วิลเดอบีสต์ : ราชาในความอัศจรรย์แห่งเซเรงเกติ อาณาจักรสัตว์ป่าแห่งแอฟริกา

สัตว์ป่าที่สำคัญที่สุดในเซเรงเกติคือ วิลเดอบีสต์ แอนทิโลปหน้าตาพิลึกที่การอพยพอันเก่าแก่ของมันทำให้เกิดวัฏจักรอันซับซ้อนของชีวิต

ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้นในมาไซมารา ผมดื่มกาแฟจากกระติกกับเอไก เอกาลาเล มักคุเทศก์ ชาวเคนยา เรานั่งดู วิลเดอบีสต์ สองสามตัวกินหญ้าอยู่หน้ารถแลนด์โรเวอร์ พวกมันอยู่ใกล้จนเราได้ยินเสียงเคี้ยวหญ้าหงุบหงับ หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ เราเห็นสิงโตเพศเมียสองตัวฆ่าลูกควาย แต่วิลเดอบีสต์ฝูงนี้ดูไม่สำเหนียกถึงอันตรายใดๆ

ผมถามเอไกว่าเขาคิดว่า วิลเดอบีสต์ โง่ไหม “ไม่มีสัตว์ที่โง่หรอกครับ” เขาบอก “บางตัว แค่ฉลาดกว่าตัวอื่นๆ” แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่า ผมไม่ใช่คนแรกที่ตั้งคำถามนี้ วิลเดอบีสต์ทำให้มนุษย์ที่อยู่ใกล้ชิดกับมันที่สุดมาหลายร้อยปีอย่างชาวมาไซและชนเผ่าอื่นๆในภูมิภาคสับสนมึนงง ตำนานพื้นบ้านเรื่องหนึ่งเล่าว่า วิลเดอบีสต์เกิดจากอวัยวะเหลือๆของสัตว์อื่น “ได้หัวจากหมูป่าวอร์ตฮอก คอจากควาย ลายจากม้าลาย และหางจากยีราฟ” เอไกเล่าให้ผมฟัง เรื่องทำนองนี้มีหลายสำนวน รวมถึงสำนวนหนึ่งที่บอกว่า วิลเดอบีสต์ได้สมองจากหมัด

แม้อาจเป็นเพียงตำนาน แต่ก็ฟังดูเข้าท่าทีเดียว วิลเดอบีสต์หน้าตาตลกและหัวทื่อจริงๆ เขาเล็กๆกับตาจิ๋วๆนั้นดูเล็กเกินควรไปหลายเท่าเมื่อเทียบกับหน้าที่ยื่นยาวเป็นพิเศษ และลำตัวของมันก็ดูผิดส่วนจนชวนอึดอัดจากหนอกหนาบริเวณหัวไหล่ที่สอบลู่ลงสู่บั้นท้าย ความกำยำเฉพาะส่วนหน้านี้ถ่วงสมดุลอยู่บนช่วงขาผอมยาวที่ทำให้ท่าเดินของมันเกะกะเก้งก้างยิ่ง

วิลเดอบีสต์
วิลเดอบีสต์กระโจนลงตลิ่งชันริมแม่น้ำมาราระหว่างการเดินทางตามหาน้ำและทุ่งหญ้าระบัด ในแต่ละปี วิลเดอบีสต์ ราว 1.3 ล้านตัวติดตามฝนที่ตกตามฤดูกาลเป็นวงรอบตามเข็มนาฬิกาจากแทนซาเนียเข้าสู่เคนยาแล้วกลับมา นับเป็นการอพยพบนบกขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

