เต่ามะเฟือง : บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์ - National Geographic Thailand

เต่ามะเฟือง : บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์

เต่ามะเฟือง : บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์

ราว 3.00 น. ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ท่ามกลางความมืด ณ​ ชายหาดท่าไทร อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา แสงสีแดงถูกสาดส่องไปบนชายหาด ลูก เต่ามะเฟือง ตัวแล้วตัวเล่าค่อยๆ คลานลงสู่ทะเล ท่ามกลางความปลื้มปีติของสักขีพยาน อาสาสมัครและช่างภาพกว่าร้อยชีวิตที่เฝ้ารออย่างอดทนเป็นเวลาหลายวัน

เรื่อง เพชร มโนปวิตร

ภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea) หรือ Leatherback turtle เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความยาวเมื่อโตเต็มที่ถึงสองเมตร และหนักเกือบหนึ่งตัน เต่ามะเฟืองเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สืบสายพันธุ์มากว่า 100 ล้านปี ประชากรเต่ามะเฟืองในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียจัดอยู่ในขั้นใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered)

ในประเทศไทย บริเวณหาดทรายที่ยังเงียบสงบและปราศจากการรบกวนของอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง และชายหาดบริเวณใกล้เคียง ตั้งแต่เขาหลักในจังหวัดพังงา ลงไปถึงหาดไม้ขาวในจังหวัดภูเก็ต คือแหล่งวางไข่แห่งสุดท้ายของเต่ามะเฟืองในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีการพบรังเต่ามะเฟืองมากว่า 5 ปีแล้ว การกลับมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองจึงนับเป็นข่าวสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทยในรอบหลายปี

เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวการกำเนิดของลูกเต่ามะเฟืองรังที่สองจำนวน 35 ตัวถูกสื่อสารออกไปทั่วประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสัตว์อะไรที่สามารถปลุกกระแสการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและระบบนิเวศชายฝั่งของประเทศไทยได้มากขนาดนี้

เต่ามะเฟือง
รังที่สองของเต่ามะเฟืองบนแนวหาดทรายหน้าวัดท่าไทรได้รับการล้อมรั้วเพื่อป้องกันการรบกวน แนวชายหาดที่ทอดยาวตลอดชายฝั่งทะเลอันดามันของจังหวัดพังงาเป็นพื้นที่วางไข่หลักของสัตว์ทะเลหายากที่ถูกคุกคามชนิดนี้ ซึ่งไม่มีการพบเห็นการวางไข่ของเต่ามะเฟืองมานานกว่า 5 ปี แต่ตั้งแต่ช่วงท้ายปี 2018 มีการพบรังของเต่ามะเฟืองถึง 3 รัง ซึ่งสร้างความหวังถึงการอยู่รอดของสายพันธุ์เต่ามะเฟืองในน่านน้ำไทย (ภาพถ่าย: ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย)
เต่ามะเฟือง
เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่มาทำงานเฝ้าดูแลรังเต่ามะเฟืองรังที่สอง คอยให้ข้อมูลกับประชาชนที่สนใจมาเยี่ยมชมรอเฝ้าดูการกำเนิดของเต่ามะเฟือง รังเต่ามะเฟือง 3 รังที่พบได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก และมีการร่วมมือกันจากหลายหน่วยงาน เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และภาคประชาชนในท้องที่ในการติดตามคอยดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ (ภาพถ่าย: ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย)

ไม่กี่วันก่อนหน้าที่ลูกเต่ามะเฟืองจะลืมตาดูโลก ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นักวิชาการ สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ทะเล ตัวแทนจากกองทัพเรือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดพังงาและภูเก็ต ตัวแทนภาคเอกชนโรงแรม 11 แห่ง อาสาสมัครและประชาชนกว่า 500 คน มารวมตัวกันเพื่อลงนามในปฏิญญาอนุรักษ์เต่าทะเลแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันดูแลและปกป้องแหล่งอาศัยและวางไข่ของเต่ามะเฟืองในระยะยาว

“หากเทพธิดาแห่งท้องทะเลมีตัวตน แม่เต่ามะเฟืองตัวนี้แหละคือเธอ อะไรที่เคยผลักดันยากเย็นในสมัยก่อน แม่เต่าตัวเดียวช่วยขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ได้อย่างเหลือเชื่อ” ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ อาจารย์ธรณ์นักวิชาการและผู้ปลุกกระแสการอนุรักษ์ทะเลและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยกล่าว

อาจารย์ธรณ์เป็นหนึ่งในผู้พยายามผลักดันให้มีการขึ้นบัญชีสัตว์ทะเลหายากสี่ชนิดคือเต่ามะเฟือง วาฬบรูด้า วาฬโอมูระ และฉลามวาฬเป็นสัตว์สงวน รวมไปถึงการแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างจริงจังด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งภายหลังการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟือง ประเด็นเหล่านี้ดูจะมีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และแผนการแก้ปัญหาขยะทะเลแห่งชาติที่รวมถึงการแบนพลาสติกใช้แล้วทิ้ง 8 ชนิดในประเทศไทย

เต่ามะเฟือง
อาสาสมัครจากกลุ่มวาฬไทยที่มาช่วยงานกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั่งดูกราฟเปรียบเทียบอุณหภูมิภายในรังเต่าและทรายในบริเวณใกล้เคียงเพื่อคาดเดาถึงการเจริญเติบโตของลูกเต่าซึ่งสามารถช่วยในการคาดคะเนวันที่ลูกเต่าจะขุดทรายออกมาจากรังได้

 (ภาพถ่าย : ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย)
เต่ามะเฟือง
ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเต่าทะเล และเจ้าหน้าที่ขุดทรายเพื่อช่วยลูกเต่าออกมาจากรัง เนื่องจากลูกเต่าไม่ขุดทรายออกมา แม้ว่าจะถึงเวลาตามกำหนดที่พวกมันควรเริ่มการเดินทางออกสู่ทะเล (ภาพถ่าย: ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย)

นอกจากปัญหาขยะทะเลแล้ว ภัยคุกคามร้ายแรงต่อพื้นที่วางไข่เต่ามะเฟืองและเต่าทะเลทุกชนิดคือโครงการพัฒนาสิ่งก่อสร้างและการเปลี่ยนแปลงสภาพชายหาด หลักฐานโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมชายฝั่งทะเลอันดามันความยาวกว่า 340 เมตร บริเวณวัดเทสก์ธรรมนาวา (วัดท่าไทร) ในพื้นที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ด้วยงบประมาณ 30 ล้านบาท ตั้งอยู่ห่างจากรังเต่ามะเฟืองไปเพียง 200 เมตรเท่านั้น

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ในเรื่องหลักการของการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งทั้งหมด ซึ่งปกติแล้วกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะพยายามไม่ให้มีโครงการลักษณะนี้ในบริเวณชายฝั่ง เพราะการสร้างแนวกันคลื่นที่มีโครงสร้างแข็งจะทำให้ชายหาดบริเวณโดยรอบเปลี่ยนสภาพและได้รับผลกระทบตามไปด้วย

จากการพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เจ้าอาวาสวัดท่าไทร ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า โครงการนี้อาจมีผลกระทบกับระบบนิเวศชายหาดและพื้นที่วางไข่เต่าในอนาคต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้ใช้อำนาจตามมาตรา 17 ของ พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สั่งระงับการก่อสร้างเขื่อนไปก่อน แม้จะมีความคืบหน้าไปกว่า 70% แล้วก็ตาม โดยหลังจากนี้อาจมีการพิจารณาปรับแบบเพื่อลดผลกระทบต่อไป

น่าสังเกตว่านี่เป็นการใช้มาตรา 17 ที่มีความเด็ดขาดเป็นครั้งแรกต่อกรณีโครงการก่อสร้างที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ซึ่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเห็นว่าเป็นทางออกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ และต่อไปจะนำมาใช้กับทุกโครงการที่สร้างแล้วจะกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเล เพราะขณะนี้มีคณะกรรมการระดับจังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาช่วยคัดกรองความเหมาะสมของโครงการอยู่แล้ว

