บรรพบรุษโบราณของแมงมุมมีหาง - National Geographic Thailand

บรรพบรุษโบราณของแมงมุมมีหาง

บรรพบรุษโบราณของแมงมุมมีหาง

เมื่อ 100 ล้านปีก่อน เจ้าสัตว์ตัวจิ๋วแปดขากำลังคลืบคลานผ่านผืนป่าดงดิบที่ปัจจุบันกลายมาเป็นพื้นที่ของประเทศเมียนมา ด้วยความยาวเพียงไม่ถึงนิ้ว เจ้าแมงมุมโบราณตัวนี้มีอวัยวะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับแมงมุมสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของขา อวัยวะที่ใช้ในการพ่นใย แต่สิ่งที่ทำให้มันพิเศษก็คือ หางยาวที่เต็มไปด้วยเส้นขน

เชื่อกันว่าแมงมุมโบราณนี้อาศัยอยู่ตามเปลือกไม้ ในช่วงกลางยุคครีเทเชียส แต่แล้วยางของต้นไม้ก็เกิดไหลท่วมตัวมันเข้า ส่งผลให้ซากศพของมันถูกเก็บรักษาไว้ในอำพันนานเป็นเวลาหลายล้านปี จนในที่สุดอำพันก้อนดังกล่าวก็มาอยู่ในมือของ Paul Selden นักบรรพชีวินวิทยา ผู้รายงานเกี่ยวกับการค้นพบแมงมุมโบราณนี้ลงในวารสาร Ecology & Evolution เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ว่าแต่ทำไมญาติอันเก่าแก่ของแมงมุมรุ่นใหม่ถึงต้องมีหางด้วย แล้วมันเข้าไปอยู่ในอำพันได้อย่างไร และทุกวันนี้ยังมีแมงมุมลักษณะนี้หลงเหลืออยู่หรือไม่?

มุมมองจากทางด้านหลังของ Chimerarachne yingi specimen
ภาพถ่ายโดย COURTESY OF UNIVERSITY OF KANSAS, KU NEWS SERVICE

 

บรรพบรุษจากยุคโบราณ

ฟอสซิลในอำพัน 4 ชิ้นได้มาจากเหมืองทางตอนเหนือของเมียนมา เจ้าสิ่งมีชีวิตดังกล่าวยังไม่อาจเรียกได้เต็มปากว่ามันคือแมงมุม “Chimerarachne yingi” ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมันได้แรงบันดาลใจมาจากสัตว์ลูกผสมในตำนาน ไคเมร่า เนื่องจากมันมีลักษณะของสัตว์หลายชนิดอยู่ในตัว

สิ่งมีชีวิตโบราณผู้เป็นบรรพบรุษของแมงมุมสมัยใหม่นี้ดูละม้ายคล้ายคลึงกับแมงมุมปัจจุบันในวงศ์ Liphistiidae ซึ่งปัจจุบันมีถิ่นอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, จีน และญี่ปุ่น แมงมุมในวงศ์นี้มีจำนวนมากถึง 100 สายพันธุ์ โดยเป็นแมงมุมขนาดกลาง

 


คุณกลัวแมงมุมหรือคุณเรียนรู้ว่าต้องกลัวแมงมุม?

ความกลัวงูและแมงมุมติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดหรือไม่?


 

เจ้าแมงมุมโบราณตัวนี้มีลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงกับแมงมุมสมัยใหม่ ลักษณะที่ว่าเช่น เขี้ยว, หนวดที่ใช้รับความรู้สึก รวมไปถึงขาทั้งสี่ข้างที่ใช้ในการเดิน พวกมันสามารถพ่นใยออกมาจากด้านหลังลำตัวได้ โดยที่ขณะนี้เองนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แน่ใจว่าพวกมันมีใยไว้สำหรับใช้ทำอะไร ในแมงมุมสมัยใหม่ใยของพวกมันนอกจากใช้สำหรับดักจับเหยื่อแล้ว ยังใช้นำทางกลับสู่รังอีกด้วย ส่วนสำหรับฟอสซิลแมงมุมโบราณตัวนี้ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าใยของมันอาจมีไว้สำหรับห่อหุ้มไข่

