แรดขาวเหนือ : บทเรียนจากความตายของสัตว์ตัวสุดท้าย - National Geographic Thailand

แรดขาวเหนือ : บทเรียนจากความตายของสัตว์ตัวสุดท้าย

แรดขาวเหนือ : บทเรียนจากความตายของสัตว์ตัวสุดท้าย

แรดขาวเหนือ เพศผู้ตัวสุดท้ายสอนช่างภาพว่า เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อความเชื่อมโยงระหว่างเรากับธรรมชาติหรือความเชื่อมโยงระหว่างเราด้วยกันได้

————————————–

ฉันเริ่มต้นอาชีพด้วยการรายงานเรื่องความขัดแย้ง  ตั้งแต่อายุ 26 ปี  ฉันไปยังสถานที่อย่างโคโซโว, แองโกลา, ฉนวนกาซา, อัฟกานิสถาน และแคชเมียร์  ฉันบอกตัวเองว่า  เหตุผลในการไปเยือนที่เหล่านั้น คือเพื่อบันทึกภาพความโหดร้ายทารุณ ฉันคิดว่าเรื่องราวอันทรงพลังที่สุด คือเรื่องที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรุนแรงและการทำลายล้าง ขณะที่ความสำคัญของการตีแผ่ความขัดแย้งของมนุษย์ไม่ควรถูกทำให้ด้อยค่าลง  การมุ่งเน้นแต่เพียงเรื่องนี้ทำให้โลกของฉันกลายเป็นเหมือนฉากสยองขวัญ

แต่เมื่อฉันรายงานเรื่องความขัดแย้งครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันก็ค่อยๆ รับรู้ว่า นักข่าวยังมีหน้าที่ในการถ่ายทอดเรื่องราวอื่นๆ ที่หลอมรวมเราไว้ด้วยกันในฐานะมนุษย์  หากเราเลือกมองหาสิ่งที่จะแบ่งแยกเรา เราก็จะพบมัน หากเราเลือกมองหาสิ่งที่จะเชื่อมโยงเราไว้ด้วยกัน เราก็จะพบสิ่งนั้นเช่นกัน

ช่วงเวลาหลายปีในพื้นที่สู้รบนำฉันไปสู่การตระหนักรู้ นั่นคือ เรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์และสภาพแวดล้อมของมนุษย์ล้วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ถ้าเราขุดเบื้องหลังความขัดแย้งทุกอย่างของมนุษย์ลงไปลึกพอ เราจะพบสายใยที่ถูกกัดกร่อนระหว่างมนุษย์กับโลกธรรมชาติ

ความจริงเหล่านี้กลายเป็นป้ายบอกทางส่วนตัว เมื่อฉันพบ “ซูดาน” แรดขาวเหนือ ซึ่งในที่สุดจะกลายเป็นแรดเพศผู้ตัวสุดท้ายของชนิดพันธุ์

แรดขาวเหนือ
เจ้าหน้าที่ติดอาวุธคอยระวังภัยให้ “ซูดาน” แรดขาวเหนือเพศผู้ตัวสุดท้ายของเผ่าพันธุ์

นักข่าวยังมีหน้าที่ในการถ่ายทอดเรื่องราวอื่นๆ ที่หลอมรวมเราไว้ด้วยกันในฐานะมนุษย์  หากเราเลือกมองหาสิ่งที่จะแบ่งแยกเรา เราก็จะพบมัน หากเราเลือกมองหาสิ่งที่จะเชื่อมโยงเราไว้ด้วยกัน เราก็จะพบสิ่งนั้นเช่นกัน

ฉันเห็นซูดานครั้งแรกเมื่อปี 2009 ที่สวนสัตว์ดวูร์กราโลแวในสาธารณรัฐเช็ก ฉันจำชั่วขณะนั้นได้อย่างแม่นยำ ซูดานอยู่ในกรงที่ก่อจากอิฐและเหล็กซึ่งล้อมรอบด้วยหิมะ มันกำลังได้รับการฝึกให้อยู่ในกรง โดยเรียนรู้ที่จะเดินเข้าไปในลังขนาดยักษ์ซึ่งจะขนส่งมันเป็นระยะทางเกือบ 6,000 กิโลเมตรไปทางใต้สู่เคนยา มันเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และระมัดระวัง ใช้เวลาสูดกลิ่นหิมะ มันอ่อนโยน อุ้ยอ้าย และดูผิดที่ผิดทาง ฉันรู้ว่าฉันได้พบกับสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถือกำเนิดขึ้นมาหลายล้านปี (บันทึกฟอสซิลชี้ว่าสายพันธุ์ของมันมีอายุกว่า 50 ล้านปี) ซึ่งเคยท่องมาแล้วเกือบทั่วโลก

