จูจุ๊บสุนัขและแมวของคุณอาจนำไปสู่ความตายได้ - National Geographic Thailand

จูจุ๊บสุนัขและแมวของคุณอาจนำไปสู่ความตายได้

เรื่อง อีริคก้า เอนเกลฮวพท์

เมื่อจูเลีย แมคเคนนา เดินทางมาถึงโรงพยาบาลของเมืองมิลดูร่า ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2007 เธอแทบจะพูดไม่ได้แล้ว แขนขาของเธอเย็นเชียบและเต็มไปด้วยจุดดำ ในขณะที่หน้าของเธอคล้ำม่วง

แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าจูเลียกำลังอยู่ในอาการช็อค อันเป็นผลจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด แม้ว่าจะได้รับยาแล้วแต่สีม่วงบนใบหน้าของเธอยังคงเกิดขึ้น ที่เลวร้ายไปกว่านั้นอวัยวะภายในของเธอเริ่มส่อแว่วจะล้มเหลว ส่วนแขนขาของเธอเริ่มกลายเป็นสีดำ

เธอพักรักษาตัวอยู่นานกว่า 2 อาทิตย์ ก่อนที่แพทย์จะสามารถระบุได้ว่าเธอติดเชื้อจากแบคทีเรียใด มันคือ  Capnocytophaga canimorsus แบคทีเรียที่พบได้ในน้ำลายของสุนัขและแมวที่มีสุขภาพดีทั่วไป

สิ่งที่จูเลียจำได้คือ เธอถูกน้ำร้อนลวกที่เท้าซ้ายไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มล้มป่วย มันเป็นแผลไหม้ที่รุนแรง แต่เธอไม่ได้คิดอะไรมาก แม้แต่กระทั่งตอนที่ลูกสุนัขพันธุ์ฟอกซ์เทอร์เรียของเธอเลียที่แผลนั้น

เช่นเดียวกับจูเลีย ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีอะไรว่ายอยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงเรา และไม่ทราบว่าเจ้าสิ่งนั้นอันตรายแค่ไหน ปกติแล้วผิวหนังและระบบภูมิคุ้มกันของเราสามารถต่อสู้กับแบคทีเรียจากสัตว์เลี้ยงได้ แต่อย่าลืมว่าระบบเหล่านี้ก็ถูกทำลายได้เช่นกัน

ประมาณ 10 – 15% ของการกัดโดยสุนัขอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้ ในขณะที่แมวอัตราดังกล่าวสูงถึงครึ่งหนึ่ง และบางครั้งผลของการติดเชื้ออาจนำไปสู่ความตาย ในผลการศึกษาหนึ่งพบว่า 26% ของผู้ที่ติดเชื้อจากแบคทีเรีย Capnocytophaga canimorsus จะเสียชีวิต

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาแบคทีเรียทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในปากสุนัขและแมว เพื่อเปรียบเทียบกับแบคทีเรียในปากเราและผลการศึกษานี้เผยให้เห็นว่าการเลียหรือจูจุ๊บน้องหมาแมวของคุณอาจนำไปสู่อันตรายได้

ในปากของลูกสุนัข เจ้าแบคทีเรีย C. canimorsus นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะในสุนัขและแมวทุกตัวล้วนมีเจ้าตัวนี้อยู่ในปากอย่างน้อย 1 ใน 4 ส่วนในมนุษย์ไม่มีแบคทีเรียประเภทนี้ในช่องปาก เช่นเดียวกับกรณีของจูเลีย เมื่อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะต่อต้านอาการติดเชื้อ ที่สุดแล้วยาปฏิชีวนะสามารถระงับการติดเชื้อได้สำเร็จ แต่หมอจำเป็นต้องตัดขาซ้ายของเธอตั้งแต่หัวเข่าลงไป รวมไปถึงเท้าขวาและทุกนิ้วมือนิ้วเท้า “ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปเลยค่ะ” เธอกล่าวในภายหลังระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC News

และต่อไปนี้คือความจริงภายในปากของสัตว์เลี้ยงเรา ที่พวกเราควรรู้ไว้

การเลีย

หากถามว่าใครกันจะรู้เรื่องสิ่งที่อยู่ในปากของหมาและแมวดีที่สุด คงหนีไม่พ้น Floyd Dewhirst นักพันธุศาสตร์แบคทีเรีย จากสถาบัน Forsyth และศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ในช่องปากจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ผู้บุกเบิกการศึกษาแบคทีเรียในช่องปากทั้งในมนุษย์, สุนัข และแมว

ในช่องปากของเรามีแบคทีเรียอาศัยอยู่ประมาณ 400 – 500 สายพันธุ์ และจนถึงปัจจุบัน Dewhirst พร้อมทีมงานตรวจพบแบคทีเรียจำนวน 400 ชนิดภายในปากของสุนัข และอีกราว 200 ชนิดในปากของแมว ซึ่งตัวเขาคาดว่าน่าจะมีมากกว่านี้ และอาจพบเพิ่มเติมจากการศึกษาในครั้งต่อๆ ไป

หนึ่งในเหตุผลหลักที่จะทำให้เราติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยง ก็คือการที่ระบบนิเวศของแบคทีเรียเรานั้นแตกต่างจากแบคทีเรียอื่นๆ “หากเทียบมนุษย์กับสุนัขมีแบคทีเรียเพียง 15% เท่านั้น ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน” เขากล่าว ดังนั้นแล้วแบคทีเรียส่วนใหญ่จากสุนัขจึงมีแนวโน้มที่จะเล็ดรอดจากการตรวจสอบโดยระบบภูมิคุ้มกันของเรา และหากเปรียบเทียบกับสุนัขและแมวจะพบว่ามีแบคทีเรียชนิดเดียวกันประมาณร้อยละ 50

ในปากของมนุษย์ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยแบคทีเรียที่กินน้ำตาลเป็นอาหาร ซึ่งต่างจากแบคทีเรียของสุนัขและแมว เนื่องจากพวกมันไม่ได้กินน้ำตาลมากนัก สำหรับการเลียเพียงหนึ่งครั้ง Dewhirst กล่าวว่าสามารถฝากแบคทีเรียที่ไม่คุ้นเคยให้แก่เราได้มากถึงหลายล้านตัว ซึ่งสามารถตรวจพบได้บนผิวหนังของมนุษย์ แม้จะผ่านมาแล้วหลายชั่วโมง เมื่อทำการศึกษานักวิทยาศาสตร์ถึงกับเซอร์ไพร์ที่พบว่าหลายคนมีชั้นของแบคทีเรียสุนัขบนผิวหนังตัวเอง

อุ้งเท้าบำบัด?

เรื่องแปลกก็คือ ในประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยข้อเสนอว่าน้ำลายของสุนัขเป็นประโยชน์มากกว่าอันตราย ในอารยธรรมกรีกโบราณมีการจัดให้สุนัขเสียแผลภายในวิหารแอสคลิพิอัส ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการรักษาจากเทพเจ้า และมีตำนานเล่าขานว่ากองทัพของกษัตริย์จูเลียส ซีซาร์ ใช้สุนัขเลียแผลทหารที่ได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม มันไม่ใช่ไอเดียที่ดีเท่าไหร่นัก

ภายในช่องปากของสุนัขและแมว รวมทั้งมนุษย์ด้วยมีสารแอนตี้แบคทีเรีย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงสารโมเลกุลเล็กๆ ที่เรียกกันว่าเปปไทด์ แต่ Dewhirst กล่าวว่าคุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเหล่านี้เพื่อฆ่าเชื้อโรค เนื่องจากแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีในช่องปากอยู่แล้วแม้ว่าจะมีหรือไม่มีสารเหล่านี้ก็ตาม

Kathryn Primm สัตวแพทย์ผู้แบ่งปันเรื่องราวของสุนัขและแมว และเจ้าของรายการวิทยุ Nine Lives with Dr.Kat รายงานผลการศึกษาในปี 1990 ว่า น้ำลายของสุนัขมีสารต้านแบคทีเรีย ดังจะเห็นได้จากตอนที่แม่สุนัขเลียลูกของมัน และการศึกษาในปี 1997 พบว่าในน้ำลายของสุนัขนั้นมีสารไนตริกออกไซด์ ที่มีสรรพคุณเหมือนยาต้านจุลชีพ

แต่อย่าลืมว่าการศึกษานี้เป็นการศึกษาการเลียสัตว์ในสายพันธุ์เดียวกัน ในปี 2016 มีทหารนายหนึ่งปล่อยให้สุนัขเลียแผลของเขา หลังจากนั้นเขาป่วยอยู่ในอาการโคม่านานถึง 6 สัปดาห์ จากการติดเชื้อแบคทีเรีย

ดูแลให้สะอาด

ฉะนั้นแล้วหากภายในปากของสัตว์เลี้ยงเต็มไปด้วยแบคทีเรีย เวลาที่พวกมันทำความสะอาดตัวเองนั้น ช่วยให้สะอาดขึ้นแค่ไหน?

เหตุผลที่แมวบ้านใช้เวลาอย่างมากในแต่ละวันไปกับการเลียทำความสะอาดตนเอง ก็เพราะมาจากสัญชาตญาณของผู้ล่า “แมวป่าจะใช้ลิ้นของมันกำจัดคราบเลือดของเหยื่อออกจากขน” Primm กล่าว “พวกมันไม่ต้องการให้ถูกติดตามได้ หากมีกลิ่นของเหยื่อติดตัว”

ส่วนสุนัขนั้นตรงกันข้าม พวกมันไม่จุกจิกเหมือนแมว “หากคุณไม่ทำความสะอาดสุนัขของคุณ มันก็จะสกปรกอยู่อย่างนั้น” Primm กล่าว “พวกมันไม่ใช่นักล่าสายนินจาแบบแมว ฉะนั้นจึงไม่ต้องพึ่งสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดมากนัก”

ในขณะที่เลีย แมวจะห่อหุ้มตัวมันด้วยแบคทีเรีย ระบบภูมิคุ้มกันของมันปรับตัวและพัฒนาไปกับแบคทีเรียเหล่านี้ จึงไม่เป็นปัญหา ข่าวดีก็คือแบคทีเรียส่วนใหญ่ในปากแมวจะไม่รอดเมื่อถูกย้ายมาอยู่บนขนของมัน แต่ข่าวร้ายก็คือใช่ว่าพวกมันจะตายเสียทั้งหมด หนึ่งในการศึกษาก่อนหน้าพบว่า มีแบคทีเรียเกือบล้านตัวที่ยังคงมีชีวิตบนขนแมว

ทางทีมงานได้ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่าจะมีแบคทีเรียกี่ตัวที่ย้ายมาสู่มนุษย์ หากเล่นกับแมวเป็นเวลา 2 นาที คำตอบของคำถามนี้อาจทำให้คุณอุ่นใจ เพราะมีเพียงแค่ประมาณ 150 ตัวเท่านั้น ผ่านการสัมผัสแมวด้วยการลูบพวกมันเล่น

ดูเหมือนว่าแบคทีเรียในสัตว์จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา ตราบใดที่เรายังคงดูแลรักษาความสะอาดของตัวเอง “ฉันแนะนำเสมอว่าให้ผู้คนใช้นำยาฆ่าเชื้อที่ได้มาตราฐาน” Primm กล่าว “หลังจากที่สัตว์เลียมือคุณ คุณควรล้างมือซะ”

สิ่งสำคัญที่บรรดาผู้มีสัตว์เลี้ยงพึงระวังก็คือ โอกาสที่แบคทีเรียเหล่านี้จะผ่านเข้าไปสู่ผัวหนังได้ หากมันสามารถเข้ามาในร่างกายเรา แบคทีเรียจะมองหาสภาพแวดล้อมเหมาะสมให้พวกมันเจริญเติบโต และส่งผลให้เกิดการติดเชื้อตามมา

ฉะนั้นแล้วตราบใดที่คุณมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและไม่ได้มีบาดแผลบนใบหน้า หรือที่ริมฝีปากการปล่อยให้สุนัขน่ารักเลียก็ไม่เป็นอันตราย “มีสุนัขสองสายพันธุ์เสียหน้าฉันทุกอาทิตย์ค่ะ” เธอกล่าว

แต่อย่าลืมว่าเด็กทารกและผู้สูงอายุไม่ได้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเหมือนผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ในกรณีหนึ่ง พ่อแม่เคยพาเด็กน้อยวัย 7 สัปดาห์ มายังโรงพยาบาลจากอาการไข้สูงและมีจุดบวมบนกระโหลกศีรษะ

ผลการตรวจพบว่าหนูน้อยมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากการติดเชื้อ Pasteurella multocida  แบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในปากของสุนัขและแมว ซึ่งพี่ชายของหนูน้อยมักจะปล่อยให้สุนัขเลียมือ และตัวเขาเองนั้นมีนิสัยชอบให้น้องชายผู้ยังเป็นทารกดูดนิ้ว จึงเป็นที่มาของการติดเชื้อดังกล่าว

บทสรุปก็คือ ล้างมือซะ บรรดาเจ้าของและคนรักสัตว์ทั้งหลาย และคิดไตร่ตรองดูอีกครั้งก่อนที่จะปล่อยให้สุนัขหรือแมวของคุณเลียหน้า

อ่านเพิ่มเติม : ทำไมสุนัขบางตัวถึงก้าวร้าวจัง?สุนัขรู้หรือไม่ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์?

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : พิราบตรวจอากาศ

พิราบตรวจอากาศ เช้าอากาศสดใสวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิปี 2016 นกพิราบสื่อสาร 10 ตัวถูกปล่อยขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือ กรุงลอนดอน บางตัวได้รับการติดอุปกรณ์ ขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์และโอโซนในอากาศของมหานครแห่งนี้ นี่เป็นภารกิจแรกของโครงการ “พิราบตรวจอากาศ” (Pigeon Air Patrol) นับตั้งแต่ยุคโบราณ ผู้คนใช้ประโยชน์จากนกที่มีพรสวรรค์ด้านการนำทางนี้ เจงกิสข่านและชาวโรมันใช้พวกมันเป็นผู้ส่งสาร ฝรั่งเศสถึงกับมอบเหรียญกล้าหาญให้นกพิราบสองตัวที่รับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นกพิราบถูกฝึกให้นำจรวดไปยังเป้าหมายด้วยการจิกไปที่ เป้าหมายบนจอซึ่งติดตั้งไว้ภายในหัวจรวด (ระบบนำวิถีด้วยวิทยุทำให้พวกมันไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในการฝึกก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจอสัมผัสหรือทัชสกรีนในปัจจุบัน) โครงการพิราบตรวจอากาศสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาโดยห้องปฏิบัติการพลูมแลบส์ (Plume Labs) ของโรเมน ลาคอมบ์ เพื่อช่วย สร้างความเข้าใจให้สาธารณชนเกี่ยวกับอากาศที่ พวกเขาหายใจ การศึกษาชิ้นหนึ่งประมาณการว่า มลพิษในอากาศของลอนดอนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 9,416 รายในแต่ละปี โครงการพิราบตรวจอากาศได้ผลเกินคาดจนสามารถชักจูงให้อาสาสมัครที่เป็นมนุษย์สวมใส่อุปกรณ์แบบเดียวกัน ซึ่งนับแต่นั้นสามารถทำแผนที่คุณภาพอากาศของเส้นทางต่างๆ ในลอนดอนรวมแล้ว 2,100 กิโลเมตร “เราใช้อะไรที่ตรงข้ามกับเทคโนโลยีเพื่อทำ สิ่งที่ลํ้าสมัยเอามาก ๆ” ลาคอมบ์บอก ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ถ้านกพิราบช่วยให้คนหันมาสนใจปัญหานี้ได้ ก็จะเป็นอะไรไปเล่า” เรื่อง นีนา สตรอคลิก ภาพถ่าย: DIGITASSLBI; APIC/HULTON ARCHIVE/GETTY IMAGES […]

เสือโคร่งในสวนสัตว์บรองซ์ติดเชื้อโคโรนาไวรัส

เสือโคร่ง เป็นสัตว์ชนิดแรกที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงที่ตรวจพบโรคโควิด-19 และเป็นหนึ่งในเสือเจ็ดตัวที่มีอาการป่วย เสือโคร่ง ที่อยู่ในสวนสัตว์บรองซ์ เมืองนิวยอร์ก แสดงผลบวกของโรคโควิด-19 และเสืออีกหกตัวในสวนสัตว์เดียวกันแสดงอาการเจ็บป่วยเช่นกัน กรมการเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “นี่คือครั้งแรกในองค์ความรู้ของเรา ที่สัตว์ [ป่า] ติดเชื้อโควิด-19 จากมนุษย์” พอล แคลล์ หัวหน้าสัตวแพทย์ประจำสวนสัตว์บรองซ์ กล่าว เสือโคร่งมาลายันที่ชื่อ นาเดีย มีความเป็นไปได้ว่า มันอาจติดเชื้อจากเจ้าหน้าที่ดูแลสวนสัตว์ “เพราะเป็นกรณีเดียวที่เป็นไปได้” เนื่องจากสวนสัตว์ปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ มีรายงานสัตว์เลี้ยงในบ้านหลายสายพันธุ์แสดงผลบวกของเชื้อ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 เช่น ปอมเปอเรเนียน และเยอรมันเชเพิร์ดในฮ่องกง รวมถึงแมวบ้านในประเทศเบลเยียม สัตว์กลุ่มแมว ทั้งแมวป่าและแมวบ้านต่างติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ที่ระบาดในสัตว์ตระกูลแมวได้ง่าย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ เราไม่มีข้อมูลเลยว่า พวกมันสามารถติดเชื้อ SARS-CoV-2 ได้ งานศึกษาชิ้นใหม่จากประเทศจีนรานงานว่า สัตว์ในกลุ่มแมวอาจแพร่เชื้อภายในสายพันธุ์ได้ และนักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งศึกษาว่า สัตว์ชนิดใดบ้างสามารถติดเชื้อจากเสือโคร่งได้ ครั้งแรกของโลกที่สวนสัตว์บรองซ์ หลังจากพบอาการไอแห้งๆ เมื่่อปลายเดือนมีนาคม นาเดีย เสือโคร่งมาลายัน อายุสี่ปี ตรวจพบเชื้อโคโรนาไวรัสเมื่อวันที่ […]

เคยเห็นฉลามหลับกันไหม?

เคยเห็น ฉลามหลับ กันไหม? ฉลามกลุ่มนี้กำลังทำอะไรกัน? พวกมันรวมตัวและซ้อนกันไปมาอย่างน่าประหลาด แต่พฤติกรรมนี้คือธรรมชาติอันปกติของฉลามเพราะพวกมันกำลังงีบหลับระหว่างวัน แต่อย่าคิดที่จะไปแหย่มันเข้าเชียวเพราะฉลามไม่ได้หลับสนิทเหมือนมนุษย์ขี้เซาบางคน และปัจจุบัน องค์ความรู้เกี่ยวกับฉลามขณะหลับก็มีข้อมูลเพียงน้อยนิดเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของมันขณะนอนหลับ รวมไปถึงว่าพวกมันมีความฝันด้วยหรือไม่? (เชิญชมวิดีโอ ฉลามหลับ ได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม ง่วงจัง ขอหลับหน่อย! มาดูกันสิว่า สัตว์อะไรหลับได้โดนใจที่สุด

แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้องโคอาลา (Koala marsupial) น่าจะเป็นคำเรียกที่ถูกต้องมากกว่าสำหรับสัตว์น่ารัก น่ากอดเหล่านี้ หลังลืมตาดูโลก ลูกน้อยโคอาล่าจะเจริญเติบโตและมีพัฒนาการในถุงหน้าท้องของแม่นานราว 6 เดือน ซึ่งนั่นหมายความว่า แท้จริงแล้ว โคอาล่า คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้อง ซึ่งนั่นทำให้มันมีความเกี่ยวข้องกับจิงโจ้มากกว่าหมีเสียอีก ตอนที่ชาวยุโรปเดินทางมาถึงออสเตรเลียครั้งแรก พวกเขาเรียกโคลาล่าว่าหมี เพราะรูปร่างหน้าตาหน้าคล้ายหมีของมัน ดังนั้น จากนี้ไป เรามาเรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวอวบอ้วนน่ากอด และดูเหมือนขี้เซานี้เสียใหม่เพียงสั้นๆ ว่า “โคอาล่า” กันดีกว่าครับ   อ่านเพิ่มเติม : แมวน้ำช้างจดจำกันได้จากเสียงร้อง, คุณจะกินอาหารยังไงนะ ถ้าคุณตัวหนักเบาะๆ แค่เกือบสองร้อยตัน