สุนัขป่าอาร์กติก : โดดเดี่ยวกลางแดนหนาว - National Geographic Thailand

สุนัขป่าอาร์กติก : โดดเดี่ยวกลางแดนหนาว

สุนัขป่าอาร์กติก : โดดเดี่ยวกลางแดนหนาว

ในแสงสีฟ้ายามเช้าตรู่ของเขตอาร์กติก  สุนัขป่าอาร์กติก เจ็ดตัวร้องหงิงๆ ระหว่างไถลตัวไล่ตามก้อนน้ำแข็งขนาดเท่ากำปั้น ข้ามบึงที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง พวกมันวิ่งข้ามบึงไปมา ลูกสุนัขป่าสี่ตัวแข่งกันไล่ตามก้อนน้ำแข็ง แล้วสุนัขป่าที่โตกว่าสามตัวก็ชนพวกมันให้ล้มลง ก้อนน้ำแข็งกลิ้งหลุนๆ เข้าไปในพงหญ้า ลูกสุนัขป่าตัวใหญ่ที่สุดไล่ตามไปทันและเคี้ยวมันแหลกละเอียดคาปาก

พวกที่เหลือได้แค่ยืนเอียงคอมอง ราวกับกำลังตกตะลึงกับความป่าเถื่อนของสิ่งที่เห็น จากนั้นพวกสุนัขป่าพากันหันมามองผมทีละตัว

ความรู้สึกนี้ช่างยากจะอธิบาย  ขณะสายตาจับจ้องกัน เมื่อฝูงสัตว์ผู้ล่าจ้องมองคุณ และคุณก็จ้องกลับด้วยหัวใจที่เต้นตูมตาม  โดยปกติแล้วมนุษย์มิใช่เป้าหมายให้ประเมินค่าอย่างนั้น  แต่ดูเหมือนร่างกายผมจะรู้ดีกว่าความคิด  ผมตัวสั่นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้เกิดจากความหนาว  แม้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้พวกมันจะดูขี้เล่นแค่ไหน ถึงอย่างไรพวกมันก็เป็นสุนัขป่า  ขนสีขาวของพวกมันเปรอะคราบเลือดเกรอะกรัง  ซากวัวมัสก์ขนาดใหญ่กว่าผมหลายเท่าที่พวกมันกินนอนอยู่ใกล้ๆ ซี่โครงถูกเปิดออก

พวกสุนัขป่ามองผมเงียบๆ แต่พวกมันกำลังคุยกันด้วยการกระดิกใบหูและท่าทางของหาง  พวกมันกำลังตัดสินใจ  และหลังจากนั้นไม่นาน พวกมันก็ตัดสินใจเข้ามาใกล้ขึ้น

สุนัขป่าอาร์กติก
ลูกวัวมัสก์ต้านทานสุนัขป่าได้นาน 20 นาทีก่อนล้ม ขณะที่ “เจ้าตาเดียว” (ซ้ายสุด) พยายามกัดและยื้อยุดจมูกลูกวัว สุนัขป่าตัวอื่นเข้าโจมตีจากทางด้านหลัง  นี่เป็นวิธีที่สุนัขป่าอายุหนึ่งขวบเรียนรู้วิธีฆ่าเหยื่อ ซึ่งโดยทั่วไปพุ่งเป้าไปยังสัตว์อายุน้อย สัตว์อายุมาก หรือสัตว์ป่วย  บางครั้งสุนัขป่าที่หิวโหยลงมือกินเหยื่อก่อนเหยื่อตายเสียด้วยซ้ำ

บางทีอาจไม่มีสถานที่อื่นใดอีกแล้วบนโลกที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้  นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงเดินทางมาเกาะเอลส์เมียร์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกลุ่มเกาะอาร์กติกในแคนาดา เพื่อร่วมคณะถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี สถานที่แห่งนี้ช่างรกร้างห่างไกลและในฤดูหนาวก็หนาวเย็นมากเสียจนแทบไม่มีมนุษย์มาเยือน  สถานีตรวจวัดอากาศชื่อ ยูรีกา ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตก มีเจ้าหน้าที่แปดคนประจำการตลอดทั้งปี ชุมชนที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ กรีส ฟียอร์ด (ประชากร 129 คน) อยู่ห่างไปทางใต้ 400 กิโลเมตร