วันนั้นในฤดูหนาว ซูดานเป็นแรดขาวเหนือ เพียงหนึ่งในแปดตัวที่เหลืออยู่ในโลก เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อนมีแรดหลายแสนตัวในแอฟริกา พอถึงต้นทศวรรษ 1980 การล่าได้ลดจำนวนพวกมันลงเหลือประมาณ 19,000 ตัว นอแรดเป็นเพียงเคอราทินเหมือนเล็บของเรา ไม่มีพลังในการรักษาเป็นพิเศษแต่อย่างใด กระนั้น ผู้คนทั่วโลกก็ตีค่าว่านอแรดเป็นยารักษาอาการเจ็บป่วย ตั้งแต่เป็นไข้ไปจนถึงภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศมานานแล้ว

ตอนที่ฉันพบซูดาน แรดขาวเหนือ ที่เหลือทั้งหมดล้วนอยู่ในสวนสัตว์ ปลอดภัยจากการถูกลักลอบล่า แต่ความสำเร็จในการขยายพันธุ์กลับมีจำกัด นักอนุรักษ์คิดแผนการอันบ้าบิ่นที่จะขนส่งแรดสี่ตัวไปยังเคนยาทางเครื่องบินโดยหวังว่าแรดจะได้รับการกระตุ้นจากอากาศในถิ่นอาศัยของบรรพบุรุษ น้ำ อาหาร และมีพื้นที่ให้เดินท่อง พวกมันจะแพร่พันธุ์ และลูกหลานของพวกมันอาจเพิ่มจำนวนประชากรแรดในแอฟริกา

เมื่อฉันได้ยินแผนการนี้ครั้งแรก มันดูเหมือนออกมาจากนิทานเด็ก แต่ฉันก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่า นี่เป็นความพยายามอันสิ้นหวังเฮือกสุดท้ายเพื่อปกป้องสัตว์ชนิดนี้ สวนสัตว์ดวูร์กราโลแว เขตอนุรักษ์ออลเพเจตา กรมสัตว์ป่าของเคนยา องค์กรพรรณพืชและพรรณสัตว์นานาชาติ องค์กรแบ็กทูแอฟริกา และเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าเลวา ทำงานหนักเพื่อให้การเคลื่อนย้ายนี้เป็นไปได้ ในคืนเดือนธันวาคมอันหนาวเหน็บคืนหนึ่ง แรดสี่ตัวออกเดินทางจากสวนสัตว์ดวูร์กราโลแวในสาธารณรัฐเช็กเพื่อไปยังเขตอนุรักษ์ออลเพเจตาในเคนยา

เรามาถึงจุดที่มาตรการอันสิ้นหวังเช่นนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นได้อย่างไร เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ความต้องการนอแรดตั้งอยู่บนความเชื่องมงายซึ่งเป็นสาเหตุของการสังหารหมู่สัตว์ชนิดนี้ แต่เรื่องนี้ก็กระตุ้นให้กลุ่มคนที่แตกต่างกันมารวมตัวกันในความพยายามเพื่อปกป้องบางสิ่งที่มีความพิเศษและล้ำค่า บางสิ่งที่เมื่อสูญหายไปแล้วก็จะจากไปตลอดกาล

แรดขาวเหนือ
ซูดาน (ซ้าย) พบปะกับฟาตู หลานของมัน ซึ่งเป็นแรดขาวเหนือเพศเมียหนึ่งในสองตัวสุดท้าย ที่เขตอนุรักษ์ออลเพเจตาในเคนยา

การพบซูดานในสาธารณรัฐเช็กเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของฉัน ทุกวันนี้ งานของฉันไม่ได้เน้นแค่สภาพแวดล้อมของมนุษย์เท่านั้น แต่ฉันยังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ และจากสิ่งนี้ ฉันยังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านของเรา อนาคตของเรา และการพึ่งพาอาศัยกันของสรรพชีวิต

เก้าปีหลังจากการขนส่งทางอากาศครั้งนั้น ฉันได้รับโทรศัพท์บอกให้รีบไปเคนยา ซูดานในวัย 45 ปีถือว่าแก่มากสำหรับชนิดพันธุ์ของมัน มันมีอายุยืน แต่ตอนนี้มันกำลังจะตาย ในช่วงขวบปีท้ายๆของชีวิต มันได้สัมผัสกับทุ่งหญ้าที่มันถือกำเนิดอีกครั้ง แม้ว่าจะมีกลุ่มผู้พิทักษ์ติดอาวุธคอยคุ้มครองมันจากพวกลักลอบล่าสัตว์ตลอดเวลาก็ตาม และมันกลายเป็นดารา โดยได้รับการตั้งฉายาอย่างรักใคร่ว่า “หนุ่มโสดซึ่งเป็นที่หมายปองมากที่สุดในโลก”

ความตายของซูดานไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่ก็สะท้อนถึงอะไรหลายๆอย่าง ตอนที่ฉันไปถึง ซูดานถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนที่รักและปกป้องมัน โจเซฟ วาชีรา ชายที่ถ่ายภาพกับซูดานในหน้าที่แล้ว และเป็นหนึ่งในผู้ดูแลที่อุทิศตนของซูดาน เข้าไปถูหลังหูให้มันอีกครั้ง ซูดานเอนหัวอันหนักอึ้งของมันหาวาชีรา ฉันถ่ายภาพเพื่อนเก่าทั้งสองอยู่ร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย

แรดขาวเหนือ
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ซาชาเรีย มูไท ปลอบประโลมซูดาน แรดขาวเหนือเพศผู้ตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ในโลก ไม่นานนักก่อนที่มันจะหมดลมหายใจเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ปี 2018 ณ เขตอนุรักษ์ออลเพเจตา ทางเหนือของเคนยา

ช่วงเวลาท้ายๆนั้นเงียบสงบ ฝนตกลงมา นกโกอะเวย์ตัวหนึ่งร้องเสียงดัง และผู้ดูแลซูดานต่างพากันสะอื้นไห้เบาๆ ผู้ดูแลเหล่านี้ใช้เวลาในการปกป้องแรดขาวเหนือมากกว่าที่ใช้เวลาอยู่กับลูกๆของตนเสียอีก การเฝ้ามองสัตว์กำลังจะตาย ทั้งยังเป็นตัวสุดท้ายในชนิดพันธุ์ของมัน เป็นสิ่งที่ฉันหวังว่าจะไม่ต้องประสบอีกครั้ง มันรู้สึกเหมือนกำลังเฝ้ามองการตายของตัวเอง

แรดขาวเหนืออาจไม่รอดชีวิตจากความโลภของมนุษย์ แต่ยังมีความหวังริบหรี่อยู่ ทุกวันนี้ มีแรดขาวเหนือเพศเมียเหลืออยู่เพียงสองตัวในโลก แต่มีหลายแผนการที่พยายามผสมเทียมเพื่อขยายพันธุ์พวกมัน

แรดขาวเหนือ
โจเซฟ วาชีรา เจ้าหน้าที่เขตอนุรักษ์ออลเพเจตา ในเคนยา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ดูแล กล่าวลาซูดาน แรดขาวเหนือเพศผู้ตัวสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ ทั่วโลกยังมีแรดขาวเหนือเพศเมีย เหลืออยู่อีกเพียงสองตัว

การเฝ้ามองสัตว์กำลังจะตาย ทั้งยังเป็นตัวสุดท้ายในชนิดพันธุ์ของมัน เป็นสิ่งที่ฉันหวังว่าจะไม่ต้องประสบอีกครั้ง มันรู้สึกเหมือนกำลังเฝ้ามองการตายของตัวเอง

สำหรับฉัน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวหนึ่ง ตอนนี้เรากำลังเป็นประจักษ์พยานการสูญพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การจัดการของเรา การลักลอบล่าสัตว์ไม่ได้ชะลอตัวลง ถ้าการล่าอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป เป็นไปได้ว่าแรดทุกชนิดจะสูญพันธุ์อย่างสิ้นเชิงภายในช่วงชีวิตของเรา การที่ชนิดพันธุ์หลักหายไปส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศและต่อมนุษย์เราทุกคน ยักษ์ใหญ่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโลกอันซับซ้อนที่สร้างขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน และการอยู่รอดของพวกมันก็เกี่ยวพันกับการอยู่รอดของเราเอง หากปราศจากแรด ช้าง และสัตว์ป่าอื่นๆ เราจะทุกข์ทรมานจากการสูญเสียจินตนาการ ความอัศจรรย์ และความงดงาม เมื่อเรามองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราจะเข้าใจว่า แท้จริงแล้วการปกป้องธรรมชาติคือการปกป้องตัวเราเอง

ซูดานสอนสิ่งนี้ให้ฉัน

เรื่องและภาพถ่าย เอมี วิทาเล

เอมี วิทาเล ถ่ายภาพสารคดีในประเทศต่างๆราว 100 ประเทศ ผลงานเรื่องล่าสุดของเธอใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก คือเรื่องยีราฟ ที่ตีพิมพ์ในฉบับนี้

***อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม 2562


สารคดีแนะนำ

ตัวสุดท้ายอาจสายเกินไป : ชมภาพถ่ายสัตว์ก่อนสูญพันธุ์

เรื่องแนะนำ

ทำไมอัณฑะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดอยู่ในร่างกาย?

ย้อนกลับไปในอดีตบรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เติบโตในรกมีอัณฑะอยู่นอกร่างกาย แต่แล้วสัตว์กลุ่มหนึ่งกลับวิวัฒนาการให้กล่องดวงใจกลับเข้าไปอยู่ข้างใน

เต่ามะเฟืองนักท่องโลก

เต่ามะเฟือง เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ดำน้ำได้ลึกที่สุด และมีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างไกลที่สุด ยืนหยัดมาได้ถึง 100 ล้านปีแล้ว เรื่อง ทิม แอปเพนเซลเลอร์ ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี เนื้อหาจาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552 เต่ามะเฟือง (leatherback turtle) ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดนักเอาตัวรอด พวกมันสามารถดำน้ำได้ลึกกว่าหนึ่งกิโลเมตร ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร และทำให้ร่างกายอบอุ่นยามอยู่ในน้ำที่เย็นจนเกือบเป็นน้ำแข็ง มันยังชีพด้วยอาหารซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นๆเพียงไม่กี่ชนิดจะทนกินได้ ที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถปรับตัวได้เสมอ   ขณะที่เต่าทะเลชนิดอื่นๆมักยึดติดกับชายหาดวางไข่และแหล่งหากินเดิมๆ ทำให้พวกมันตกอยู่ในภาวะหล่อแหลมเมื่อกิจกรรมต่างๆของมนุษย์รุกล้ำถิ่นอาศัยมากขึ้น แต่เต่ามะเฟืองกลับยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีกว่า โดยฉกฉวยประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยซึ่งพวกมันไปพบเข้า ไม่ว่าจะเป็นชายหาดวางไข่ที่ยังไม่ถูกรุกล้ำหรือแหล่งที่มีแมงกะพรุนซึ่งเป็นอาหารหลักชุกชุม เต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่ได้รับการออกแบบเชิงอุทกพลศาสตร์อย่างดีที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พวกมันสามารถว่ายน้ำได้อย่างง่ายดายไม่ต่างอะไรกับการพักผ่อน เต่ามะเฟืองแตกต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่นซึ่งมีกระดองใหญ่โตยื่นออกมานอกลำตัว กระดองของเต่ามะเฟืองนั้นยืดหยุ่นและพอดีกับลำตัว รวมทั้งผสานจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกับลำคอหนาหนั่นและไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สันนูนตามแนวยาวของกระดองทั้งเจ็ดสันอาจช่วยในการปรับตัวเพื่อบังคับทิศทางและแหวกว่ายไปตามกระแสน้ำได้อย่างราบรื่น ส่วนหัวของเต่าเปรียบได้กับหัวเรือ ขณะที่กระดองเรียวเล็กลงทางด้านหลังดูคล้ายกับรูปหยดน้ำ นอกจากนี้พวกมันยังมีสิ่งที่เรียกว่า ระบบควบคุมการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายในร่างกายของสัตว์ขนาดใหญ่ (gigantothermy) ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษที่อาจช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายของเต่ามะเฟืองให้สูงกว่าอุณหภูมิน้ำที่พวกมันแหวกว่ายอยู่หลายองศา พวกมันจึงสามารถเดินทางในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับวาฬและแมวน้ำมากกว่าเต่าทะเลได้ แม้ว่าพวกมันจะมีความสามารถทางร่างกายที่สูงยิ่ง ซึ่งช่วยให้เอาชีวิตรอดและสืบทอดวงศ์วานมาได้นานร่วม ร้อยล้านปี แต่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา […]

