สัตว์เหล่านี้มี การรักษาระยะห่างทางสังคม เช่นกัน เมื่อสมาชิกในฝูงมีอาการเจ็บป่วย

สัตว์เหล่านี้ก็มี การรักษาระยะห่างทางสังคม

สัตว์บางชนิด เช่น ชิมแปนซีและผึ้ง มีพฤติกรรมการกีดกันที่เข้มมงวด หรือที่เราเรียกว่า การรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันโรคระบาดภายในฝูง

ประชากรทั่วโลกกำลังเผชิญกับการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ จึงเกิดมาตรการ การรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ โดยมีคำแนะนำให้อาศัยอยู่ในที่พัก และไม่ออกมาสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกหากไม่จำเป็น

แต่การรักษาระยะห่างทางสังคมในธรรมชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในธรรมชาติเป็นแหล่งรวมของเชื้อก่อโรคต่างๆ ในความเป็นจริง สัตว์บางชนิดที่อยู่เป็นฝูงจะขับไล่ประชากรในฝูง ถ้าสมาชิกตัวนั้นติดเชื้อโรค

มันเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะว่าการติดเชื้อในสัตว์ไม่สามารถระบุหรือสังเกตได้ง่ายเสมอไป โจเซฟ เคียเซกเกอร์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ องค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติ (Nature conservancy) อธิบาย

อย่างไรก็ตาม ด้วยสัมผัสพิเศษของสัตว์ พวกมันสามารถรับรู้การติดเชื้อได้อย่างแม่นยำ บางครั้งสามารถระบุได้ก่อนอาการของโรคจะแสดงออกมา และทั้งฝูงก็จะเปลี่ยนพฤติกกรรมเป็นละเลยและเพิกเฉยต่อสมาชิกตัวนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ชิมแปนซีและผึ้ง ที่แสดงพฤติกรรมอย่างโหดร้าย เมื่อต้องขับไล่สมาชิกที่เจ็บป่วย

เชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในกลุ่มประชากรผึ้ง อย่างโรคอเมริกันฟาวล์บรูด หรือโรคเน่าอเมริกัน เป็นโรคที่สร้างความเสียหายต่อรังผึ้งอย่างมาก ซึ่งเชื้อแบคทีเรียจะเข้าโจมตีตัวอ่อนของผึ้งให้กลายเป็นของเหลวและตายในที่สุด “ลักษณะเช่นนี้จึงเป็นที่มาของชื่อโรค ตัวอ่อนผึ้งที่ติดเชื้อกลายเป็นของเหลวสีน้ำตาล ข้นเหนียว และส่งกลิ่นเหม็นเน่า” แอลิสัน แม็กคาฟี นักศึกษาหลักสูตรหลังปริญญาเอก คณะกีฏวิทยาและโรคพืช มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต กล่าว

ตัวอ่อนผึ้งที่ติดเชื้อจะปล่อยสารชีวเคมีออกมา เพื่อให้ประชาผึ้งตัวอื่นรับรู้ เป็นสารที่มีกลิ่นคล้ายกรดโอเลอิก และเบตาโอซิมีน ซึ่งเป็นฟีโรโมนในผึ้ง จากการศึกษาของแม็กคาฟีพบว่า ผึ้งจะผลักดันให้ตัวอ่อนที่ติดเชื้อออกจากรัง เธอกล่าว

นับตั้งแต่มีการค้นพบเรื่องนี้ ผู้เลี้ยงผึ้งและนักวิจัยต่างทำการคัดเลือกสายพันธุ์ของผึ้งที่นำมาเลี้ยงในฟาร์ม เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ปลอดโรค และสร้างน้ำผึ้งที่มีคุณภาพ

การรักษาระยะห่างทางสังคม, ผึ้ง, พฤติกรรมสัตว์
ผึ้งเป็นสัตว์สังคมที่มีการแบ่งหน้าที่ภายในรัง ตัวอ่อนของผึ้งที่ติดเชื้อแบคทีเรียจะส่งกลิ่นเหม็น กระตุ้นให้ผึ้งตัวอื่นๆ ขับไล่ตัวอ่อนนั้นออกจากรัง

จริงๆ แล้วไม่ต่างกัน

ในปี 1966 ในขณะทำการศึกษาพฤติกรรมชิมแปนซีในอุทยานแห่งชาติกอมเบสตรีม ประเทศแทนซาเนีย เจน กูดดอลล์ สังเกตเห็นพฤติกรรมชิมแปนซีชื่อ แม็กเกรเกอร์ ที่ติดเชื้อโปลิโอ ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อไวรัส

สมาชิกตัวอื่นๆ ในฝูงเริ่มทำร้ายและขับไล่มันออกจากฝูง เหตุการณ์ตัวอย่างคือ เมื่อฝูงชิมแปนซีนั่งรวมกลุ่มเพื่อหาปรสิตบนตัวของกันและกันอยู่ใต้ต้นไม้ แม็กเกรเกอร์พยายามเข้าไปทักทายสมาชิกในฝูง แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างเฉยเมย ด้วยการไม่ทักทายและเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง

“เป็นเวลากว่าสองนาทีที่แม็กเกรเกอร์นั่งอยู่ตรงนั้น และจ้องมองตามหลังสมาชิกทั้งฝูง” กูดดอลล์บันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง In the Shadow of Man ปี 1971

“มันแทบไม่ต่างกันเลยที่ทุกวันนี้ สังคมบางกลุ่มปฏิบัติต่อกันเช่นเดียวกับชิมแปนซี” เธอกล่าวกับหนังสือพิมพ์ Sun Sentinel ในปี 1985

กูดดอลล์บันทึกพฤติกรรมต่างๆ ของประชากรชิมแปนซีที่ติดเชื้อต่อเนื่อง และพบว่าในบางกรณี ชิมแปนซีที่ติดเชื้อโรคค่อยๆ ได้รับการต้อนรับกลับเข้าสู่ฝูง

เช่นเดียวกับในมนุษย์ ชิมแปนซีเป็นสัตว์ที่มีความนึกคิด งานวิจัยบางชิ้นรายงายว่า ชิมแปนซีที่ติดเชื้อโปลิโออาจสร้างความหวาดกลัวขึ้นในฝูง และกลายเป็นที่รังเกียจ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการหลีกเลี่ยงและสัมผัสกับเชื้อก่อโรค

ไม่ใช่การติดเชื้อแบบสุ่ม

ไม่ใช่สัตว์ทุกชนิดจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อสมาชิกที่เจ็บป่วย บางครั้ง การหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสกับสมาชิกที่จะแพร่เชื้อก็พบได้เช่นกัน

ก่อนหน้าที่เคียเซกเกอร์จะศึกษาตัวอ่อนของกบอเมริกันบูลล์ฟอร์กช่วงปลายทษวรรต 1990 เขาได้รับข้อมูลว่า แบบจำลองแสดงการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในสัตว์ป่าเป็นการติดเชื้อแบบสุ่ม

เขาจึงตั้งสมมติฐานว่า ประชากรทุกตัวในฝูงมีโอกาสติดเชื้่อเป็นรายต่อไป

“แต่เป็นเรื่องที่ชัดเจนแล้วว่า สัตว์มีความฉลาดกว่าที่เราคิด” เคียเซกเกอร์ กล่าว

ในการทดลองของเขา เคียเซกเกอร์นำตัวอ่อนของกบอเมริกันบูลล์ฟอร์กที่ติดเชื้อจากยีสต์ไปเลี้ยงรวมกับสมาชิกตัวอื่นๆ ที่สุขภาพแข็งแรง ผลปรากฏว่า ตัวอ่อนที่สุขภาพดีพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับต้วอ่อนที่ติดเชื้ออย่างเห็นได้ชัด

กุ้งมังกรแคริบเบียน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมกีดกันสมาชิกที่ติดเชื้อโรค ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มประชากร

กุ้งมังกรที่ติดเชื้ออาจตายได้ภายในแปดสัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ Panulirus argus mininuceovirus เป็นเรื่องปกติของสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นสังคม กุ้งมังกรสามารถรับรู้การติดเชื้อได้ประมาณสี่สัปดาห์หลังจากที่มีสมาชิกติดเชื้อ ซึ่งรับรู้ได้โดยสารเคมีที่หลั่งออกมาจากกุ้งมังกรที่มีเชื้อ

เลือกคู่ครองที่ดีที่สุด

เมื่อการจับคู่ผสมพันธุ์คือเรื่องสำคัญ สัตว์หลายๆ ชนิดมักเลือกคู่ที่มีสุขภาพดีที่สุด

หนูบ้านตัวเมีย เป็นตัวอย่างหนึ่งเรื่องการเลือกคู่ ในช่วงการเลือกคู่ หากหนูตัวเมียได้กลิ่นปัสสาวะของตัวผู้ที่ติดปรสิต มันจะหนีไปหาตัวผู้ตัวอื่นที่มีสุขภาพแข็งแรงกว่าทันที การสำรวจนี้มาจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออนตาริโอ

เช่นเดียวกับปลาหางนกยูงตัวผู้ ปลาตัวเมียมักเลือกตัวผู้ที่ไม่มีปรสิต โดยปลาตัวผู้ที่ติดเชื้อจะแสดงออกทางกายภาพที่มองเห็นได้ เช่น ครีบขาดวิ่น เหงือกช้ำ และมีสารเคมีบางอย่างถูกปล่อยออกมาจากผิวหนังของปลาตัวผู้ ซึ่งทำให้ปลาตัวผู้ที่ไม่แข็งแรงถูกปฏิเสธ

โดยสรุป มันต่างกันตรงที่ว่าสัตว์ป่าไม่เหมือนกับมนุษย์อย่างเรา “ถ้าพวกมันมีบ้านให้อยู่อาศัยเหมือนเรา อัตราการแพร่ระบาดของโรคในกลุ่มประชากรคงลดลง” เคียเซกเกอร์อธิบาย “แต่มนุษย์ เรามีความสามารถในการสร้างที่พักอาศัย นั่นย่อมสร้างความแตกต่างได้มากกว่า”


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: เจน กูดดอลล์ กับภารกิจส่งต่อความหวังสู่คนรุ่นใหม่

การค้นพบครั้งแรกๆ ที่ดึงดูดความสนใจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เกิดขึ้นตอนไม่มีกล้องบันทึกภาพอยู่ด้วย เจน กูดดอลล์ ไม่ชอบถูกถ่ายภาพ แต่เปิดใจยอมรับในเวลาต่อมา เพราะเห็นว่าเป็นวิธีหนึ่งที่งานของเธอจะได้รับการสนับสนุน

เรื่องแนะนำ

ศึกชิงบ่อน้ำระหว่างช้างและหมาป่าแอฟริกา

อย่าคิดแหยมกับช้างที่กำลังกระหายน้ำเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบ่อที่พวกมันขุดด้วยตนเองแล้ว ไม่ยุ่งเลยจะปลอดภัยกว่า แต่หมาป่าแอฟริกันฝูงนี้ก็กระหายน้ำเช่นกัน และพวกมันไม่ยอมแพ้ แม้โขลงช้างจะไม่อยากแบ่งปันน้ำให้ก็ตาม…แต่ทว่ากินน้ำยังไม่ทันอิ่ม พวกมันก็ต้องรีบหนีให้ไว เมื่อช้างพาโขลงของมันกลับมาอีกครั้ง ปกติแล้วช้างไม่ได้ใช้น้ำแค่การดื่มแก้กระหายเพียงอย่างเดียว พวกมันยังแช่ตัวในโคลนเพื่อคลายร้อนอีกด้วย ซึ่งคลิปวิดีโอนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว่า แม้แต่ผู้ล่าอย่างหมาป่าแอฟริกาก็น่ากลัวไม่เท่าช้างที่กำลังกระหายน้ำ!   อ่านเพิ่มเติม : คุณมองออกไหมว่าเสือดาวซ่อนอยู่ตรงไหน?, กลยุทธการล่าของกิ้งก่าคาเมเลี่ยน

อะไรทำให้สัตว์บางชนิดมีสองหัว

อะไรทำให้สัตว์บางชนิดมีสองหัว Bicephaly คือสภาพผิดปกติของสัตว์เมื่อพวกมันเกิดมามีสองหัว แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดความผิดปกตินี้จะยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อกันว่าน่าจะเกิดจากการพัฒนาในระยะตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ส่งผลให้เกิดภาวะสองหัวขึ้น ซึ่งมักพบในสัตว์เลื้อยคลานจำพวก เต่าหรืองู มองไปที่สัตว์สองหัวเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วพวกมันจะตายตั้งแต่ยังเป็นลูกสัตว์ ด้วยหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การกัดกันเองหรือกินอาหารมากเกินไป  อย่าลืมว่าแม้พวกมันจะมีสองหัวแต่อวัยวะอื่นๆ ภายในนั้นมีเพียงแค่อย่างละหนึ่ง และพวกมันแชร์อวัยวะร่วมกัน ดูเหมือนว่าสำนวนสองหัวดีกว่าหัวเดียวนั้นจะใช้ไม่ได้จริงในโลกของสรรพสัตว์….   อ่านเพิ่มเติม อะจึ๋ย! เต่าสองหัว มันจะรอดไหมนี่?

ตัวนิ่มจะสูญพันธุ์ถ้าเรายังไม่ทำอะไร

ตัวนิ่ม จะสูญพันธุ์ถ้าเรายังไม่ทำอะไร ลิ่น หรือ ตัวนิ่ม ไม่ใช่สัตว์ป่าอันดับต้นๆ ที่ผู้คนทั่วไปจะพูดถึงในประเด็นการอนุรักษ์ แต่ทุกวันนี้ชะตากรรมของพวกมันกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่ต่างจากแรดและช้าง พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียวที่มีเกล็ดปกคลุมรอบตัว ตัวนิ่มมีขนาดตั้งแต่แมวบ้าน ไปจนถึงสุนัขสายพันธุ์ขนาดกลาง ในตัวนิ่มหนึ่งตัวมีเกล็ดมากถึง 1,000 เกล็ด อวัยวะเหล่านี้ทำหน้าที่ปกป้องมันจากผู้ล่าอย่างสัตว์จำพวกแมวใหญ่ ซึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู ตัวนิ่มจะขดตัวเป็นลูกบอลก้อนกลม แต่น่าเศร้าที่เกล็ดซึ่งวิวัฒนาการขึ้นมาตามธรรมชาติไม่อาจปกป้องมันจากผู้ล่ารายใหม่ได้ นั่นคือ “มนุษย์” ข้อมูลจากองค์กรสัตว์ป่าชี้ว่าตั้งแต่ปี 2006 – 2015 มีตัวนิ่มถูกลักลอบล่าและค้าขายอย่างผิดกฎหมายไปแล้วมากถึง 1,122,756 ตัว โดยในจำนวนนี้ตัวนิ่มทั้งแบบที่ยังมีชีวิต หรือถูกแล่เฉพาะชิ้นส่วน และเกล็ดส่งต่อไปในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดใหญ่ที่สุดคือจีน และเวียดนาม ส่งผลให้ขณะนี้ทุกสายพันธุ์ทั้ง 8 สายพันธุ์ของตัวนิ่มในแอฟริกาและเอเชียกำลังมีสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เหตุผลที่ตัวนิ่มกลายมาเป็นสินค้าสัตว์ป่ายอดนิยมมีหลากหลายตั้งแต่ การนำมันไปทำยาไปจนถึงเป็นสินค้าเครื่องประดับ แม้ว่าจะมีงานวิจัยบ่งชี้แล้วว่าตัวนิ่มไม่มีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคต่างๆ ก็ตาม แต่ด้วยความเชื่อที่ฝังลึกแน่นทำให้พวกมันยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนั้นผืนป่าที่ลดลงยังสร้างความกังวลต่อถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของตัวนิ่มอีกด้วย ปกติแล้วพวกมันเป็นสัตว์ที่มีอัตราการให้กำเนิดลูกช้า และมีลูกเพียงแค่หนึ่งตัวต่อปีเท่านั้น เจ้าลูกอ่อนตัวนิ่มนี้จะยังไม่มีเกล็ดแข็งปกคลุมร่างกาย และพวกมันต้องพึ่งพาแม่ไปชั่วระยะหนึ่งกว่าจะสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง มีงานวิจัยเสริมว่าการลดจำนวนลงของตัวนิ่มส่งผลกระทบต่อไร่นาและผลิตผลทางการเกษตร เนื่องจากไม่มีใครช่วยกำจัดปลวกที่เข้าทำลายพืชผล และเหล่าคือเรื่องราวบางส่วนของตัวนิ่ม ที่น้อยคนจะได้ทราบถึงชะตากรรมของพวกมัน   อ่านเพิ่มเติม กาแฟขี้ชะมด: ความลับเบื้องหลังกาแฟแพงที่สุดในโลก