นากโบราณขนาดเท่าหมาป่า มีแรงกัดมหาศาล - National Geographic Thailand

นากโบราณขนาดเท่าหมาป่า มีแรงกัดมหาศาล

เรื่อง เจสัน จี.โกลด์แมน

เมื่อ 6 ล้านปีก่อน นากน้ำหนักประมาณร้อยปอนด์เที่ยวเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ซึ่งปัจจุบันคือทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แตกต่างจากนากในปัจจุบันที่ใช้ก้อนหินทุบเปลือกหอยเม่นตามอ่าวแปซิฟิกทางตอนเหนือของอเมริกาหรือในเอเชีย สิ่งมีชีวิตโบราณเหล่านี้ทำลายเปลือกหอยด้วยกรามอันแข็งแรงของพวกมัน

ขอเชิญพบกับ  Siamogale melilutra บรรพบรุษของนากที่ถูกค้นพบในมณฑลยูนนานของจีน และเรื่องราวของมันเพิ่งจะถูกเปิดเผยเมื่อต้นปี 2017 ที่ผ่านมา

ในผลการศึกษาใหม่ ทีมนักวิจัยตรวจสอบฟอสซิลขากรรไกรของมัน และตั้งข้อสันนิษฐานว่าพวกมันอาจเป็นนักล่ากลุ่มสุดท้ายจากปลายยุคไมโอซีน ที่มีขากรรไกรแข็งแรงสำหรับการบดเคี้ยว ซึ่งช่วยให้มันล่าอาหารได้หลากหลายมากขึ้น

“เราคิดว่ามันอาจล่าพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีเปลือก แต่ระดับความสามารถในการหาอาหารของพวกมันขณะนี้ เรามองเห็นแค่ความเป็นไปได้จากนากที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น” Z. Jack Tseng หัวหน้าการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก เมืองบัฟฟาโลกล่าว

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ฉายให้เห็นวิถีชีวิตของนากโบราณ แต่ยังช่วยไขปริศนาของพฤติกรรมนากในปัจจุบันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มันรู้จักใช้สิ่งของตามธรรมชาติมาเป็นเครื่องมือ

ปัจจุบันนากถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่กินพวกสัตว์มีเปลือกอย่างปู, หอย, เม่นทะเล และพวกที่ล่าปลาเป็นอาหาร ในการจะเข้าใจการหากินของ Siamogale เจ้านากโบราณที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ Tseng และทีมงานของเขารวบรวมขากรรไกรและกระโหลกของนากจำนวน 10 ใน 13 สายพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติของนากโบราณขึ้นมาใหม่จากฟอสซิลของขากรรไกร

เมื่อกล้ามเนื้อขากรรไกรขยับ พลังงานจะถูกส่งผ่านมายังกระดูกและฟัน บางส่วนของพลังงานที่ส่งมาหายไปจากแรงเสียดทานและความร้อน แต่ในกรณีของนากโบราณ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของขากรรไกรเล็กน้อยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแรงกัด และนำไปสู่ความหลากหลายของอาหารที่พวกมันสามารถกินได้มากขึ้น

ในนากกลุ่มที่ล่าสัตว์มีเปลือกเป็นอาหาร พวกมันจำเป็นที่จะต้องมีขากรรไกรที่แข็งแรงเพื่อเข้าถึงเหยื่อที่หลบซ่อนตัวอยู่ด้านใน แต่พวกเขาพบว่าพวกมันมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับนากยุคโบราณ แม้ว่านากในปัจจุบันเหล่านี้จะตัวเล็กกว่า และมีขากรรไกรที่แข็งแรงน้อยกว่าก็ตาม

“มันเซอร์ไพร์สำหรับเรามากครับ” Tseng กล่าว รายงานการศึกษาครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงใน Scientific Reports ขากรรไกรของนาก Siamogale มีความแข็งแรงมากกว่าขนาดตัวมันเองที่พวกเขาประมาณไว้ในตอนแรกถึง 6 เท่า พวกมันล่าอาหารในน้ำและใช้อาวุธร้ายนี้กับปลาเปลือกแข็ง แต่พวกเขาพบว่าความแข็งแรงของขากรรไกรพวกมันสามารถใช้ในการล่าเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่านากในปัจจุบันได้สบายๆ

ภาพ 3 มิติของกระโหลกศีรษะของนากปัจจุบันขนาด 15 ปอนด์ (ทางซ้าย) และ Siamogale melilutra นากโบราณขนาด 110 ปอนด์

 

ถึงเวลาใช้ค้อน

แม้จะไม่ชัดเจนเท่านาก Siamogale แต่ในนากสมัยใหม่เองก็มีบางอย่างคล้ายคลึงกับที่ Tseng และทีมค้นพบยกตัวอย่างเช่น ในนากสายพันธุ์  African clawless มีขากรรไกรที่แข็งแรงกว่าความแข็งแรงที่น่าจะเป็นตามขนาดตัวของมันเล็กน้อย ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะพวกมันล่าหอยและปูเป็นอาหาร ในขณะที่นากทะเลซึ่งมักล่าหอยเม่นเป็นอาหาร กลับมีความแข็งแรงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นเพราะนากทะเลมีตัวช่วยพิเศษในการทำลายเปลือกของหอยเม่น ในฐานะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงไม่กี่ชนิดที่รู้จักการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ พวกมันใช้ก้อนหินแทนค้อนในการทุบเปลือกเพื่อเข้าถึงเหยื่อข้างในทีมนักวิจัยคิดว่าการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือส่งผลให้บรรดานากทะเลพึ่งพาความแข็งแรงของขากรรไกรน้อยลง

“เรายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน” Tseng “แต่มันมีความเป็นไปได้”

ด้าน Bobby Boessenecker ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชและสัตว์ดึกดำบรรพ์จากวิทยาลัย Charleston ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยครั้งนี้ ชี้ว่าฟอสซิลของนากดึกดำบรรพ์ที่พวกเขาพบนั้นยังเป็นหลักฐานที่เบาบางเกินจะสรุปเช่นนั้น

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ทฤษฎีที่เป็นไปไม่ได้เลยซะทีเดียว นักมานุษยวิทยาบางกลุ่มระบุว่า เมื่อมนุษย์เริ่มต้นใช้เครื่องมือ ก็มีวิวัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของกระโลหกศีรษะให้เห็นเช่นกัน ด้วยความช่วยเหลือจากเครื่องมือที่ต้องพึ่งพามือทั้งสองข้างมากขึ้น กระโหลกศีรษะของเราก็ปรับเปลี่ยนจากการกินอาหารแบบเดิมๆ ไปสู่ความเหมาะสมสำหรับการทำงานและใช้สมองมากขึ้น “บางที การกินอาหารและสมองอาจมีวิวัฒนาการที่เกี่ยวข้องกันก็ได้นะครับ” Tseng กล่าว

 

อ่านเพิ่มเติม : ฟอสซิลอสุรกายแห่งท้องทะเลถูกพบในอินเดียไขความลับเบื้องหลังปีกอันทรงพลังของเทอโรซอร์ 

เรื่องแนะนำ

ฮัดเช้ย! ขอน้ำมูกหน่อยนะ : นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนเก็บน้ำมูกวาฬ

10 กรกฎาคม 2017 –  ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนในการปฏิบัติภารกิจน่าทึ่งทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือการเก็บตัวอย่างน้ำมูกวาฬ  ในน่านน้ำใกล้ช่องแคบเฟรเดอริก  รัฐอะแลสกา โดรนที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเรียกว่า “สน็อต-บอต” (snot-bot คำว่า snot แปลว่า น้ำมูก) เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากวาฬหลังค่อมและถ่ายทอดภาพสดๆ ผ่านทาง National Geographic Earth Live เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบเห็นวาฬที่กำลังโผล่ขึ้นเหนือน้ำ พวกเขาจะปล่อยโดรนขึ้นไป เมื่อวาฬพ่นน้ำจากรูพ่น (blowhole) โดรนจะบินผ่านละอองน้ำในอากาศพร้อมกับตัวอย่างน้ำมูกหรือเสมหะของวาฬโดยอาศัยจานเพาะเชื้อที่ติดอยู่ด้านหลังโดรน  ตัวอย่างน้ำมูกที่ได้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาดีเอ็นเอของวาฬโดยไม่ไปรบกวนพวกมัน   อ่านเพิ่มเติม : ง่วงจัง ขอหลับหน่อย! มาดูกันสิว่า สัตว์อะไรหลับได้โดนใจที่สุด, ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำแข็งกรีนแลนด์

แต้มสีที่หัวนกเพื่อสร้างอิทธิพล

แต้มสีที่หัวนกเพื่อสร้างอิทธิพล นกกระจอก Golden-crowned ที่มีถิ่นอาศัยในสหรัฐอเมริกาตัดสินคู่ต่อสู้จากอะไร? จากงานวิจัยก่อนหน้าชี้ว่าลายเส้นสีดำบนหัวของมันคือตัวบ่งชี้ว่านกตัวนั้นๆ ควรต่อสู้ด้วยหรือไม่ เพราะนกกระจอกที่มีลายเส้นสีดำชัดจะโดดเด่น และมีอิทธิพลมากกว่านกที่มีลายเส้นสีดำบางเบา นักวิทยาศาสตร์ทดลองแต้มสีลงบนหัวนกให้เข้มขึ้นเพื่อดูว่าผลที่จะได้เป็นอย่างไร? ผลปรากฏว่านกตัวนั้นๆ มีอิทธิพลในพื้นที่มากขึ้น ทว่าแค่รอยแต้มกลับใช้ได้แค่นกแปลกหน้าเท่านั้น เพราะนกตัวที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วทราบว่าตัวไหนกันที่ยิ่งใหญ่จริง ยิ่งใหญ่เทียม…   อ่านเพิ่มเติม วิกฤตินกทะเล

ร่วมทะยานไปกับฝูงนกอพยพ

ร่วมทะยานไปกับฝูงนกอพยพ เป็นเวลาร่วม 20 ปีแล้ว ที่ Christian Moullec ร่วมบินไปกับบรรดานกอพยพ ตัวเขาเลี้ยงห่านกำพร้าจำนวนหนึ่งที่บ้านในฝรั่งเศส และช่วยนำทางพวกมันให้บินไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เมื่อถึงฤดูอพยพ ด้วยเครื่องบินขนาดเล็กของเขา ณ ตอนนี้ชายผู้ได้รับสมญานามว่า “เบิร์ดแมน” เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากเห็นท้องฟ้าในแบบที่เขาเห็น ให้ขึ้นมาร่วมบินไปกับเขาและฝูงนก โดยจุดประสงค์เพื่อนำรายได้ไปช่วยสำหรับการอนุรักษ์นก ลองชมฟุตเทจจากบนท้องฟ้าที่ Moullec โผบินไปกับฝูงนก แล้วคุณจะเห็นว่าชีวิตของเขานั้นอัศจรรย์มากแค่ไหน   อ่านเพิ่มเติม : นกอินทรีเหล่านี้คุณอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน, เหยี่ยวรู้จักจุดไฟเผาป่า