หลักฐานใหม่ชี้ ยุงจดจำกลิ่นได้ - National Geographic Thailand

หลักฐานใหม่ชี้ ยุงจดจำกลิ่นได้

หลักฐานใหม่ชี้ ยุงจดจำกลิ่นได้

ครั้งหน้าที่คุณสังเกตเห็นยุงบินมาเกาะที่แขน แม้คุณจะตบพลาด แต่บนความโชคร้ายก็ยังคงมีความโชคดี เพราะเจ้ายุงตัวนั้นคงไม่กลับมาดูดเลือดคุณอีกแล้ว

ก็เรื่องอะไรจะยอมเสี่ยงที่จะโดนตบอีกล่ะว่าไหม เพราะแมลงเหล่านี้สามารถเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงกลิ่นกายของคุณเข้ากับสถานการณ์อันตราย เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับคุณอีกในอนาคต ผลการศึกษาใหม่นี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Current Biology นับเป็นครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าสัตว์ตัวจิ๋วอย่างยุงนั้นสามารถเรียนรู้และจดจำได้

“พวกมันเป็นเหมือนยุงของปัฟลอฟ” Jeff Riffel ผู้ศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาทและพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าว สำหรับ อีวาน ปัฟลอฟ คือนักจิตวิทยาชาวรัสเซียผู้โด่งดังจากการทดลองการขับน้ำลาย พฤติกรรมของสุนัข ภายใต้สถานการณ์รูปแบบเดียวกัน Riffel ทำการทดลองดูว่าแมลงจะสามารถเรียนรู้กลิ่นได้หรือไม่

(แมลงหลายชนิดฉลาดกว่าที่เราคิด พวกมันรู้จักนำร่างของเพื่อนที่ตายแล้วออกไปนอกรังเพื่อป้องกันโรคระบาด)

ในการทดลองเขาให้ยุงไข้เหลือง (Aedes aegypti) รับกลิ่นต่างๆ รวมถึงกลิ่นกายของมนุษย์ พร้อมแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยเป็นเวลา 20 นาที ซึ่งค้ลายกับการขยับของแขนเพื่อที่จะตบ Riffel พบว่า ต่อมายุงที่เข้ารับการทดลองหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้กลิ่นเหล่านั้นเป็นเวลาถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธีไล่ยุงที่ได้ผลพอๆ กับการใช้สเปรย์ที่มีสาร DEET ซึ่งพบในสเปรย์กันยุงหลายชนิด

ที่เป็นเช่นนี้มาจากสารโดพามีนในสมอง ทีมของ Riffel ทำการทดลองอีกครั้งแต่คราวนี้ยุงที่นำมาใช้มีข้อบกพร่องที่ทำให้สมองไม่สามารถหลั่งโดพามีนได้ ผลเป็นไปตามคาด ยุงกลุ่มดังกล่าวไม่เกิดการเรียนรู้ว่ากลิ่นเหล่านี้เป็นอันตราย และพวกมันบินกลับมาอีกครั้งในเวลาต่อมา


อ่านเพิ่มเติม

10 “วิธีไล่ยุง” อย่างปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี

7 พรรณไม้ ยุงเห็นเป็นต้องหนี


“ความสามารถในการเรียนรู้นี้ช่วยให้มันใช้ชีวิตยืดหยุ่นได้อย่างเหลือเชื่อ” Riffell กล่าว “นั่นหมายความว่าพวกมันรู้ว่าเหยื่อรายไหนจะปกป้องตนเองหรือไม่ปกป้อง และถ้าเราป้องกันไม่ให้มันจดจำกลิ่นได้ กระบวนการเรียนรู้ก็จะไม่เกิดขึ้น”

ยุง
กระบวนการทดลองยุงในห้องปฏิบัติการเพื่อหาว่ายุงเรียนรู้จากกลิ่นอย่างไร ในสภาวะที่มีการสั่นไหว
ภาพถ่ายโดย Kiley Riffell

 

ป้องกันจากการถูกกัด

ยุงลายบ้าน หรือยุงไข้เหลืองเป็นยุงที่รู้จักกันดีว่าสามารถแพร่ไวรัสไข้เด็งกี ชิคุนกุนยา และไข้เหลือง รวมไปถึงไวรัสซิกาด้วย ความรู้ใหม่เกี่ยวกับโดพามีนในยุงนี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถค้นคว้าและพัฒนาสารไล่ยุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ความทรงจำเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย” Walter Leal นักนิเวศวิทยาทางเคมี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ดาวิส ผู้ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และยุงกล่าว

“ณ ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามีสารบางตัวช่วยกระตุ้นความทรงจำซึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาหลีกเลี่ยง เช่น DEET ซึ่งเราใช้กันมาแล้วมากกว่า 60 ปี ถึงเวลาแล้วที่ต้องเดินไปข้างหน้า” Leal กล่าว

นักวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าศึกษาวิจัยกระบวนการรับกลิ่นและพฤติกรรมในยุงต่อไปเพื่อพัฒนาสารไล่ยุงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในระหว่างนี้ Riffell แนะนำทุกคนว่าวิธีการป้องกันยุงพื้นฐานเลยก็คือ อย่านิ่งเป็นเป้าง่ายๆ “ถ้าคุณกำลังปิ้งบาร์บีคิวอยู่กับเพื่อนที่สนาม ยุงบินวนรอบๆ ตัว พวกมันกำลังเรียนรู้จากกลิ่นคุณ เต้นรำซะ! เคลื่อนไหวร่างกายเข้าไว้ ทีนี้ยุงก็จะรู้แล้วว่ามันควรไปหาคนอื่นดีกว่า”

เรื่อง Michellr Z. Donahue

 

เรื่องแนะนำ

เมื่ออสรพิษเกี่ยวกระหวัด

งูแบล็กแมมบา ((Dendroaspis polylepis: Black Mamba) ซึ่งอาศัยอยู่ตามท้องทุ่งสะวันนาและเนินเขาทางใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริกา เป็นงูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก แถมยังเป็นงูที่เร็วที่สุดชนิดหนึ่งในโลกอีกด้วย โดยเคลื่อนที่ได้เร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พวกมันใช้ความเร็วในการหลบหนีนักล่าเป็นหลัก ไม่ใช่ในการล่าเหยื่อ และเติบโตจนมีขนาดลำตัวได้ยาวถึง 4.3 เมตร โดยที่งูหนุ่มสองตัวในคลิปนี้ถูกจับภาพไว้ได้ที่สนามกอล์ฟเลพเพิร์ดครีกในเมืองเมลเลน ประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยฝีมือคนถ่ายที่ซูมภาพจากระยะไกล โดยในคลิปเราจะเห็นงูเพศผู้สองตัวพยายามกดอีกฝ่ายลงเบื้องล่าง แม้ว่าจะมีชื่อว่า “แบล็กแมมบา” แต่อันที่จริงแล้วพวกมันมีสีเขียวอ่อนๆไปจนถึงสีเทา ปากของงูชนิดนี้จะอ้ากว้างเมื่อมันรู้สึกถูกคุกคามและภายในปากจะมีสีน้ำเงินอมดำ ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อ “แบล็กแมมบา” แม้จะมีหลายคนโทษพวกมันว่าเป็นงูที่กัดคนจนตายและมักตกเป็นตัวร้ายในเทพปกรณัมของแอฟริกา แต่จริงๆแล้วแบล็กแมมบาเป็นงูที่ขี้อายและพยายามหลบหนีให้ไวที่สุดหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีการเผชิญหน้า พวกมันจะหันมาสู้ยิบตาต่อเมื่อถูกต้อนให้จนมุมเท่านั้น โดยจะชูหัวขึ้นและแผ่แม่เบี้ยได้เหมือนกับงูเห่า และส่งเสียงขู่ฟ่อออกมา ถ้าหากผู้คุกคามไม่ยอมถอย แบล็กแมมมาก็จะฉกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และฉีดพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาทออกมาในการกัดแต่ละครั้ง ซึ่งทำให้ถึงตายได้ เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับการเซรุ่มพิษงู (antivenom) ทันเวลา ในปัจจุบัน จำนวนประชากรงูแบล็กแมมมายังไม่มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าหากมนุษย์ยังคงรุกรานเขตแดนของพวกมันอยู่ต่อไป อาจมีคนถูกงูกัดเพิ่มขึ้นก็เป็นได้เมื่องูรู้สึกจนมุม และนั่นจะเป็นข่าวร้ายสำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท เพราะเซรุ่มพิษงูยังเป็นสิ่งที่หาได้ยากในพื้นที่ห่างไกล และถ้าขาดเซรุ่ม โอกาสรอดจากพิษงูแบล็กแมมบาก็แทบจะเป็นศูนย์

เรื่องเล่าของ วาฬเบลูกา ที่หายไป

วาฬเบลูกา ตัวนี้เป็นมิตร ถูกฝึกมาดี แถมสวมบังเหียน แล้วมันมาจากไหนกัน ชาวประมงที่ผมรู้จักคนหนึ่งชื่อ โจอาร์ เฮสเทน โทรหาผมตอนปลายเดือนเมษายน ปีที่แล้ว วาฬเบลูกา ตัวหนึ่งกำลังว่ายวนรอบเรือของเขาใกล้ปลายสุดทางเหนือของนอร์เวย์ มันสวมบังเหียนที่รัดแน่นอยู่ด้วย และเฮสเทนไม่รู้จะทำอย่างไรดี เบลูกามักพบอยู่กับฝูงในพื้นที่ที่มีนํ้าแข็งและธารนํ้าแข็ง แทบจะไม่พบอยู่โดดเดี่ยวตามชายฝั่งนอร์เวย์เลย ในฐานะนักชีววิทยาทางทะเล ผมรู้ว่าต้องเอาบังเหียนออกจากตัวมันให้เร็วที่สุด แต่ไม่รู้เลยว่ามันจะกลายเป็นปริศนาไปได้ เราติดต่อศูนย์เฝ้าระวังทะเล สำนักงานประมงของนอร์เวย์ เมื่อผู้ตรวจการ ยอร์เกน รี วีก และทีมงานพบเรือประมงลำดังกล่าว เจ้าวาฬเพศผู้ขนาดสามเมตรครึ่งก็ว่ายเข้ามาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ เห็นได้ชัดว่ามันถูกฝึกมา ความลึกลับยิ่งลํ้าลึกเมื่อเฮสเทนลงนํ้าเพื่อถอดบังเหียน ที่สายรัดมีกล้องติดอยู่ ตรงคลิปหนีบมีข้อความภาษาอังกฤษระบุว่า “อุปกรณ์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” อุปกรณ์ดังกล่าวดูไม่เหมือนสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์จะใช้เพื่อติดตามวาฬเลย ผมกับทีมนักกู้ภัยสงสัยว่า วาฬตัวนี้จะถูกทหารรัสเซียฝึกมา สื่อคาดเดากันไปต่างๆ นานาและเรียกมันว่า “วาฬสายลับรัสเซีย” สื่อสำนักหนึ่งตั้งชื่อมันว่า วาลดีมีร์ (Hvaldimir) ซึ่งเป็นการเล่นคำ hval ในภาษานอร์เวย์ที่แปลว่า “วาฬ” กับชื่อต้นของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีมีร์ ปูติน หนึ่งสัปดาห์หลังการค้นพบ วาลดีมีร์ติดตามเรือใบลำหนึ่งไปที่อ่าวแฮมเมอร์เฟสต์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่พบมันครั้งแรกราว 40 กิโลเมตร นั่นคือจุดที่ผมพบมันตอนต้นเดือนพฤษภาคมและถ่ายภาพภาพนี้ ผมเดินทางไปยังแฮมเมอร์เฟสต์เพื่อตรวจสภาพร่างกายมัน […]

เต่า ‘สูญพันธุ์’ ถูกค้นพบอีกครั้งหลังจากร้อยปี

เต่ายักษ์เฟอร์นันดินา ที่คาดว่าสูญพันธุ์เมื่อร้อยปีที่แล้ว ขณะนี้มีความหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูประชากรของมันกลับมา วอชิงตัน ทาเปีย ได้ค้นพบเต่ายักษ์เฟอร์นันดินาบนเกาะกาลาปาโกสชื่อดัง นั่นเปรียบเสมือนการได้รับรางวัลออสการ์ “สำหรับฉันมันเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะฉันทำงานด้านการอนุรักษ์เต่ามา 30 ปีแล้ว” ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ฟื้นฟูเต่ายักษ์กาลาปาโกสและผู้นำการสำรวจกล่าว “นี่เป็นเหมือนรางวัลออสการ์ของฉัน” ทาเปียได้ร่วมมือกับทีมสำรวจท้องถิ่นสี่คน จากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะกาลาปาโกส ได้แก่ เจฟเฟรย์ มาลากะ, เอดัวร์โด วิเลมา, โรเบร์โต บาเลสตีรอส, ซีโมน วิยามาร์ รวมถึงฟอร์เรลต์ กาลันเต พิธีกรและนักชีววิทยาจากช่อง แอนนิมอล แพลนเน็ต ทั้งหมดรู้สึกปลาบปลื้มเป็นที่สุดเมื่อสำรวจพบเต่ายักษ์ Chelonoidis phantasticus เพศเมียบนเกาะเฟอร์นันดินา เกาะที่มีภูเขาไฟซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในหมู่เกาะกาลาปาโกส ครั้งสุดท้ายที่มีการยืนยันการพบเห็นเต่าสายพันธุ์นี้คือในปี 1906 สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้ขึ้นบัญชีแดง (Red List) ว่า อาจสูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มาลากะได้พบอุจจาระของสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งในบริเวณอุทยานฯ ต่อมาเต่าสายพันธุ์นี้ถูกจัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ “มันเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าเต่ายังคงอยู่ที่นั่น” ทาเปียกล่าว ในวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทางทีมสำรวจได้ออกเดินทางเวลาหกโมงเช้า เพื่อค้นหาพื้นที่สีเขียวท่ามกลางกระแสลาวาบนเกาะแห่งนี้ […]

เสือดาว (สีดำ) ปรากฏตัวอีกครั้งในแอฟริกา ในรอบ 100 ปี

เสือดาว ตัวเมียแสดงภาวะเมลานิสซึม (Melanism) หรือภาวะที่ร่างกายผลิตเม็ดสีมากเกินปกติ ซึ่งเป็นเหมือนของหายาก ผู้คนมักกล่าว่า แมวดำนำมาซึ่งโชคร้าย แต่เมื่อ นิก พิลฟอร์ด รับรู้ว่ามี เสือดาว (สีดำ) ตัวหนึ่งป้วนเปี้ยนอยู่ในเคนยา เขารู้ทันทีว่าเขากำลังจะพบเจอกับสิ่งพิเศษ พิลฟอร์ด เป็นนักชีววิทยา ที่ทำงานวิจัยอยู่ในเคนยา เมื่อต้นปี 2018 เขาและทีมได้ติดตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ (Camera trap) ทั่วพื้นที่อนุรักษ์ลอยซาบา (Loisaba Conservancy) เข้าใช้เวลาไม่นานก็ได้พบกับสิ่งที่เขาตามหา เสือดาว ที่มีภาวะเมลานิสซึม ซึ่งหาตัวได้ยากมากๆ เสือตัวเมียวัยเยาว์ปรากฏตัวเคียงข้างกับเสือดาวอีกตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าและมีสีสันปกติ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นแม่ของมัน ภาวะที่ตรงข้ามกับผิวเผือก หรือที่เรียกว่าเมลานิสซึม เป็นผลมาจากการแสดงออกของยีน (Gene expression) มีผลให้เซลล์ผลิตเม็ดสีออกมามากกว่าปกติ จึงปรากฏเป็นสีดำที่เส้นขนและผิวหนัง ในเคนยาเคยมีการกล่าวถึงถึงเสือดาวสีดำเมื่อนานมาแล้ว แต่การยืนยันทางวิชาการยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ภาพเสือดาวสีดำที่บันทึกได้จากทีมวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร African Journal of Ecology ซึ่งเป็นภาพแรกที่ใช้การอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในรอบกว่า 100 ปีในแอฟริกา เมื่อปี 2017 มีการยืนยันว่าพบเสือดาวสีดำด้วยตาเปล่า ซึ่งไม่เพียงพอที่จะนำมาอ้างอิงได้ ภาพล่าสุดที่เคยบันทึกไว้ย้อนกลับไปเมื่อปี 1909 […]