นกแสนรู้ : ไขปริศนาความฉลาดของนก - Page 2 of 3 - National Geographic Thailand

นกแสนรู้ : ไขปริศนาความฉลาดของนก

ความสามารถในการเลียนภาษาและใช้คำภาษาอังกฤษในบริบทที่ถูกต้องของอเล็กซ์ กระตุ้นให้เกิดการศึกษานกแก้วเพื่อสร้างความกระจ่างในเรื่องต้นกำเนิดของการเรียนรู้การเปล่งเสียง อันเป็นความสามารถในการเลียนเสียงอย่างมีวัตถุประสงค์ นี่เป็นทักษะที่นกแก้วมีเหมือนกันกับนกจับคอน นกฮัมมิงเบิร์ด มนุษย์ ซีเทเชียนหรือสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์อื่นอีกไม่กี่ชนิด

นกแสนรู้
ที่สถานีวิจัยนกในออสเตรีย ฟิกาโร นกช่างประดิษฐ์ อวดอุปกรณ์ที่มันทำขึ้นมาเพื่อเก็บเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เครื่องมือชิ้นแรกที่มันทำเป็นชิ้นไม้ไผ่เพื่อเขี่ยกรวดที่มันทำตกออกนอกกรง

ในที่สุดการค้นพบส่งผลให้ทีมนักวิจัยนานาชาติทบทวนแบบจำลองกายวิภาคระบบประสาทนกของเอดิงเงอร์ที่ยอมรับกันมานาน เมื่อปี 2005 พวกเขาประกาศผลการประเมินใหม่ซึ่งเผยว่า สมองนกมีโครงสร้างทางประสาทที่เรียกว่า แพลเลียม (pallium) คล้ายสมองชั้นนอกในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และบริเวณอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดที่ซับซ้อน พวกเขาสนับสนุนให้นำชุดคำศัพท์และความเข้าใจกายวิภาคระบบประสาทของนกแบบใหม่นี้มาใช้

ปัจจุบัน นกโดยเฉพาะวงศ์กาและวงศ์นกแก้วได้รับการยกย่องว่าเป็น “เอปมีขนนก” เนทาน เอเมอรี นักชีววิทยาเป็นผู้ให้สมญานี้แก่นกวงศ์กาในรายงานที่เขาเขียนร่วมกับเคลย์ตัน ผู้เป็นภรรยา โดยให้เหตุผลว่า นกวงศ์กาและเอปวิวัฒน์ความสามารถในการคิดที่ซับซ้อนขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้ว่าพวกมันเกี่ยวข้องกันห่างๆ กล่าวคือ สัตว์ทั้งสองกลุ่มแยกสายวิวัฒนาการจากกันเมื่อกว่า 300 ล้านปีก่อน เพราะได้รับแรงกดดันคล้ายกัน ทั้งสองกลุ่มอาศัยอยู่เป็นกลุ่มสังคม ซึ่งต้องเข้าใจแรงจูงใจและความต้องการของสมาชิกตัวอื่น พวกมันค้นหาอาหารที่หลากหลาย อาหารบางชนิดจะได้มาก็ต่อเมื่อต้องทำเครื่องมือขึ้นมาใช้ก่อนเท่านั้น ชิมแปนซี อุรังอุตัง และนกเพียงชนิดเดียวคือกาพันธุ์นิวแคลิโดเนีย เป็นเลิศด้านการทำเครื่องมือขึ้นมาใช้ในธรรมชาติ

 


ชมความงดงามและความหลากหลายของสายพันธุ์นก เนื่องในปีแห่งนกกัน


 

นกสีดำเงางามซึ่งมีบรรพบุรุษเกี่ยวข้องกับกาพันธุ์อเมริกาเหนือนี้อาศัยอยู่บนเกาะเพียงสองเกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกในนิวแคลิโดเนีย วันหนึ่งเมื่อปี 1993 แกวิน ฮันต์ นักนิเวศวิทยาจากนิวซีแลนด์ สังเกตเห็นกาตัวหนึ่งที่นั่นซ่อนสิ่งของแปลกๆไว้ในต้นไม้

“มันเป็นสิ่งที่ปัจจุบันเราเรียกว่า ‘เครื่องมือรูปขั้นบันได’ ครับ” ฮันต์บอก พลางเลือกสิ่งที่ว่านี้ออกมาจากกล่องกระดาษ “ทันทีที่เห็น ผมรู้ว่ามันเป็นเครื่องมือ เป็นสิ่งที่ใครสักคนออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ถ้าผมพบมันในหลุมขุดค้นทางโบราณคดี คุณจะบอกว่ามนุษย์ประดิษฐ์มันขึ้นมาครับ แต่ผมพบมันในป่า และกาสร้างขึ้นมา”

นกแสนรู้
เมื่อปี 2006 นักชีววิทยาสัตว์ป่า จอห์น มาร์ซลัฟฟ์ และนักศึกษาคนหนึ่งของเขาที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในซีแอตเทิล สวมหน้ากากแบบนี้ขณะจับกาเจ็ดตัวมาใส่ห่วงขา ทุกวันนี้ ถ้ามาร์ซลัฟฟ์หรือใครอีกคนหนึ่งสวมหน้ากากนี้ กาในพื้นที่ซึ่งไม่ใช่เพียงเจ็ดตัวนั้น จะรวมตัวกันร้องก่นด่า โจมตี และติดตามเขาไป พวกกาไม่สนใจคนที่สวมหน้ากากแบบอื่น

ฮันต์ยื่นเครื่องมือของกาให้ฉันชม มันยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ปลายด้านหนึ่งกว้าง อีกด้านหนึ่งเรียวลง ตรงกลางมีลักษณะเป็นขั้นบันไดเหมือนใบเลื่อย เครื่องมือสีเขียวอ่อนชิ้นนี้บางและยืดหยุ่นได้ มันถูกตัดจากใบต้นเตยทะเล ซึ่งเป็น พืชคล้ายต้นปาล์ม พบบนเกาะในเขตร้อน มนุษย์อาจใช้กรรไกรทำเครื่องมือนี้ ส่วนกาใช้จะงอยปาก ใบต้นเตยทะเลเต็มไปด้วยเส้นใยและมีขอบเป็นหนามเล็กๆ

“เนื่องจากเส้นใยที่ขนานกันเหล่านี้ ทำให้กาตัดใบเตยตามแนวทแยงมุมให้ปลายเรียวลงไม่ได้ พวกมันจึงตัดเป็นขั้นบันไดโดยเริ่มจากปลายด้านแคบก่อน” ฮันต์ตั้งข้อสังเกต

 

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : ทำไมหมีดำตัวนี้ถึงมีขนสีขาว

เรื่อง แพทริเซีย เอดมันด์ส เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้วที่ชาวคีตาซูบนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของแคนาดารู้จักหมีชนิดนี้และตำนานของมัน ตามที่เล่าขาน กาเรเวนผู้สร้างสรรพสิ่งได้เปลี่ยน โลกจากหินที่เย็นจนเป็นนํ้าแข็งให้กลายเป็นสวนเขียวชอุ่ม แต่เพื่อเตือนใจถึงสมัยนํ้าแข็ง กาเรเวนจึงทำให้หมีดำหนึ่งตัวในทุกๆ สิบตัวเป็นสีขาว ชื่ออย่างเป็นทางการของมันคือหมีเคอร์โมดี (Kermode bear) แต่คนท้องถิ่นเรียกว่าหมีศักดิ์สิทธิ์ จากสกุลและชนิดพันธุ์ มันคือหมีดำ แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่ (ไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม) มีการกลายพันธุ์ในยีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตสารสี ลูกของพวกมันจะมีขนสีขาว เพื่อยืนยันเรื่องนี้นักวิจัยเก็บตัวอย่างขนหมีแล้วนำมาวิเคราะห์ดีเอ็นเอ จากหมี 220 ตัว มี 22 ตัวที่ได้รับยีนขนสีขาวมาจากทั้งพ่อและแม่ และหมีทั้ง 22 ตัวนั้นมีสีขาว ฤดูผสมพันธุ์ของพวกมันอยู่ในช่วงเดือน พฤษภาคมถึงกรกฎาคม เช่นเดียวกับหมีทุกชนิด เอ็มบริโอที่ได้รับการผสมแล้วจะเลื่อนเวลาการฝังตัวในผนังมดลูกของหมีเพศเมียออกไป ถ้าหมีเพศเมียไม่แข็งแรงพอที่จะตั้งท้อง เอ็มบริโอจะไม่ฝังตัวและ มันจะไม่ตกลูกในปีนั้น แต่ถ้ามันมีสุขภาพดีและแข็งแรง เอ็มบริโอจะฝังตัวในฤดูใบไม้ร่วง และลูกหมีครอกละหนึ่งถึงห้าตัวจะลืมตามาดูโลกในฤดูหนาวปีนั้น   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : สัตว์ก็มีหัวใจ, สำรวจโลก : เพราะน้ำคือชีวิต

ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาบนโลก

ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาบนโลก ชื่อของซอโรพอดสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ไม่เพียงแต่เป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่านั้น แต่มันยังเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกอีกด้วย ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ผู้เคยย่ำเท้าไปบนผืนแผ่นดินของอาร์เจนตินาในปัจจุบัน ในยุคครีเตเชียส ไดโนเสาร์ตัวนี้มีนามว่า Patagotitan Mayorum เป็นไดโนเสาร์กืนพืชพันธุ์คอยาวที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 102 ล้านปีก่อน ขนาดของมันยาวถึง 120 ฟุต และมีน้ำหนักมากถึง 69 ตัน หรือเทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างแอฟริกันจำนวน 12 เชือกรวมกัน ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ส่งผลให้มันเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลกเท่าที่เคยมีมา ใหญ่กว่า Dreadnoughtus ที่ถูกค้นพบก่อนหน้านี้ เมื่อโฮเซ ลูอิส และ ดีเอโก โป นักบรรพชีวินวิทยา จากพิพิธภัณฑ์ Egidio Feruglio Paleontology ค้นพบบางส่วนของฟอสซิลมันเข้า ในฟาร์มแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคพาทาโกเนีย ทางตอนใต้ของอาร์เจนตินา พวกเขารู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวนี้ต้องมีขนาดใหญ่เอามากๆ ทีมนักสำรวจใช้เวลามากกว่า 1 ปี ในการขุดเอาฟอสซิลออกมาอย่างระมัดระวัง เคนเนท ลาโควารา นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโรวัน และเป็นผู้ค้นพบ Dreadnoughtus ถึงกับเห็นใจทีมงานเมื่อนึกถึงสิ่งที่พวกเขาต้องทำ “นึกถึงหยาดเหงื่อ แรงงานของพวกเขาสิที่ต้องสูญเสียไปกับการขุดเอากระดูกออกมาจากพื้นดิน ขนย้ายอย่างระมัดระวังที่สุดไปยังพิพิธภัณฑ์” […]

สัตว์ป่าในบางกอก

สัตว์ป่า ในบางกอก จากหลักฐานคำบอกเล่าและบันทึกของชาวต่างชาติ เช่น สังฆราชฌอง บัปติสตา ปาลเลอกัวซ์ บาทหลวงคาทอลิกชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงกรุงเทพฯ หรือบางกอกในยุคนั้นว่าเคยมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมและมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์  ภายในเวลาสองศตวรรษถึงราว 50 ปีที่ผ่านมา บริเวณที่เป็นเมืองหลวงของเรายังเคยมีจระเข้ชุกชุม มีโขลงช้างป่าออกมาหากินในทุ่งราบ ชาวบ้านยังล่ากวาง มีนกขนาดใหญ่อย่างกระเรียนพันธุ์ไทยและอีแร้ง เสือปลา นาก และอื่นๆ  ก่อนจะค่อยๆ หายไปในเวลาต่อมาจากเนื่องจากการล่าและการขยายตัวของชุมชน  ปัจจุบันเริ่มมีข่าวคราวการพบสัตว์บางชนิดตามธรรมชาติในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว เช่น นากใหญ่ขนเรียบ วาฬบรูด้า และลิงแสม ชมภาพจำลองของสัตว์ป่าในบางกอกเมื่อครั้งอดีตได้ ที่นี่    หมายเหตุ : ภาพสัตว์ป่าในบางกอกพัฒนาจากข้อมูลและภาพสไลด์ชุด “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” โดย ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ มูลนิธิโลกสีเขียว   อ่านเพิ่มเติม : ไพร่ฟ้าสามัญชน, ย้อนรอยสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทย ใน National Geographic

สำรวจโลก : ครึ่งหญิงครึ่งชาย

ครึ่งหญิงครึ่งชาย เรื่อง แพทริเซีย เอดมันด์ส โลกธรรมชาติเต็มไปด้วยสัตว์กะเทย (hermaphrodite) หรือสัตว์ที่รูปลักษณ์ภายนอกอาจดูเหมือนเพศผู้หรือเพศเมียแต่มีอวัยวะสืบพันธุ์ของทั้งสองเพศ ญาติของพวกมันที่เราพบเห็นได้น้อยกว่าคือ สิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างลักษณะสืบสายพันธุ์ของเพศผู้และเพศเมีย (gynandromorph) เช่นมีขนาดและสีสันของเพศหนึ่ง แต่มีอวัยวะสืบพันธุ์ของอีกเพศ แต่ที่หายากกว่านั้นคือพวกที่มีลักษณะของเพศผู้อยู่ข้างหนึ่งและของเพศเมียอยู่อีกข้างหนึ่ง แบ่งแยกกันตรงกึ่งกลาง เช่นผีเสื้อกะเทย (บน) จอช จอห์เนอร์ นักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการ อธิบายถึง “สิ่งที่นักวิทยา-ศาสตร์ส่วนใหญ่ตั้งสมมุติฐาน” เกี่ยวกับการเกิดความผิดปกติเหล่านี้ กล่าวคือ โครโมโซมเพศของผีเสื้อกลับกันกับของมนุษย์ เพศผู้มีโครโมโซมเหมือนกันสองตัว (แซดแซด – ZZ) ส่วนเพศเมียมีโครโมโซมต่างกัน (แซดดับเบิลยู – ZW) บางครั้งไข่ของเพศเมียมีสองนิวเคลียส คือ แซดและดับเบิลยู เมื่อไข่ได้รับ “การผสมสองครั้ง” จากสเปิร์มแซดของเพศผู้ เอ็มบริโอที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพศผู้และเพศเมียอย่างละครึ่ง จอห์เนอร์บอกและเสริมว่า ผีเสื้อกะเทยในห้องปฏิบัติการของเขาพยายามวางไข่ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ น่าจะเป็นเพราะความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นแม้ว่าสายพันธุ์ของพวกมันจะมีส่วนผสมของสีสันอันน่าตื่นตา แต่ก็ไม่อาจตกทอดไปสู่ลูกหลานได้ P A P I L I O G L A […]