แมลงปอเสือ ของไทย สู่การค้นพบแมลงปอชนิดพันธุ์ใหม่ของโลก

แมลงปอเสือ ของไทย กับการค้นพบชนิดใหม่ของโลก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค้นพบ แมลงปอเสือ ชนิดใหม่ของโลก

นักล่าแห่งเวหา

ภาพคุ้นตาของแมลงที่ชอบบินโฉบเฉี่ยวไปมา เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว หนึ่งในนั้นคือแมลงปอดวงตาปูดโปน บินว่อนอยู่บนบกและล่าสัตว์อื่นเป็นอาหาร ถือเป็นผู้ล่าที่สำคัญในระบบนิเวศ จนหลายคนขนานนามว่า “นักล่าแห่งเวหา”

แมลงปอมีความสง่างามในแบบของมันที่ชวนให้คนหลงใหลจนอดใจไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพไว้ แมลงปอตัวเต็มวัยจึงเป็นที่รู้จักและเป็นที่สนใจอย่างแพร่หลาย นักวิทยาศาสตร์แบ่งแมลงปอออกเป็น 2 กลุ่มตามลักษณะการวางปีกขณะที่มันเกาะนิ่งอยู่กับที่ คือกลุ่มแมลงปอบ้าน (dragonflies) และกลุ่มแมลงปอเข็ม (damselflies) (ภาพ2)

ตัวอ่อนแมลงปอนั้นสำคัญไฉน

แมลงปอเพศเมียชอบบินแวะเวียนตามแหล่งน้ำเพื่อหาที่วางไข่ หลังจากนั้น ตัวอ่อนแมลงปอจะใช้ชีวิตอาศัยในแหล่งน้ำไประยะหนึ่ง พบได้ทั้งน้ำนิ่งและน้ำไหล ลักษณะเด่นของตัวอ่อนแมลงปอคือ ส่วนริมฝีปากล่างที่มีฟันแข็งแรง ช่วยในการจับเหยื่อ เป็นผู้ล่าตัวฉกาจ หรืออาจได้ชื่อว่า “นักล่าแห่งสายน้ำ”

ในขณะเดียวกัน ตัวอ่อนแมลงปอยังเป็นแหล่งอาหารให้สัตว์น้ำชนิดอื่น ถ่ายทอดพลังงานไปในห่วงโซ่อาหารของระบบนิเวศขั้นสูงกว่า ข้อแตกต่างของกลุ่มตัวอ่อนแมลงปอคือ ตัวอ่อนแมลงปอเข็มจะมีลำตัวยาวเรียวกว่าตัวอ่อนแมลงปอบ้าน และมีเหงือกอยู่ปลายสุดของส่วนท้อง 2 หรือ 3 เส้น ยามฤดูฝนในบริเวณแหล่งน้ำชั่วคราวตามท้องทุ่งนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ชาวบ้านมักนำสวิงไปช้อนสัตว์น้ำเพื่อนำมาประกอบอาหาร หนึ่งในวัตถุดิบที่อุดมไปด้วยโปรตีนคือตัวอ่อนแมลงปอ ที่สามารถนำรังสรรค์ได้หลายเมนู เช่น หมก แกง และคั่ว เป็นต้น

ประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของตัวอ่อนของแมลงปอคือ เป็นดัชนีชีวภาพในการประเมินคุณภาพของแหล่งน้ำนักวิทยาศาสตร์พบว่าตัวอ่อนแมลงปอแต่ละกลุ่มมีความทนทานต่อการปนเปื้อน หรือการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำที่แตกต่างกัน เช่น บางกลุ่มพบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีคุณภาพดีถึงดีมาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดถึงสภาพแหล่งที่อยู่ของตัวอ่อนแมลงปอชนิดต่างๆ โดยในประเทศไทยยังขาดข้อมูลส่วนนี้อยู่พอสมควร

สู่การวิจัยตัวอ่อนแมลงปอเสือ

เต-ดำรง เชียรทอง ผู้หลงใหลแมลงปอมาตั้งแต่วัยเยาว์ จนในที่สุดได้มาศึกษาวิจัยตัวอ่อนแมลงปอในระดับปริญญาตรี ที่ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และตีพิมพ์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับการบรรยายลักษณะตัวอ่อนแมลงปอเสือหนามหัวคู่เซลิส (Heliogomphus selysi Fraser) และแมลงปอเสือน้อยถิ่นไทย (Microgomphus thailandica Asahina) เมื่อปี 2014

หลังจากนั้น เขารายงานตัวอ่อนแมลงปอเสือหลังคอกเพิ่มอีกสองชนิดในการวิจัยต่อระดับปริญญาโท โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.บุญเสฐียร บุญสูง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอนุกรมวิธานของแมลงน้ำโดยเฉพาะกลุ่มแมลงชีปะขาวซึ่งรวมถึงกลุ่มแมลงปอ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และในระดับปริญญาเอก ดำรงเลือกศึกษาวิจัยตัวอ่อนแมลงปอเสือ (จัดอยู่ในวงศ์ Gomphidae) ในภาคใต้และภาคตะวันตกของประเทศไทย

เต-ดำรง เชียรทอง นิสิตระดับปริญญาเอก สาขาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แมลงปอเสือ, แมลงปอ, แมลงในไทย, ชนิดพันธุ์ใหม่
ตัวอ่อน แมลงปอเสือ ลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยในห้องปฏิบัติการ

การศึกษาตัวอ่อนแมลงปอเสือเป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับดำรง เพราะต้องนำตัวอ่อนระยะสุดท้ายมาเลี้ยงเชื่อมโยงตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เพื่อการระบุชนิดตัวอ่อน เขาต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงให้อาหาร เปลี่ยนน้ำทุก 1-3 เดือนขึ้นอยู่กับระยะของตัวอ่อนที่ได้มา

สู่การค้นพบแมลงปอเสือปลายงอนชนิดใหม่ของโลก

แมลงปอเสือปลายงอน จัดอยู่ในสกุล Stylogomphus ตัวเต็มวัยมีลักษณะสำคัญคือ ปลายรยางค์ปลายหางคู่บน (cerci) ชี้งอขึ้นด้านบน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรียก “แมลงปอเสือปลายงอน” มีรายงานพบทั้งในทวีปเอเชียและอเมริกาเหนือ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม เมียนมา ลาว และมาเลเซีย ในประเทศไทย รายงานฉบับแรกของแมลงปอเสือสกุลมาจากตัวอ่อนที่ไม่สามารถระบุชนิดได้เมื่อปี 1988 หลังจากนั้นมีภาพถ่ายและรายงานการพบตัวอ่อน (ไม่สามารถระบุชนิด) ออกมาพอสมควร ตัวเต็มวัยของแมลงปอสกุลนี้มักสำรวจไม่พบ ส่วนใหญ่พบในระยะที่เพิ่งลอกคราบ หรือตัวอ่อนมากกว่า

การค้นพบแมลงปอเสือปลายงอนชนิดใหม่ของโลกครั้งนี้พบโดยการเก็บตัวอย่างตัวอ่อนจากภาคสนาม แล้วนำกลับมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย ดำรงทำวิจัยร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และ Dr. Michel Sartori จาก Museum of Zoology เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งค้นพบที่ลำธารห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นครั้งแรก และยังพบตัวอ่อนชนิดนี้ที่จังหวัดเพชรบุรีและเชียงรายอีกด้วย

ทีมวิจัยได้ตีพิมพ์การค้นพบแมลงปอชนิดใหม่ในวารสาร Zootaxa ด้วยชื่อ แมลงปอเสือปลายงอนทองผาภูมิ (Stylogomphus thongphaphumensis Chainthong, Sartori & Boonsoong) (ภาพ8) และแมลงปอเสือปลายงอนถิ่นใต้ (Stylogomphus malayanus Sasamoto) นับเป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นของวงการแมลงปอเมืองไทย

แมลงปอเสือ, แมลงปอ, แมลงในไทย, ชนิดพันธุ์ใหม่
ตัวอ่อนแมลงปอเสือปลายงอนทองผาภูมิ (Stylogomphus thongphaphumensis Chainthong, Sartori & Boonsoong,
แมลงปอเสือ, แมลงปอ, แมลงในไทย, ชนิดพันธุ์ใหม่
รยางค์ส่วนปลายท้องเพศผู้แมลงปอเสือปลายงอนทองผาภูมิ (ซ้าย) และแมลงปอเสือปลายงอนถิ่นใต้ (ขวา)

ในประเทศไทยพบแมลงปอเสือปลายงอน 2 ชนิดคือ แมลงปอเสือปลายงอนทองผาภูมิซึ่งเป็นชนิดใหม่ และแมลงปอเสือปลายงอนถิ่นใต้ ซึ่งเป็นชนิดรายงานใหม่ของประเทศ (เดิมพบที่ประเทศมาเลเซียเท่านั้น) โดยตัวเต็มวัยเพศผู้มีรยางค์ส่วนปลายท้องแตกต่างกันอย่างชัดเจน แมลงปอเสือปลายงอนทองผาภูมิมีลักษณะที่แตกต่างจากแมลงปอเสือปลายงอนชนิดอื่นคือ รยางค์ปลายหางคู่ล่าง (epiproct) จะสั้น มีความกว้างมากกว่าความยาว พู (lobe) ของ epiproct จะกางออกไปทางด้านข้าง โค้งงอคล้ายตัว U

การสะท้อนถึงความความหลากทางชีวภาพในแหล่งน้ำของไทย

การค้นพบแมลงปอเสือแมลงปอเสือปลายงอนทองผาภูมิในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งน้ำในประเทศไทยนั้นยังคงมีความหลากทางชีวภาพอยู่มาก นักธรรมชาติวิทยายังคงค้นพบแมลงน้ำชนิดใหม่รวมถึงแมลงปอเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของทรัพยากร ดังนั้นหากเราอนุรักษ์พื้นที่ป่าเพื่อเป็นแหล่งอาศัย และแหล่งต้นน้ำ มีการจัดการที่ดี จะช่วยให้คงความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ รวมถึงแมลงปอเสือปลายงอนและสัตว์น้ำอื่นๆ และสืบทอดคงความหลากหลายทางชีวภาพไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

เรื่องและภาพถ่าย รองศาสตราจารย์ ดร.บุญเสฐียร บุญสูง อาจารย์ประจำภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: นักวิจัยไทยค้นพบ จิ้งจกนิ้วยาว ชนิดใหม่ของโลก

เรื่องแนะนำ

พบกับปลาประหลาดที่สุดในโลก

พบกับปลาประหลาดที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวที่กำลังพักผ่อนอยู่บนหาดของเมือง Tirúa ในชิลี พบเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง มันคือปลาแฮ็กฟิช ปลาไม่มีขากรรไกรที่แยกสายวิวัฒนาการออกมาจากปลาอื่นๆ เมื่อนานมาแล้ว ถึงแม้ว่าตัวมันจะดูยาว ลื่น และเป็นมัน แต่พวกมันไม่ใช่ปลาไหล ตลอด 300 ล้านปีที่ผ่านมาแฮ็กฟิชเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปจากเดิมเพียงน้อยนิดเท่านั้น และปัจจุบัน แฮ็กฟิช เป็นปลาในชั้นปลาไม่มีขากรรไกรเพียงหนึ่งในสองจำพวกที่ยังสืบเผ่าพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้ (อีกจำพวกหนึ่งคือ ปลาแลมป์เพรย์) พวกมันอาศัยอยู่ตามพื้นมหาสมุทร ของทะเลลึก  Lissete Hermosilla นักท่องเที่ยวและครอบครัวของเธอเล่าให้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกฟังว่าพบเจ้าตัวนี้เข้าโดยบังเอิญขณะกำลังตกปลาอยู่ ในตอนแรกเธอคิดจะช่วยมันให้กลับลงสู่ทะเล แต่ดูเหมือนว่าเจ้าปลาประหลาดนี้สามารถหาวิธีคลานกลับสู่ทะเลได้ด้วยตนเอง คุณลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือปลาแฮ็กฟิชมีต่อมเมือกจำนวนมากทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่กระจายอยู่ที่ผิวหนังและเรียงตัวเป็นแนวอยู่ทางด้านข้างตลอดความยาวของลำตัวกว่า 100 ต่อม โดยพวกมันใช้เมือกเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเมื่อถูกสัตว์ใหญ่โจมตี และเมื่อเมือกดังกล่าวปะปนไปกับน้ำทะเล มันจะกลายเป็นแผ่นไฟเบอร์ใสขนาดใหญ่ ที่มีความบาง แข็งแรง และยืดหยุ่นได้ โดยเมื่อนำไปล้างกับน้ำเปล่า และนำไปผึ่งให้แห้ง ก็จะได้วัสดุที่ให้สัมผัสนุ่มและลื่น ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเมือกของมันเพื่อนำไปสร้างใยสังเคราะห์   อ่านเพิ่มเติม : เผยวิดีโอที่บันทึกภาพปลาทะเลลึกที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก, ทดลองให้ปลาไหลไฟฟ้าช็อต เพื่อวิทยาศาสตร์

ศึกมวยข้ามรุ่นระหว่าง สิงโต และยีราฟ มาดูกันว่าไฟต์นี้ใครจะได้เข็มขัดไปครอง

เห็นอย่างนี้แล้ว คงทำให้อดนึกถึงภาพตัวเองในอดีตที่เคยเล่นขี่ม้าส่งเมืองกับเพื่อนๆ เป็นไม่ได้ ยีราฟตัวหนึ่งที่เดินอยู่ในทุ่งหญ้าด้วยท่าทางลังเลกับการมีสิงโตเกาะอยู่ด้านหลัง พร้อมกับ สิงโต อีกสองตัวที่กอดขาหลังทั้งสองข้างไว้อย่างแน่นหนา วิดิโอดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำให้ยีราฟเต็มวัยเพศผู้ล้มลงให้ได้ของเหล่าสิงโต โดย Francois Pienaar ไกด์ของทางสวนสัตว์ ผู้บันทึกเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด กล่าวว่า ภาพฝูงสิงโตช่วยกันเพื่อที่จะทำให้ยีราฟล้มลงนั้นถือเป็นไฮไลท์ของอาชีพการทำงานของเขาเลย วิธีการจู่โจมเหยื่อแบบนี้ของสิงโตถือว่าเป็นเรื่องปกติ โดยสิงโตจะเล็งไปที่ขาหลังของเหยื่อก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจะเป็นที่หลัง และสุดท้ายจะจบด้วยคอ แต่ในกรณีของยีราฟนั้น โดยเฉพาะตัวที่กำลังยืนอยู่ สิงโตจะต้องข้ามขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากคอที่มีความยาวของยีราฟ เป็นเหตุผลของภาพที่ต่างฝ่ายต่างกินกันไม่ลงในวิดิโอนั่นเอง ซึ่งปกติหากจะเอาชนะยีราฟที่โตเต็มที่แบบนี้ได้ นักล่าจะต้องทำให้พวกมันล้มลงเสียก่อน แต่ใช่ว่ายีราฟเองจะไม่สามารถต่อกรกับนักล่าอย่างสิงโตได้ เพราะด้วยขาหลังอันทรงพลังของยีราฟ การเตะเพียงหนึ่งครั้งก็ถือว่าเพียงพอต่อการทำให้สิงโตบาดเจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ด้วยเหตุนี้ สิงโตจึงเบนเข็มไปที่ลูกยีราฟมากกว่า แทนที่จะจู่โจมตัวที่โตเต็มวัย ทว่าการจู่โจมครั้งนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่แปลกแต่อย่างใด เหตุการณ์ดังกล่าวระหว่างสิงโตและยีราฟยืดเยื้อกว่า 5 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงความมานะอุตสาหะของสิงโต แต่แล้วความพยายามของสิงโตอย่างเดียวก็ไม่อาจเพียงพอ ยีราฟสามารถสลัดเหล่าสิงโตออกไปได้ แม้ว่าสิงโตจะมีดีกรีเป็นถึง “เจ้าป่า” แต่ยีราฟเองก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่หมูมาให้เชือดนิ่มๆ โดยรอบนี้ยีราฟออกนำ สิงโต ไปก่อน 1-0.. ***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม : ลูกยีราฟได้ลายมาจากแม่ […]

แม่ค้างคาวหาลูกในถ้ำมืดได้อย่างไร?

แม่ค้างคาวหาลูกในถ้ำมืดได้อย่างไร? การมองหาลูกในหมู่มวลเด็กๆ อีกหลายร้อยชีวิตคงเป็นเรื่องสร้างความเครียดให้แก่คุณแม่น่าดู ลองจินตนาการว่าคุณเป็นแม่ค้างคาวและต้องตามหาลูกในถ้ำมืดๆ ดู คงลำบากมากขึ้นเป็นหลายเท่า แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาของค้างคาว tequila เพราะพวกมันใช้ความสามารถในการดมกลิ่นเพื่อตามหาลูก และหาจนเจอเสียด้วย ลองชมวิดีโอด้านบนคุณผู้อ่านจะเห็นว่าแม่ค้างคาวพยายามดมกลิ่นตามหาลูกของมัน ท่ามกลางลูกค้างคาวตัวอื่นๆ อีกเป็นฝูง และในขณะเดียวกันลูกที่ได้กลิ่นของแม่ก็พยายามเคลื่อนที่ตรงมาหาแม่เช่นกัน จนในที่สุดเมื่อสองแม่ลูกได้พบกันแล้ว แม่ค้างคาวก็เลียลูกของมันและให้ดูดนม เรื่องราวทั้งหมดจบลงอย่างผาสุก   อ่านเพิ่มเติม ค้างคาวแวมไพร์มีชีวิตด้วยเลือดเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร?