ทะเลไทย ในคลื่นยักษ์ของนักท่องเที่ยว - National Geographic Thailand

ทะเลไทย ในคลื่นยักษ์ของนักท่องเที่ยว

ทะเลไทย ในคลื่นยักษ์ของนักท่องเที่ยว

หากไม่นับ พะยูนน้อย “มาเรียม” ขวัญใจล่าสุดของ ทะเลไทย แล้ว  “เจ้าหลังลาย” แห่งเกาะลิบง ก็เป็นหนึ่งในพะยูนดาราที่คัมภีร์ ผาติเสนะ ช่างภาพ พบเห็นเสมอยามเขาออกเรือไปถ่ายภาพช่วงสายถึงเที่ยง  มันอยู่มานานและเชื่องคน  ชื่อหลังลายมาจากรอยแผลเป็นบนหลังที่อาจเกิดจากขูดกับหินเอง ถ้าไม่ใช่เพราะใบพัดเรือ

SeaYouTomorrow
มาร่วมแบ่งปันภาพถ่ายแห่งท้องทะเลเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนร่วมกันรักษาคุณค่า และความงดงามของท้องทะเล คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน อาจพูดได้ว่าพะยูนอย่างเจ้าหลังลายได้รับการคุ้มครองดูแลจากชาวบ้านลิบง เกาะมุกด์ และที่อื่นๆ ในจังหวัดตรังเป็นอย่างดี  “การอนุรักษ์พะยูนในพื้นที่ทำกันมาเป็นสิบปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำ” ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ผู้ประสานงานมูลนิธิอันดามัน เล่าและเสริมว่า “ชาวบ้าน โดยเฉพาะที่ลิบงซึ่งเป็นถิ่นที่มีพะยูนฝูงใหญ่  ร่วมกันหากระบวนการดูแลมานานแล้วครับ อัตราการตายของพะยูนลดลงตั้งแต่ปี 2553-2554  ตอนนั้นมีพะยูนอยู่ 134 ตัว”  ในช่วงนั้นการตายของพะยูนมาจากการใช้อวนลากอวนรุนของประมงพาณิชย์  ซึ่งทั้งทำให้พะยูนติดอวน ทั้งทำลายแหล่งหญ้าทะเล  จำนวนพะยูนจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่หลังจากที่ชาวบ้านประชุมหารือตกลงร่วมกันยกเลิกใช้เครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อพะยูน ช่วยกันดูแลแหล่งหญ้าทะเล “จนหญ้าทะเลมีมากขึ้น พะยูนก็เพิ่มจำนวนขึ้นตามไปด้วย สถานการณ์ดีขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา อัตราการพบซากพะยูนลดลง และพบคู่แม่ลูกว่ายน้ำอยู่ด้วยกันนับสิบคู่ และยังพบเต่าทะเลเพิ่มขึ้นด้วย” ภาคภูมิเล่า ปัจจุบันมีการสำรวจพบพะยูน 180-200 ตัวในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากมีแหล่งอาหารหรือหญ้าทะเลอยู่มากที่สุด

พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลตัวอ้วนอุ้ยอ้ายที่ผู้คนสนใจจนอยากจะเห็นตัวจริงใกล้ๆ  การท่องเที่ยวดูพะยูนจึงค่อยๆ เกิดขึ้นที่ลิบงราวทศวรรษก่อน โดยมีชาวท้องถิ่นผู้รู้จักพะยูนเป็นผู้นำทางไปในช่วงแรก  ต่อมาการท่องเที่ยวพะยูนค่อยๆ ขยายออกไปเป็นบริการของรีสอร์ตที่พัก รวมทั้งผู้ประกอบการต่างถิ่น  ความกังวลเกี่ยวกับการคุกคามพะยูนโดยไม่ตั้งใจจากเรือนักท่องเที่ยวทำให้ผู้แทนชุมชน เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ประกอบการ มูลนิธิอันดามัน รวมทั้งนักวิชาการ ช่วยกันกำหนดกติกาชมพะยูนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