ที่กล่าวมานี้หมายความว่า สุนัขป่าอาร์กติกในพื้นที่แถบนี้ของเกาะเอลส์เมียร์ ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับสุนัขป่าสีเทา (Canis lupus) ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาร็อกกี้  พื้นที่ส่วนใหญ่ของแคนาดา และกลุ่มประชากรเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วยุโรปและเอเชีย ไม่เคยถูกล่า ไม่เคยถูกการพัฒนาขับไล่ ไม่เคยถูกชาวไร่วางยาเบื่อหรือดักจับ ไม่มีรถยนต์วิ่งทับ มีนักวิทยาศาสตร์เพียงไม่กี่คนเคยศึกษาพวกมัน

ใช่ว่าสุนัขป่าที่นี่จะไม่เคยพบเห็นมนุษย์มาก่อน นักชีววิทยาระดับตำนาน แอล. เดวิด เมช ใช้เวลา 25 ฤดูร้อนเฝ้าสังเกตพวกมันตั้งแต่ปี 1986  พนักงานสถานีตรวจวัดอากาศพบเห็นพวกมันบ่อยครั้ง และมีรายงานการพบสุนัขป่าอาร์กติกฝูงใหญ่เดินผ่านพื้นที่ของสถานี  ยังมีเพื่อนของผมในคณะถ่ายทำเคยฝังตัวอยู่กับฝูงที่ผมมีโอกาสได้รู้จักเป็นเวลาสองสามสัปดาห์ โดยขับรถเอทีวีติดตามความเคลื่อนไหวของพวกมัน

การติดต่อกับมนุษย์เช่นนี้ทำให้ความเป็นสัตว์ป่าของพวกมันลดลงบ้างไหม  ความเป็นสัตว์ป่าของสัตว์วัดกันด้วยความห่างไกลที่พวกมันรักษาระยะห่างจากมนุษย์กระนั้นหรือ  สุนัขป่าที่เอลส์เมียร์ถูกตัดขาดจากญาติของพวกมันที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศอันเป็นมิตรมากกว่ามาก  และด้วยปัจจัยมากกว่าระยะทาง  ในดินแดนตอนเหนือเช่นนี้ สุนัขป่าไม่เคยถูกมนุษย์คุกคามจนจวนเจียนสูญพันธุ์  ที่นี่ พวกมันอาศัยอยู่ไกลจากเงื้อมเงาของมนุษย์ พวกมันไม่จำเป็นต้องกลัวเรา  การจะไปเยี่ยมเยือนพวกมัน เราต้องยอมสละการควบคุมต่างๆ แล้วเข้าสู่โลกอีกโลกหนึ่ง

สุนัขป่าอาร์กติก
สุนัขป่าอาร์กติกอาศัยอยู่ในหมู่เกาะอาร์กติกทางตอนเหนือสุดของแคนาดาและตามแนวชายฝั่งของกรีนแลนด์เท่านั้น  แต่พวกมันเป็นญาติใกล้ชิดกับสุนัขป่าสีเทาที่พบแถบเทือกเขาร็อกกี้  พื้นที่ส่วนใหญ่ของแคนาดา และหลายพื้นที่ของยุโรป  นักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่า ปัจจุบันมีสุนัขป่าอาร์กติกอาศัยอยู่ในเขตกระจายพันธุ์นี้เป็นจำนวนเท่าใด
สุนัขป่าอาร์กติก
ลูกสุนัขป่าตัวหนึ่งกัดขนนก ขณะอีกตัวหนึ่งใช้จมูกดุนเพศเมียจ่าฝูงอายุมากชื่อ เจ้าผ้าพันคอขาว (ตัวขวาสุด)  หลังจากการล่าเหยื่อครั้งสุดท้ายที่มันมีส่วนร่วม เจ้าผ้าพันคอขาวดูจนแน่ใจแล้วว่า ลูกสุนัขป่าได้กินก่อน ในเวลาต่อมา มันก็หายตัวไปในทุ่งทุนดรา ลูกเพศเมียตัวหนึ่งพยายามสวมบทบาทเป็นจ่าฝูงตัวใหม่

ผมอยากจะคิดถึงสุนัขป่าแบบเดียวกับที่คิดถึงสุนัขบ้าน นั่นคือใสซื่อและเป็นมิตร การคิดเช่นนี้ทำให้ผมคลายกังวลเมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่เล่าขานเป็นตำนานมาเนิ่นนานว่าเป็นนักฆ่าอำมหิต

บนบึงน้ำแข็งในวันนั้น ฝูงสุนัขป่าเดินก้มหัวต่ำ จมูกสูดดมกลิ่นเข้ามาหาช้าๆ เวลานั้นเป็นช่วงต้นเดือนกันยายน อุณหภูมิลบสามองศาเซลเซียส  ฤดูร้อนอันแสนสั้นของอาร์กติกสิ้นสุดลงแล้ว แต่ดวงอาทิตย์ยังคงอ้อยอิ่งอยู่บนท้องฟ้าวันละประมาณ 20 ชั่วโมง  ค่ำคืนอันมืดสนิท กลางคืนในฤดูหนาวที่กินเวลาสี่เดือนและอุณหภูมิลดต่ำกว่าศูนย์ถึง 50 องศา ยังต้องรออีกสองสามสัปดาห์จึงจะมาถึง

