อนาคตของ กระซู่ หลังจากสูญเสียตัวสุดท้ายในมาเลเซีย - National Geographic Thailand

อนาคตของกระซู่หลังจากสูญเสียตัวสุดท้ายในมาเลเซีย

กระซู่ เพศเมียตัวนี้ถูกจับมาดูแลที่เกาะบอร์เนียว อันเป็นการย้ายถิ่นเพื่อให้มันปลอดภัยจากนักล่าสัตว์ ขอบคุณภาพถ่ายโดย ARI WIBOWO, WWF-INDONESIA


ขณะนี้มีกระซู่เหลืออยู่เพียง 80 ตัวในอินโดนีเซียเท่านั้น

กระซู่หรือแรดสุมาตราได้สูญพันธุ์ไปจากมาเลเซียแล้ว หลังจากที่อีมาน กระซู่ตัวสุดท้ายของประเทศ ตายไปเนื่องจากโรคมะเร็งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาที่ศูนย์พักพิงแรดบอร์เนียวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาบิน ขณะมีอายุได้ 25 ปี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มาเลเซียได้สูญเสียแทม กระซู่เพศผู้ตัวสุดท้ายของประเทศไป

“อีมานได้รับการดูแลและเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยมหลังจากเราจับมันมาดูแลตั้งแต่ปี 2014 ไม่มีใครทำได้มากเหมือนเราแล้ว” คริสติน หลิว รัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐซาบาห์ กล่าว

ย้อนไปเมื่อปี 2008 มีการค้นพบแทมที่สวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่ง มันถูกจับและนำมาดูแลที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตาบิน รัฐซาบาห์ และวางแผนให้มันผสมพันธุ์กับกระซู่เพศเมียสองตัวที่ชื่อว่า ปันตุง (Puntung) ซึ่งถูกจับมาเมื่อปี 2011 และอีมาน (Iman) ที่ถูกจับเมื่อปี 2014 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

กระซู่
กระซู่ ชื่อว่า ฮาราปัน โพสท่าที่ศูนย์อนุรักษ์ไวท์โอ๊คที่มลรัฐฟลอริดา สถานที่ซึ่งมันได้อยู่อาศัยที่นั่นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์กระซู่ หรือ แรดสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK

ในปี 2017 ปันตุงได้รับการการุณยฆาตเนื่องจากโรคมะเร็ง และอีมาน กระซู่เพศเมียตัวสุดท้ายในมาเลเซีย ก็เพิ่งตายไป โดยสาเหตุที่ทำให้กระซู่มีจำนวนน้อยลงเช่นนี้เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยและการล่าสัตว์ มีการคาดการณ์ว่า เหลือกระซู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าบริเวณเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ประมาณ 80 ตัวเท่านั้น และส่วนที่เหลือก็อยู่อย่างกระจัดกระจายในเกาะกาลีมันตัน ส่วนพื้นที่ของประเทศอินโดนีเซีย

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า พฤติกรรมการอยู่อย่างสันโดษของกระซู่เป็นสาเหตุใหญ่ของการลดจำนวนลง เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ กระซู่เพศเมียอาจเป็นซีสต์ (ถุงน้ำที่เกิดขึ้นบนเนื้อเยื่อตามส่วนต่างๆของร่างกาย) และเนื้องอกในระบบสืบพันธุ์ หากไม่มีการผสมพันธุ์นานเกินไป (เช่นเดียวกับกรณีการเจริญพันธุ์ของอีมานและปันตุงเองก็ไม่สามารถตั้งท้องตัวอ่อนได้ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บเรื้อรังจากกับดักของพรานจนไม่สามารถตั้งท้องในธรรมชาติได้)

กระซู่
บรรดานักอนุรักษ์ธรรมชาติหวังว่ากระซู่ที่อยู่ในศูนย์พักพิงกระซู่ในอินโดนีเซียจะสามารถมีลูกได้เพื่อไม่ให้สายพันธุ์ของมันต้องสูญพันธุ์ไป ในขณะมีกระซู่อาศัยในป่าอยู่เพียง 80 ตัวเท่านั้น ภาพถ่ายโดย ALAIN COMPOST

นั่นเป็นเหตุผลที่ในปี 2018 บรรดาผู้นำองค์กรไม่แสวงกำไรระดับโลก รวมถึงเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้จัดตั้งความร่วมมือที่ไม่เคยมีก่อน ชื่อว่า กู้ชีพกระซู่ (Sumatran Rhino Rescue) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อตามหาและจับกระซู่ในป่าอย่างปลอดภัยให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อนำพวกมันมารวมกันและขยายพันธุ์ในพื้นที่ปิด

“เราจะจับกระซู่ที่ยังหลงเหลือและอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวในกาลีมันตันและสุมาตรา และจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้มันมีลูกได้” มากาเร็ต คินแนร์ด (Margaret Kinnaird) ผู้นำด้านปฏิบัติการสัตว์ป่าขององค์กร WWF International กล่าว

(รับชมวิดีโอ กระซู่ สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก)

ความหวังใหม่ต่อกระซู่ที่ยังเหลือ

คินแนร์ดกล่าวว่า การสูญพันธุ์ของกระซู่ในมาเลเซียเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ค้นหาสัตว์ที่ยังเหลืออยู่ในธรรมชาติให้มากขึ้น คินแนร์ดทำงานด้านการค้นหาและดูแลกระซู่มาได้ 2 ปีแล้ว และพบข่าวดีว่า เมื่อปลายปีที่แล้วมีการพาตัวพาหุ (Pahu) กระซู่เพศเมียซึ่งจับได้จากในป่า เข้าสู่กระบวนการขยายพันธุ์ที่ศูนย์พักพิงแรดในจังหวัดกาลีมันตันตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า พาหุมีความสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างแข็งแรง มันกำลังปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ และถ้าโชคดี มันอาจมี “คู่” มาอยู่ร่วมกัน

“การสำรวจของเราเมื่อเร็วๆนี้บ่งชี้ว่า ยังคงมีกระซู่ตัวอื่นๆใช้ชีวิตอยู่ในป่าที่กาลีมันตัน” คินแนร์ดกล่าวและเสริมว่า “มันทำให้ฉันมีความหวังอีกครั้งค่ะ”

“เราต้องมุ่งความสนใจไปที่การรักษากระซู่อีก 80 ตัวที่เหลือ โดยใช้ทั้งการปกป้องพวกมันอย่างเข้มงวด การผสมพันธุ์ในพื้นที่ปิด และการทำงานร่วมกับคนท้องถิ่น เพื่อให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจว่ากระซู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางธรรมชาติ” ซูซี เอลลิส กรรมการบริหารของมูลนิธิแรดนานาชาติ (the International Rhino Foundation) กล่าวและเสริมว่า “นี่เป็นการต่อสู้ที่เราจะแพ้ไม่ได้”

เรื่อง JASON BITTEL


อ่านเพิ่มเติม แรดขาวเหนือ : บทเรียนจากความตายของสัตว์ตัวสุดท้าย

เรื่องแนะนำ

เหตุใดจิ้งจอกทะเลทรายมีหูใหญ่นัก?

เหตุใด”จิ้งจอกทะเลทราย”มีหูใหญ่นัก? จิ้งจอกทะเลทราย หรือจิ้งจอกเฟนเนก สัตว์ในวงศ์หมาจิ้งจอกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา แม้ว่าพวกมันจะมีขนาดเล็ก แต่จิ้งจอกทะเลทรายมีใบหูขนาดใหญ่มากเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่น ซึ่งใบหูของมันมีความยาวถึงครึ่งหนึ่งของลำตัวเลยทีเดียว สำหรับสาเหตุที่จิ้งจอกทะเลทรายต้องมีใบหูขนาดใหญ่ก็เพราะ หนึ่งหูขนาดใหญ่ช่วยให้มันได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของเหยื่อใต้ผืนทรายได้ดียิ่งขึ้น และสองหูของมันไม่ได้มีไว้เพื่อการได้ยินอย่างเดียวแต่ยังช่วยในการระบายความร้อนอีกด้วย อาหารหลักของจิ้งจอกทะเลทรายคือแมลง สัตว์ขนาดเล็กอื่นๆ และผลไม้ พวกมันเป็นสัตว์หากินกลางคืน และด้วยรูปร่างเล็กและหน้าตาน่ารักทำให้พวกมันถูกจับมาเป็นสัตว์เลี้ยงของบรรดาผู้ที่ชื่นชอบสัตว์แปลกๆ โดยหลงลืมไปว่าแท้จริงแล้วสัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ป่า (เชิญชมคลิปอธิบาย เหตุใด”จิ้งจอกทะเลทราย”มีหูใหญ่นัก?)   อ่านเพิ่มเติม นกทำความสะอาดรักแร้ให้ยีราฟ

อย่างงง! แพะขึ้นไปติดบนสายไฟได้อย่างไร?

คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้เมื่อเดือนมีนาคม ปึ 2016 จากชนบทในประเทศกรีซ เมื่อเจ้าแพะตัวหนึ่งสร้างความงุนงน ให้แก่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ร่างของมันลอยตัวอยู่กลางอากาศ มีเพียงเขาที่เกี่ยวกับสายไฟไว้เท่านั้น เจ้าแพะขึ้นไปติดบนสายไฟได้อย่างไร? ไม่มีใครทราบ เคราะห์ดีที่ชาวบ้านบริเวณนั้นช่วยกันนำตัวมันลงมา อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้แพะเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการกระโดดได้สูงมาก พวกมันมีกีบพิเศษที่ช่วยในการปีน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้สูงหรือหน้าผาชัน แพะสามารถปีนขึ้นได้ทั้งสิ้น   อ่านเพิ่มเติม : ความน่ารักของลูกหมี หลังได้รับการช่วยเหลือโดยเจ้าหน้าที่, แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

“10 year challenge” สิบปีที่ผ่านมากับสปีชีส์ที่หายไป

สิบปีนั้นนานพอที่หลายสิ่งจะเปลี่ยนไป รายนามเหล่านี้คือบรรดาสัตว์สูญพันธุ์ในช่วงทศวรรษผ่านมา น่าเศร้าที่ "10 year challenge" ของพวกมันมีเพียงรูปอดีต ปราศจากรูปปัจจุบัน...

เบื้องหลัง ” คาเฟ่สัตว์ ” ความน่ารักในสายตามนุษย์ ผ่านความทุกข์ของเหล่าสัตว์

วัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบ “ คาเฟ่สัตว์ ” กำลังเป็นที่นิยมในทวีปเอเชียรวมถึงสังคมไทย ผู้คนไม่น้อยโปรดปรานการรับประทานอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มแบบใกล้ชิดกับสัตว์โดยเลือกหาคาเฟ่ที่ตอบสนองตามความชอบของตนเอง คาเฟ่สัตว์นั้นมีหลายแบบ บางที่อาจเกิดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อการช่วยเหลือสัตว์เช่น คาเฟ่แมวจร บ้างก็เป็นคาเฟ่สัตว์เลี้ยงทั่วไปอย่างสุนัขหรือแมวหลากหลายสายพันธุ์จนถึง “ คาเฟ่สัตว์ แปลก” ที่เปิดประสบการณ์ให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกับสัตว์ที่เราไม่ได้คุ้นเคยหรือพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น งู นาก นกฮูก แรคคูน ชินชินลา กบ เม่นแคระ เป็นต้น เราอาจรู้สึกตื่นเต้นและรู้สึกเย้ายวนใจที่จะได้ใกล้ชิดกับสัตว์แปลก (Exotic Animal) หรือ “สัตว์ป่าต่างถิ่น” ที่แปลกตา ห้วงเวลาอันแสนสั้นหลังจากที่เราต่อคิวเพื่อให้ได้ใกล้ชิดพวกมันเพียง 15-30 นาที ไม่ว่าจะเป็นการจ้องมองหน้าตาน่าเอ็นดูของแรคคูน พิจารณาใบหูยาวของจิ้งจอกทะเลทราย สัมผัสเกล็ดงูที่มันวาว หรือจินตนาการว่าเราเป็นพ่อมดแฮรี่พอตเตอร์ที่มีนกฮูกส่งสารเป็นของตัวเองนั้นอาจจุดประกายจินตนาการและเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ใครหลายคน แต่น้อยคนที่รู้สึกสะกิดใจว่าสิ่งนี้คือชนวนใหญ่ของการลักลอบค้าสัตว์จนถึงการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชนวนและเชื้อเพลิงของการลักลอบค้าสัตว์ เมื่อความต้องการและความนิยมของ คาเฟ่สัตว์ มีมากขึ้น ความต้องการในการนำเข้าหรือค้าขายสัตว์เหล่านี้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ปัญหาคือแหล่งที่มาของพวกมันที่เราไม่อาจทราบได้เลยว่าสัตว์พวกนี้มาจากไหนโดยเฉพาะพวกสัตว์ป่า ถึงแม้ว่าคาเฟ่สัตว์บางที่จะรับรองว่าพวกมันมาจากพ่อหรือแม่พันธุ์ที่ถูกกฎหมาย แต่การจะหาที่มาที่แท้จริงของพวกมันยังไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนนักเนื่องจากกระบวนการดังกล่าวยังอยู่ใต้เงามืดที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างโปร่งใส ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของคาเฟ่ตัวนากที่เป็นที่นิยมอย่างมากในญี่ปุ่น แม้ว่านากหลายตัวจะได้รับการรับรองจากคาเฟ่ว่ามีที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่จากงานวิจัยและการสืบสวนขององค์กรที่ดูแลการค้าสัตว์โดยเฉพาะ (Wildlife Trade Specialists หรือ TRAFFIC) ก็ยังพบว่านากส่วนใหญ่มาจากการลักลอบค้านากเล็บสั้นซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการของเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่า […]