มาตรการสำคัญคือ ให้นักท่องเที่ยวขึ้นชมพะยูนจากภูเขาบาตูปูเต๊ะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางขึ้นจุดชมพะยูน  ระหว่างนี้งดไม่ให้เรือติดเครื่องยนต์ติดตามพะยูน แต่ให้ชมจากจุดจอดเรือและผูกทุ่นลอยเรือแทน ห้ามดำน้ำตามพะยูนหรือใช้กล้องดำน้ำติดตาม  เรือนำเที่ยวต้องขึ้นทะเบียนและทำตามกฎระเบียบ  เป็นต้น

ทะเลไทย
“เจ้าหลังลาย” พะยูนดาราประจำถิ่นเกาะลิบง กำลังไล่เล็มกินหญ้าทะเล  ในวันที่น้ำลงต่ำพะยูนจะเข้ามาหากินใกล้ชายฝั่ง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมได้อย่างใกล้ชิด (ภาพถ่าย: คัมภีร์ ผาติเสนะ)
ทะเลไทย
นักท่องเที่ยวเฝ้ารอคอยอย่างจดจ่ออยู่ในเรือบริเวณอ่าวเขาบาตูปูเต๊ะ เกาะลิบง ด้วยความหวังที่จะได้ชมพะยูนอย่างใกล้ชิด (ภาพถ่าย: คัมภีร์ ผาติเสนะ)

ต่างจากสัตว์ป่าที่ถูกกักขังในสวนสัตว์ สวนน้ำ หรือถูกเร่แสดงโชว์  พะยูนและสัตว์หายากอื่นๆ ใช้ชีวิตอย่างเสรีในถิ่นที่ของมัน  นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเดินทางไปหาเพื่อจะได้มีประสบการณ์เห็นด้วยตา ได้เข้าใกล้และถ่ายภาพ ตลอดจนถ่ายภาพตัวเองกับสัตว์เพื่อลงในโซเชียลมีเดีย  การกำหนดกติกาเช่นนี้จึงเป็นการคุ้มครองดูแลสัตว์ทะเลในถิ่นธรรมชาติจากการเดินทางมาของนักท่องเที่ยว ซึ่งนับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานสัตว์ทะเลหายาก ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการผลักดันให้สัตว์ทะเลหายากอีกสี่ชนิด ได้แก่ วาฬบรูดา วาฬโอมูระ ฉลามวาฬ และเต่ามะเฟือง ให้เป็นสัตว์ป่าสงวน (เพิ่มจากเดิมที่มีพะยูนเพียงชนิดพันธุ์เดียวที่เป็นสัตว์ทะเล และล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ.2562” โดยรวมทั้งสี่ชนนิดในรายชื่อสัตว์ป่าสงวนของไทยแล้ว) นับเป็นการให้ความคุ้มครองสัตว์หายาก ทางกฎหมายที่มีบทบัญญัติสูงสุด  แต่ความจำเป็นในการวางมาตรการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญในการพิทักษ์สัตว์ทะเล โดยเฉพาะในกรณีของการชมวาฬซึ่งได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีการกำหนดกรอบร่วมกันอย่างชัดเจน เช่น กรณีพะยูนที่ลิบงหรือโลมาที่ขนอม

สำหรับ ดร. ธรณ์ การปกปักรักษาถิ่นอาศัยของสัตว์และแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อน (nursery ground) เป็นสิ่งสำคัญมาก  ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการปิดอ่าวมาหยาไม่ให้เรือเข้าเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ฉลามหูดำกลับมาในบริเวณนั้นกว่า 60 ตัว ปะการังฟื้นตัวและปลาการ์ตูนเริ่มกลับมา “สิ่งสำคัญสุดคือตัวถิ่นอาศัยของสัตว์ (habitat)  เราต้องแยกเป็นสองอย่างคือ อนุรักษ์สัตว์กับอนุรักษ์พื้นที่  เมื่อคนเห็นฉลามหูดำที่อ่าวมาหยา ก็เริ่มเข้าใจว่าการอนุรักษ์สัตว์หมายถึงการอนุรักษ์พื้นที่ด้วย จะเอ็นดูอนุรักษ์แต่ตัวมันอย่างเดียวไม่ได้”   ล่าสุดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชยืดการปิดอ่าวมาหยาออกไปอีกสองปีเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ สร้างระบบจัดการการท่องเที่ยว และจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว

ยิ่งไปกว่านั้น การปิดอ่าวมาหยาได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีในระดับนานาชาติ รวมทั้งสื่อหลักของโลก  เมื่อการปิดอ่าวเห็นผลเป็นรูปธรรมให้คนทั่วโลกเห็นอย่างชัดเจนผ่านทางโซเชียลมีเดีย

“โซเชียลมีเดียมีข้อเสียตอนแรก แต่ตอนหลังกลายเป็นข้อดี” ดร.ธรณ์ พูดถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์ก่อนหน้านี้ที่นักท่องเที่ยวมักนิยมถ่ายภาพกับสัตว์ทะเลเพื่อโพสต์อวดบนเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมที่ “เมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ช่วงพีคๆ มีคนส่งภาพแบบนี้มาให้วันละสองสามภาพจากที่โน่นที่นี่” แต่หลังจากที่มีผู้แสดงความคิดเห็นในทางที่ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ภาพในลักษณะดังกล่าวก็ลดลงไป

“เราพยายามสื่อว่าคุณจะจับสัตว์มาถ่ายรูปทำไม ในเมื่ออย่างแรกสัตว์ได้รับอันตราย อย่างที่สองคือคุณได้รับอันตราย เพราะจะถูกด่า ถูกจับ ถูกสั่งฟ้อง ต้องขึ้นศาล เสียทั้งเงินทั้งเวลา โดยที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ถ้าเซลฟี เราก็อยากให้คนมาคลิกไลค์ใช่ไหม ไม่ได้อยากได้เฮต (hate)” ดร. ธรณ์ เจ้าของเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat ซึ่งมีผู้ติดตาม 1.3 แสนคน กล่าว  อินฟลูเอนเซอร์คนสำคัญที่ทำให้คนไทยเข้าใจถึงท่าทีที่ควรมีต่อสัตว์ในอาศัยถิ่นของมัน (แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของมนุษย์) ผู้นี้เชื่อว่า “กระแสสังคมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้”

ทะเลไทย
นักดำน้ำห้อมล้อมฉลามวาฬในน่านน้ำบริเวณกองหินเกาะตาชัย จังหวัดพังงา ภาพถ่ายลักษณะนี้ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงเรื่องความเหมาะสม (ภาพถ่าย: นัท สุมนเตมีย์)

ดร. ธรณ์ ยังเห็นว่า การเฝ้าดูลูกเต่ามะเฟืองฟักออกจากไข่ที่เกาะตาชัยเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น เป็นการท่องเที่ยวมิติใหม่ทางออนไลน์  เมื่อพื้นที่วางไข่ของเต่าอยู่ในเขตห้ามเข้าเนื่องจากเป็นเขตทหาร เช่น เกาะตาชัย เกาะคราม เกาะกระ  “เราใช้คำว่าท่องเที่ยวทางออนไลน์ได้ โดยที่ไม่ต้องเสียสตางค์ด้วย ดูได้ทั้งประเทศ กลายเป็นข่าวดัง และปลูกจิตสำนึกด้วย…ผมยังไม่เคยเห็นที่ไหนที่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดตามดูรังไข่เต่าทุกนาที ไลฟ์ตลอดหกวัน ติดต่อกันจนลูกเต่าฟักออกจากไข่ มีคนติดตามหลานแสนวิวเลย”

อย่างไรก็ตาม สำหรับทะเลไทย ผู้มาเยือนส่วนใหญ่มักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ  การทำงานร่วมกันจึงไม่ใช่ระหว่างชาวบ้าน ผู้ประกอบการ หน่วยราชการเท่านั้น แต่ไปไกลถึงหน่วยงานอย่างกงสุลและสถานทูตของประเทศผู้มาเยือน  ในระยะยาว ดร.ธรณ์ เสนอว่า การท่องเที่ยวที่เหมาะสมคือการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวด้วยการจัดการ โดยเป็นไปตามความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่ง (Carrying Capacity – CC) ซึ่งในไทยมีการใช้หลักการนี้แล้วกับหมู่เกาะสิมิลัน  ดร.ธรณ์ หวังว่าจะเกิดขึ้นกับอุทยานแห่งชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลทุกแห่ง เนื่องจากนักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่มขึ้นทุกปี

“ปัญหาคือเรามีซีซีในบางพื้นที่ว่า  กำหนดให้คนมาเท่าไร เช่น สิมิลันบางพื้นที่  เราต้องกำหนดให้มีทุกที่ และต้องเฉลี่ยนักท่องเที่ยวด้วย  ถึงอย่างไรประเทศไทยก็ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยว เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 25 ของประเทศ  ถ้าทำได้ก็ควรมีซีซีทั้งหมด” ประธานคณะทำงานสัตว์ทะเลหายากกล่าว

เรื่อง  นิรมล มูนจินดา

ภาพถ่าย นัท สุมนเตมีย์ และคัมภีร์ ผาติเสนะ

                                                                                               

อ่านเพิ่มเติม

มาเรียม : ดุหยงน้อยสู่ความหวังพะยูนไทย – บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์

เรื่องแนะนำ

กระรอกน้อยติดล้อ

กระรอกน้อยติดล้อ นับเป็นการเดินทางอันแสนยาวนานกว่าเจ้ากระรอกน้อยผู้มีสองขาและอีกสองล้อจะได้ชีวิตใหม่คืนมา ที่จังหวัดบาตมัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี Rüzgar Alkan วัย 19 ปีบังเอิญไปพบมันเข้า โดยที่ขาหน้าทั้งสองข้างของกระรอกตัวนี้ติดอยู่ในกับดักสัตว์ Alkan พาตัวมันส่งสัตวแพทย์ในเมือง แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงเกินไป ดังนั้น Alkan จึงส่งต่อกระรอกต่อให้กับ Tayfun Demir ซึ่งเปิดศูนย์ดูแลกระรอกในนครอิสตันบูล ห่างออกไป 700 ไมล์ ณ ที่นั่น ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกจากมหาวิทยาลัย Istanbul Aydın ร่วมกับนักกายภาพบำบัดช่วยกันเยียวยาเจ้ากระรอกน้อย หลังการผ่าตัดสองครั้ง ครั้งละหกชั่วโมงเพื่อรักษาบาดแผล ในที่สุดทีมงานได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่จะช่วยให้กระรอกสามารถใช้ชีวิตได้เกือบเหมือนเดิม มันเป็นล้อเลื่อนที่ใช้แทนขาหน้าซึ่งช่วยให้มันสามารถวิ่งได้อีกครั้ง   อ่านเพิ่มเติม วีลแชร์เพื่อคอร์กี้พิการ

เมื่ออสรพิษเกี่ยวกระหวัด

งูแบล็กแมมบา ((Dendroaspis polylepis: Black Mamba) ซึ่งอาศัยอยู่ตามท้องทุ่งสะวันนาและเนินเขาทางใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริกา เป็นงูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก แถมยังเป็นงูที่เร็วที่สุดชนิดหนึ่งในโลกอีกด้วย โดยเคลื่อนที่ได้เร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พวกมันใช้ความเร็วในการหลบหนีนักล่าเป็นหลัก ไม่ใช่ในการล่าเหยื่อ และเติบโตจนมีขนาดลำตัวได้ยาวถึง 4.3 เมตร โดยที่งูหนุ่มสองตัวในคลิปนี้ถูกจับภาพไว้ได้ที่สนามกอล์ฟเลพเพิร์ดครีกในเมืองเมลเลน ประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยฝีมือคนถ่ายที่ซูมภาพจากระยะไกล โดยในคลิปเราจะเห็นงูเพศผู้สองตัวพยายามกดอีกฝ่ายลงเบื้องล่าง แม้ว่าจะมีชื่อว่า “แบล็กแมมบา” แต่อันที่จริงแล้วพวกมันมีสีเขียวอ่อนๆไปจนถึงสีเทา ปากของงูชนิดนี้จะอ้ากว้างเมื่อมันรู้สึกถูกคุกคามและภายในปากจะมีสีน้ำเงินอมดำ ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อ “แบล็กแมมบา” แม้จะมีหลายคนโทษพวกมันว่าเป็นงูที่กัดคนจนตายและมักตกเป็นตัวร้ายในเทพปกรณัมของแอฟริกา แต่จริงๆแล้วแบล็กแมมบาเป็นงูที่ขี้อายและพยายามหลบหนีให้ไวที่สุดหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีการเผชิญหน้า พวกมันจะหันมาสู้ยิบตาต่อเมื่อถูกต้อนให้จนมุมเท่านั้น โดยจะชูหัวขึ้นและแผ่แม่เบี้ยได้เหมือนกับงูเห่า และส่งเสียงขู่ฟ่อออกมา ถ้าหากผู้คุกคามไม่ยอมถอย แบล็กแมมมาก็จะฉกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และฉีดพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาทออกมาในการกัดแต่ละครั้ง ซึ่งทำให้ถึงตายได้ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับการเซรุ่มพิษงู (antivenom) ทันเวลา ในปัจจุบัน จำนวนประชากรงูแบล็กแมมมายังไม่มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าหากมนุษย์ยังคงรุกรานเขตแดนของพวกมันอยู่ต่อไป อาจมีคนถูกงูกัดเพิ่มขึ้นก็เป็นได้เมื่องูรู้สึกจนมุม และนั่นจะเป็นข่าวร้ายสำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท เพราะเซรุ่มพิษงูยังเป็นสิ่งที่หาได้ยากในพื้นที่ห่างไกล และถ้าขาดเซรุ่ม โอกาสรอดจากพิษงูแบล็กแมมบาก็แทบจะเป็นศูนย์

สุนัขเปลี่ยนสีหน้าเมื่อมนุษย์ให้ความสนใจ

สีหน้าของสุนัขไม่ได้มีดีแค่ไว้สำหรับเป็นคลิปบันเทิงบนโลกออนไลน์ แต่มันยังเป็นข้อมูลสำคัญที่แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของการเป็นสุนัขเลี้ยงอีกด้วย นักวิทยาศาสตร์ประเมินปฏิกิริยาที่แสดงออกผ่านสีหน้าของสุนัข เมื่อเผชิญกับมนุษย์และเมื่อมนุษย์หันหลังให้ พวกเขาพบว่าขณะที่สุนัขถูกมนุษย์จ้องมองพวกมันสามารถแสดงสีหน้าได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้สุนัขเป็นสัตว์ที่อยู่เคียงข้างกับมนุษย์มานาน มิตรภาพต่างสปีชีส์นี้มีอายุย้อนไปได้ถึง 30,000 ปีก่อน และสายสัมพันธ์อันดีระหว่างเราเป็นส่วนหนึ่งที่เราวิวัฒนาการร่วมกันมาเพื่อการสื่อสารที่ดีขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความน่ารัก, ทดลองให้ปลาไหลไฟฟ้าช็อต เพื่อวิทยาศาสตร์

เจน กูดดอลล์ กับการค้นพบที่ปฏิวัติความเข้าใจของเราเกี่ยวกับชิมแปนซีไปตลอดกาล

นี่คือบางตอนของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 1965 (เสียงในภาพยนตร์เป็นเสียงบรรยายของเธอเอง) เจน กูดดอลล์ ในวัยไม่ถึง 30 ปีทำงานวิจัยชิมแปนซีในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game Reserve) ในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศแทนซาเนีย ด้วยการสนับสนุนและผลักดันของหลุยส์ ลีคีย์ นักมานุษยบรรพกาลวิทยาในตำนาน นี่คือเรื่องราวการค้นพบสำคัญที่สุดประการหนึ่งของเจน กูดดอลล์ ที่สะเทือนวงการวิทยาศาสตร์ และไม่เคยมีใครบันทึกภาพไว้ได้ เจนสังเกตเห็นชิมแปนซีตัวหนึ่งซึ่งเธอตั้งชื่อให้ว่า เดวิด เกรย์เบียร์ด (เพราะมันมีเคราแพะสีเทาโดดเด่นเป็นที่จดจำ)  นั่งยองๆข้างจอมปลวก มันเด็ดใบหญ้าขึ้นมาใบหนึ่ง แหย่ลงในโพรง แล้วดึงใบหญ้าที่เต็มไปด้วยปลวกออกมา ก่อนจะรูดเข้าปาก ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง เจนเห็นมันหักกิ่งไม้แล้วรูดใบทิ้งก่อนจะใช้กิ่งไม้นั้นแย่เข้าไปในจอมปลวก เดวิด เกรย์เบียร์ด แสดงการใช้และการสร้างเครื่องมือเบื้องต้น (Object modification) อันเป็นคุณลักษณะที่เคยเชื่อกันว่า มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ ดังคำกล่าวที่ว่า  “Man, the Tool Maker” การค้นพบนี้เท่ากับเป็นการท้าทายความพิเศษของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เมื่อเจนส่งโทรเลขแจ้งข่าวนี้แก่หลุยส์ […]