เหยี่ยวรู้จักจุดไฟเผาป่า - National Geographic Thailand

เหยี่ยวรู้จักจุดไฟเผาป่า

ภาพถ่ายของเหยี่ยวดำ จากสวนสัตว์ Tsimbazaza ในมาดากัสการ์ เหยี่ยวสายพันธุ์นี้เป็นหนึ่งในนกเหยี่ยวที่ก่อให้เกิดเหตุไฟป่าในออสเตรเลีย

 

เหยี่ยวรู้จักจุดไฟเผาป่า

ไฟไม่ใช่สื่งของแปลกหน้าสำหรับออสเตรเลีย ผู้คนที่อาศัยอยู่บนภูมิประเทศอันแห้งแล้งนี้รู้จักปรับตัวใช้ไฟให้เป็นประโยชน์ ต้องขอบคุณมนุษย์ยุคหินกับฟ้าผ่าในตอนนั้น แต่ทุกวันนี้ชาวอะบอริจินในออสเตรเลียสังเกตเห็นผู้ใช้ประโยชน์จากไฟเพิ่มขึ้นมา พวกมันคือ นก

ในการสัมภาษณ์, เฝ้าสังเกตการณ์ และย้อนรำลึกถึงพิธีกรรมที่มีมานานร่วมศตวรรษ ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของออสเตรเลียล้วนยืนยันว่ามีกลุ่มนกบางชนิดที่พวกเขาเรียกว่า “firehawks” หรือนก เหยี่ยวเผาป่า พวกมันทำได้ด้วยการใช้จะงอยปากหรืออุ้งเท้าคีบเอากิ่งไม้ติดไฟไปหย่อนยังสถานที่ใหม่

จุดประสงค์ก็คือนกเหล่านี้ใช้ไฟเพื่อช่วยในการหาอาหาร กองเพลิงจะช่วยให้พวกมันจับแมลงหรือสัตว์เล็กๆ ได้ง่ายขึ้นในขณะที่บรรดาสัตว์เหล่านี้กำลังหนีออกจากไฟที่ลุกลาม

ข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมไว้ในการศึกษาวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Journal of Ethnobiology  ชวนให้คิดย้อนกลับไปว่าเหตุใดจึงเกิดไฟป่าลุกลามไปทั่วทุ่งหญ้าสะวันนาหลายแห่ง ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย

“เราไม่ได้ค้นพบอะไรเลย” Mark Bonta นักภูมิศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตต กล่าว  “ข้อมูลส่วนใหญ่เรารวบรวมมาได้จากการทำงานร่วมกับชาวอะบอริจิน ซึ่งพวกเขารู้เรื่องนี้มาแล้ว 40,000 ปี หรือมากกว่าด้วยซ้ำ”

เป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่ผู้คนทางตอนเหนือของออสเตรเลียได้พิจารณาแล้วว่า เหยี่ยวดำ (Milvus migrans), เหยี่ยวผิวปาก (Haliastur sphenurus) และเหยี่ยวสีน้ำตาล (Falco berigora) มีพฤติกรรมที่รู้จักใช้ประโยชน์จากไฟ

ในแต่ละปีจะมีการเผาไหม้ของทุ่งหญ้าสะวันนาของผืนป่าเขตร้อนทั่วโลกราว 75% ออสเตรเลียเองก็ไม่มีข้อยกเว้น  ตั้งแต่ปี 1997 ถึงปี 2011 พื้นที่ 18% จากจำนวน 730,000 ตารางไมล์ของทุ่งหญ้าสะวันนาในออสเตรเลียถูกไฟเผาไหม้ทุกๆ ปี ในขณะที่บางภูมิภาคไฟเกิดขึ้นซ้ำทุกๆ สองปี

“ผมเคยเห็นเหยี่ยวตัวหนึ่งใช้กรงเล็บคีบเอากิ่งไม้คุกรุ่นบินไปปล่อยที่ทุ่งหญ้าห่างออกไปประมาณครึ่งไมล์ จากนั้นมันรอให้บรรดาหนูและสัตว์เลื้อยคลานที่กำลังตกใจกับกองเพลิงหนีออกมา” ส่วนหนึ่งจากงานเขียนของ Waipuldanya Phillip Roberts ในหนังสือ  I, the Aboriginal เมื่อปี 1964 หนังสือที่ถ่ายทอดอัตชีวประวัติของ Roberts เอง รวบรวมโดย Douglas Lockwood นักหนังสือพิมพ์ชาวออสเตรเลีย “เมื่อพื้นที่นั้นไหม้ไฟแล้ว กระบวนการนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำใหม่อีกครั้งในพื้นที่อื่น”

Bob Gosford ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและผู้ศึกษานกวิทยาสะดุดใจกับข้อความประโยคนี้ และเป็นแรงบันดาลใจให้เขารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าวของนกในเวลาต่อมา แม้ว่าตัวเขาจะไม่เคยเห็นพฤติกรรมดังกล่าวด้วยสองตาของตนเอง แต่ผู้ร่วมวิจัยบางคนของเขาเคยเห็นมาแล้ว

ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญบางคนตั้งข้อสงสัยว่าเหยี่ยวจงใจจุดไฟ หรือทำไปโดยไม่ตั้งใจ “สมมุติว่าเหยี่ยวตั้งใจจะคีบเอาเหยื่อแต่ไปติดเอากิ่งไม้เข้า มันก็ต้องปล่อยกิ่งไม้ทิ้งในที่สุด” Anthony Molyneux เจ้าหน้าที่จากอุทยาน Alice Springs Desert Park เคยกล่าวไว้ในปี 2011 “หากกิ่งไม้ที่มันปล่อยบังเอิญติดไฟ ก็จะส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้เพิ่ม” (เมื่อเกิดไฟป่าขึ้น นกเหยี่ยวจะมาออกันเพื่อจับสัตว์ขนาดเล็กอยู่แล้วตามธรรมชาติ)

ด้าน Gosford และทีมงานของเขา แม้จะรวบรวมข้อมูลทั้งรูปถ่ายและวิดีโอเพื่อยืนยันพฤติกรรมดังกล่าว แต่ปัจจุบันพวกเขายังไม่มีวิดีโอไหนที่สามารถใช้ยืนยันได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามพวกเขาหวังว่าการศึกษาอย่างใกล้ชิดและข้อมูลจากพนักงานดับเพลิงท้องถิ่นจะช่วยพวกเขาได้

“ยิ่งได้เพิ่มเท่าไหร่ก็ยิ่งดีครับ” Bonta กล่าว “ตอนนี้ก็รอแค่เวลาเท่านั้น”

เรื่อง มิคาเอล เกรสโค

 

อ่านเพิ่มเติม 

เหยี่ยวปีกแหลม ราชันแห่งห้วงเวหา

 

