grouse สัตว์ปีกในวงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทาตัวนี้ ในเพศผู้จะมีขนอันฟูฟ่องอยู่ที่หน้าอกเป็นเอกลักษณ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์การแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น บรรดาตัวผู้ไม่อายที่จะเต้นรำไปมา นอกเหนือจากลีลาการขยับขาอันเร่าร้อนแล้ว พวกมันยังสูดลมเข้าไปในปอดซึ่งช่วยให้หน้าอกของมันยกขึ้นยกลงเป็นการดึงดูดตัวเมีย […]