แล้วธรรมชาติสร้างแฟรงเกนสไตน์แห่งอาณาจักรสัตว์นี้ขึ้นมาได้อย่างไร

เพื่อหาคำตอบ ผมโทรศัพท์หาแอนนา เอสเตส นักนิเวศวิทยาซึ่งทำงานในแทนซาเนีย “ฉันขอหยุดคุณตรงนั้นเลยค่ะ” เธอบอกและเสริมว่า “พ่อฉันจะโกรธถ้ามีใครคิดดูถูกวิลเดอบีสต์” ผมโทรศัพท์หาเธอเพราะบิดาของเธอ ริชาร์ด เอสเตส นักชีววิทยาสัตว์ป่า เป็นผู้เขียนหนังสือ โลกของกนู [The Gnu’s World – กนู ออกเสียงว่า กู-นูว์ เป็นชื่อเรียกวิลเดอบีสต์ของชนเร่ร่อนยุคแรกในแอฟริกา จากเสียงคำรามและเสียงร้องแบบวัว] บอกเล่าประวัติชีวิตของวิลเดอบีสต์ไว้อย่างละเอียดและให้ข้อมูลโต้แย้งอย่างครอบคลุมทุกเรื่องที่พูดตลกเกี่ยวกับมัน

เธอเสนอให้พิจารณามาตรวัดความสำเร็จทางวิวัฒนาการประการหนึ่ง นั่นคือประชากร ในแง่นี้ วิลเดอบีสต์ ซึ่งมีมากกว่า 1.3 ล้านตัว ถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในเซเรงเกติ ช้างมีจำนวนราว 8,500 ตัวเท่านั้น สิงโตก็มีอยู่แค่ 3,000 ตัว กาเซลล์ทอมสันและม้าลาย ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดของมัน มีชนิดละไม่กี่แสนตัว ไล่หลังวิลเดอบีสต์ทั้งคู่

วิลเดอบีสต์, แทนซาเนีย
เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ก่อนเริ่มการอพยพขึ้นเหนืออันทรหด วิลเดอบีสต์รวมถึงม้าลายจำนวนมากที่เดินทางร่วมฝูง รวมตัวกันกินหญ้าและตกลูกบนทุ่งหญ้าใกล้ชายแดนทางใต้ของอุทยานแห่งชาติเซเรงเกติในแทนซาเนีย ในแต่ละปี วิลเดอบีสต์วัยอ่อนครึ่งล้านตัวเกิดที่นี่ โดยเฉลี่ยแล้ววันละ 24,000 ตัว ลูกวิลเดอบีสต์เดินได้ภายในไม่กี่นาทีหลังคลอด

เอสเตสตั้งข้อสังเกตว่า ความสำเร็จนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับอวัยวะหน้าตาประหลาดซึ่งล้วนเป็นการปรับตัวที่ได้รับการปรับแต่งอย่างดีตลอดหนึ่งล้านปี เพื่อช่วยให้พวกมันเดินทางได้ไกลมากๆ และใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศพิเศษเฉพาะตัวของเซเรงเกติได้เต็มที่ เขาขนาดเล็กหมายถึงการแบกน้ำหนักน้อยกว่าขณะเดินทางไกลหรือว่ายข้ามแม่น้ำ และมีแนวโน้มจะเกี่ยวพุ่มไม้รกทึบ น้อยกว่า จมูกแบนเอื้อต่อการเล็มหญ้าแบบเครื่องตัดหญ้า แผ่นหลังลาดลู่ช่วยให้ท่วงท่าการเดิน มีประสิทธิภาพสูง ส่วนข้อเท้าก็มีความยืดหยุ่นที่เอื้อให้สปริงตัวดีเวลาวิ่ง ทั้งสองอย่างช่วยประหยัดพลังงานระหว่างการอพยพครั้งใหญ่ได้ และไม่ว่าจะเงอะงะงุ่มง่ามหรือไม่ มันก็เร่งความเร็วได้ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วพอจะหนีไฮยีนาและสิงโตได้ มันดมกลิ่นหาบริเวณที่ฝนตกได้ดีและจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองไกลๆ ซึ่งกว่าฝูงของมันจะไปถึง หญ้าก็ระบัดแล้ว

แต่การปรับตัวที่น่าประทับใจที่สุดของวิลเดอบีสต์ คือกลยุทธ์การให้กำเนิดลูกหลาน เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม พวกมันจะรวมฝูงบนทุ่งราบที่ผมกับช่างภาพ ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์ นั่งเครื่องบินผ่าน ตอนนั้นหญ้าจะยังสดเขียวเพราะได้ฝนตามฤดูกาลและดินภูเขาไฟที่อุดมไปด้วยธาตุอาหาร วิลเดอบีสต์ไม่ซ่อนลูกอ่อนเหมือนแอนทิโลปชนิดอื่นๆ แม่วิลเดอบีสต์ท้องแก่จะตกลูกทันทีในพื้นที่เปิดโล่ง ลูกวิลเดอบีสต์ราว 500,000 ตัวจะทยอยเกิดในช่วงสามสัปดาห์ หรือตกวันละประมาณ 24,000 ตัว เจ็ดนาทีหลังออกจากท้องแม่ ลูกวิลเดอบีสต์ก็ลุกขึ้นยืนได้แล้ว และจะวิ่งไปกับแม่ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

วิลเดอบีสต์ที่ตายเป็นจำนวนมากกลายเป็นงานเลี้ยงฉลองของจระเข้และแร้งในแม่น้ำมารา ในวันเดียว วิลเดอบีสต์ 6,000 ถึง 9,000 ตัว ซึ่งว่ายน้ำไม่เก่งและสับสนง่าย อาจเหยียบกันเองและจมน้ำตายในกระแสน้ำเชี่ยวกราก

ก่อนเดินทางไปเซเรงเกติ ผมอ่านเรื่องของนักนิเวศวิทยาหนุ่มผู้พลิกมุมมองที่นักวิทยาศาสตร์มีต่อวิลเดอบีสต์ไปตลอดกาล โทนี ซินแคลร์ เติบโตในแทนซาเนียและศึกษาด้านสัตววิทยาที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด จากนั้นใช้เวลากว่าสิบปีนับประชากรสัตว์ในเซเรงเกติ เมื่อเดือนเมษายน ปี 1982 เขาเดินทางไปแอฟริกาใต้เพื่อร่วมการประชุมของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เขากับไมก์ นอร์ตัน-กริฟฟิทส์ นักนิเวศวิทยาอีกคน ประกาศการนับจำนวนสัตว์กีบฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกได้

แต่เพื่อนนักวิทยาศาสตร์ในพริทอเรียกลับไม่กระตือรือร้นไปด้วย “สิ่งที่ผมเจอก็คือคนพากันลุกขึ้นพูดว่า ‘นี่เป็นเรื่องไร้ความรับผิดชอบที่สุดที่ผมเคยได้ยิน’ ” เขาเล่าขณะที่เราคุยกันผ่านซูม “ ‘เราควรจะฆ่าพวกมันครึ่งหนึ่งต่างหาก’ ”

ซินแคลร์บอกว่า นั่นคือแนวคิดหลักที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากยึดถือ พวกเขาเชื่อว่าประชากรสัตว์ป่าจำเป็นต้องถูกควบคุมให้อยู่ในระดับสมดุล “ต้องควบคุมพวกมันไว้ครับ” เขาอธิบายความคิดดังกล่าวให้ผมฟัง “ไม่เช่นนั้นพวกมันจะบ้าคลั่งและทำลายทุกอย่าง”

ซินแคลร์ไม่เห็นด้วย “ผมคิดว่าเราสามารถสาธิตให้เห็นว่า ทำไมประชากรวิลเดอบีสต์ใน เซเรงเกติจึงไม่เป็นแบบนั้นได้ครับ”

จระเข้
วิลเดอบีสต์อพยพข้ามทุ่งราบในแอฟริกาตะวันออกเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว ฝูงไม่มีผู้นำตามธรรมชาติ แต่รอยทางเดินนำพวกมันไป เหมือนเป็นความทรงจำหมู่จากการเดินทางครั้งก่อนๆ ในการเดินทางประจำปี พวกมันจะรวมตัวกันเป็นฝูงขนาดมหึมา ล้อมรอบด้วยฝูงขนาดเล็กกว่าที่แยกตัวออกไปหาแหล่งหญ้าดีๆกิน