วาฬสีเทา สร้างสถิติใหม่ด้วยการว่ายน้ำครึ่งโลก

วาฬสีเทา ตัวผู้ขนาด 12.19 เมตร เดินทางจากมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือไปยังนามิเบีย การปรากฏตัวครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พบเห็นวาฬชนิดนี้ในซีกโลกใต้ วาฬสีเทา ว่ายน้ำเป็นระยะทางที่ไกลที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้สำหรับสัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเล โดยมีระยะทางมากกว่า 26,875.98 กิโลเมตร ซึ่งเกินระยะทางครึ่งหนึ่งของการเดินทางรอบโลก วาฬเพศผู้ที่ถูกสำรวจพบนอกชายฝั่งนามิเบียในปี 2013 เป็นวาฬสีเทาตัวแรกที่ได้รับรายงานการปรากฏตัวในซีกโลกใต้ แต่กระบวนการสืบหาแหล่งกำเนิดของวาฬต้องใช้เวลาหลายปีไปกับการวิจัยทางพันธุกรรม เพื่อยืนยันว่าวาฬมีต้นกำเนิดในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ โดยผลการศึกษาถูกเผยแพร่ในวารสาร Biology Letter เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2021 วาฬสีเทาที่เรารู้จักมีอยู่ 2 สายพันธุ์คือ วาฬสีเทาตะวันออก ซึ่งมีจำนวนคงที่ประมาณ 20,500 ตัว และวาฬสีเทาตะวันตกที่ใกล้สูญพันธุ์ มีประชากรเหลือเพียงประมาณ 200 ตัวในธรรมชาติ ส่วนใหญ่เกิดจากการล่าวาฬเชิงพาณิชย์มานานหลายทศวรรษ วาฬสีเทาสายพันธุ์ตะวันออกอพยพจากทะเลรอบอแลสกาและรัสเซีย ไปยังแหล่งเพาะพันธุ์ในบาฮากาลีฟอร์เนีย  ในขณะที่วาฬสีเทาสายพันธุ์ตะวันตกยังไม่มีข้อมูลเรื่องแหลงผสมพันธุ์ที่ชัดเจน แต่ได้รับการบันทึกว่ามักจะหาอาหารบริเวณรัสเซียตะวันออก  เมื่อหนึ่งในคณะวิจัย ไซมอน เอลเวน นักสัตววิทยา มหาวิทยาลัยสเตลเลนบอช ประเทศแอฟริกาใต้ ได้ยินเกี่ยวกับการพบเห็นครั้งแรกเมื่อปี 2013 “ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่” เขากล่าว “มันเหมือนกับมีคนบอกว่า พวกเขาเห็นหมีขั้วโลกในปารีส แม้ในทางเทคนิคแล้วมันสามารถไปถึงที่นั่นได้ แต่ดูไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลเท่าไหร่” ภาพถ่ายได้ยืนยันว่า […]

คุณเดาไม่ถูกแน่ๆ ว่าเสียงเหล่านี้เป็นของสัตว์อะไร

เมี้ยวๆ โฮ่งๆ ก้าบๆ เสียงคุ้นเคยเหล่านี้แค่ได้ยินก็ทราบว่ามาจากสัตว์ชนิดใด เพราะสัตว์ทุกชนิดล้วนมีเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่เสียงที่คุณจะได้ยินจากวิดีโอนี้จะทำให้คุณประหลาดใจ เริ่มกันที่เสียงแรก เป็นเสียงของเสือชีตาห์ เสียงเล็กๆ แบบนี้ดูไม่เข้ากันเลยกับขนาดตัวและความดุร้ายของมันเสือชีตาห์จะส่งเสียงร้องแบบนี้เมื่อเกิดความเครียด หรือต้องการจับคู่ผสมพันธุ์ เสียงที่สอง เป็นของนก Willow Ptarmigan เสียงสั่นๆ ที่เปล่งออกมาจากจมูกของนกสายพันธุ์นี้มีขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจจากตัวเมีย ต่อมาเสียงที่สามนี้ไม่ใช่เสียงของเครื่องตัดหญ้าแต่อย่างใด มันคือเสียงของอัลลิเกเตอร์ อเมริกัน เสียงต่ำๆ ของมันมีขึ้นเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามและข่มขู่คู่แข่งของมันไม่ให้เข้ามาใกล้ อัลลิเกเตอร์ส่งเสียงแบบนี้ออกมาได้ด้วยการดูดอากาศเข้าไปและปล่อยออกมาผ่านเสียงคำรามที่ต่ำ เสียงแหลมๆ เสียงที่สี่นี้เป็นของกวางเอลก์ตัวผู้ พวกมันจะเปล่งเสียงร้องโหยหวนคล้ายกับที่เราผิวปาก ส่วนเสียงสุดท้ายที่คล้ายกับเสียงลั่นเอี้ยดๆ ของบานประตูนี้เป็นของนาร์วาล พวกมันใช้เสียงในการนำทางเพื่อมองหารอยแตกของแผ่นน้ำแข็ง สำหรับการโผล่พ้นน้ำขึ้นไปหายใจ   อ่านเพิ่มเติม : มดปากตะขอโจมตีเหยื่อเร็วกว่ากระพริบตา, นี่ไม่ใช่ก้อนสมอง! แต่คือสิ่งมีชีวิตหลายตัว