เหมียวหง่าว ทาสแมวรู้ไหมเจ้านายกำลังบอกอะไร? - National Geographic Thailand

เหมียวหง่าว ทาสแมวรู้ไหมเจ้านายกำลังบอกอะไร?

เหมียวหง่าว ทาสแมวรู้ไหมเจ้านายกำลังบอกอะไร?

บรรดาทาสแมวทราบหรือไม่ว่าเสียงร้องเหมียวๆ ของเจ้านายคุณกำลังสื่ออะไร นักวิทยาศาสตร์จากสวีเดนพยายามค้นหาความหมายเบื้องหลังเสียงร้องของแมวเหล่านี้ ด้วยการหารูปแบบของเสียงร้องที่คล้ายคลึงกันในแมวจากหลายสถานที่

นี่แมวของฉันกำลังหิวหรือหิวมากๆ ? แม้ว่าคุณจะไม่อาจทราบได้ แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีการที่คุณพูดคุยกับแมวของคุณนั้น ก็จะมีผลต่อวิธีการที่แมวส่งเสียงเป็นปฏิกิริยาตอบกลับมาเช่นกัน ในงานวิจัยครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบเสียงร้องของแมวจากสองภูมิภาคในสวีเดน ซึ่งผู้คนพูดภาษาถิ่นแตกต่างกัน พวกเขาต้องการหาคำตอบว่าแมวที่อาศัยอยู่ต่างสถานที่ และได้รับอิทธิพลจากเสียงของเจ้าของต่างกันนั้นจะมีเสียงร้องที่ต่างกันด้วยหรือไม่? และคำตอบคือใช่!

ในอนาคตพวกเขาจะยังค้นวิจัยกันต่อไป ยังมีแมวอีกหลายมุมโลกที่พร้อมร้องให้ฟัง โดยคาดหวังว่างานวิจัยครั้งนี้จะช่วยให้บรรดาทาสแมวเข้าใจว่าเจ้านายของเขานั้นกำลังบอกอะไร

 

อ่านเพิ่มเติม

สุนัขหรือแมว ใครกันแน่ที่ฉลาดกว่า?

เรื่องแนะนำ

อาณาจักรที่หดหาย ของเสือจากัวร์

อาณาจักรที่หดหายของ เสือจากัวร์ ศิษย์ของอาจารย์ฮวน ฟลอเรส  ถือถ้วยพลาสติกใบเล็กที่มีใบผ่านเข้าสู่โลกแห่งจิตวิญญาณของ เสือจากัวร์ มาให้ผม ในนั้นมี “ลา เมดีซีนา” สมุนไพรสีน้ำตาลข้นที่เคี่ยวจากใบชากรูนาและเถาอะยาวัสกานานสองวันและกรอกใส่ขวดน้ำเก่าๆไว้  ตอนเริ่มพิธี อาจารย์ฮวนปลุกเสกยาหม้อนี้ด้วยการพ่นควัน มาปาโช หรือใบยาสูบป่าของแอมะซอน จากนั้นก็เริ่มรินยาปริมาณเล็กน้อยใส่จอกเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคน พวกเรา 28 คน ซึ่งมาจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา และเปรู  ล้วนมุ่งหน้ามาเพื่อค้นหาบางสิ่ง ณ ค่ายพักห่างไกลแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่กลางผืนป่าแอมะซอนในเปรู บางคนหวังจะพบหนทางรักษาโรคร้าย บางคนแสวงหาเส้นทางชีวิต บางคนแค่อยากแย้มมองอีกโลกหนึ่งอันเป็นซอกมุมสุดลี้ลับของบริเวณที่อลัน ราบิโนวิตช์ เรียกรวมๆว่า “ฉนวนวัฒนธรรมจากัวร์” พื้นที่นี้ครอบคลุมถิ่นอาศัยและเส้นทางอพยพซึ่งแพนเทอรา (Panthera) องค์กรอนุรักษ์ของเขา  กำลังพยายามปกป้องเพื่ออนุรักษ์เสือจากัวร์ที่คาดว่ามีอยู่ราว 100,000 ตัว และความหลากหลายทางพันธุกรรมของพวกมันเอาไว้ สมุนไพรถูกส่งไปเงียบๆท่ามกลางเสียงรินไหลของสายน้ำที่มีไอจางๆ ลอยอ้อยอิ่งในอากาศเย็นยามค่ำคืน เมื่อศิษย์ของอาจารย์ฮวนเดินมาหยุดข้างหน้า ผมก็คุกเข่าลง ศิษย์คนหนึ่งส่งจอกให้ อีกคนยืนถือแก้วน้ำเปล่ารออยู่ ผมลังเล นึกถึงคำพูดที่ กูรันเดโร หรือหมอผีชื่อดังนามดอน โฮเซ กัมโปส บอกผมในปูกัลล์ปา เมืองท่าอันวุ่นวายของเปรู ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น […]

วิลเดอบีสต์ตัวน้อยวิ่งตามรถ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ของมัน

คลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกไว้โดย Zaheer และ Asma Ali ขณะที่ทั้งคู่กำลังขับรถผ่านอุทยาน Kgalagadi ในแอฟริกาใต้ ลูกวิลเดอบีสต์ตัวหนึ่งวิ่งตามรถยนต์คันสีฟ้าข้างหน้า และเมื่อรถคันดังกล่าวมันก็หยุดด้วย พร้อมคลอเคลียอยู่ข้างรถยนต์ไม่ห่าง เหตุผลที่ลูกสัตว์ตัวน้อยนี้วิ่งตามรถยนต์น่าจะเป็นเพราะขนาดใหญ่ของรถยนต์ Zaheer ให้ความเห็นกับหนังสือพิมพ์ Citizen ของแอฟริกาใต้ เนื่องจากในธรรมชาติวิลเดอบีสต์จะอยู่รวมกันเป็นฝูง และมันมักจะวิ่งตามบางวัตถุขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ จากสัญชาตญาณของการตามหัวหน้าฝูง ในช่วงหนึ่งของวิดีโอจะเห็นว่าลูกวิลเดอบีสต์พยายามเลียรถยนต์คันสีฟ้านี้ นั่นทำให้เดาได้ว่าเจ้าวิลเดอบีสต์นี้คงคิดว่าวัตถุดังกล่าวเป็นแม่ของมัน นับเป็นเคราะห์ดีของลูกสัตว์ หลัง Ali พยายามไล่ให้มันลงไปจากถนน เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ วิลเดอบีสต์ตัวหนึ่งก็เข้ามาได้จังหวะพอดี และลูกสัตว์ตัวน้อยก็เปลี่ยนความสนใจไปตามวิลเดอบีสต์ตัวเต็มวัยแทน และเมื่อมันได้กลับเข้าฝูงอีกครั้งมันก็ตรงปรี่ไปหาแม่เพื่อดื่มนมจากเต้า ลูกวิลเดอบีสต์จะอยู่ติดกับฝูงตลอดเวลา การมีสัตว์ตัวใหญ่อยู่รายรอบจะช่วยปกป้องมันจากผู้ล่าอย่างสิงโต หรือเสือชีต้า แม่วิลเดอบีสต์จะตกลูกครั้งละ 1 ตัว ในแต่ละปีจะมีลูกวิลเดอบีสต์เกิดใหม่ประมาณ 500,000 ตัว พวกมันเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นเดินได้เองในเวลาไม่กี่นาทีหลังคลอด ฤดูตกลูกของวิลเดอบีสต์จะเกิดขึ้นก่อนการอพยพครั้งใหญ่ประจำปี ในช่วงเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน เมื่อพวกมันเดินเท้าแสวงหาทุ่งหญ้าที่เขียวขจีกว่าเก่า โดยการอพยพของวิลเดอบีสต์เป็นหนึ่งในการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดของเหล่าสรรพสัตว์บนโลกใบนี้   อ่านเพิ่มเติม : ก็แค่อยากเล่นด้วย!, มาเป็นแม่ให้พวกเราหน่อย!

เสียงเพรียกจากมวลบุปผา

ความสร้างสรรค์ระหว่างธรรมชาติไม่มีที่สิ้นสุดดังจะเห็นได้จากกรณีของค้างคาวกินนํ้าต้อยและเถาไม้เลื้อยที่ผลิดอกยามคํ่าคืน ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเขตร้อนลุ่มตํ่าของอเมริกากลาง ค้างคาวลิ้นยาวสีนํ้าตาล (Glossophaga commissarisi) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีปีกตัวเล็กจ้อยที่มีขนาดร่างกาย ไม่ใหญ่กว่านิ้วโป้ง และโผบินท่ามกลางมวลดอกหมามุ่ย (Mucuna holtonii) เพื่อลิ้มเลียนํ้าต้อยเฉกเช่นนกฮัมมิงเบิร์ดและแมลงภู่ โดยผสมเกสรเป็นการแลกเปลี่ยน ในเวลากลางวัน ดอกได้อวดสีสันสดใส แต่ในยามคํ่าคืน กระทั่งเฉดสีสุกสว่างที่สุดก็ยังซีดจางในแสงจันทร์ ดอกหมามุ่ยจึงต้องหันไปพึ่งเสียงเพื่อดึงดูดค้างคาว ที่สถานีชีววิทยาลาเซลวาทางเหนือของคอสตาริกา เถาหมามุ่ยเก่าแก่ที่ยังงอกงามเลื้อยกระหวัดถักทอเป็นเพดานใบไม้เหนือที่ว่างในป่า และทอดกิ่งเขียวยาวที่มี ดอกหมามุ่ยนับสิบ ๆ ดอกลงสู่เบื้องล่าง เมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ ดอกตูมของเถาหมามุ่ยเตรียม แต่งองค์ทรงเครื่องรอรับค้างคาว เริ่มจากกลีบดอกสีเขียวอ่อนด้านบนสุดที่หุ้มดอกตูมอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นในแนวตั้ง ราวกับไฟส่งสัญญาณวับวาม ถัดจากกลีบส่งสัญญาณนี้ ลงไปเป็นกลีบด้านข้างเล็ก ๆ สองกลีบที่สยายออกราวกับปีก เผยให้เห็นร่องด้านบนของฝักถั่วอันเป็นที่มาของกลิ่นคล้ายกระเทียมโชยอ่อนไปไกลเย้ายวนให้ทาสติดปีกรุดมาเยือน ค้างคาวใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นเครื่องมือในการระบุสิ่งกีดขวางหรือเป้าหมาย พวกมันใช้เส้นเสียงสร้างเสียงที่สั้น รัว ส่งผ่านรูจมูกหรือปาก และตีความรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมายังหูที่ไวต่อเสียง ข้อมูลที่กลับเข้ามาได้รับการประมวลอย่างรวดเร็วและ ต่อเนื่อง ช่วยให้ค้างคาวสามารถปรับเส้นทางการบินกลางอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว ค้างคาวส่วนใหญ่กินแมลงเป็นอาหาร พวกมันมักส่งสัญญาณเสียงอันทรงพลัง ครอบคลุมระยะทางไกล ๆ ขณะที่ค้างคาวกินนํ้าต้อยส่งสัญญาณเสียงที่แผ่วเบา แต่ ซับซ้อนกว่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การกลํ้าความถี่ (frequency modulation) สัญญาณอย่างหลังนี้ชดเชย […]

ค้างคาวแฝดตัวติดกันถูกพบในป่าของบราซิล

เรื่อง เชียนา มอนทานารี ในบางครั้งสองหัวก็ไม่ได้ดีกว่าหัวเดียวเสมอไป ค้างคาวฝาแฝดตัวติดกันนี้ทั้งสองเป็นเพศผู้ ถูกพบใต้ต้นมะม่วง ภายในป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล เมื่อปี 2001 ผู้ที่พบมันเล่าว่าเจ้าค้างคาวตัวนี้เสียชีวิตแล้วในตอนนั้น เขาจึงบริจาคมันให้กับมหาวิทยาลัยรีโอเดจาเนโรเพื่อทำการศึกษา และเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผลการศึกษาได้ถูกเผยแพร่โดย Marcelo Nogueira “เราเชื่อว่าแม่ของค้างคาวแฝดตัวนี้ห้อยตัวอยู่บนต้นไม้ ในตอนที่ให้กำเนิดลูกทั้งสอง” Nogueira อธิบาย น่าประหลาดใจที่ตัวอย่างของค้างคาวตัวติดกันที่ถูกพบนี้ นับเป็นตัวอย่างที่ 3 แล้ว แต่ปรากฏการณ์เกิดฝาแฝดตัวติดกันในสัตว์ยังคงนับเป็นเรื่องหาได้ยาก เมื่อเทียบกับในมนุษย์ เนื่องจากมีสัตว์จำนวนน้อยที่จะรอดชีวิต ในมนุษย์การเกิดกรณีของแฝดตัวติดกันมีความเสี่ยงถึง 80% ต่อชีวิต ส่วนในสัตว์เมื่อปราศจากความช่วยเหลือทางการแพทย์แล้วอัตราความเสี่ยงจึงสูงกว่านี้ ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของฝาแฝดตัวติดกัน พบว่าสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จำนวน 1 ใน 200,000 คน ด้านนักวิจัยเชื่อว่า ลูกแฝดค้างคาวคู่นี้เป็นค้างคาวที่เพิ่งเกิดใหม่ โดยดูจากลักษณะทางกายภาพ พวกเขาสันนิษฐานว่าพวกมันอาจตายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ หรือตายขณะคลอด จากรกที่ยังคงติดอยู่กับตัวพวกมัน ผลเอ็กซเรย์แสดงให้เห็นว่า พวกมันมีคอและหัวแยกออกจากกัน แต่ใช้กระดูกสันหลังร่วมกัน ร่างกายของทั้งคู่มีขนาดๆ เท่ากัน และแต่ละตัวมีหัวใจของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ นอกเหนือจากเป็นเรื่องแปลกประหลาดแล้ว Nogueria อธิบายว่า การศึกษาพวกมันจะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาของตัวอ่อนค้างคาวมากขึ้น “พวกเราหวังว่ากรณีนี้จะช่วยให้เราเข้าใจพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์ค้างคาวมากขึ้น […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.