เขากลับไปเซเรงเกติ และตลอดหลายปีหลังจากนั้น ซินแคลร์กับเพื่อนร่วมงานเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ประการแรกคือประชากรสัตว์นักล่าเพิ่มขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร การมีเหยื่อมากขึ้นหมายความว่ามีอาหารมากขึ้นสำหรับสิงโต ไฮยีนา เสือชีตาห์ และเสือดาว แต่นอร์ตัน-กริฟฟิทส์สังเกตเห็นด้วยว่าเกิดไฟป่าน้อยลง เขากับซินแคลร์พบว่า วิลเดอร์บีสต์ฝูงใหญ่ทำให้ต้นหญ้าสั้นอยู่ตลอด ไฟป่าจึงเกิดไม่บ่อยเท่าหรือไม่ร้อนเท่าเดิม ส่งผลให้ต้นไม้เติบโตได้ แล้วจู่ๆผืนดินกว้างใหญ่ที่เป็นทุ่งหญ้ามาเกือบหนึ่งร้อยปีก็ฟื้นคืนสภาพป่า

การมีต้นไม้มากขึ้นทำให้แมลงมากขึ้น นกมากขึ้น และสัตว์กินใบไม้ ซึ่งรวมทั้งยีราฟและช้าง ก็มากขึ้นด้วย และขณะที่วิลเดอบีสต์ท่องไป มูลของพวกมันก็กระจายไปทั่ว ช่วยให้ดินดีขึ้น หญ้าก็มากขึ้นตามไปด้วยทั้งสำหรับพวกมันเองและสัตว์น้อยใหญ่อื่นๆ

วิลเดอบีสต์
วิลเดอบีสต์ซึ่งมีความหิวและแรงกระตุ้นดั้งเดิมผลักดันให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า วิ่งเหยาะๆเคียงข้างกัน ไหล่เบียดไหล่ สะโพกเบียดสะโพก กล้ามเนื้อของพวกมันมีประสิทธิภาพมากจนสามารถเดินทางนานถึงห้าวันโดยไม่ต้องหยุด ดื่มน้ำ อย่างไรก็ตาม กลิ่นของสิงโตหรือเสือชีตาห์อาจทำให้ฝูงกระจายตัวได้ในทันที

ซินแคลร์ตระหนักว่า เซเรงเกติพลิกโฉมกลายเป็นสถานที่ที่มนุษย์ตัวเป็นๆจำนวนน้อยนิด ถ้าจะมีอยู่บ้าง จดจำได้ และพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือวิลเดอบีสต์ผู้ต่ำต้อย ในตอนนั้น แนวคิดสิ่งมีชีวิตหลัก (keystone species) หรือสัตว์ชนิดเดียวที่ส่งผลสำคัญต่อโครงสร้างและ สุขภาวะของระบบนิเวศ ยังค่อนข้างใหม่ ก่อนหน้านั้น สิ่งมีชีวิตหลักที่ได้รับการระบุล้วนเป็นสัตว์ นักล่าอันดับสูงทั้งสิ้น แต่ในเซเรงเกติ สิงโตไม่ใช่เจ้าป่า เหยื่อของมันต่างหากที่ใช่

พูดกันตรงๆ ซินแคลร์บอกผมว่า “ไม่มีเซเรงเกติ อย่างน้อยก็เซเรงเกติที่เราจำได้ ถ้าไม่มี วิลเดอบีสต์ครับ”

เรื่อง ปีเตอร์ กวิน
ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์

สามารถติดตามสารคดี วิลเดอบีสต์: ราชาแห่งเซเรงเกติ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนธันวาคม 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/536482


อ่านเพิ่มเติม ความร้อนระอุของทะเลทราย คาลาฮารี ที่ผลักสิ่งมีชีวิตให้อยู่บนขอบเหวการอยู่รอด

