กรีนแลนด์ : รายงานจากสถานีเฝ้าระวังน้ำแข็ง - National Geographic Thailand

กรีนแลนด์ : รายงานจากสถานีเฝ้าระวังน้ำแข็ง

กรีนแลนด์ : รายงานจากสถานีเฝ้าระวังน้ำแข็ง

อากาศยามเย็นในฤดูร้อนวันนั้นอุ่นพอให้พวกทหารถอดเสื้อนั่งเล่นกลางแจ้งได้ คนหนึ่งเล่นกีตาร์ อีกคนอ่านหนังสือ บรรยากาศผ่อนคลายคล้ายพักร้อน แม้นี่จะเป็นค่ายทหารเดนมาร์กทางตะวันออกเฉียงเหนือของ กรีนแลนด์  เรียกว่าสถานีนอร์ (Station Nord) ซึ่งอยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือ 925 กิโลเมตร เสียงหึ่งๆของเครื่องปั่นไฟแว่วมาแต่ไกล และบางครั้งบางคราวสุนัขกรีนแลนด์สองตัวจะส่งเสียงเห่า ดวงอาทิตย์วนรอบท้องฟ้าอาร์กติก

ภารกิจประจำวันของหน่วยทหารแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นงานด้านวิทยาศาสตร์ อาร์กติกอุ่นขึ้นเร็วกว่าพื้นที่อื่นใดในโลก และสำหรับนักวิจัยที่ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นี่มีข้อดีจากทำเลที่อยู่ห่างไกล  นั่นคือเกือบ 82 องศาเหนือ  ภายในอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเข้าถึงได้เพราะมีลานบิน ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่า อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นที่นี่ส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบ อาร์กติกเป็นส่วนหนึ่งของระบบทำความเย็นของโลก และเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งทะเลละลายเร็วขึ้น ระบบที่ว่าก็กำลังพังลง

มีสถานที่ไม่กี่แห่งที่เราลืมตาตื่นในโรงนอนซึ่งมีเตียงเรียงเป็นตับ ดื่มกาแฟ แล้วก้าวออกไปสู่สภาพแวดล้อมสุดขั้วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งหิมะขาวโพลน อากาศหนาวจับจิต หมอก และความมืดในฤดูหนาวที่ยาวนานหลายเดือน คือสิ่งปกติที่มีให้พบเจอ

สถานีนอร์ยังมีจุดประสงค์ทางการเมืองด้วยถึงได้มีทหารเป็นผู้ดูแล  เดนมาร์กอ้างอำนาจอธิปไตยที่นานาชาติยอมรับเหนือภูมิภาคแถบนี้  แต่จำต้องสำแดงตนเพื่อรักษาอำนาจนั้น  สำหรับผู้เชี่ยวชาญหกคนที่พำนักอยู่ที่นี่  ซึ่งทั้งหมดเป็นทหารในกองทัพเดนมาร์กและแทบจะเป็นเพศชายเสมอ สถานีนอร์คือบ้านตลอดการประจำการนาน 26 เดือน

กรีนแลนด์
การกินอาหารกลางวันข้างภูเขาน้ำแข็งบนน้ำแข็งทะเลเป็นเรื่องเร่งด่วนเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่าติดลบ 34 องศาเซลเซียส นักวิจัยใช้น้ำร้อนจากกระติกอุ่นอาหารฟรีซดราย และรีบกินอย่างรวดเร็ว เพราะอาหารจะเย็นชืดภายในไม่กี่นาที
กรีนแลนด์
เต็นท์ชั่วคราวคือที่พักของนักวิจัยที่ทำการทดลองทางอุตุนิยมวิทยา ซึ่งต้องเฝ้าสังเกตตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากหมีขั้วโลกคือความเสี่ยงที่พบเป็นประจำนอกเขตสถานี จึงมีสุนัขกรีนแลนด์เฝ้าระวังที่สถานีเสมอ

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นที่นี่ส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบ อาร์กติกเป็นส่วนหนึ่งของระบบทำความเย็นของโลก และเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งทะเลละลายเร็วขึ้น ระบบที่ว่าก็กำลังพังลง

สถานีซึ่งแรกเริ่มเป็นศูนย์ตรวจวัดลมฟ้าอากาศเมื่อปี 1952 คือหมู่บ้านเล็กๆที่มีสนามบินของตนเอง มีอาคารกว่า 25 หลัง รวมถึงโรงนอน ห้องประชุมเชิงปฏิบัติการ เพิงเก็บเครื่องปั่นไฟ ครัว และศูนย์ชุมชน

ที่นี่กว้างขวางพอจะจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อสร้างงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อันตรายแต่สวยงามได้  ทหารเก็บกวาดลานบิน เติมน้ำมันเครื่องบิน ทำความสะอาดโรงนอน เก็บเสบียงที่ส่งมาทางเครื่องบินบรรทุกสินค้า ตักน้ำจากทะเลสาบธารน้ำแข็งที่อยู่ใกล้ๆ และซ่อมแซมอุปกรณ์  ในฤดูหนาว ทหารหกนาย หรือแปดถ้านับสุนัขด้วย จะอยู่ตามลำพังหลายเดือนโดยมีสัญญาณดาวเทียมเอื้อให้ส่งอีเมลและข้อความง่ายๆได้ แต่ละคนจะได้สิทธิโทรศัพท์ประจำเดือน

ช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาจะเปิดบ้านต้อนรับชุมชนนานาชาติที่ผลัดเปลี่ยนกันมาเยือนมากถึง 60 คน ซึ่งมีทั้งทีมนักวิทยาศาสตร์ คนงานสนับสนุน นักบิน วิศวกร และเจ้าหน้าที่ทหาร

ชุมชนนี้มีวัฒนธรรมของตนเอง ถ้าใครไปกินข้าวสายจะต้องทำเค้กมาเลี้ยงคนทั้งชุมชนสักวัน ทุกคืนวันเสาร์มีงานเลี้ยงที่เสิร์ฟอาหารหลักสามจาน ทุกคนต้องผูกเนคไทหรือสวมกระโปรง และถ้าไม่มีติดตัวมา แบบคนที่มาครั้งแรกส่วนใหญ่  ก็อาจใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในสถานีทำขึ้นจากของใดๆก็ตามที่พอหาได้ รวมถึงไม้ สายไฟ หนังสือ หรือซองชา ดังตัวอย่างของจริงที่จัดแสดงอยู่บนผนังโรงครัว

กรีนแลนด์
บอลลูนอัดก๊าซฮีเลียมผูกไว้ที่ฟลีเกร์สฮัต ห่างจากสถานีนอร์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณสองกิโลเมตร เครื่องมือนี้จะวัดความปั่นป่วนของอากาศ การแผ่รังสีอาทิตย์และการแผ่รังสีโลก และคาร์บอนดำจากชั้นบรรยากาศชั้นล่างสุดซึ่งต่ำกว่าที่เครื่องบินจะบินได้อย่างปลอดภัย
กรีนแลนด์
ทหารและนักวิจัยร่วมงานเลี้ยงหมูย่างและเล่นเกม ผู้แข่งขันพยายามแทงแหลนให้ลอดห่วงเล็กๆ ขณะที่เพื่อนร่วมทีมถีบรถสามล้อขนของไปข้างหน้า ยิ่งดึก ห่วงยิ่งเล็กลง และทีมก็ต้องใช้วิธีทำลายสมาธิของคู่แข่ง ความเหลวไหลไร้สาระทำให้ผู้คนสนิทกันและเกิดความรู้สึกเป็นชุมชนเดียวกัน

ช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาจะเปิดบ้านต้อนรับชุมชนนานาชาติที่ผลัดเปลี่ยนกันมาเยือนมากถึง 60 คน ซึ่งมีทั้งทีมนักวิทยาศาสตร์ คนงานสนับสนุน นักบิน วิศวกร และเจ้าหน้าที่ทหาร

ทอมัส ครุมเพน นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันอัลเฟรดเวเกเนอร์ของเยอรมนี เป็นผู้นำการบินสำรวจเพื่อวัดความหนาของน้ำแข็งทะเลช่วงฤดูร้อน ซึ่งคำนวณจากภาพถ่ายดาวเทียมได้ยาก นอกเหนือไปจากค่าอื่นๆ โดยนำอากาศยาน ดีซี-3 ที่ได้รับการปรับแต่งแล้ว ออกบินที่ระดับความสูง 60 เมตรเหนือน้ำแข็งและพ่วงเซ็นเซอร์ที่ผูกไว้กับเชือกให้ลอยเหนือผิวน้ำแข็งแค่ 15 เมตร ครุมเพน บอกว่า งานนี้ใช้สมาธิมากเสียจนกระทั่ง “บางครั้งก็ยากที่ผมจะมองออกไปนอกหน้าต่างและสนุกกับงานหรือเฝ้าสังเกตสิ่งที่ตัวเองกำลังสำรวจอยู่จริงๆ”

การบินเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความวิริยะอุตสาหะเพียงเพื่อตอบคำถามง่ายๆว่า น้ำแข็งทะเลหนาเท่าไร หิมะสะท้อนแสงแค่ไหน

ข้อสังเกตที่ได้จากการบินเหล่านี้จะป้อนเข้าสู่แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์สลับซับซ้อนเพื่อคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากสภาพภูมิอากาศยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป ข้อมูลเกี่ยวกับอาร์กติกนับว่าสำคัญยิ่งต่อการพยากรณ์ผลกระทบระดับโลก เช่น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและของระดับทะเล

กรีนแลนด์
เยสเปอร์ ยูล แฮนเซน หัวหน้าสถานีในขณะนั้น ทักทายทริลเล สุนัขกรีนแลนด์หนึ่งในสองตัวของสถานี ที่หน้าโรงครัว ขณะที่นักวิจัย โทเบียส ดอนท์ มองดูอยู่ สุนัขมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาวะทางอารมณ์ของทหาร “พวกมันให้บางอย่างแก่เราครับ” แฮนเซนบอก “พวกมันมีความสุขล้นเหลือเสมอ”

“เราจำเป็นต้องมองไปยังอนาคตเพื่อบอกผู้คนว่า  ผลกระทบอะไรที่พวกเราจะเผชิญ” ครุมเพนบอก นักวิจัยคนอื่นๆปล่อยบอลลูนตรวจลมฟ้าอากาศ ขุดหลุมเก็บตัวอย่างหิมะ หรือจับตามองอุปกรณ์ของตนเองทั้งคืนโดยมีสุนัขคอยเห่าเตือนภัยหมีขั้วโลกอยู่ใกล้ๆ พวกเขาค่อยๆเก็บรวบรวมข้อมูลที่จะช่วยตอบคำถามสำคัญที่สุดแห่งยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นคือจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา คำตอบนี้ทำให้เกิดข้อโต้แย้งทั้งทางการเมืองและวิทยาศาสตร์ และต้องใช้ข้อมูลที่สะสมมาหลายปีจากหลายสถานที่กว่าจะเริ่มได้เค้าคำตอบ

เรื่อง เจนนิเฟอร์ คิงสลีย์

ภาพถ่าย เอสเทอร์ ฮอร์แวท

*อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2562


สารคดีแนะนำ

ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว : ระเบิดเวลาใต้แผ่นดินอาร์กติก

เรื่องแนะนำ

ชีวิตที่โลดแล่นบนรางของพนักงานขับแอร์พอร์ตลิงก์หญิง

 พูดคุยพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ หญิง 2 คน ที่เพิ่งผ่านการฝึกฝนและรับตำแหน่งไม่กี่เดือน กับเรื่องราว “อาชีพในฝัน” ของพวกเธอ “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรจ๊ะ” ถ้าในยุคที่ผมยังเป็นเด็กน้อย เราก็มักตอบคำถามยอดฮิตของผู้ใหญ่นี้ว่า “หนูอยากเป็นทหาร… ตำรวจ… หมอ… พยาบาล” กลับกันถ้ามาถามเด็กๆในยุคนี้คำตอบอาจต่างไป ด้วยเรื่องของยุคสมัยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเองได้ทำความรู้จักอาชีพหนึ่ง นั่นคือ “พนักงานควบคุมรถไฟฟ้า” พูดง่ายๆก็คือคนขับรถไฟฟ้านั่นแหละ ผมมองว่านี่เป็นอาชีพหนึ่งที่กำลังเติบโตในบ้านเรา เพียงแต่ไม่ได้เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ทำให้น้องๆที่เรียนจบแล้ว กำลังจะเรียนจบ หรือน้องๆที่ยังอยู่ในวัยฝันหวานยังไม่ค่อยรู้ว่ามีอาชีพนี้อยู่ในบ้านเรา ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ แนน – นิตยาวรรณ ชื่นชม และ บิว – ธิดารัตน์ งามตา 2 สาวตัวเล็กๆที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า อาชีพนี้มีพนักงานหญิงมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่น้องทั้งสองคนนี้ถือว่าเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยชั่วโมงการทำงานเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น ทั้งคู่เป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งจัดว่าเป็นขบวนรถไฟฟ้าที่วิ่งเร็วที่สุดในเมืองไทย เพราะเป็นขบวนที่วิ่งระหว่างเมือง จึงจำเป็นต้องใช้ความเร็วสูง ผมนัดพบทั้ง 2 สาวที่สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน 2 ร่างบอบบางเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มอันอ่อนหวาน เมื่อหาที่นั่งได้แล้ว […]

หายนะแห่งสงครามซีเรีย

วันที่ 15 มีนาคมนี้ถือเป็นวันครบรอบ 8 ปีของ สงครามซีเรีย แม้ว่าความรุนแรงในสงครามจะลดน้อยลง ทว่าผู้ลี้ภัยก็ยังมีจำนวนมหาศาล

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา วันหนึ่งเมื่อปี 2004 ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมเอ็นจิเนียร์ในเคนยา ซึ่งได้ชื่อนี้มาเพราะเคยมีคนอังกฤษเปิดร้านซ่อมเครื่องยนต์กลไกที่นั่น เด็กชายร่างผอมบางผู้มีสายตาสั้นเดินผ่านร้านรับพิมพ์งานแห่งเดียวในหมู่บ้านและเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือคอมพิวเตอร์ เด็กชายยืนข้างเครื่องที่ส่งเสียงหึ่งๆ สายตาจับจ้องไปที่คำและตัวเลขบนกระดาษที่ส่งผ่านจากคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ปีเตอร์ คารีอูคี เด็กชายซึ่งเพิ่งย่างเข้าวัยรุ่นได้ค้นพบอนาคตของตนเอง พ่อแม่ของปีเตอร์ซึ่งปลูกกะหล่ำและมันฝรั่งพอยังชีพ  เริ่มกังวลว่าลูกของตนไปขลุกอยู่ที่ร้านพิมพ์งานนานเกินไปไม่มีชาวบ้านเอ็นจิเนียร์คนใดเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แม้แต่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ก็มีอยู่ไม่กี่หลัง การเฟื่องฟูของธุรกิจเทคโนโลยีคือแนวคิดอันไกลห่าง  กระนั้น ปีเตอร์ก็ติดใจเสียแล้ว  เมื่อคะแนนสูงลิ่วในระดับประถมศึกษาส่งให้เขาเข้าโรงเรียนมาเซโนอันทรงเกียรติ (ซึ่งมีศิษย์เก่าอย่างบิดาของบารัก โอบามา) ครูให้เขาถือกุญแจห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ซึ่งปีเตอร์จะเข้าไปนั่งเขียนโปรแกรมทั้งคืน พอถึงปี 2010 พ่อมดคอมพิวเตอร์วัย 18 ปีก็เดินทางไปกรุงคิกาลี เมืองหลวงของรวันดา  เขาได้งานออกแบบระบบออกตั๋วอัตโนมัติให้ระบบรถโดยสารประจำทางของที่นั่น  ถึงแม้คิกาลีจะเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาดและปลอดอาชญากรรมที่สุดในแอฟริกา ทว่าระบบขนส่งมวลชนกลับไม่หนีประเทศอื่นๆ  รถประจำทาง (ที่จริงเป็นเพียงรถตู้) ไม่ตรงเวลา  แน่นเป็นปลากระป๋องและช้ายังกับเต่าคลาน  คนเดินทางส่วนใหญ่พึ่งจักรยานยนต์รับจ้างซึ่งขึ้นชื่อเรื่องขับขี่หวาดเสียว อันที่จริงในภูมิภาคซับสะฮาราของแอฟริกา อุบัติเหตุบนท้องถนนคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ไล่ตามเอดส์และมาลาเรียมาติดๆ และสถิติของตำรวจที่คาริอูคีเห็นก็บ่งชี้ว่า  อุบัติเหตุบนท้องถนนราวร้อยละ 80 ในคิกาลีเกี่ยวข้องกับจักรยานยนต์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้  คาริอูคีกับรูมเมตชื่อ บาร์เร็ตต์ แนช เพื่อนร่วมอุดมการณ์สตาร์ท-อัปจากแคนาดา  จับมือกัน หลังปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปในตอนเย็น คาริอูคีกับแนชจะเดินผ่านย่านเริงรมย์ของคิกาลีไปยังบาร์กลางแจ้งเพื่อนั่งดื่มเบียร์  พลางครุ่นคิดหาคำตอบของคำถามพื้นฐานว่า พวกเขาจะจัดหาบริการจักรยานยนต์รับจ้างที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ […]