จูจุ๊บสุนัขและแมวของคุณอาจนำไปสู่ความตายได้ - National Geographic Thailand

จูจุ๊บสุนัขและแมวของคุณอาจนำไปสู่ความตายได้

เรื่อง อีริคก้า เอนเกลฮวพท์

เมื่อจูเลีย แมคเคนนา เดินทางมาถึงโรงพยาบาลของเมืองมิลดูร่า ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2007 เธอแทบจะพูดไม่ได้แล้ว แขนขาของเธอเย็นเชียบและเต็มไปด้วยจุดดำ ในขณะที่หน้าของเธอคล้ำม่วง

แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าจูเลียกำลังอยู่ในอาการช็อค อันเป็นผลจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด แม้ว่าจะได้รับยาแล้วแต่สีม่วงบนใบหน้าของเธอยังคงเกิดขึ้น ที่เลวร้ายไปกว่านั้นอวัยวะภายในของเธอเริ่มส่อแว่วจะล้มเหลว ส่วนแขนขาของเธอเริ่มกลายเป็นสีดำ

เธอพักรักษาตัวอยู่นานกว่า 2 อาทิตย์ ก่อนที่แพทย์จะสามารถระบุได้ว่าเธอติดเชื้อจากแบคทีเรียใด มันคือ  Capnocytophaga canimorsus แบคทีเรียที่พบได้ในน้ำลายของสุนัขและแมวที่มีสุขภาพดีทั่วไป

สิ่งที่จูเลียจำได้คือ เธอถูกน้ำร้อนลวกที่เท้าซ้ายไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มล้มป่วย มันเป็นแผลไหม้ที่รุนแรง แต่เธอไม่ได้คิดอะไรมาก แม้แต่กระทั่งตอนที่ลูกสุนัขพันธุ์ฟอกซ์เทอร์เรียของเธอเลียที่แผลนั้น

เช่นเดียวกับจูเลีย ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีอะไรว่ายอยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงเรา และไม่ทราบว่าเจ้าสิ่งนั้นอันตรายแค่ไหน ปกติแล้วผิวหนังและระบบภูมิคุ้มกันของเราสามารถต่อสู้กับแบคทีเรียจากสัตว์เลี้ยงได้ แต่อย่าลืมว่าระบบเหล่านี้ก็ถูกทำลายได้เช่นกัน

ประมาณ 10 – 15% ของการกัดโดยสุนัขอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้ ในขณะที่แมวอัตราดังกล่าวสูงถึงครึ่งหนึ่ง และบางครั้งผลของการติดเชื้ออาจนำไปสู่ความตาย ในผลการศึกษาหนึ่งพบว่า 26% ของผู้ที่ติดเชื้อจากแบคทีเรีย Capnocytophaga canimorsus จะเสียชีวิต

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาแบคทีเรียทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในปากสุนัขและแมว เพื่อเปรียบเทียบกับแบคทีเรียในปากเราและผลการศึกษานี้เผยให้เห็นว่าการเลียหรือจูจุ๊บน้องหมาแมวของคุณอาจนำไปสู่อันตรายได้

ในปากของลูกสุนัข เจ้าแบคทีเรีย C. canimorsus นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะในสุนัขและแมวทุกตัวล้วนมีเจ้าตัวนี้อยู่ในปากอย่างน้อย 1 ใน 4 ส่วนในมนุษย์ไม่มีแบคทีเรียประเภทนี้ในช่องปาก เช่นเดียวกับกรณีของจูเลีย เมื่อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะต่อต้านอาการติดเชื้อ ที่สุดแล้วยาปฏิชีวนะสามารถระงับการติดเชื้อได้สำเร็จ แต่หมอจำเป็นต้องตัดขาซ้ายของเธอตั้งแต่หัวเข่าลงไป รวมไปถึงเท้าขวาและทุกนิ้วมือนิ้วเท้า “ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปเลยค่ะ” เธอกล่าวในภายหลังระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC News

และต่อไปนี้คือความจริงภายในปากของสัตว์เลี้ยงเรา ที่พวกเราควรรู้ไว้

การเลีย

หากถามว่าใครกันจะรู้เรื่องสิ่งที่อยู่ในปากของหมาและแมวดีที่สุด คงหนีไม่พ้น Floyd Dewhirst นักพันธุศาสตร์แบคทีเรีย จากสถาบัน Forsyth และศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ในช่องปากจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ผู้บุกเบิกการศึกษาแบคทีเรียในช่องปากทั้งในมนุษย์, สุนัข และแมว

ในช่องปากของเรามีแบคทีเรียอาศัยอยู่ประมาณ 400 – 500 สายพันธุ์ และจนถึงปัจจุบัน Dewhirst พร้อมทีมงานตรวจพบแบคทีเรียจำนวน 400 ชนิดภายในปากของสุนัข และอีกราว 200 ชนิดในปากของแมว ซึ่งตัวเขาคาดว่าน่าจะมีมากกว่านี้ และอาจพบเพิ่มเติมจากการศึกษาในครั้งต่อๆ ไป

หนึ่งในเหตุผลหลักที่จะทำให้เราติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยง ก็คือการที่ระบบนิเวศของแบคทีเรียเรานั้นแตกต่างจากแบคทีเรียอื่นๆ “หากเทียบมนุษย์กับสุนัขมีแบคทีเรียเพียง 15% เท่านั้น ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน” เขากล่าว ดังนั้นแล้วแบคทีเรียส่วนใหญ่จากสุนัขจึงมีแนวโน้มที่จะเล็ดรอดจากการตรวจสอบโดยระบบภูมิคุ้มกันของเรา และหากเปรียบเทียบกับสุนัขและแมวจะพบว่ามีแบคทีเรียชนิดเดียวกันประมาณร้อยละ 50

ในปากของมนุษย์ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยแบคทีเรียที่กินน้ำตาลเป็นอาหาร ซึ่งต่างจากแบคทีเรียของสุนัขและแมว เนื่องจากพวกมันไม่ได้กินน้ำตาลมากนัก สำหรับการเลียเพียงหนึ่งครั้ง Dewhirst กล่าวว่าสามารถฝากแบคทีเรียที่ไม่คุ้นเคยให้แก่เราได้มากถึงหลายล้านตัว ซึ่งสามารถตรวจพบได้บนผิวหนังของมนุษย์ แม้จะผ่านมาแล้วหลายชั่วโมง เมื่อทำการศึกษานักวิทยาศาสตร์ถึงกับเซอร์ไพร์ที่พบว่าหลายคนมีชั้นของแบคทีเรียสุนัขบนผิวหนังตัวเอง

อุ้งเท้าบำบัด?

เรื่องแปลกก็คือ ในประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยข้อเสนอว่าน้ำลายของสุนัขเป็นประโยชน์มากกว่าอันตราย ในอารยธรรมกรีกโบราณมีการจัดให้สุนัขเสียแผลภายในวิหารแอสคลิพิอัส ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการรักษาจากเทพเจ้า และมีตำนานเล่าขานว่ากองทัพของกษัตริย์จูเลียส ซีซาร์ ใช้สุนัขเลียแผลทหารที่ได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม มันไม่ใช่ไอเดียที่ดีเท่าไหร่นัก

ภายในช่องปากของสุนัขและแมว รวมทั้งมนุษย์ด้วยมีสารแอนตี้แบคทีเรีย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงสารโมเลกุลเล็กๆ ที่เรียกกันว่าเปปไทด์ แต่ Dewhirst กล่าวว่าคุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเหล่านี้เพื่อฆ่าเชื้อโรค เนื่องจากแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีในช่องปากอยู่แล้วแม้ว่าจะมีหรือไม่มีสารเหล่านี้ก็ตาม

Kathryn Primm สัตวแพทย์ผู้แบ่งปันเรื่องราวของสุนัขและแมว และเจ้าของรายการวิทยุ Nine Lives with Dr.Kat รายงานผลการศึกษาในปี 1990 ว่า น้ำลายของสุนัขมีสารต้านแบคทีเรีย ดังจะเห็นได้จากตอนที่แม่สุนัขเลียลูกของมัน และการศึกษาในปี 1997 พบว่าในน้ำลายของสุนัขนั้นมีสารไนตริกออกไซด์ ที่มีสรรพคุณเหมือนยาต้านจุลชีพ

แต่อย่าลืมว่าการศึกษานี้เป็นการศึกษาการเลียสัตว์ในสายพันธุ์เดียวกัน ในปี 2016 มีทหารนายหนึ่งปล่อยให้สุนัขเลียแผลของเขา หลังจากนั้นเขาป่วยอยู่ในอาการโคม่านานถึง 6 สัปดาห์ จากการติดเชื้อแบคทีเรีย

ดูแลให้สะอาด

ฉะนั้นแล้วหากภายในปากของสัตว์เลี้ยงเต็มไปด้วยแบคทีเรีย เวลาที่พวกมันทำความสะอาดตัวเองนั้น ช่วยให้สะอาดขึ้นแค่ไหน?

เหตุผลที่แมวบ้านใช้เวลาอย่างมากในแต่ละวันไปกับการเลียทำความสะอาดตนเอง ก็เพราะมาจากสัญชาตญาณของผู้ล่า “แมวป่าจะใช้ลิ้นของมันกำจัดคราบเลือดของเหยื่อออกจากขน” Primm กล่าว “พวกมันไม่ต้องการให้ถูกติดตามได้ หากมีกลิ่นของเหยื่อติดตัว”

ส่วนสุนัขนั้นตรงกันข้าม พวกมันไม่จุกจิกเหมือนแมว “หากคุณไม่ทำความสะอาดสุนัขของคุณ มันก็จะสกปรกอยู่อย่างนั้น” Primm กล่าว “พวกมันไม่ใช่นักล่าสายนินจาแบบแมว ฉะนั้นจึงไม่ต้องพึ่งสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดมากนัก”

ในขณะที่เลีย แมวจะห่อหุ้มตัวมันด้วยแบคทีเรีย ระบบภูมิคุ้มกันของมันปรับตัวและพัฒนาไปกับแบคทีเรียเหล่านี้ จึงไม่เป็นปัญหา ข่าวดีก็คือแบคทีเรียส่วนใหญ่ในปากแมวจะไม่รอดเมื่อถูกย้ายมาอยู่บนขนของมัน แต่ข่าวร้ายก็คือใช่ว่าพวกมันจะตายเสียทั้งหมด หนึ่งในการศึกษาก่อนหน้าพบว่า มีแบคทีเรียเกือบล้านตัวที่ยังคงมีชีวิตบนขนแมว

ทางทีมงานได้ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่าจะมีแบคทีเรียกี่ตัวที่ย้ายมาสู่มนุษย์ หากเล่นกับแมวเป็นเวลา 2 นาที คำตอบของคำถามนี้อาจทำให้คุณอุ่นใจ เพราะมีเพียงแค่ประมาณ 150 ตัวเท่านั้น ผ่านการสัมผัสแมวด้วยการลูบพวกมันเล่น

ดูเหมือนว่าแบคทีเรียในสัตว์จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา ตราบใดที่เรายังคงดูแลรักษาความสะอาดของตัวเอง “ฉันแนะนำเสมอว่าให้ผู้คนใช้นำยาฆ่าเชื้อที่ได้มาตราฐาน” Primm กล่าว “หลังจากที่สัตว์เลียมือคุณ คุณควรล้างมือซะ”

สิ่งสำคัญที่บรรดาผู้มีสัตว์เลี้ยงพึงระวังก็คือ โอกาสที่แบคทีเรียเหล่านี้จะผ่านเข้าไปสู่ผัวหนังได้ หากมันสามารถเข้ามาในร่างกายเรา แบคทีเรียจะมองหาสภาพแวดล้อมเหมาะสมให้พวกมันเจริญเติบโต และส่งผลให้เกิดการติดเชื้อตามมา

ฉะนั้นแล้วตราบใดที่คุณมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและไม่ได้มีบาดแผลบนใบหน้า หรือที่ริมฝีปากการปล่อยให้สุนัขน่ารักเลียก็ไม่เป็นอันตราย “มีสุนัขสองสายพันธุ์เสียหน้าฉันทุกอาทิตย์ค่ะ” เธอกล่าว

แต่อย่าลืมว่าเด็กทารกและผู้สูงอายุไม่ได้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเหมือนผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ในกรณีหนึ่ง พ่อแม่เคยพาเด็กน้อยวัย 7 สัปดาห์ มายังโรงพยาบาลจากอาการไข้สูงและมีจุดบวมบนกระโหลกศีรษะ

ผลการตรวจพบว่าหนูน้อยมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากการติดเชื้อ Pasteurella multocida  แบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในปากของสุนัขและแมว ซึ่งพี่ชายของหนูน้อยมักจะปล่อยให้สุนัขเลียมือ และตัวเขาเองนั้นมีนิสัยชอบให้น้องชายผู้ยังเป็นทารกดูดนิ้ว จึงเป็นที่มาของการติดเชื้อดังกล่าว

บทสรุปก็คือ ล้างมือซะ บรรดาเจ้าของและคนรักสัตว์ทั้งหลาย และคิดไตร่ตรองดูอีกครั้งก่อนที่จะปล่อยให้สุนัขหรือแมวของคุณเลียหน้า

อ่านเพิ่มเติม : ทำไมสุนัขบางตัวถึงก้าวร้าวจัง?สุนัขรู้หรือไม่ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์?

เรื่องแนะนำ

สิ่งน่าพิศวงเกี่ยวกับ แมงมุมทารันทูลา ที่มีเขาประหลาดอยู่บนหลัง

การค้นพบในพื้นที่ที่มีการสำรวจเพียงเล็กน้อยของแองโกลา ทำให้พบแมงมุมทารันทูลา นักล่าที่ลอบโจมตีเหยื่อในเวลากลางคืน ทันทีที่ จอห์น มิดจ์ลีย์ กลับเข้ามาในแคมป์และเปิดโถขนาดเล็ก เขาพบเข้ากับบางสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ – แมงมุมทารันทูลา ที่คาดว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางแสงแดดแผดเผาในแองโกลาทางตะวันออกเฉียงใต้ นักกีฏวิทยากำลังศึกษา แมงมุมทารันทูลา ซึ่งมีลักษณะแปลกตา โดยมีเขาขนาดใหญ่อยู่บนหลังเล็กๆ ของมัน มิดจ์ลีย์ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแมงมุม ดังนั้นเขาจึงส่งรูปถ่ายของเขาไปให้ เอียน เอนเกลเบร็ชต์ จากมหาวิยาลัยพริทอเรีย แอฟริกาใต้ “เอียนกล่าวหาว่า ผมถ่ายรูปแมงมุมมาจากรูปถ่ายในพิพิธภัณฑ์ กวาซูลู-นาตัล ในแอฟริกาใต้” มิดจ์ลีย์ เล่าอย่างขำๆ ดังนั้นเขาจึงออกไปสำรวจในคืนถัดไป และเขาพบกับทารันทูลาอีกหลายตัวที่มีเขาขนาดใหญ่ “ผมรู้ว่าเราได้ค้นพบสายพันธุ์ใหม่ มันยากที่คุณจะรู้ว่ามีบางสิ่งที่พิเศษในช่วงแรกของการวิจัย” เขากล่าว โดยกลุ่มทารันทูลาสายพันธุ์ใหม่มีชื่อว่า Ceratogyrus attonitifer มาจากภาษาละติน คือ “ผู้ถือครองความพิศวง” และเผยแพร่ผลการสำรวจในวารสาร African Invertebrates การดักจับแมงมุม หลังเกิดสงครามกลางเมืองเป็นเวลาถึง 26 ปี ซึ่งสิ้นสุดในปี 2002 ความหลากหลายทางชีวภาพของแองโกลายังคงเป็นปริศนา – ไม่มีใครรู้ว่ามีผู้รอดชีวิตมากน้อยเพียงใด ในปี 2015 […]

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียงสามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์

ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง สามตัวสุดท้ายของโลก นักอนุรักษ์กำลังค้นหาตัวที่สี่กันสุดฤทธิ์ ตามแหล่งน้ำในมณฑลยูนนาน ทีมนักอนุรักษ์หวังว่าจะหา ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง ที่อุดมสเปิร์มให้พบสักตัว  ตะพาบยักษ์ดังกล่าวเป็นชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างวิกฤติที่สุด  ขณะนี้ทั้งโลกเหลืออยู่เพียงสามตัว  สองตัวเพศผู้และเพศเมียอยู่ในสวนสัตว์ซูโจว  ส่วนที่เหลืออีกตัว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพศผู้ อาศัยอยู่ในทะเลสาบดองโม ในประเทศเวียดนาม ที่จริง เคยมีตะพาบยักษ์ชนิดนี้เหลืออยู่ในโลกสี่ตัว แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ตะพาบอีกตัวซึ่งคาดว่าอายุเกือบ 100 ปี ตายลงในสวนสัตว์ที่เวียดนาม ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง หรือ เต่าแม่น้ำแดง (Red River Turtle) เป็นสัตว์ประเภทเต่าน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุยืนเป็นศตวรรษและน้ำหนักราว 90 กิโลกรัม ตะพาบน้ำชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เมื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลอดลำน้ำแดงของจีนทำลายถิ่นอาศัยของตะพาบชนิดนี้ลงเกือบหมด  ยิ่งจีนเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เขื่อนยิ่งถูกสร้างมากขึ้นในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และทำให้แหล่งอาศัยของพรรณพืชและสัตว์ป่าตัดขาดจากกันเป็นเสี่ยงๆ  ตะพาบยักษ์ชนิดนี้ต้องการน้ำสะอาดและหาดสำหรับหาอาหาร เต่าทะเลเกือบทุกชนิดพันธุ์กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ เช่นเดียวกับพี่น้องเต่าน้ำจืดของมัน  ไข่ เนื้อ และหนังทำให้พวกมันเปราะบางต่อการล่าและแหล่งอาศัยก็ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ในขณะที่การเพิ่มจำนวนประชากรตะพาบยักษ์แยงซีเกียงที่เหลืออยู่ในโลกเพียงสามตัวจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย  นักอนุรักษ์จากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าและพรรณพืชกำลังเสาะหาตะพาบยักษ์ชนิดเดียวกันที่เชื่อกันว่าซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ลึกเข้าไปในมณฑลยูนนาน หวังอ้ายหมิน ผู้อำนวยการฝ่ายของสมาคมฯ และผู้รับทุนจากเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกกล่าวว่า ชาวบ้านแถบยูนนานบอกว่าเคยเห็นตะพาบชนิดนี้ แต่ยังไม่รู้ว่ามีจำนวนมากแค่ไหน “เท่าที่คนท้องถิ่นเคยเห็น น่าจะมีหนึ่งหรือสองตัว” หวังกล่าวว่าตะพาบยักษ์เพศผู้ของจีนอายุค่อนข้างมากแล้ว ในขณะที่เพศเมียยังอยู่ในวัยสาว  […]

กุ้งเดินพาเหรด เบื้องหลังปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่ง

ปรากฏการณ์ กุ้งเดินพาเหรด ขึ้นจากแม่น้ำในจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับทั้งความสนใจและความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปี แต่ยังไม่มีใครศึกษาว่า ทำไมกุ้งน้ำจืดชนิดนี้ถึงขึ้นจากน้ำแล้วเดินขบวนไปบนบก และพวกมันคือกุ้งสายพันธุ์อะไร วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์ เติบโตในจังหวัดกรุงเทพฯ วันหนึ่ง เขานั่งชมรายงานข่าวทางโทรทัศน์เกี่ยวกับ “กุ้งเดินพาเหรด” ในจังหวัดอุบลราชธานี ที่กุ้งจำนวนดาษดื่นเดินออกจากลำธารในช่วงฤดูฝนเป็นประจำทุกปี เพื่อออกหากินในเวลากลางคืนอย่างเป็นปริศนา ความสนใจด้านพฤติกรรมสัตว์ของวัชรพงษ์ นำเขาเข้าสู่วงการวิชาการ หลังจบการศึกษาจากภาควิชาชีววิทยา เขาได้เดินทางไปศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2017 วัชรพงษ์ได้รับคัดเลือกเป็นนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขณะกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (UCLA) เกี่ยวกับเรื่องความก้าวร้าวและการสื่อสารของปลา แต่เขายังคงคิดถึงกุ้งเหล่านั้นที่สร้างความประทับใจให้กับเขาเมื่อหลายสิบปีก่อน “ผมดูข่าวนั้นเพียงห้านาที แต่มันติดอยู่ในหัวผมเกือบตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา” วัชรพงษ์กล่าว เขาค้นพบว่า แม้จะได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว และเป็นตัวละครหลักในตำนานพื้นบ้าน แต่ยังไม่มีใครศึกษาว่า เหตุใดสัตว์น้ำตัวจิ๋วเหล่านี้จึงเดินขึ้นจากน้ำ หรือแม้กระทั่งไม่เคยมีการระบุชนิดของมันได้ จุดนี้จึงกลายเป็นภารกิจทางวิทยาศาสตร์อันสำคัญ เขากระตือรือร้นที่จะกลับมายังแผ่นดินเกิด เพื่อศึกษาสัตว์ประจำถิ่น และวิธีที่พวกมันเชื่อมโยงกับชุมชนมนุษย์ “ผมอยากทำโครงการวิจัยที่สามารถช่วยเหลือผู้คนในประเทศไทย และในขณะเดียวกันก็ช่วยสิ่งแวดล้อมด้วย” เขากล่าว ความลับของกุ้งฝอย ในปี 2018 และ 2019 วัชรพงษ์ออกสำรวจแม่น้ำลำโดม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย […]