เปิดชีวิตเสี่ยงตายของ นักล่าจระเข้ - National Geographic Thailand

เปิดชีวิตเสี่ยงตายของนักล่าจระเข้

เปิดชีวิตเสี่ยงตายของ นักล่าจระเข้

“มันเป็นอะไรที่บ้าดีเดือดมาก” เทรเวอร์ ฟรอสต์ ช่างภาพจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกกล่าว “มันยากที่จะมีสมาธิกับภาพถ่ายตรงหน้า ในขณะที่คุณเองไม่มั่นใจว่าแขนหรือมือจะยังอยู่หรือไม่”

ฟรอสต์ใช้เวลาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ในการบันทึกภาพถ่ายของนักล่าจระเข้น้ำเค็มทางตอนเหนือของออสเตรเลีย เจ้าสัตว์ยักษ์ใหญ่ตัวนี้เคยใกล้สูญพันธ์ในปี 1971 ก่อนที่จะกลับมามีจำนวนเพิ่มเป็น 100,000 ตัวในเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีในปัจจุบัน

ด้วยจำนวนของจระเข้เพิ่มสูงมากขึ้นจนกระทั่งบางคนเริ่มกังวลถึงความปลอดภัย และเรียกร้องให้มีการคัดแยกนักล่าเหล่านี้

นักล่าจระเข้
โรเจอร์ แมทธิว (ซ้าย) และอารอน ร็อดเวล โพสต์ท่าถ่ายภาพข้างจระเข้ขนาด 15 ฟุต น้ำหนักประมาณ 680 กิโลกรัม ปัจจุบันการล่าจระเข้น้ำเค็มเพศผู้ในเขตนอร์ทเทิร์นเทร์ริทอรี ของออสเตรเลีย ถือเป็นเรื่องถูกกฏหมาย

เพื่อลบความกังวล ทางเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีตัดสินใจอนุญาตให้นักล่าจระเข้สามารถล่าจระเข้ได้ในจำนวนที่จำกัด พวกเขาหาเงินจากการล่าจระเข้เหล่านี้ โดยหนังจระเข้ความยาว 14 ฟุต มีราคาสูงถึง 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ฟรอสต์กล่าว ในขณะที่หัวกระโหลกของมันมีราคาราว 3,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

แนวคิดนี้ถูกเรียกกันว่า “จ่ายเพื่อคงความอยู่รอด” ในขณะที่การอนุรักษ์จระเข้อื่นๆ ทั่วโลก แตกต่างกันไปตามบริบท และในหลายกรณีประสบกับความล้มเหลวเนื่องจากจระเข้ไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง แต่ทว่าตลอดหลายปีของการทำงานฟรอสต์พบว่าวิธีการนี้ได้ผล

นักล่าจระเข้
ช่วงปี 1940 ถึงปี 1960 การล่าจระเข้น้ำเค็มจำนวนมาก ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ส่งผลให้พวกมันมีจำนวนลดลงจนใกล้สูญพันธุ์

ทั้งนี้นักล่าจำเป็นต้องมีใบอนุญาตในการล่าจระเข้โดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดด้านขนาดตัวของจระเข้ที่พวกเขาสามารถล่าได้ และพวกเขายังต้องถ่ายวิดีโอในขณะที่ทำการฆ่าจระเข้เก็บไว้เป็นหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ดูอีกด้วย เพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าจระเข้เหล่านี้ถูกฆ่าตายอย่างมีมนุษยธรรม

ฟรอสต์เล่าเหตุการณ์หนึ่งที่สะเทือนอารมณ์เขามากที่สุดให้ฟัง ชายชาวอะบิริจินคนหนึ่งผู้เป็นเจ้าของที่ดินคนหนึ่งภรรยาของเขาถูกจระเข้ตัวใหญ่โจมตี เขาติดต่อให้นักล่าจระเข้สองคนออกติดตามมัน ฟรอสต์เดินทางไปพร้อมกับนักล่าด้วย พวกเขาโดยสารบนเรืออลูมิเนียมความยาว 14 ฟุต ล่องออกไปตามแม่น้ำในตอนกลางคืนพร้อมฉายไฟสปอร์ตไลท์เพื่อค้นหาดวงตาของจระเข้

นักล่าจระเข้
จระเข้น้ำเค็มเป็นจระเข้สายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและดุร้ายที่สุดด้วย ส่งผลให้มันมีอาณาเขตหากินค่อนข้างกว้างขวาง

ในที่สุดพวกเขาก็พบจระเข้ตัวดังกล่าว นักล่าขับเรือเข้าใกล้พวกเขายิงฉมวกไปที่หลังคอของมัน จากนั้นการต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น

“พวกเขาจับเชือกไว้และเย่อกับมันคล้ายตกปลา” ฟรอสต์กล่าว “เหมือนเรากำลังเต้นรำอยู่เลย”

จระเข้ตัวดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก มันเริ่มดึงเรือ “เราถูกลากไปอย่างรวดเร็ว” ฟรอสต์เล่า หลังผ่านไป 2 ชั่วโมงจระเข้ก็เริ่มเหนื่อยมันว่ายมาที่ผิวน้ำส่งเสียงฟ่อแล้วดำกลับลงไป

ในที่สุดเรือก็สามารถเข้าใกล้พอที่นักล่าจะสามารถปิดปากของมันด้วยเทปได้ แต่แล้วทันใดนั้นเองจระเข้ก็กัดเข้าที่ด้านข้างของเรือเต็มแรง เรือโคลงอย่างน่ากลัวหนึ่งในนักล่าตะโกนให้ฟรอสต์นั่งลง “ตอนนั้นผมมีกล้อง 2 ตัวพันอยู่รอบคอผมรีบนั่งลงที่พื้นเรือทันทีเลย” เขากล่าว

นักล่าจระเข้
โรเจอร์ แมทธิว (ซ้าย) และอารอน ร็อดเวลล่าจระเข้ขณะอยู่บนเรือลำเล็กด้วยการใช้ฉมวก

สุดท้ายจระเข้ก็หมดแรง พวกเขาจัดการมัดมันด้วยเชือกหนึ่งในนั้นหยิบปืนพกออกมาและลั่นกระสุนไปที่สมองของมัน จระเข้ตายทันที ณ ตอนนั้นเป็นเวลาตีสองแล้วกว่าพวกเขาจะได้กลับขึ้นฝั่ง และเมื่อวัดความยาวของจระเข้ พวกเขาพบว่ามันยาวถึง 16 ฟุตเลยทีเดียว

นักล่าจระเข้
ร็อดเวล (ซ้าย) และแมทธิว ลอกหนังจระเข้ที่พวกเขาจับได้เมื่อคืนออกมา

ฟรอสต์ไม่ได้เติบโตมากับการล่าหรือเสียงปืน เมื่อถามเขาว่ารู้สึกยังไงบ้างที่ต้องเห็นสัตว์ตัวหนึ่งต่อสู้อย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอด แต่แล้วในที่สุดมันก็พ่ายแพ้

“แน่นอนผมสะเทือนใจมากครับ มันเป็นสัตว์ที่มีอายุมากถึง 80 ปี” เขากล่าว “มันอายุพอๆ กับคุณย่าของผม มันผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว หรืออาจจะผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำของโลกมาแล้วด้วย มันผ่านอะไรมากมากจริงๆ”

เรื่อง ราเชล เบล

ภาพถ่าย เทรเวอร์ เบค ฟรอสต์

นักล่าจระเข้
จระเข้น้ำเค็มตัวหนึ่งว่ายขึ้นมาสู่ผิวน้ำ
นักล่าจระเข้
Gunther Trnka จากเมืองดาร์วิน ในออสเตรเลีย เลี้ยงจระเข้น้ำเค็มเพศเมียขนาด 12 ฟุตตัวหนึ่งไว้ที่สวนหลังบ้าน เขาตั้งชื่อมันว่า Jaws

 

อ่านเพิ่มเติม

พบกับชายผู้ใช้ชีวิตกับไฮยีน่า

 

เรื่องแนะนำ

ทำความรู้จักกับอิกทิโอซอรัส

ทำความรู้จักกับ อิกทิโอซอรัส ในโลกดึกดำบรรพ์ทั่วแผ่นดินถูกไดโนเสาร์ยึดครอง ในขณะที่ท้องฟ้าก็เป็นของเทอโรซอร์ แล้วผืนน้ำล่ะ? ใครกันที่เป็นเจ้าของ มันคือ “อิกทิโอซอรัส” สัตว์เลื้อยคลานในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งอันที่จริงมันดำรงอยู่มาก่อนไดโนเสาร์เสียอีก อิกทิโอซอรัสเริ่มปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อราว 251 ล้านปีก่อน ในช่วงต้นของยุคไทรแอสซิก หรือราว 20 ล้านปีก่อนที่โลกจะมีไดโนเสาร์ ชื่ออันน่าจดจำของมันมาจากภาษากรีก โดยคำว่า อิกทิโอ แปลว่าปลา ส่วนคำว่าซอรัส หมายถึงกิ้งก่า ย้อนกลับไปดูบนเส้นทางวิวัฒนาการของมันจะเห็นว่าร่างกายของอิกทิโอซอรัสนั้นคล้ายกับกิ้งก่ามาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 100 ล้านปี รูปร่างของมันก็คล้ายปลามากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันมีกะโหลกศีรษะยาว และดวงตาขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการมองเห็น ช่วยให้มันสามารถล่าเหยื่อในโลกใต้ทะเลที่มีแสงสว่างไม่มากนัก นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีดวงตาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 10 นิ้ว (วาฬสีน้ำเงินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันมีเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 6 นิ้ว) ในขณะเดียวกันอิกทิโอซอรัสก็เป็นสัตว์ที่มีความหลากหลายมาก พวกมันมีขนาดตัวตั้งแต่ 2 ฟุต ไปจนถึง 85 ฟุต หรือราว 26 เมตร และด้วยวิวัฒนาการหลายล้านปีที่ปรับเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็นนักล่าอันน่าหวาดหวั่นแห่งท้องทะเลโดยเฉพาะ พวกมันทำความเร็วได้ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นทำให้พวกมันอยู่ ณ […]

การอนุรักษ์ : ความหวังใหม่ในโกรองกอซา

การอนุรักษ์: ความหวังใหม่ในโกรองกอซา สัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซาซึ่งล้มตายไปมากในช่วงสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อนานหลายปี กำลังฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง อนาคตของสัตว์ป่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพยายามใน การอนุรักษ์ ที่หยิบยื่นความหวังแก่ผู้คนในชุมชมที่อยู่รอบๆ ยามเช้าที่อบอุ่นปลายฤดูแล้งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเหนือดงปาล์มในอุทยานแห่งชาติโกรองกอซา ประเทศโมซัมบิก ไมก์ พิงโก นักบินผู้ช่ำชองซึ่งพื้นเพ เป็นคนซิมบับเว ควบคุมคันบังคับ  ลูอิส แวนวิก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจับสัตว์ป่าจากแอฟริกาใต้ โน้มตัวออกไปทางขวาด้านท้ายของตัวเครื่อง ในมือถือปืนยาวบรรจุลูกดอกยาสลบ  คนที่นั่งข้างพิงโกคือ โดมินิก กอนซาลเวซ นักนิเวศวิทยาสาวชาวโมซัมบิกซึ่งทำงานเป็นผู้จัดการช้างป่าของอุทยาน ปัจจุบัน โกรองกอซามีช้างป่าอาศัยอยู่กว่า 650 ตัวซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ยุคสงครากลางเมืองในโมซัมบิก (ระหว่างปี 1977-1992) ซึ่งเป็นช่วงที่ช้างป่าถูกฆ่าเอางาและเนื้อเพื่อขายนำเงินไปซื้อปืนและเครื่องกระสุน เมื่อประชากรช้างฟื้นตัวขึ้น กอนซาลเวซจึงต้องการสวมปลอกคอจีพีเอสให้ช้างพังหรือช้างเพศเมียโตเต็มวัยตัวหนึ่งในแต่ละโขลงที่มีช้างพังเป็นจ่าโขลง กอนซาลเวซเลือกช้างเป้าหมายจากโขลงที่วิ่งอยู่ในดงปาล์ม พิงโกลดเพดานบินของเฮลิคอปเตอร์ลงเท่าที่จะไม่ชนต้นไม้  ช้างสิบตัวซึ่งประกอบด้วยเพศเมียโตเต็มวัย ลูกเล็กๆอยู่ข้างตัว และช้างวัยรุ่นที่อยู่ไม่ห่างพากันวิ่งเตลิดหนีเสียงอึกทึกของใบพัด แวนวิกซึ่งถูกบีบให้ยิงจากระยะไกลกว่าปกติ ยิงลูกดอกใส่ก้นขวาของตัวเมียที่เลือกไว้จนได้ พิงโกนำเครื่องลงจอด แล้วอีกสองคนก็ปีนลงจากเครื่อง ลุยฝ่ากอหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำไปยังช้างพังที่นอนสลบไสล ครู่ต่อมา ทีมงานภาคพื้นดินมาถึงพร้อมอุปกรณ์ขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ช่วยเทคนิค และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าติดอาวุธ  กอนซาลเวซแยงแท่งไม้เล็กๆ เข้าไปถ่างปลายงวงไว้เพื่อให้ช้างหายใจสะดวก ช้างนอนตะแคงขวา  เริ่มกรนเสียงดัง  เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดบนใบหูซ้าย  ขณะที่อีกคนหนึ่งช่วยแวนวิกคล้องปลอกคอลอดใต้คอ กอนซาลเวซใช้ก้านไม้พันสำลีเก็บตัวอย่างน้ำลายจากปากช้างและจากทวารหนัก  แล้วใส่ลงในขวดปิดฝาสองใบ  […]

กลุ่มแม่ชีผู้ช่วยอะโซโลตล์ไม่ให้สูญพันธุ์

กลุ่มแม่ชีผู้ช่วยอะโซโลตล์ไม่ให้สูญพันธุ์ เจ้าสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า “อะโซโลตล์” พวกมันเป็นซาลาแมนเดอร์ที่มีมีถิ่นอาศัยเพียงที่เดียวในโลกคือ ในทะเลสาบ Pátzcuaro ของเม็กซิโก ทว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาการประมงเกินขนาด, การบุกรุกที่อยู่อาศัยของมัน ไปจนถึงการที่ต้องตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นๆ ที่ตัวใหญ่กว่า ทำให้อะโซโลตล์เหล่านี้กำลังมีสถานะใกล้สูญพันธุ์ จากการศึกษาล่าสุดพบว่าในธรรมชาติมีอะโซโลตล์เหลืออยู่เพียงไม่ถึง 100 ตัวเท่านั้น นับเป็นโชคดีที่แม่ชีกลุ่มหนึ่งในเม็กซิโกร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศในความพยายามที่จะอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้เอาไว้ พวกเธออาศัยอยู่ในอาศรมใกล้กับทะเลสาบ และใช้ซาลาแมนเดอร์สายพันธุ์นี้ในการผลิตยาแก้ไอมานานกว่า 150 ปี ทว่าทุกวันนี้พวกเธอไม่ได้ทำเช่นนั้นแล้ว แต่ดูแลมันเพื่อช่วยให้มันขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้อะโซโลตล์รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ ด้านบรรดาผู้เชี่ยวชาญเองกล่าวยกย่องการทำงานของแม่ชีกลุ่มนี้ ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญที่ช่วยอนุรักษ์ซาลาแมนเดอร์หายากเหล่านี้   อ่านเพิ่มเติม ค้างคาว: นักล่าแห่งรัตติกาล