เรื่องแนะนำ

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง

หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สรรพสัตว์ครอบครอง ขณะยืนอยู่บนชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโขดหินของสตีเพิลเจสัน (Steeple Jason) เกาะที่ตั้งอยู่ห่างไกลในกลุ่มเกาะฟอล์กแลนด์ ผมตื่นตะลึงกับภาพความงามตรงหน้า นกอัลบาทรอสคิ้วดำกว่า 440,000 ตัวซึ่งถือเป็นคอโลนีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทำรังอยู่บนหน้าผาสูงชัน  ถัดลงมาตามแนวชายหาดเบื้องล่าง  เพนกวินร็อกฮอปเปอร์แดนใต้ส่งเสียงร้องอื้ออึง ขณะที่เหยี่ยวคาราคาราคอยสอดส่ายสายตามองหาลูกนกเพนกวินหรือซากสัตว์เป็นอาหาร น่านน้ำเย็นยะเยือกแถบนี้เป็นถิ่นอาศัยของแมวน้ำขนปุยอเมริกาใต้ วาฬเพชฌฆาต โลมาคอมเมอร์สัน โลมาพีล และวาฬเซย์ ลึกลงไปใต้น้ำ ผมแหวกว่ายผ่านดงสาหร่ายเคลป์ที่โอนเอนไปมาในกระแสน้ำ เพนกวินเจนทูพุ่งฉิวอยู่ด้านบน โดยมีสิงโตทะเลแดนใต้ไล่ตามมาติดๆ กุ้งมังกรยืนเรียงรายบนก้นสมุทรพลางชูก้ามขึ้นราวกับพร้อมรบ ภาพกุ้งชูก้ามเตรียมออกศึกดูช่างเหมาะเจาะ เพราะผมอยู่ที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ดินแดนที่สงครามเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจ ห่างจากชายฝั่งอาร์เจนตินา 400 กิโลเมตร  ดินแดนของสหราชอาณาจักรแห่งนี้ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่รวมกันกว่า 700 เกาะ และมีผู้อยู่อาศัยอยู่อย่างบางเบาเพียง 3,200 คน  กลุ่มเกาะเหล่านี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะประวัติศาสตร์การต่อสู้แย่งชิงกรรมสิทธิ์อันยาวนานระหว่างฝรั่งเศส สเปน อาร์เจนตินา และสหราชอาณาจักร ฟอล์กแลนด์จึงเต็มไปด้วยบาดแผลจากสงครามที่เห็นได้ชัด ความขัดแย้งครั้งหลังสุดเกิดขึ้นเมื่ออาร์เจนตินารุกรานหมู่เกาะที่พวกเขาเรียกว่า มัลบีนัส (Malvinas) ในปี 1982  ทว่าปิดฉากลงในระยะเวลาอันสั้น หลังการประลองกำลังอย่างดุเดือดกับสหราชอาณาจักร แต่ถึงจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และแม้จะมีการทำฟาร์มแกะอย่างกว้างขวาง หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ก็ยังคงดูเหมือนแดนสวรรค์ในอุดมคติอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่น่านน้ำอันอุดมไปด้วยสารอาหารไปจนถึงขุนเขาที่สายฝนโปรยปรายตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่เป็นช่างภาพ  ผมแทบไม่เคยพบเห็นสถานที่แห่งไหนที่มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์เช่นนี้   […]

มาเป็นแม่ให้พวกเราหน่อย!

โดมินีก ลีเวอร์ ช่างภาพ บันทึกวิดีโอที่เผยปฏิสัมพันธ์ที่หาดูได้ยากระหว่างแรกคูนกับมนุษย์ระหว่างออกไปตกปลาเทราต์สายรุ้งในลำธารแอ๊ปเปิ้ลครีก ลีเวอร์ซึ่งมาจากแทนซาเนียและอยู่ระหว่างเดินทางในสหรัฐฯ ได้ยินเสียงร้องแหลมเล็กๆ ดังแว่วมา “ตอนนั้นเป็นช่วงกลางวัน [ผม] มองก้มมองเท้าของตัวเอง แล้วก็เห็นแรกคูนสามตัววิ่งเข้ามาหา แล้วเริ่มปีนขึ้นมาตามขาผม ผมปล่อยให้พวกมันทำอย่างนั้น” ลีเวอร์เล่าในอีเมล เขาเล่าต่อว่า จากนั้น พวกมันก็ปีนขึ้นไปที่ไหล่และเริ่มเลียหูเขา ลีเวอร์คิดในตอนนั้นว่า พวกมันอาจสูญเสียแม่ไป จากนั้น นักตกปลาอีกคนก็มาเห็นเข้า และเอาปลาตายที่เขาพบข้างลำธารมาเลี้ยงพวกมัน สองวันต่อมา ลีเวอร์กลับไปที่ลำธารนั้นอีกครั้งและพบว่า ชายคนที่เอาปลาเลี้ยงลูกแรกคูนสร้างรังเล็กๆให้พวกมัน หลังพบว่าพวกมันน่าจะเสียแม่ไป เขากลับมาคอยดูพวกมันทุกวัน “ตั้งแต่นั้น ผมก็ติดกับเขาอยู่เรื่อยๆ เขาบอกผมว่า พวกมันสบายดี และเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ และใช้เวลาอยู่กับคนน้อยลงเช่นกัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีครับ” ลีเวอร์บอก แรกคูนพบเห็นได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ โดยอาศัยอยู่ตั้งแต่ในย่านชานเมืองไปจนถึงชนบทพวกที่อาศัยหรือป้วนเปี้ยนอยู่ตามชานเมืองและสวนสาธารณะมักคุ้นเคยกับมนุษย์ แต่การที่พวกมันปีนป่ายตามเนื้อตัวของคนก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ “พฤติกรรมของพวกมันขณะปีนป่ายอยู่บนเนื้อตัวของชายคนนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ที่พวกมันเลือกเขานี่สิน่าสนใจ” ซูซาน แมกโดนัลด์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยยอร์กและนักสำรวจของเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ผู้ศึกษาพฤติกรรมของแรกคูน บอก เธอพอจะเดาคำตอบได้ข้อหนึ่งที่ทำให้พวกมันสนใจเขาเป็นพิเศษ “คุณลองดูสิ เขาไว้หนวดไว้เคราเหมือนแรกคูนไหมล่ะ” เธอบอกกลั้วหัวเราะ “พวกมันมีเหตุผลที่วิวัฒน์ใบหน้าเหมือนใส่หน้ากากขึ้นมาก็เพื่อให้สามารถจดจำซึ่งกันและกันได้ ชายคนนั้นตัวใหญ่ มีขนตามตัวและไว้หนวดเครา เผลอๆอาจจะมีปลาด้วย” แมกโดนัลด์ บอก แมกโดนัลด์เสริมว่า […]

ปลาบึก : ราชินีแห่งสายน้ำ

(ภาพบน) นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เซบ โฮแกน (ซ้าย) กำลังช่วยเหลือเจ้าหน้าที่กรมประมงของกัมพูชาติดแท็กติดตามและปล่อยกลับสู่แม่น้ำโขง ซึ่งชาวประมงจับได้ใกล้กับกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 / ภาพถ่ายได้รับความอนุเคราะห์จาก THE UNIVERSITY OF NEVADA, RENO ปลาบึก เป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดตัวเต็มวัยยาวประมาณ 3 เมตร มีน้ำหนักมากกว่า 250 กิโลกรัม แต่เดิมเป็นปลาเฉพาะถิ่น (endemic species) ที่พบเฉพาะในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาเท่านั้น ปัจจุบัน จำนวนประชากร ปลาบึก มีจำนวนน้อยมาก และอยู่ในกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered species) ปลาบึกมีชื่อสามัญว่า Mekong giant catfish (Pangasianodon gigas) อาหารของปลาบึกคือพืชน้ำและตะไคร่น้ำ ในประเทศไทยพบการกระจายตัวอยู่ในแม่น้ำโขงตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี ที่ผ่านมา ปลาบึกเป็นปลาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากประชากรปลาไม่สามารถสืบพันธุ์และเจริญเติบโตทันความต้องการ รวมทั้งปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแม่น้ำโขง ส่งผลให้จำนวนประชากรปลาบึกตามธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมประมงจึงได้พยายามดำเนินการเพาะขยายพันธุ์ จนประสบผลสำเร็จครั้งแรกในปี 2526 ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้การศึกษาทางอนุกรมวิธานของปลาบึกสมบูรณ์ยิ่งขึ้น […]