เต่ามะเฟือง
ภาพมุมสูงของโครงการสร้างเขื่อนกันคลื่นที่ชายหาดบริเวณใกล้วัดท่าไทร หนึ่งในภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อการอยู่รอดของเต่าทะเลทุกชนิดคือการสูญเสียพื้นที่วางไข่จากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ปัจจุบัน โครงการนี้ได้ถูกสั่งระงับไว้โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งด้วยมาตรา 17 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แต่ผลกระทบต่อระบบนิเวศหาดทรายในอนาคตจากโครงสร้างที่อยู่ภายใต้ทรายในตอนนี้นั้นยังไม่อาจคาดคะเนได้ (ภาพถ่ายจากโดรน / Anonymous)

“หากเทพธิดาแห่งท้องทะเลมีตัวตน แม่เต่ามะเฟืองตัวนี้แหละคือเธอ อะไรที่เคยผลักดันยากเย็นในสมัยก่อน แม่เต่าตัวเดียวช่วยขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ได้อย่างเหลือเชื่อ” – ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ในแง่ของการสำรวจและวิจัย ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ภูเก็ต) กล่าวว่า “เรายังต้องการข้อมูลอื่นๆ อีกมากครับในการจัดการอนุรักษ์ประชากรเต่ามะเฟือง โดยเฉพาะเส้นทางการหากิน และพัฒนาการของลูกเต่า อย่างครั้งนี้เราก็พยายามช่วยให้เขามีโอกาสรอดมากที่สุด”ดร.ก้องเกียรติ อธิบายถึงการตัดสินใจขุดรังเต่าเพื่อช่วยเหลือลูกเต่าออกจากรัง เพราะเมื่อตรวจดูอุณหภูมิภายในหลุม พบว่าลูกเต่าได้ออกมาจากไข่หมดแล้ว จากประสบการณ์ติดตามการฟักไข่เต่ามะเฟืองรังที่ 1 พบว่าลูกเต่าชุดที่แข็งแรงน้อยสุดได้ขาดอากาศหายใจตายในหลุม ครั้งนี้เมื่อรอจนครบ 12 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดยังไม่มีลูกเต่าขึ้นมา จึงตัดสินใจลงมือขุดหลุมนำลูกเต่าขึ้นวางบนหาดทราย เพื่อให้มีการปรับสภาพก่อนที่จะคลานลงสู่ทะเลได้

ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจและชุมชนนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภารกิจเฝ้าระวังรังเต่ามะเฟืองตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาจนกระทั่งลูกเต่าออกจากไข่และกลับคืนสู่ทะเลประสบความสำเร็จ

เต่ามะเฟือง
ลูกเต่ามะเฟืองที่เพิ่งฟักออกจากรังว่ายน้ำฝ่าเกลียวคลื่นที่ซัดสาดใส่แนวชายหาด เพื่อเดินทางไกลออกไปเติบโตกลางทะเลเปิดในยามค่ำคืน ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลทางชีววิทยาถึงวัยเจริญพันธุ์ของเต่ามะเฟืองที่ชัดเจน แต่มีการคาดคะเนว่าอยู่ที่ประมาณ 15 ปี เราได้แต่คาดหวังว่า ลูกเต่าเหล่านี้จะมีชีวิตรอดและกลับมาวางไข่บนชายหาดนี้อีกครั้งเมื่อถึงเวลา (ภาพถ่าย: ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย)

“ที่ผ่านมาเราติดตามเรื่องเต่ามะเฟืองมาตลอดครับ น่าดีใจที่ตอนนี้ชุมชนตื่นตัวขึ้นมาก กระแสการอนุรักษ์จากภายนอกก็ดีขึ้น ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อนยังมีการลักลอบขุดเอาไข่เต่าไปขายอยู่บ้าง เพราะเป็นของหายากมีราคา การจัดตั้งกองทุนให้รางวัลแก่ชาวบ้านที่ช่วยแจ้งข้อมูลการพบเห็นรังเต่าช่วยลดปัญหานี้ไปได้มาก” พี่ปรารภ หรือ นายปรารภ แปลงงาน หัวหน้าศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลจังหวัดภูเก็ต หนึ่งในแกนนำการอนุรักษ์เต่ามะเฟือง อธิบาย