 

เรื่องแนะนำ

World Update: ความตายที่ยังไม่ได้รับคำตอบของช้าง 400 เชือกในบอตสวานา

ความตายที่ยังไม่ได้รับคำตอบของช้าง 400 เชือกในบอตสวานา เดือนมีนาคมปี 2020 มีช้างในบอตสวานาตายอย่างลึกลับ 44 ตัว หลังจากนั้น กลางเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน นักอนุรักษ์ตรวจนับซากศพที่กระจัดกระจายในพื้นที่ 7,770 ตารางกิโลเมตรได้มากกว่า 350 ซาก และเดือนมกราคม จำนวนช้างที่ตายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 450 ตัว กระนั้น เราก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการตายจนตอนนี้ การสูญเสียของช้างแอฟริกาเป็นเรื่องที่น่าตระหนก เนื่องจากจำนวนที่เคยมีอยู่กว่าหนึ่งล้านตัวเหลือเพียง 415,000 ตัวจากการลักลอบฆ่าเพื่อเอางาช้าง และตอนนี้พวกมันยังต้องเผชิญภัยคุกคามทั้งจากมนุษย์ ที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม รวมทั้งสาเหตุการตายลึกลับนี้ ซึ่งในบอตสวานามีช้างทั้งหมดเพียง 130,000 ตัว การตายจำนวนหลายร้อยนี้จึงน่าตกใจไปทั่วโลก ด้วยแรงกดดันจากนานาชาติ ทางการบอตสวานาระบุว่าผู้ร้ายคือ ‘ไซยาโนแบคทีเรียนิวโรทรอกซิน(cyanobacteria neurotoxins)’ สารพิษที่ถูกปล่อยออกมาจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่บานในน้ำนิ่งและอุดมด้วยสารอาหาร มันจะโจมตีระบบประสาทหากสิ่งมีชีวิตกลืนเข้าไป แต่การทบทวนเอกสารและการสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูลกว่า 14 เดือนของเนชั่นเนลจีโอกราฟิกพบว่าคำตอบที่ได้นั้นไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร “การวินิจฉัยสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้ไม่ควรถูกกำหนดโดยนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการเพียงคนเดียวที่ใช้การวิจัยเพียงชุดเดียว” มมาดี รูเบน (Mmadi Reuben) สัตวแพทย์ของแผนกสัตว์ป่ากล่าว เขาเสริมว่าผู้สืบสวนของรัฐบาลไม่ได้ใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อจากช้างและน้ำตัวอย่างจากแหล่ง แต่กลับใช้ข้อมูลจากการตรวจสอบของห้องปฏิบัติการ อาการ การวิเคราะห์ทางพันธุกรรม และอื่น ๆ จนสรุปเป็นคำตอบว่าช้างถูกโจมตีทางระบบประสาท […]

เต่าทะเล : หยัดยืนได้อีกนานเพียงใด

เต่าทะเลแยกสายวิวัฒนาการจากเต่าบกเมื่อกว่า 100 ล้านปีมาแล้ว พวกมันรอดชีวิตจากดาวเคราะห์น้อยที่ล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์มาได้ และผ่านการสูญพันธุ์ทางทะเลเมื่อสองล้านปีก่อนที่ทำให้เครือญาติของมันหายไปกว่าครึ่ง ทุกวันนี้ เราพบเต่าทะเลได้ตามชายหาดในทุกทวีป ยกเว้นแอนตาร์กติกา และมีเต่าแหวกว่ายอยู่ในน่านน้ำเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก ถึงกระนั้น ภัยคุกคามใหม่ๆ โดยเฉพาะจากมนุษย์กำลังท้าทายความสามารถในการปรับตัวของพวกมัน

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งบุรีรัมย์ ที่ฟื้นคืนฝูงนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่การฟื้นคืนฝูง นกกระเรียน พันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์ และทำให้ชาวบ้านหันมาทำนาอินทรีย์กันทั้งชุมชน โลกของเรามี นกกระเรียน 15 ชนิด ตั้งแต่นกกระเรียนพันธุ์ยุโรป นกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย นกกระเรียนพันธุ์ออสเตรเลีย นกกระเรียนกู่แห่งทวีปอเมริกา มาจนถึงนกกระเรียนพันธุ์ไทย (Eastern Sarus Crane) ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุด เมื่อโตเต็มวัย โดยมีความสูงถึง 1.8 เมตร จึงนับเป็นนกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อนกกระเรียน แล้วรู้หรือไม่ว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย เคยสาบสูญไปจากธรรมชาติเมืองไทยนานถึง 50 ปี แต่ตอนนี้พวกมันได้กลับมาแล้ว ซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเหล่านักอนุรักษ์ และชาวนาแห่งอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ใน ‘โครงการการปล่อย นกกระเรียน พันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ’ เมื่อ 50 ปีก่อน บริเวณนี้คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งอยู่อาศัยตามธรรมชาติอันสมบูรณ์ของเหล่านกกระเรียน มาวันนี้เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหนองน้ำกลายเป็นทุ่งนา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านถูกชี้วัดด้วยผลผลิตข้าวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ฉะนั้นการกลับมาของฝูงนกกระเรียนจึงเป็นความท้าทายของทั้งนกและคน ความท้าทายของการเพาะพันธุ์นกกระเรียน เลี้ยงดูให้เติบโตอและเตรียมความพร้อมให้พวกมันออกไปใช้ชีวิตได้ตามธรรมชาติว่ายากแล้ว แต่การทำงานร่วมกับชาวบ้านเจ้าของที่นาในปัจจุบันนั้นยากยิ่งกว่า เพราะความสำเร็จของภารกิจนี้คือ นกต้องอยู่รอดได้ด้วยตัวเองในธรรมชาติ ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนจึงต้องเข้าใจและเต็มใจทำมาหากิน ไปพร้อมกับนกกระเรียนที่มาหากินและอยู่อาศัยในพื้นที่นาของตัวเอง จากจุดเริ่มต้นโครงการ ใน พ.ศ. […]

ฉลามครีบดำว่ายน้ำระยะทางไกลเพื่อจับคู่

ฉลามครีบดำ ว่ายน้ำระยะทางไกลเพื่อจับคู่ ทุกๆ ปี ฝูงฉลามครีบดำจำนวนหลายหมื่นตัวจะอพยพครั้งใหญ่จากน่านน้ำในฟลอริดาไปยังน่านน้ำในนอร์ทแคโลไรนา เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ โดยมีประจักษ์พยานสำคัญคือ Stephen Kajiura นักชีววิทยาทางทะเล จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา แอตแลนติก ผู้เฝ้าสังเกตเหตุการณ์นี้มานานกว่า 15 ปี ตัวเขาและทีมนักวิจัยติดตามการอพยพของพวกมันด้วยการเก็บข้อมูลจำนวนประชากร สถานที่ปลายทางของการอพยพ และข้อมูลอื่นๆ ด้วยถ่ายทางอากาศ Kajiura สามารถตามรอยการเดินทางของพวกมันได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งจากในวิดีโอที่คุณผู้อ่านจะได้ชมนี้ คือกลุ่มของฉลามครีบดำกลุ่มหนึ่งจำนวน 15,000 ตัว ตลอดระยะเวลาหลายปีของการวิจัย Kajiura พบว่าจำนวนของฉลามเหล่านี้ลดลงถึง 1 ใน 3 อันเนื่องมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตในทะเลกว่า 99% โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปลา พวกมันเป็นสัตว์ที่มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิของน้ำมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้สร้างความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปีจะยิ่งลดจำนวนของฉลามเหล่านี้ลง   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลฟันเมกาโลดอนถูกขโมย