นากโบราณขนาดเท่าหมาป่า มีแรงกัดมหาศาล - National Geographic Thailand

นากโบราณขนาดเท่าหมาป่า มีแรงกัดมหาศาล

เรื่อง เจสัน จี.โกลด์แมน

เมื่อ 6 ล้านปีก่อน นากน้ำหนักประมาณร้อยปอนด์เที่ยวเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ซึ่งปัจจุบันคือทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แตกต่างจากนากในปัจจุบันที่ใช้ก้อนหินทุบเปลือกหอยเม่นตามอ่าวแปซิฟิกทางตอนเหนือของอเมริกาหรือในเอเชีย สิ่งมีชีวิตโบราณเหล่านี้ทำลายเปลือกหอยด้วยกรามอันแข็งแรงของพวกมัน

ขอเชิญพบกับ  Siamogale melilutra บรรพบรุษของนากที่ถูกค้นพบในมณฑลยูนนานของจีน และเรื่องราวของมันเพิ่งจะถูกเปิดเผยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ในผลการศึกษาใหม่ ทีมนักวิจัยตรวจสอบฟอสซิลขากรรไกรของมัน และตั้งข้อสันนิษฐานว่าพวกมันอาจเป็นนักล่ากลุ่มสุดท้ายจากปลายยุคไมโอซีน ที่มีขากรรไกรแข็งแรงสำหรับการบดเคี้ยว ซึ่งช่วยให้มันล่าอาหารได้หลากหลายมากขึ้น

“เราคิดว่ามันอาจล่าพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีเปลือก แต่ระดับความสามารถในการหาอาหารของพวกมันขณะนี้ เรามองเห็นแค่ความเป็นไปได้จากนากที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น” Z. Jack Tseng หัวหน้าการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก เมืองบัฟฟาโลกล่าว

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ฉายให้เห็นวิถีชีวิตของนากโบราณ แต่ยังช่วยไขปริศนาของพฤติกรรมนากในปัจจุบันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มันรู้จักใช้สิ่งของตามธรรมชาติมาเป็นเครื่องมือ

ปัจจุบันนากถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่กินพวกสัตว์มีเปลือกอย่างปู, หอย, เม่นทะเล และพวกที่ล่าปลาเป็นอาหาร ในการจะเข้าใจการหากินของ Siamogale เจ้านากโบราณที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ Tseng และทีมงานของเขารวบรวมขากรรไกรและกระโหลกของนากจำนวน 10 ใน 13 สายพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติของนากโบราณขึ้นมาใหม่จากฟอสซิลของขากรรไกร

เมื่อกล้ามเนื้อขากรรไกรขยับ พลังงานจะถูกส่งผ่านมายังกระดูกและฟัน บางส่วนของพลังงานที่ส่งมาหายไปจากแรงเสียดทานและความร้อน แต่ในกรณีของนากโบราณ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของขากรรไกรเล็กน้อยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแรงกัด และนำไปสู่ความหลากหลายของอาหารที่พวกมันสามารถกินได้มากขึ้น

ในนากกลุ่มที่ล่าสัตว์มีเปลือกเป็นอาหาร พวกมันจำเป็นที่จะต้องมีขากรรไกรที่แข็งแรงเพื่อเข้าถึงเหยื่อที่หลบซ่อนตัวอยู่ด้านใน แต่พวกเขาพบว่าพวกมันมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับนากยุคโบราณ แม้ว่านากในปัจจุบันเหล่านี้จะตัวเล็กกว่า และมีขากรรไกรที่แข็งแรงน้อยกว่าก็ตาม

“มันเซอร์ไพร์สำหรับเรามากครับ” Tseng กล่าว รายงานการศึกษาครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงใน Scientific Reports ขากรรไกรของนาก Siamogale มีความแข็งแรงมากกว่าขนาดตัวมันเองที่พวกเขาประมาณไว้ในตอนแรกถึง 6 เท่า พวกมันล่าอาหารในน้ำและใช้อาวุธร้ายนี้กับปลาเปลือกแข็ง แต่พวกเขาพบว่าความแข็งแรงของขากรรไกรพวกมันสามารถใช้ในการล่าเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่านากในปัจจุบันได้สบายๆ