ผมนั่งอยู่เพียงลำพัง ไร้ซึ่งอาวุธใดๆ  พลางคิดว่าผมเคยอยู่ตัวคนเดียวอย่างนี้มาแล้วสองสามครั้งในชีวิต แต่ไม่เคยเสี่ยงอันตรายมากเท่านี้

สุนัขป่าแยกกันมาล้อมรอบผมราวกับควันไฟ  พวกมันกำลังผลัดขนเป็นชุดขนฤดูหนาว  ขณะพวกมันเดินผ่านไป ลักษณะเด่นที่แยกแยะพวกมันปรากฏให้เห็นในระยะประชิด ได้แก่ เพศผู้อายุหนึ่งปีที่มีขนแผงคอสีเทา เพศเมียที่มีเบ้าตาถูกแทง ซึ่งอาจเกิดในช่วงต่อสู้กับวัวมัสก์ ปลายหางสีดำของลูกสุนัขซึ่งไม่นานจะกลายเป็นสีขาว ผมได้กลิ่นคาวเลือดของวัวมัสก์ที่ติดตัวพวกมันมา

พวกลูกสุนัขป่าวิ่งเหยาะๆ อย่างงุ่มง่ามบนอุ้งตีนมหึมาอยู่ห่างๆ  แต่สุนัขป่าที่แก่กว่าเข้ามาใกล้ขึ้น  เพศเมียใจกล้าตัวหนึ่งซึ่งอาจอายุสองหรือสามปี เดินเข้ามายืนห่างแค่หนึ่งช่วงแขน  ดวงตาของมันเป็นสีอำพันสดใส  ช่วงจมูกและปากเป็นสีเข้มจากคราบเลือดหรืออาจเป็นขยะจากกองขยะที่สถานียูรีกา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าสุนัขป่าฝูงนี้แวะไปเยี่ยมเยือน

ผมได้ยินเสียงท้องมันร้องโครกคราก  มันมองผมหัวจดเท้า  ทำจมูกฟึดฟัดในอากาศราวกับกำลังร่างภาพ แล้วมันก็ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น ทันใดนั้นเอง มันเอาจมูกดันข้อศอกผม  ช่างน่าหวาดเสียว ผมสะดุ้ง  สุนัขป่าตัวนั้นกระโดดหนี แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน  ก่อนจะเหลียวกลับมามอง ขณะมันไปสมบทกับตัวที่เหลือในครอบครัวซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการกินซากวัวมัสก์

สุนัขป่าอาร์กติก
ฝูงสุนัขป่าซึ่งต้องการเหยื่ออย่างมาก เสาะหาวัวมัสก์และกระต่ายอาร์กติกในกรีลีฟยอร์ด  เมื่อฟยอร์ดนี้ปกคลุมด้วยน้ำแข็งในฤดูหนาว อาณาเขตล่าเหยื่อของพวกมันก็ขยายไปพ้นเทือกเขาที่เห็นอยู่ลิบๆ

ผมอยากจะคิดถึงสุนัขป่าแบบเดียวกับที่คิดถึงสุนัขบ้าน นั่นคือใสซื่อและเป็นมิตร  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกมันช่างเหมือนกันเมื่อดูจากภายนอก อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปรียบเทียบเช่นนี้  ทำให้เราคลายกังวลเมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่เล่าขานเป็นตำนานมาเนิ่นนานว่าเป็นนักฆ่าอำมหิต  การเผชิญหน้ากับสุนัขป่าที่เอลส์เมียร์ลบความคิดเกี่ยวกับสุนัขบ้านที่ผมมี เจ้าเพศเมียนัยน์ตาสดใสตรวจสอบผมอย่างละเอียด มันดูสงบ แทบไม่หลบสายตา ชั่วแวบหนึ่ง ผมเห็นแววความฉลาดที่ฉายออกมาเหนือกว่าอะไรก็ตามที่ผมรู้จักในสัตว์อื่น  ผมมีความรู้สึกแน่ชัดอย่างหนึ่งว่า ในส่วนลึกของรหัสพันธุกรรมของเรานั้น เรารู้จักกันและกัน

เรื่อง นีล เช

ภาพถ่าย โรแนน โดโนแวน

*อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2562


สารคดีแนะนำ

กรีนแลนด์ : รายงานจากสถานีเฝ้าระวังน้ำแข็ง

เรื่องแนะนำ

คุณจะกินอาหารยังไงนะ ถ้าคุณตัวหนักเบาะๆ แค่เกือบสองร้อยตัน

นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนบันทึกภาพวาฬสีน้ำเงิน (Balaenoptera musculus) ขณะสวาปามฝูงคริลล์ในน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งนิวซีแลนด์ ในฐานะสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก วาฬสีน้ำเงินอาจเติบใหญ่จนยาวเทียบเท่ารถบัสสามคันต่อกันหรือร่วม 30 เมตร และหนักได้ถึง 200 ตัน ขณะทะยานเข้าหาฝูงคริลล์ มันอาจเร่งความเร็วได้ถึง 6.7 ไมล์ต่อชั่วโมง (10.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) แต่การอ้าปากอันมหึมาจะชะลอความเร็วของมันลงเหลือเพียง 1.1 ไมล์ต่อชั่วโมง (1.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ความน่าทึ่งอย่างหนึ่งคือ วาฬสีน้ำเงินเป็นสัตว์ช่างเลือก เพราะมันอาจว่ายผ่านฝูงคริลล์ขนาดเล็กไป ดังที่เห็นในคลิปอีกช่วงหนึ่ง เหตุผลหนึ่งคือมันอาจเห็นว่าไม่คุ้มค่ากับพลังงานที่ต้องใช้ในการเร่งความเร็ว อ้าปากกรองกินอาหาร และกลับสู่การว่ายด้วยความเร็วปกติ ลองคิดง่ายๆว่าถ้าคุณหนัก 200 ตัน ลำพังแค่การเคลื่อนไหวร่างกายแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องใช้พลังงานมหาศาลแล้ว วาฬสีน้ำเงินจัดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์โดยสหภาพสากลว่าด้วยการการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือไอยูซีเอ็น (International Union for Conservation of Nature: IUCN) และได้รับการคุ้มครองจากคณะกรรมาธิการเพื่อการล่าวาฬนานาชาติ (International Whaling Commission) ซึ่งให้การปกป้องพวกมันนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา หลังถูกไล่ล่าจนเกือบสูญพันธุ์ การใช้โดรนช่วยให้นักวิจัยสังเกตและศึกษาพฤติกรรมของวาฬได้โดยไม่รบกวนพวกมัน ผิดจากในอดีตที่ต้องใช้เครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ที่ส่งเสียงดังรบกวน กระนั้น เราก็ยังจำเป็นต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างโดรนกับวาฬด้วย   […]

ใครจะถึงเส้นชัยก่อนระหว่างยูเซน โบลต์ กับเสือชีตาห์

ในป่า เสือชีตาห์คือนักล่าที่รวดเร็วที่สุด แต่จะเป็นอย่างไรหากจับผู้รวดเร็วที่สุดในสัตว์กับในมนุษย์มาแข่งขันด้านความเร็วกัน เชิญพบกับการแข่งวิ่งระหว่างยูเซน โบลต์และเสือชีตาห์ ในปี 2009 ยูเซน โบลต์สร้างสถิติใหม่ด้วยการวิ่งระยะทาง 100 เมตรในเวลาเพียงแค่ 9.58 วินาทีเท่านั้น นั่นทำกับความเร็ว 28 ไมล์ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว แต่ยังห่างไกลหลายขุมกับเสือชีตาห์ที่สามารถทำความเร็วได้ถึง 70 ไมล์ต่อชั่วโมง หากจับทั้งคู่มาแข่งกันในระยะทาง 100 เมตร เสือชีตาห์จะใช้เวลาเพียงแค่ 5.9 วินาทีเท่านั้น เข้าถึงเส้นชัยก่อนโบลต์ตั้ง 3.5 วินาที ความเร็วยอดลมกรดของชีตาห์นี้หาสัตว์ใดเปรียบได้ ซึ่งหากจะให้ทั้งคู่เข้าเส้นชัยพร้อมกันล่ะก็ โบลต์ต้องวิ่งนำไปก่อนถึง 60 เมตร แล้วจึงค่อยปล่อยตัวชีตาห์ เราจึงจะเห็นทั้งเจ้าแห่งความเร็วในโลกของมนุษย์และโลกของสัตว์วิ่งเข้าสู่เส้นชัยพร้อมกันอย่างสง่างาม   อ่านเพิ่มเติม : บรรดาสัตว์เชื่องช้าเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเร็วไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต, มดปากตะขอโจมตีเหยื่อเร็วกว่ากระพริบตา