แม่แมลงสาบตัดสินใจวางไข่ ก่อนถูกฝูงมดรุมกัดตาย - National Geographic Thailand

แม่แมลงสาบตัดสินใจวางไข่ ก่อนถูกฝูงมดรุมกัดตาย

ฟุตเทจจากฟาร์มมดของชาวแคนาดาคนหนึ่ง ที่เลี้ยงพวกมันไว้เป็นงานอดิเรก แม่แมลงสาบโชคร้ายบังเอิญตกลงไปในรังมดเข้า แม้ว่าพวกมันจะมีขนาดเล็กกว่าหลายเท่า แต่มดมีปริมาณมากมหาศาล พวกมันรุมกัดแมลงสาบอย่างไม่ปราณี เมื่อเห็นว่าตนคงไม่มีโอกาสรอดชีวิตแล้ว แม่แมลงสาบจึงตัดสินใจวางไข่ ณ ที่ตรงนั้น ด้วยความหวังว่าลูกๆ ของมันอาจมีโอกาสรอดชีวิต

ถุงไข่ของแมลงสาบค่อยๆ เคลื่อนออกมาเรื่อยๆ และในที่สุดถุงไข่ก็หลุดออกมา มดกลุ่มหนึ่งตรงเข้าสำรวจทันทีน่าสงสารลูกแมลงสาบเหล่านี้ เพราะประสบการณ์แรกในชีวิตที่พวกมันได้เจอเมื่อออกจากไข่คือฝูงมด เปลือกไข่ที่ห่อหุ้มพวกมันนั้นมีลักษณะอ่อนนิ่ม ทำให้พวกมันได้รับพิษจากการกัดของมดไปด้วยจนเป็นอัมพาต และเป็นงานง่ายของพวกมดที่จะขนตัวอ่อนแมลงสาบไปเป็นอาหารทีละตัว สำหรับตัวอ่อนของรังมดเองเช่นกัน

 

อ่านเพิ่มเติม : ปูมะพร้าวล่านกเป็นอาหารอสุรกายมีจริงในโลกของสรรพสัตว์

เรื่องแนะนำ

กบแก้ว ตัวใสแห่งอเมริกากลาง

กบแก้ว สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกโปร่งแสงตัวจิ๋วแห่งทวีปอเมริกากลางและใต้มีแต่เรื่องให้ประหลาดใจ คืนไร้แสงจันทร์ในฤดูร้อนคืนหนึ่งบริเวณเชิงเทือกเขาแอนดีสในเอกวาดอร์ กบแก้ว หนุ่มโสดเกาะบนใบไม้ที่ห้อย อยู่เหนือลำธารสายหนึ่ง มันเลือกทำเลดีที่สุดเพื่อพยายามทำให้กบสาวประทับใจ พลางร้องเสียงสูงป่าวประกาศตำแหน่งของมัน ปัญหาคือ ทำเลดีอย่างเดียวยังไม่พอ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกสีเขียวออกเหลืองตัวนี้เคยจับตามองสิ่งที่กบเพศผู้ที่ผ่านการผสมพันธุ์มาก่อนแล้วทำ ดังนั้นเมื่อมันพบกลุ่มไข่ที่ถูกทอดทิ้ง มันจึงอยู่ใกล้ๆกลุ่มไข่นั้นนานหลายชั่วโมง ทำทีว่ากำลังปกป้องไข่ จากนั้นสิ่งน่าทึ่งก็เกิดขึ้น กบเพศเมียที่แอบมองอยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกหลอกให้คิดว่า กบหนุ่มเป็นพ่อกบที่มีประสบการณ์ เริ่มสนใจมัน “นี่เป็นครั้งแรกที่เรารายงานพฤติกรรมนี้ในกบและคางคกค่ะ” อันเยเลต วาเลนเซีย-อากีลาร์ นักนิเวศวิทยา เชิงพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าว เธอบันทึกพฤติกรรมที่ดูเหมือนเป็นการหลอกลวงของเพศผู้ในกบแก้วชนิดหนึ่งในบราซิล และเชื่อว่ากบแก้วอย่างน้อยสองชนิดในเอกวาดอร์ก็อาจมีพฤติกรรมเดียวกัน งานวิจัยของวาเลนเซีย-อากีลาร์เป็นหนึ่งในการค้นพบใหม่หลายประการเกี่ยวกับชีววิทยาของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกสวยงามซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามผิวหนังโปร่งแสง ทั่วเขตนีโอทรอปิกส์มีกบแก้วที่ทราบชนิดแล้ว 156 ชนิด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขา แอนดีสและทวีปอเมริกากลาง ความก้าวหน้าเมื่อไม่นานมานี้ในด้านทัศนศาสตร์ พันธุศาสตร์ และชีววิทยาโมเลกุล ช่วยให้นักวิจัยศึกษาชีวิตสัตว์ตัวจิ๋วที่อาศัยบนต้นไม้เหล่านี้ ซึ่งบางชนิดมีขนาดเล็กกว่าลวดหนีบกระดาษเสียอีก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฆวน มานูเอล กัวยาซามิน นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยซานฟรันซิสโกเดกีโต ประเทศเอกวาดอร์ บรรยายลักษณะชนิดสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 56 ชนิด รวมถึงกบแก้ว 14 ชนิด “เป็นงานสำคัญที่ไม่รู้จบครับ” เขาบอกและเสริมว่า “สิ่งมหัศจรรย์ขนาดจิ๋วเหล่านี้ทำให้เราประหลาดใจอยู่เรื่อยๆ” ตัวอย่างเช่น […]

วิกฤตินกทะเล

เหล่าวิหคแห่งท้องทะเลกำลังประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงการจะปกป้องพวกมันต้องเริ่มจากการรู้จักนกทะเลเหล่านี้ให้มากขึ้น

ตัวนิ่มจะสูญพันธุ์ถ้าเรายังไม่ทำอะไร

ตัวนิ่ม จะสูญพันธุ์ถ้าเรายังไม่ทำอะไร ลิ่น หรือ ตัวนิ่ม ไม่ใช่สัตว์ป่าอันดับต้นๆ ที่ผู้คนทั่วไปจะพูดถึงในประเด็นการอนุรักษ์ แต่ทุกวันนี้ชะตากรรมของพวกมันกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่ต่างจากแรดและช้าง พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียวที่มีเกล็ดปกคลุมรอบตัว ตัวนิ่มมีขนาดตั้งแต่แมวบ้าน ไปจนถึงสุนัขสายพันธุ์ขนาดกลาง ในตัวนิ่มหนึ่งตัวมีเกล็ดมากถึง 1,000 เกล็ด อวัยวะเหล่านี้ทำหน้าที่ปกป้องมันจากผู้ล่าอย่างสัตว์จำพวกแมวใหญ่ ซึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู ตัวนิ่มจะขดตัวเป็นลูกบอลก้อนกลม แต่น่าเศร้าที่เกล็ดซึ่งวิวัฒนาการขึ้นมาตามธรรมชาติไม่อาจปกป้องมันจากผู้ล่ารายใหม่ได้ นั่นคือ “มนุษย์” ข้อมูลจากองค์กรสัตว์ป่าชี้ว่าตั้งแต่ปี 2006 – 2015 มีตัวนิ่มถูกลักลอบล่าและค้าขายอย่างผิดกฎหมายไปแล้วมากถึง 1,122,756 ตัว โดยในจำนวนนี้ตัวนิ่มทั้งแบบที่ยังมีชีวิต หรือถูกแล่เฉพาะชิ้นส่วน และเกล็ดส่งต่อไปในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดใหญ่ที่สุดคือจีน และเวียดนาม ส่งผลให้ขณะนี้ทุกสายพันธุ์ทั้ง 8 สายพันธุ์ของตัวนิ่มในแอฟริกาและเอเชียกำลังมีสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เหตุผลที่ตัวนิ่มกลายมาเป็นสินค้าสัตว์ป่ายอดนิยมมีหลากหลายตั้งแต่ การนำมันไปทำยาไปจนถึงเป็นสินค้าเครื่องประดับ แม้ว่าจะมีงานวิจัยบ่งชี้แล้วว่าตัวนิ่มไม่มีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคต่างๆ ก็ตาม แต่ด้วยความเชื่อที่ฝังลึกแน่นทำให้พวกมันยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนั้นผืนป่าที่ลดลงยังสร้างความกังวลต่อถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของตัวนิ่มอีกด้วย ปกติแล้วพวกมันเป็นสัตว์ที่มีอัตราการให้กำเนิดลูกช้า และมีลูกเพียงแค่หนึ่งตัวต่อปีเท่านั้น เจ้าลูกอ่อนตัวนิ่มนี้จะยังไม่มีเกล็ดแข็งปกคลุมร่างกาย และพวกมันต้องพึ่งพาแม่ไปชั่วระยะหนึ่งกว่าจะสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง มีงานวิจัยเสริมว่าการลดจำนวนลงของตัวนิ่มส่งผลกระทบต่อไร่นาและผลิตผลทางการเกษตร เนื่องจากไม่มีใครช่วยกำจัดปลวกที่เข้าทำลายพืชผล และเหล่าคือเรื่องราวบางส่วนของตัวนิ่ม ที่น้อยคนจะได้ทราบถึงชะตากรรมของพวกมัน   อ่านเพิ่มเติม กาแฟขี้ชะมด: ความลับเบื้องหลังกาแฟแพงที่สุดในโลก