ภาพถ่ายสะท้อนโลกของสินค้าต้องห้ามจากสัตว์ป่า - National Geographic Thailand

ภาพถ่ายสะท้อนโลกของสินค้าต้องห้ามจากสัตว์ป่า

เรื่อง อเล็กซา คีฟ

ภาพถ่าย บริทธา ยาสชินสกี

ที่รองเท้าสองอันซึ่งทำมาจากเท้าของช้าง, เสื้อโค้ทจากขนเสือดาวที่เข้าชุดกันพอดีกับรองเท้าและกระเป๋า, ลังไม้บรรจุถุงที่ภายในอัดแน่นไปด้วยซากของม้าน้ำตากแห้ง เหล่านี้คือสิ่งของที่บริทธา ยาสชินสกีช่างภาพบันทึกไว้ เมื่อสินค้าเหล่านี้ถูกยึดที่สนามบินระหว่างกำลังถูกขนย้ายข้ามพรมแดน นำมาซึ่งคำถามตามมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับภายในจิตใจของมนุษย์ จึงต้องเติมเต็มความต้องการของตนเองด้วยสินค้าจากสัตว์ป่าเหล่านี้ สินค้าพวกนี้ทำให้สัตว์บางชนิดต้องได้รับความเจ็บปวด ในขณะที่บางชนิดสินค้ากำลังนำพวกมันไปสู่การสูญพันธุ์

“ปัญหาตอนนี้ก็คือยิ่งพวกมันหายากมากแค่ไหน ก็ยิ่งทำกำไรได้ดีมากเท่านั้นเมื่อพวกมันตายไปแล้ว” ช่างภาพสาวกล่าว “ผู้คนต้องการแรดตัวสุดท้ายเพราะมันยิ่งมีค่าสุดๆ หากเรื่องนี้ไม่อาจเล่าด้วยภาพได้ ฉันก็จะหาวิธีอื่น ภารกิจแรกในใจฉันก็คือทำยังไงก็ได้ให้ฉันเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกสัตว์ที่คุณไม่มีวันได้ยินเสียงของพวกมัน”

ตัวอ่อนเสือ
เท้าแรด

ยาสชินสกีถ่ายภาพสิ่งของเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดเผยด้านมืดของมนุษย์ที่เราทำกับธรรมชาติ ตลอดจนเราควรหันมาใส่ใจว่ามีสิ่งใดบ้างที่เราสูญเสียไป “สื่อมักใช้ภาพของการเผาทำลายงาช้าง แต่เราจำเป็นต้องมีตัวกระตุ้นใหม่” เธอกล่าว

แม้ว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ป่าในธรรมชาติของผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่าจะเป็นเรื่องของอดีต แต่ยาสชินสกีตั้งทฤษฎีว่าสัญชาตญาณเดิมของเรายังคงอยู่ ผ่านการเสาะแสวงหาบางส่วนของสัตว์ซึ่งมีความเชื่อกันว่าจะนำมาซึ่งความแข็งแรงและกำลังวังชา “ฉันคิดว่ามนุษย์เรามีความต้องการที่จะครอบครองมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล”เธอกล่าว “ในตอนที่เรายังอาศัยอยู่แบบชนเผ่า เราทำเพื่อความอยู่รอด นั่นคือจุดผิดพลาดของวิวัฒนาการเรา”

ยาสชินสกีถ่ายภาพกับฉากหลังที่เธอพกติดตัวไปด้วยยังสนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอน และพื้นที่เก็บรักษาสัตว์ป่าในรัฐโคโลราโด ที่ซึ่งสินค้าจากสัตว์ป่าจำนวน 1.5 ล้านชิ้นถูกเก็บอยู่ที่นั่น แทนที่จะทำลายพวกเขาเก็บของเหล่านี้ไว้เพื่อศึกษาและทำวิจัย เช่นในกรณีโปรเจคของยาสชินสกีชิ้นนี้ เป็นผลงานการส่งต่อความตระหนักรู้ต่อประเด็นดังกล่าวได้อย่างมีพลัง

เกล็ดตัวนิ่ม
ถุงบรรจุม้าลายตากแห้ง

“ไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน ฉันพบว่าบรรดาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิบัติตัวด้วยความเคารพต่อสินค้าเหล่านี้” เธอกล่าว “เมื่อถึงเวลาที่ต้องแกะหีบห่อบรรจุ ฉันมักจะได้ยินพวกเขาพูดว่า พวกเราดีใจที่คุณอยู่ที่นี่”

ยาสชินสกีทำงานร่วมกับช่างภาพสัตว์ป่าอีก 20 ราย ในจำนวนนี้รวมถึงช่างภาพของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกอย่าง Charlie Hamilton James, Klaus Nigge, Michael “Nick” Nichols, Brian Skerry และ Brent Stirton ด้วยซึ่งทั้งหมดคาดหวังว่าความตระหนักรู้ต่อปัยหาดังกล่าวจะช่วยยุติความต้องการสินค้าจากสัตว์ป่าเหล่านี้

นกเงือก
กระโหลกลิงที่ใกล้สูญพันธุ์
เท้าช้าง
อุ้งตีนหมี
ผิวหนังเสือดาว

 

อ่านเพิ่มเติม : การล่าจะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือการท่องเที่ยวสัตว์ป่ากำลังทำร้ายสัตว์

เรื่องแนะนำ

ไอเดียอาคารเย็นจากรังปลวก

ไอเดียอาคารเย็นจากรังปลวก ทำอย่างไรให้อาคารเย็นด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ? Mick Pearce สถาปนิกสามารถไขคำตอบนี้ได้ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรังของปลวก ในธรรมชาติ จอมปลวกจะมียอดแหลมสูงที่ทำหน้าที่เป็นช่องระบายอากาศให้แก่รังที่อยู่ใต้ดิน และด้วยความที่รังของมันนั้นสร้างมาจากดิน ในเวลากลางวันดินจะช่วยดูดซับความร้อนจากดวงอาทิตย์ส่งผลให้ภายในรังปลวกมีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ Pearce ออกแบบอาคารอีสต์เกตในซิมบับเว ให้มีผนังด้านนอกที่มีลักษณะเหมือนหนาม ซึ่งได้ไอเดียมาจากพืชในทะเลทราย เนื่องจากพื้นผิวขรุขระจะช่วยลดการดูดกลืนความร้อนได้ดีกว่าผิวเรียบ นอกจากนั้นเขายังใช้หน้าต่างบานเล็ก เพื่อลดความร้อนที่ตัวอาคารจะดูดซับระหว่างวัน ภายในอาคารพิเศษตรงที่มีปล่องลมขนาดใหญ่ที่ช่วยถ่ายเทมวลอากาศร้อนและอากาศเย็นไปทั่วตัวอาคาร นอกจากนั้นเพดานที่สูงและพื้นคอนกรีตสองชั้นยังช่วยกักเก็บอากาศเย็นเอาไว้อีกด้วย ซึ่งจากทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลให้อาคารอีสต์เกตสามารถประหยัดพลังงานในการควบคุมภูมิอากาศภายในตัวอาคารถึง 90% และยังใช้พลังงานน้อยกว่าถึงร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับอาคารขนาดใกล้เคียงกันในกรุงฮาราเร ของซิมบับเว   อ่านเพิ่มเติม สถาปัตยกรรมเซอเรียลยุคหลังโซเวียต

ภาพนกฮัมมิงเบิร์ดที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ตีพิมพ์สารคดีเรื่อง นกฮัมมิงเบิร์ด มาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกสุดคือเรื่อง “The Hummingbirds” ในฉบับเดือนพฤศจิกายน ปี 1960

ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำแข็งกรีนแลนด์

มองจากพื้นผิวผ่านน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ห้อมล้อมเมือง Tasiilaq ของกรีนแลนด์เอาไว้ ทุกอย่างดูเงียบสงบ แทบไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ด้วยอุณหภูมิหนาวเย็นตามธรรมชาติที่อาจต่ำถึง -2 องศาเซลเซียส แต่อเล็กซานเดอร์ เบเนดิก นักดำน้ำชาวออสเตรเลียได้ถ่ายทอดความลับของสถานที่แห่งนี้มาให้คุณผู้อ่านได้ชมกัน เพราะลึกลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็ง มีระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ซ่อนตัวอยู่ คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน เผยให้เห็นความงามใต้น้ำแข็ง และสิ่งมีชีวิตอันน่าฉงนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแมงกระพรุนอาร์กติก, กุ้ง Skeleton ที่มีก้ามยาวอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงทากทะเลสีขาวที่มีวงจรชีวิตแสนสั้นเพียงไม่กีสัปดาห์เท่านั้น ส่งผลให้เรื่องราวของพวกมันยังคงเป็นปริศนา และทีมนักวิจัยคาดหวังว่าจะได้ศึกษาพวกมันเพิ่มเติมในอนาคต ระบบนิเวศในน่านน้ำเย็นเป็นระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอันดับ 2 รองจากระบบนิเวศตามแนวปะการัง อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่สามารถดำน้ำลงไปชมความสวยงามนี้ได้ การดำน้ำในกรีนแลนด์จำเป็นต้องมีเอกสารรับรอง และประสบการณ์ดำน้ำเป็นปี สำหรับเบเนดิก วัย 42 ปี ตัวเขานั้นเริ่มต้นดำน้ำมาตั้งแต่ปี 1998 และเริ่มต้นบันทึกภาพวิดีโอความงดงามของโลกใต้น้ำตั้งแต่ปี 2008 ตัวเขา สามารถชมผลงานของเขาได้ผ่านเว็บไซต์ Global Dive Media ที่รวบรวมภาพถ่ายและวิดีโอจากการดำน้ำในหลายสถานที่ของเขาเอาไว้   อ่านเพิ่มเติม : แนวปะการังอาจหายไปภายใน 30 ปี, ความงามใต้โลกน้ำแข็ง

จังหวะหัวใจนาร์วาฬเมื่อตกอยู่ในอันตราย

นาร์วาฬ วาฬชนิดหนึ่งที่มีฟันยาวเหมือนเขานี้อาศัยอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก และพวกมันชอบที่จะดำน้ำลึก ดังนั้นจึงเป็นการยากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของมัน แต่โชคดีที่จังหวะการเต้นของหัวใจช่วยเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง ทีมนักวิทยาศาสตร์ติดเซ็นเซอร์ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจของนาร์วาฬ เพื่อตรวจสอบว่าในช่วงเวลาว่ายน้ำปกติ ช่วงเวลาพักผ่อน หรือช่วงเวลาที่มันต้องหนีจากการคุกคาม หัวใจของมันมีอัตราการเต้นที่แตกต่างกันอย่างไร ปกติแล้วสัตว์จะมีวิธีการตอบสนองต่ออันตรายในสองรูปแบบ คือหนึ่ง หัวใจเต้นเร็วเพื่อสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายสำหรับการต่อสู้หรือหลีกหนี สองหัวใจจะเต้นช้าต่ำลง เพื่อให้ร่างกายของมันดูเหมือนว่าตายไปแล้ว แต่สำหรับนาร์วาฬรูปแบบดังกล่าวใช้ไม่ได้กับมัน เพราะนาร์วาฬทำทั้งสองอย่าง เมื่อนาร์วาฬถูกจับติดอวนพวกมันขยับครีบและหางอย่างรวดเร็วเพื่อสลัดตัวให้หลุด ในขณะที่หัวใจกลับเต้นเป็นจังหวะช้าลง เหลือเพียง 3 – 4 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น แม้ทีมนักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงเหตุผลเบื้องหลัง แต่พวกเขากังวลว่าปฏิกิริยาดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อกระบวนการรับรู้ของตัวนาร์วาฬเอง เมื่อพวกมันใช้ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว และส่งผลให้มันเสี่ยงต่อการถูกจับโดยมนุษย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นแดนอัศจรรย์ทางธรรมชาติของอาร์กติก, มหัศจรรย์แห่งชีวิตใต้ทะเล