กองทุนอนุรักษ์เต่าทะเลหาดไม้ขาว-หมู่เกาะสุรินทร์-หมู่เกาะสิมิลัน เป็นความร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์เต่าทะเลหาดไม้ขาว ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยมีการมอบเงินรางวัลให้เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ราษฎรจิตอาสา ช่วยแจ้งข้อมูลและเบาะแสในกรณีที่พบเห็นรัง นอกจากนี้ก็ยังมีการอบรมเยาวชนเกี่ยวกับความสำคัญของเต่าทะเลและรณรงค์เรื่องปัญหาขยะทะเลอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการสร้างขยะพลาสติกที่ไม่จำเป็น

การกลับมาของเต่ามะเฟืองเป็นตัวจุดประกายให้มีการปกป้องชายหาดธรรมชาติ และอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งที่สำคัญของพื้นที่ทะเลอันดามันตอนเหนือลงไปถึงชายหาดของภูเก็ตอีกครั้งหนึ่ง หากเต่ามะเฟืองยังสามารถอยู่ได้ ทะเลไทยก็ยังมีความหวัง


อ่านเพิ่มเติม

บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์: “ฉลาม” นักล่าผู้ตกเป็นเหยื่อ

 

 

เรื่องแนะนำ

บรรดาสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกำลังสูญเสียชีวิตครั้งใหญ่จากเชื้อก่อโรค

ภาพของกบมากมายที่ตายเนื่องจากเชื้อก่อโรคที่เป็นฟังไจ ไคทริด ชื่อว่า Batrachochytrium dendrobatidis (Bd) ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NAT GEO IMAGE COLLECTION ในขณะนี้มีการเปิดเผยว่า เชื้อก่อโรคในสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเป็นฟังไจกลุ่ม ไคทริด ทำให้สายพันธุ์ของกบและซาลาแมนเดอร์ลดลงไปอย่างน้อย 501 ชนิด เป็นเวลานับทศวรรษแล้วที่ “เพชฌฆาตเงียบ” ชนิดหนึ่งได้สังหารบรรดากบและซาลาแมนเดอร์รอบโลกด้วยวิธีการกินผิวหนังของพวกมันแบบเป็น ๆ ในขณะนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ 41 คนจากทั่วโลก ประกาศว่าเพชฌฆาตนี้คือเชื้อก่อโรค (Pathogen) ซึ่งมนุษย์ได้ทำให้มันระบาดไปทั่วโลกโดยไม่ได้ตั้งใจนั้นได้ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของโลกมากกว่าโรคร้ายอื่น ๆ ที่โลกได้บันทึกเอาไว้ งานศึกษาครั้งใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อเร็วๆ นี้ คือการสรุปจำนวนของเชื้อก่อโรค ซึ่งเป็นฟังไจในกลุ่ม ไคทริด (Chytrid) ที่ชื่อว่า Batrachochytrium dendrobatidis (Bd) และ Batrachochytrium salamandrivorans (Bsal) โดยฟังไจ ไคทริด เป็นเหตุให้สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกว่า 501 ชนิด มีจำนวนที่ลดลง หรือ […]

คุณจะกินอาหารยังไงนะ ถ้าคุณตัวหนักเบาะๆ แค่เกือบสองร้อยตัน

นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนบันทึกภาพวาฬสีน้ำเงิน (Balaenoptera musculus) ขณะสวาปามฝูงคริลล์ในน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งนิวซีแลนด์ ในฐานะสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก วาฬสีน้ำเงินอาจเติบใหญ่จนยาวเทียบเท่ารถบัสสามคันต่อกันหรือร่วม 30 เมตร และหนักได้ถึง 200 ตัน ขณะทะยานเข้าหาฝูงคริลล์ มันอาจเร่งความเร็วได้ถึง 6.7 ไมล์ต่อชั่วโมง (10.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) แต่การอ้าปากอันมหึมาจะชะลอความเร็วของมันลงเหลือเพียง 1.1 ไมล์ต่อชั่วโมง (1.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ความน่าทึ่งอย่างหนึ่งคือ วาฬสีน้ำเงินเป็นสัตว์ช่างเลือก เพราะมันอาจว่ายผ่านฝูงคริลล์ขนาดเล็กไป ดังที่เห็นในคลิปอีกช่วงหนึ่ง เหตุผลหนึ่งคือมันอาจเห็นว่าไม่คุ้มค่ากับพลังงานที่ต้องใช้ในการเร่งความเร็ว อ้าปากกรองกินอาหาร และกลับสู่การว่ายด้วยความเร็วปกติ ลองคิดง่ายๆว่าถ้าคุณหนัก 200 ตัน ลำพังแค่การเคลื่อนไหวร่างกายแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องใช้พลังงานมหาศาลแล้ว วาฬสีน้ำเงินจัดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์โดยสหภาพสากลว่าด้วยการการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือไอยูซีเอ็น (International Union for Conservation of Nature: IUCN) และได้รับการคุ้มครองจากคณะกรรมาธิการเพื่อการล่าวาฬนานาชาติ (International Whaling Commission) ซึ่งให้การปกป้องพวกมันนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา หลังถูกไล่ล่าจนเกือบสูญพันธุ์ การใช้โดรนช่วยให้นักวิจัยสังเกตและศึกษาพฤติกรรมของวาฬได้โดยไม่รบกวนพวกมัน ผิดจากในอดีตที่ต้องใช้เครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ที่ส่งเสียงดังรบกวน กระนั้น เราก็ยังจำเป็นต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างโดรนกับวาฬด้วย   […]

เหตุผลอันน่าประหลาดใจ ว่าทำไมหมีขั้วโลกต้องพึ่งพาน้ำแข็งทะเลเพื่ออยู่รอด

งานวิจัยชิ้นใหม่สำรวจความเชื่อมโยงชิ้นสำคัญในห่วงโซ่อาหารของเหล่า หมีขั้วโลก ทุกฤดูหนาว น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะขยายตัวรอบขั้วโลก กิ่งก้านเยือกแข็งของมันแผ่ขยายไปตามแนวชายฝั่งทางเหนือ ขณะนี้ น้ำแข็งทะเลเพิ่งผ่านจุดที่ขยายตัวมากที่สุดในรอบปี และจะเริ่มหดตัวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับหมีขั้วโลก ซึ่งมีแหล่งอาหารที่เกี่ยวพันกับน้ำแข็งทะเลอย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้ และในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา น้ำแข็งทะเลหดตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลด้านหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (National Snow and Ice Data Center) ระบุว่า ในปี 2019 น้ำแข็งทะเลที่ปกคลุมอาร์กติก มีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับเจ็ด นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มเก็บข้อมูลจากดาวเทียมเมื่อ 40 ปีก่อน ในปีนี้ “[การหดตัวของน้ำแข็งทะเล] ไม่ได้สร้างสถิติใหม่ แต่สิ่งสำคัญคือแนวโน้ม” แอนดรูว์ เดโรเชอร์ (Andrew Derocher) นักวิทยาศาสตร์ด้านหมีขั้วโลกแห่งมหาวิทยาลัยแอลเบอร์ตา กล่าว “แนวโน้มเชิงลบของน้ำแข็งทะเลตลอดทุกเดือน เป็นสิ่งที่น่ากังวล” ฤดูใบไม้ผลิที่หนาวเย็นทำให้น้ำแข็งคงตัวอยู่ได้ ซึ่งทำให้หมีขั้วโลกสามารถเข้าถึงหนึ่งในอาหารโปรดอย่างแมวน้ำได้ง่ายขึ้น แต่ฤดูใบไม้ผลิที่อุ่นขึ้นทำให้เส้นทางหาอาหารที่สำคัญของพวกมันขาดหายไป “สำหรับ หมีขั้วโลก หมีตัวที่อ้วนที่สุดคือตัวที่อยู่รอด” เดโรเชอร์กล่าว หมีที่ตัวอ้วนกว่า มีโอกาสที่จะอยู่รอดในฤดูร้อนซึ่งไม่มีน้ำแข็งและไม่มีหรือแทบไม่มีแหล่งอาหาร มากกว่าตัวที่ผอม และหมีเพศเมียที่อ้วนกว่า ต้องการพลังงานเพื่อให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกให้มีสุขภาพดีได้โดยสมบูรณ์ “ไม่เคยมี หมีขั้วโลก ตัวไหนที่มองตัวเองในทะเลสาบที่ละลาย แล้วคิดว่านี่ฉันอ้วนเกินไปแล้วนะ” […]