เรื่องแนะนำ

ชมความน่ารัก ‘ภาระดร’ ลูกโลมาอิรวดีกำพร้าแม่ ฝากเลี้ยงหวังยื้อชีวิต

กลิ่นนมผงผสมกับกลิ่นฝนมรสุมเป็นสิ่งที่เตะจมูกเมื่อผมมาถึงศูนย์วิจัย ฯ อ่าวไทยฝั่งตะวันออกที่จังหวัดระยอง ภายในเต็นท์สีดำใต้เมฆครึ้มผมเห็นเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังง่วนทำงานอยู่ในบ่อพักฟื้นซึ่งเป็นที่อยู่ของ “ภาระดร” ลูกโลมาอิรวดีกำพร้าแม่ที่มาเกยตื้นและถูกช่วยเหลือมาเลี้ยงดูที่ศูนย์วิจัยเมื่อช่วงวันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม ผมไม่ได้ถามว่าชื่อของเจ้าโลมานี้มีที่มาจากไหน แต่คงไม่ได้แปลว่า “ภาระ” ที่เจ้าหน้าที่กำลังต้องพบเจอหรอก (มั้ง) ครับ ในช่วงแรกที่นำเจ้าภาระดรเข้ามา มันไม่สามารถทรงตัวหรือว่ายน้ำเองได้เลย และมีบาดแผลบนตัว แต่หลังจากที่ทีมเจ้าหน้าที่และสัตวแพทย์สัตว์น้ำได้ผลัดเวรกันเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลาร่วมกว่าอาทิตย์ เจ้าโลมาน้อยก็มีสุขภาพดีขึ้นจนสามารถว่ายน้ำไปมาได้เอง จนแทบจะว่าได้ว่าคึกคักจนเกินไป เพราะว่ายน้ำซนแทบไม่หยุดจนเจ้าหน้าที่ต้องคอยดูไม่ให้ว่ายน้ำไปชนขอบบ่อจนเป็นแผล อีกทั้งยังเจริญอาหารมากโดยที่จะมาคอยดูดนิ้วพี่เลี้ยงในเวลาที่หิวนมอยู่บ่อยๆ กินเล่นนอนแทบไม่ต่างอะไรกับเด็กวัยกำลังซน แต่เนื่องจากลูกโลมาที่ยังไม่หย่านมนั้นแทบไม่มีโอกาสรอดชีวิตได้โดยปราศจากแม่ของมันในธรรมชาติทางเจ้าหน้าที่จึงต้องคอยเลี้ยงดูภาระดรให้เติบโตแข็งแรงต่อไปอีกหลายเดือนก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับอนาคตของมัน ในปัจจุบัน โลมาอิรวดีเป็นสัตว์คุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าและเพิ่งได้รับการเห็นชอบจากการเสนอให้เข้าเป็นสัตว์สงวนโดยคณะกรรมการทะเลแห่งชาติเมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ในธรรมชาติของโลมาชนิดนี้ยังน่าเป็นห่วงมากเนื่องจากพวกมันมีแหล่งอาศัยอยู่ตามพื้นที่ที่มักได้รับผลกระทบจากมนุษย์เช่นน่านน้ำใกล้ชายฝั่ง แหล่งน้ำกร่อย และแม่น้ำบางสายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ภัยคุกคามหลักของพวกมันคือการติดเครื่องมือประมงอย่างเช่นที่เพิ่งคร่าชีวิตโลมาอิรวดีตัวสุดท้ายในแม่น้ำโขงของลาวไปเมื่อต้นปีนี้ หรือที่อาจทำให้ฝูงโลมาอิรวดี 14 ตัวสุดท้ายในทะเลสาบสงขลาหายสาบสูญไปตลอดกาลได้ในอนาคต เมื่อคำนึงถึงภัยอื่นๆ ที่ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมันเช่นมลพิษ การสร้างเขื่อนในแม่น้ำ หรือแหล่งน้ำที่แห้งเหือดด้วยสภาวะโลกรวนด้วยแล้ว โลมาชนิดนี้จึงถูกจัดสถานภาพว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ Endangered โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ในค่ำคืนที่ฝนตกเช่นคืนนี้ เหล่าสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลก็ยังคงทำงานกันอย่างหนักอยู่ในบ่อเลี้ยงเพื่อกล่อมภาระดรให้นอนหลับสบาย ซึ่งผมก็หวังอยู่ลึกๆ ว่าสักวันหนึ่งภาระดรจะเติบโตอย่างแข็งแรงและมีโอกาสได้คืนกลับสู่ฝูงธรรมชาติ และในขณะเดียวกันก็อยากเห็นว่าญาติ 14 ตัวของภาระดรในทะเลสาบสงขลาจะยังสามารถอยู่รอดต่อไปได้ด้วยการยกระดับการตรวจตราและจัดการพื้นที่ประกอบกับความร่วมมือจากชุมชน อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตของพวกเรา หากคุณสนใจเรื่องราวของ […]

กอริลลาติดโควิด – 19 ซึ่งเป็นรายงานครั้งแรกในโลก

กอริลลาติดโควิด – 19 ในแคลิฟอร์เนีย พวกมันจึงเป็นไพรเมตที่ไม่ใช่มนุษย์ชนิดแรกของโลก ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ได้ตรวจพบว่า กอริลลาติดโควิด – 19 ซึ่งเป็นกอริลลาสามตัวที่อยู่ในสวนสัตว์ซานดิเอโกซาฟารีพาร์ก และผลยืนยันว่าทั้งสามตัวติดเชื้อไวรัสโคโรนา กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาประกาศเมื่อวานนี้ (11 มกราคม 2020) จึงทำให้พวกมันกลายเป็นเอปชนิดแรกของโลกที่ติดเชื้อไวรัสอุบัติใหม่นี้ ลิซา ปีเตอร์สัน ผู้อำนวยการบริหารของสวนสัตว์ กล่าวว่า กอริลลาที่ติดเชื้ออาศัยรวมอยู่กับตัวอื่นๆ ทั้งหมดแปดตัว ผู้ดูแลตัดสินว่า จะยังคงให้พวกมันรวมอยู่ด้วยกัน โดยจะเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด “บางตัวอาจมีเชื้อและบางตัวอาจไม่มี” ปีเตอร์สันกล่าวและเสริมว่า “พวกมันอาศัยอยู่ในฝูงที่มีผู้นำเป็นกอริลลาหลังเงิน และสมาชิกที่เหลือก็คอยตามผู้นำตลอดทั้งวัน พวกมันต่างจ้องมองไปที่เอปตัวนั้น นั่นจึงเป็นการดีที่สุดที่จะปล่อยให้พวกมันได้ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างที่เคยเป็น” กอริลล่าเป็นสัตว์ชนิดที่ 7 ที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ตั้งแต่มีการระบาดเมื่อปี 2020 ก่อนหน้านี้มีรายงานการติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันในเสือ สิงโต มิงค์ เสือดาวหิมะ สุนัข และแมวบ้าน แม้ว่าจะมีเอกสารกรณีการแพร่เชื้อจากมิงค์สู่คนในเนเธอร์แลนด์และเดนมาร์ก แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าสายพันธุ์อื่นสามารถทำให้มนุษย์ป่วยได้ เช่นเดียวกับสิงโตและเสือที่สวนสัตว์ Bronx ซึ่งได้รับรายงานการติดเชื้อในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา กอริลล่าที่ติดเชื้อทั้งสามตัวอาจติดเชื้อไวรัสจากคนงานสวนสัตว์ที่ไม่แสดงอาการ เธอบอกว่า สวนสัตว์มีระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดในการป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงแบบสอบถามประจำวันสำหรับเจ้าหน้าที่ และชุดป้องกันสำหรับผู้ที่สัมผัสสัตว์โดยตรง […]

วานรน้อย แห่งโมร็อกโก

ภาพถ่าย ฟรานซิสโก มิงโกรานเซ บาร์บารี (Macaca sylvanus) เป็นลิงที่มีลักษณะโดดเด่นหลายอย่าง นอกเหนือจากมนุษย์แล้ว พวกมันเป็นไพรเมตอีกเพียงชนิดเดียว ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของทะเลทรายสะฮาราในทวีปแอฟริกา และ ยังเป็นลิงชนิดเดียวที่อาศัยอยู่นอกทวีปเอเชียอีกด้วย ถิ่นอาศัยทางภูมิศาสตร์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ลิงชนิดนี้โดดเด่น เนื้อตัวที่ปกคลุมด้วยขนหนาฟูสีอมส้มและดวงตาที่ฉายแววแสนรู้ ทำให้ลิงไร้หางเหล่านี้มีราคาค่างวดและเป็นที่ต้องการของนักเดินทางผู้พบเห็นมาช้านาน ทุกวันนี้ ถิ่นกระจายพันธุ์ของลิงบาร์บารีลดลงเหลือเพียงผืนป่าหย่อมเล็ก ๆ ในโมร็อกโก และแอลจีเรีย และมีประชากรลิงบาร์บารีอีกกลุ่มในยิบรอลตาร์ซึ่งแม้จะใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ แต่ก็คุ้นเคยกับผู้คน เคราะห์ร้ายที่พวกมันยังเป็นที่หมายปองของผู้พบเห็น นักอนุรักษ์ ประมาณการว่า ทุกปีพวกลักลอบค้าสัตว์ป่าจะจับลูกลิงประมาณ 300 ตัวจากป่าในโมร็อกโกเพื่อส่งไปขายยังตลาดค้าสัตว์เลี้ยงในยุโรปที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลิงที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ชนิดนี้เหลืออยู่เพียง 6,000 ตัว ในจำนวนนี้ 4,000-5,000 ตัวอยู่ในโมร็อกโก ฟรานซิสโก มิงโกรานเซ ช่างภาพ ใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการบันทึกภาพลิงบาร์บารีบนที่สูง บนทิวเขามิดเดิลแอตลาส เขาเล่าว่า “พ่อแม่ลิงรักและดูแลลูกน้อยแทบจะเหมือนกับมนุษย์ เลยครับ แม่ลิงตัวหนึ่งกอดลูกที่ตายแล้วไว้ในอ้อมแขนนานถึงสี่วัน เป็นภาพที่ผมเห็นแล้วสะเทือนใจมากครับ” โบนาเวนทูรา มาโจโล ผู้ก่อตั้งโครงการลิงบาร์บารี เล่าว่า ลิงเพศผู้มักกระเตงลูกไปไหน มาไหนด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ต่างจากไพรเมตส่วนใหญ่ พวกมันใช้ลูกลิงเป็นสื่อในการ ผูกมิตรกับลิงเพศผู้ตัวอื่น มาโจโลเรียกวิธีการนี้ว่า “ปฏิสัมพันธ์แบบประกบ” […]

จังหวะหัวใจนาร์วาฬเมื่อตกอยู่ในอันตราย

นาร์วาฬ วาฬชนิดหนึ่งที่มีฟันยาวเหมือนเขานี้อาศัยอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก และพวกมันชอบที่จะดำน้ำลึก ดังนั้นจึงเป็นการยากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของมัน แต่โชคดีที่จังหวะการเต้นของหัวใจช่วยเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง ทีมนักวิทยาศาสตร์ติดเซ็นเซอร์ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจของนาร์วาฬ เพื่อตรวจสอบว่าในช่วงเวลาว่ายน้ำปกติ ช่วงเวลาพักผ่อน หรือช่วงเวลาที่มันต้องหนีจากการคุกคาม หัวใจของมันมีอัตราการเต้นที่แตกต่างกันอย่างไร ปกติแล้วสัตว์จะมีวิธีการตอบสนองต่ออันตรายในสองรูปแบบ คือหนึ่ง หัวใจเต้นเร็วเพื่อสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายสำหรับการต่อสู้หรือหลีกหนี สองหัวใจจะเต้นช้าต่ำลง เพื่อให้ร่างกายของมันดูเหมือนว่าตายไปแล้ว แต่สำหรับนาร์วาฬรูปแบบดังกล่าวใช้ไม่ได้กับมัน เพราะนาร์วาฬทำทั้งสองอย่าง เมื่อนาร์วาฬถูกจับติดอวนพวกมันขยับครีบและหางอย่างรวดเร็วเพื่อสลัดตัวให้หลุด ในขณะที่หัวใจกลับเต้นเป็นจังหวะช้าลง เหลือเพียง 3 – 4 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น แม้ทีมนักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงเหตุผลเบื้องหลัง แต่พวกเขากังวลว่าปฏิกิริยาดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อกระบวนการรับรู้ของตัวนาร์วาฬเอง เมื่อพวกมันใช้ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว และส่งผลให้มันเสี่ยงต่อการถูกจับโดยมนุษย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นแดนอัศจรรย์ทางธรรมชาติของอาร์กติก, มหัศจรรย์แห่งชีวิตใต้ทะเล