ภาพ 3 มิติของกระโหลกศีรษะของนากปัจจุบันขนาด 15 ปอนด์ (ทางซ้าย) และ Siamogale melilutra นากโบราณขนาด 110 ปอนด์

 

ถึงเวลาใช้ค้อน

แม้จะไม่ชัดเจนเท่านาก Siamogale แต่ในนากสมัยใหม่เองก็มีบางอย่างคล้ายคลึงกับที่ Tseng และทีมค้นพบยกตัวอย่างเช่น ในนากสายพันธุ์  African clawless มีขากรรไกรที่แข็งแรงกว่าความแข็งแรงที่น่าจะเป็นตามขนาดตัวของมันเล็กน้อย ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะพวกมันล่าหอยและปูเป็นอาหาร ในขณะที่นากทะเลซึ่งมักล่าหอยเม่นเป็นอาหาร กลับมีความแข็งแรงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นเพราะนากทะเลมีตัวช่วยพิเศษในการทำลายเปลือกของหอยเม่น ในฐานะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงไม่กี่ชนิดที่รู้จักการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ พวกมันใช้ก้อนหินแทนค้อนในการทุบเปลือกเพื่อเข้าถึงเหยื่อข้างในทีมนักวิจัยคิดว่าการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือส่งผลให้บรรดานากทะเลพึ่งพาความแข็งแรงของขากรรไกรน้อยลง

“เรายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน” Tseng “แต่มันมีความเป็นไปได้”

ด้าน Bobby Boessenecker ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชและสัตว์ดึกดำบรรพ์จากวิทยาลัย Charleston ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยครั้งนี้ ชี้ว่าฟอสซิลของนากดึกดำบรรพ์ที่พวกเขาพบนั้นยังเป็นหลักฐานที่เบาบางเกินจะสรุปเช่นนั้น

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ทฤษฎีที่เป็นไปไม่ได้เลยซะทีเดียว นักมานุษยวิทยาบางกลุ่มระบุว่า เมื่อมนุษย์เริ่มต้นใช้เครื่องมือ ก็มีวิวัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของกระโลหกศีรษะให้เห็นเช่นกัน ด้วยความช่วยเหลือจากเครื่องมือที่ต้องพึ่งพามือทั้งสองข้างมากขึ้น กระโหลกศีรษะของเราก็ปรับเปลี่ยนจากการกินอาหารแบบเดิมๆ ไปสู่ความเหมาะสมสำหรับการทำงานและใช้สมองมากขึ้น “บางที การกินอาหารและสมองอาจมีวิวัฒนาการที่เกี่ยวข้องกันก็ได้นะครับ” Tseng กล่าว

 

อ่านเพิ่มเติม : ฟอสซิลอสุรกายแห่งท้องทะเลถูกพบในอินเดียไขความลับเบื้องหลังปีกอันทรงพลังของเทอโรซอร์ 

เรื่องแนะนำ

ปลาไหลกัลเปอร์ทำนักวิทยาศาสตร์หยุดหัวเราะไม่ได้

ปลาไหลกัลเปอร์ทำนักวิทยาศาสตร์หยุดหัวเราะไม่ได้ ทีมสำรวจใต้ทะเลลึกไม่เคยพบเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน จากคลิปวิดีโอแล้วคุณผู้อ่านคิดว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนบอลลูนสีม่วงเข้มนี้คือตัวอะไร? เมื่อมองเข้าไปใกล้ ทีมนักวิทย์จึงได้รู้ว่า ที่แท้เจ้าวัตถุทรงประหลาดนี้คือปลาไหลกัลเปอร์ (Eurypharynx pelecanoides) และส่วนบอลลูนที่เห็นก็คือปากของมัน ปลาไหลกัลเปอร์ที่มีถิ่นอาศัยในเขตใต้ทะเลลึกสามารถอ้าขยายปากของมันออกกว้างเพื่อกินเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวมัน ภายในมีฟันซี่เล็กๆ เต็มปากที่ใช้จัดการกับเหยื่อ วิวัฒนาการนี้มีขึ้นเพื่อช่วยให้พวกมันเอาชีวิตรอดจากสภาพแวดล้อมอันยากลำบากของใต้ทะเลลึก นอกจากนั้นมันยังเป็นพวกที่กินไม่เลือกอีกด้วย ทว่าสำหรับพฤติกรรมของปลาไหลกัลเปอร์ตัวนี้ เนื่องจากไม่มีเหยื่อในปาก ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงคิดว่าการพองปากของมันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเผชิญกับภัยคุกคาม แน่นอนว่าพวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ รูปร่างที่ทั้งตลกและน่าทึ่งของมันยามขยายปากออกสุดนั้น ทำเอาทีมนักวิจัยถึงกับกลั้นขำไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว   อ่านเพิ่มเติม หมึกสาย: นักมายากลแปดหนวด

เหตุใดผีเสื้อจักรพรรดิจึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร

เหตุใด ผีเสื้อจักรพรรดิ จึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร ทุกฤดูใบไม้ร่วง บรรดา ผีเสื้อจักรพรรดิ หลายล้านตัวจะเดินทางออกจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาสถานที่ที่มันเติบโตมาในช่วงฤดูร้อน เพื่อมุ่งหน้าลงสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเม็กซิโก รวมเป็นระยะทาง 3,000 ไมล์ หรือกว่า 4,800 กิโลเมตร แตกต่างจากนกและวิลเดอร์บีสต์ แม้ว่าจะเป็นการอพยพครั้งใหญ่เหมือนกัน เพราะผีเสื้อเหล่านี้จะไม่หวนกลับมายังถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? และพวกมันรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปที่ไหน?   กระบวนการย้ายถิ่นของผีเสื้อจักรพรรดิเป็นอย่างไร? เมื่อแต่ละวันสั้นลงและอุณหภูมิเริ่มลด ผีเสื้อจักรพรรดิจะเริ่มมองหาสถานที่ใหม่ที่พวกมันจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยตลอดฤดูหนาว สำหรับผีเสื้อจักรพรรดิแล้ว พื้นที่ดังกล่าวคือเทือกเขาทางตอนกลางของเม็กซิโก สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นสน Oyamel จำนวนมากที่ซึ่งผีเสื้อจักรพรรดินับล้านๆ ตัวจะเบียดเสียดกันเกาะตามกิ่งก้านสาขาของมัน ต้นสนพวกนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Sacred Firs พวกมันปกป้องแมลงเอาไว้ รายงานจาก Pablo Jaramillo-Lopez นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเม็กซิโก “ต้นไม้เหล่านี้เปรียบเสมือนผ้าห่มสำหรับบรรดาผีเสื้อ ช่วยควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป” เขากล่าว หลังจากรอให้ฤดูหนาวผ่านพ้นไป แมลงเหล่านี้จะมุ่งหน้าไปยังทางทิศเหนือ ไปในที่ที่อบอุ่นกว่าเช่นในรัฐเทกซัส พวกมันจะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่บนต้นไม้ที่มียางเหนียว ไม่กี่วันต่อมาไข่เหล่านี้จะฟักออกมาเป็นหนอนที่ประกอบด้วยลวดลายสีดำขาวและทอง พวกมันจะกัดกินใบไม้ก่อนที่จะเติบโตเป็นผีเสื้อในอนาคต เมื่อถึงจุดนี้ วงจรชีวิตของผีเสื้อก็จะวนกลับมาเป็นแบบเดิมอีกครั้ง ผีเสื้อตัวเต็มวัยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศเหนือต่ออีกหลายไมล์ ก่อนที่จะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่อีกครั้ง ดังนั้นแล้วอาจต้องใช้ผีเสื้อ 4 […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.