ชาวมายาเลี้ยงหมาแมวขายเพื่อบูชายัญตั้งแต่ก่อนคริสตกาล - National Geographic Thailand

ชาวมายาเลี้ยงหมาแมวขายเพื่อบูชายัญตั้งแต่ก่อนคริสตกาล

ชาวมายาเลี้ยงหมาแมวขายเพื่อบูชายัญตั้งแต่ก่อนคริสตกาล

ฟันและกระดูกจากแหล่งโบราณคดีมายาอายุ 3 พันปีในกัวเตมาลา มีหลักฐานยุคแรกในทวีปอเมริกาเกี่ยวกับการค้าและการจัดการสัตว์  การค้นพบดังกล่าวเปิดเผยว่าพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบูชายัญสัตว์ที่ถูกจับมาอาจมีบทบาทสำคัญในพัฒนาการของสังคมมายา

ในหลายภูมิภาค การเลี้ยงสัตว์มีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูเมืองและสังคม เช่น วัฒนธรรมยุโรปและเอเชียเริ่มเลี้ยงสัตว์อย่างหมูเป็นอาหารมายาวนานถึง 9 พันปี

แต่ในเมโสอเมริกาโบราณไม่ได้เป็นอย่างนั้น เมื่อหลักฐานแสดงให้เห็นว่ากลุ่มต่างๆ เช่นชาวมายาเพาะปลูกพืชแต่เลี้ยงสัตว์น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นหมาและไก่งวง  สังคมมายาพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งที่ปราศจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มาพร้อมกับการจัดการสัตว์

นักวิจัยวิเคราะห์ซากสัตว์ 46 ชนิด จากเมือง Ceibal ซึ่งมีทั้งสุนัข กวาง และมาร์เกย์ (ภาพด้านบน) PHOTOGRAPH BY JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK

จากงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences นักวิจัยตรวจสอบกระดูกและฟันที่ขุดค้นได้จากเมืองซีบัลในกัวเตมาลา  แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีหลักฐานชิ้นแรกๆ ของพิธีกรรมชาวมายา  ทีมวิจัยพบกระดูกกับฟันของสุนัขและแมวรอบตลาดกลางของเมือง ซึ่งมีอายุย้อนไปถึง 700-350 ปีก่อนคริสตศักราช

ทีมนักวิจัยทดสอบซากเพื่อกำหนดสัดส่วนของไอโซโทปหลากหลายแบบที่มีอยู่  ระดับคาร์บอนไอโซโทปที่สูงกว่าแสดงว่าสัตว์เหล่านี้กินข้าวโพดที่คนปลูกปริมาณมากในระหว่างช่วงชีวิตของพวกมัน ในขณะที่ระดับคาร์บอนไอโซโทปที่ต่ำกว่าแสดงว่าสัตว์กินพืชป่า  การวิเคราะห์เปิดเผยว่าซากสุนัขทั้งหมดที่มีระดับคาร์บอนไอโซโทปสูง ถูกเลี้ยงด้วยข้าวโพดเป็นหลัก  ส่วนซากของแมวใหญ่ตัวหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นจากัวร์ ก็กินอาหารชนิดเดียวกัน  ส่วนแมวอื่นๆ ที่พบหลังจากขุดค้นเพิ่มเติมที่ซีบัล พบว่ากินสัตว์ในป่าใกล้เคียงเป็นอาหาร

พื้นที่ประวัติศาสตร์มายาในเมือง Ceibal ประเทศกัวเตมาลา มีหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงการประกอบพิธีกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาค ภาพถ่ายโดย PHOTOGRAPH BY STUART BAY, ALAMY

จากการตรวจสอบเอกลักษณ์จากไอโซโทปพบว่าซากสัตว์ 44 จาก 46 ชุดเป็นของสัตว์ที่เกิดในท้องถิ่น ในขณะที่สุนัขอีกสองตัวมาจากภูเขาแถบที่แห้งแล้งที่ไกลจากตอนใต้ของที่ราบต่ำของซีบัล  สุนัขตัวหนึ่งที่มาจากที่อื่นกับแมวใหญ่ถูกฝังในหลุมใต้ตึกในศูนย์พิธีกรรมของซีบัลราว 400 ปีก่อนคริสตศักราช

ผลการศึกษาพบว่าสัตว์เหล่านี้ถูกใช้ในพิธีกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างที่ซีบัลกำลังกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของภูมิภาค  ในขณะที่ชาวมายาไม่ได้ใช้สัตว์ต่างๆ ในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของการทำเกษตร แต่การทำการค้าและเลี้ยงสัตว์เพื่อประกอบพิธีก็ทำให้เศรษฐกิจและการเมืองเจริญได้ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอารยธรรมมายาด้วย

“ในเอเชีย แอฟริกา และยุโรป การจัดการสัตว์มักเกิดควบคู่กับการพัฒนาของเมือง” แอชรีย์ ชาร์ป นักโบราณคดีจากสถาบันวิจัยเขตร้อนสมิทโซเนียน ผู้ร่วมวิจัยกล่าว “แต่ในทวีปอเมริกา คนมักเลี้ยงสัตว์เพื่อบูชายัญในพิธีกรรม  ความเจริญของเมืองไม่จำเป็นต้องมาจากการทำปศุสัตว์เท่านั้น”

เรื่อง คริสติน โรมี

ภาพถ่าย สจวร์ต เบย, ALAMY

 

อ่านเพิ่มเติม

ค้นพบอาณาจักรมายาซ่อนตัวใต้ผืนป่ากัวเตมาลา

เรื่องแนะนำ

นากโบราณขนาดเท่าหมาป่า มีแรงกัดมหาศาล

เรื่อง เจสัน จี.โกลด์แมน เมื่อ 6 ล้านปีก่อน นากน้ำหนักประมาณร้อยปอนด์เที่ยวเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ซึ่งปัจจุบันคือทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แตกต่างจากนากในปัจจุบันที่ใช้ก้อนหินทุบเปลือกหอยเม่นตามอ่าวแปซิฟิกทางตอนเหนือของอเมริกาหรือในเอเชีย สิ่งมีชีวิตโบราณเหล่านี้ทำลายเปลือกหอยด้วยกรามอันแข็งแรงของพวกมัน ขอเชิญพบกับ  Siamogale melilutra บรรพบรุษของนากที่ถูกค้นพบในมณฑลยูนนานของจีน และเรื่องราวของมันเพิ่งจะถูกเปิดเผยเมื่อต้นปี 2017 ที่ผ่านมา ในผลการศึกษาใหม่ ทีมนักวิจัยตรวจสอบฟอสซิลขากรรไกรของมัน และตั้งข้อสันนิษฐานว่าพวกมันอาจเป็นนักล่ากลุ่มสุดท้ายจากปลายยุคไมโอซีน ที่มีขากรรไกรแข็งแรงสำหรับการบดเคี้ยว ซึ่งช่วยให้มันล่าอาหารได้หลากหลายมากขึ้น “เราคิดว่ามันอาจล่าพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีเปลือก แต่ระดับความสามารถในการหาอาหารของพวกมันขณะนี้ เรามองเห็นแค่ความเป็นไปได้จากนากที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น” Z. Jack Tseng หัวหน้าการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก เมืองบัฟฟาโลกล่าว การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ฉายให้เห็นวิถีชีวิตของนากโบราณ แต่ยังช่วยไขปริศนาของพฤติกรรมนากในปัจจุบันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มันรู้จักใช้สิ่งของตามธรรมชาติมาเป็นเครื่องมือ ปัจจุบันนากถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่กินพวกสัตว์มีเปลือกอย่างปู, หอย, เม่นทะเล และพวกที่ล่าปลาเป็นอาหาร ในการจะเข้าใจการหากินของ Siamogale เจ้านากโบราณที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ Tseng และทีมงานของเขารวบรวมขากรรไกรและกระโหลกของนากจำนวน 10 ใน 13 สายพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติของนากโบราณขึ้นมาใหม่จากฟอสซิลของขากรรไกร เมื่อกล้ามเนื้อขากรรไกรขยับ พลังงานจะถูกส่งผ่านมายังกระดูกและฟัน […]

วันโชคดีของงูในท้อง

เมื่องูที่ถูกเขมือบซึ่งเกือบจะหายเข้าไปในท้องของงูอีกตัว เอาชีวิตรอดออกมาได้อย่างคาดไม่ถึง เรื่อง  คริสตินา นูเนซ 29 พฤษภาคม  2017: ฉากที่เกิดขึ้นข้างถนนในรัฐเทกซัสกลายเป็นเหตุการณ์ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” สำหรับคริสโตเฟอร์ เรโนลด์สและภรรยา งูขนาดเขื่องตัวหนึ่ง (ยังไม่ทราบชนิดแน่ชัด) ซุกตัวอยู่ใต้ร่มไม้โดยมีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากปาก ไม่นานหลังจากเรโนลด์สเริ่มใช้กล้องบันทึกภาพ เจ้างูตัวนั้นก็เริ่มขย้อนงูอีกตัวหนึ่งออกมา และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ เจ้างูที่ถูกกินยังมีชีวิตอยู่เสียด้วย เรย์โนลด์สสันนิษฐานว่า การปรากฏตัวและจับจ้องของมนุษย์อาจทำให้เจ้างูสีดำเกิดความเครียดจนยอมสละอาหารมื้อนี้และล่าถอยไป เขาพูดทีเล่นทีจริงว่า นี่คงเป็น “วันโชคดีแบบสุดๆ” ของเจ้างูที่เป็นเหยื่อ แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า งูทั้งสองชนิดในภาพคืองูอะไร แต่พฤติกรรมลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นและมีผู้บันทึกภาพไว้หลายครั้ง  เช่น งูเหลือมในอินเดียขย้อนแอนทิโลปทั้งตัวออกมา (ชมวิดีโอเพิ่มเติมได้ที่ Watch a Python Devour, Then Regurgitate, an Antelope) เรย์โนลด์สอาจพูดถูกที่ว่า การปรากฏตัวของเขาทำให้งูนักล่าตัวนี้ยอมสละอาหารมื้อใหญ่ เคนนีย์ คริสโก ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานและผู้จัดการด้านสัตว์จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฟลอริดา ซึ่งเคยให้ความเห็นกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เกี่ยวกับคลิปงูเหลือมขย้อนแอนทิโลปเมื่อปีที่แล้ว  บอกว่า พฤติกรรมลักษณะนี้ของงูถือเป็นกลไกป้องกันตนเอง (defense mechanism) งูเป็นสัตว์ที่ไม่เคี้ยวอาหาร พวกมันจึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการย่อยอาหารที่กลืนกินเข้าไป ทว่าในหลายกรณี […]

ทำไมเหล่า แรคคูน ถึงได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดผู้รอดชีวิตแห่งชุมชนเมืองของมนุษย์

แรคคูน หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายในประเทศแถบตะวันตกว่า “แพนด้าขยะ (Trash Panda)” มักเป็นที่รู้จักในฐานะนักป่วนเมืองที่มีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ที่น่าสนใจคือ ทำไมพวกมันถึงเก่งขนาดนั้น? ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 นักวิทยาศาสตร์สาชาจิตวิทยาสัตว์ชาวอเมริกันมีแผนการใหญ่ที่จะนำ แรคคูน ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉลียวฉลาดและมีจำนวนมากในอเมริกาเหนือเข้าไปในห้องทดลองเพื่อทดสอบสติปัญญาของพวกมัน แต่แล้วพวกเขาก็ต้องยอมแพ้ให้กับความฉลาดเป็นกรดของพวกมันที่สามารถใช้อุ้งเท้าซึ่งมีลักษณะเหมือนสัตว์จำพวกวานรหาวิธีออกจากกรงได้อย่างคล่องแคล่ว เหล่านักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “เราขอยอมแพ้แล้วกลับไปหาพวกหนูกับพิราบเหมือนเดิมดีกว่า” ซาร่าห์ เบนสัน แอมรัม นักนิเวศวิทยาเชิงพฤติกรรมที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียในแวนคูเวอร์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดต่อว่า “นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมพวกเราถึงรู้เรื่องของพวกแรคคูนแค่เพียงหยิบมือเท่านั้น” เจ้าสัตว์ที่หน้าตาดูเหมือนสวมหน้ากากตลอดเวลานี้เป็นที่รู้จักจนสามารถใช้เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์สินค้าซึ่งเป็นที่แพร่หลายเช่นแบรนด์ “Trash Panda” แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันกลับมีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับผู้คนในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพวกมันชอบรื้อและขุดคุ้ยถังขยะ บ้านเรือน หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของมนุษย์ การวิจัยของเบนสัน แอมรัม ชี้ให้เห็นว่าความฉลาดของพวกมันคือปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เผ่าพันธุ์ของพวกมันขยายตัวเข้ามาถึงเขตชานเมืองและชุมชนทั่วทวีปอเมริกาเหนือ เบนสันและเพื่อนร่วมทีมได้ใช้การทดลองหลายแบบเพื่อท้าทายความสามารถของแรคคูนไม่ว่าจะเป็นแรคคูนป่าหรือแรคคูนเลี้ยง เช่น การมอบภารกิจให้พวกมันเรียนรู้ที่จะดันคันโยกเพื่อรับขนม และในเกือบทุกครั้ง พวกมันแสดงการกระทำที่เหนือความคาดหมายของด้วยการใช้วิธีการแก้ปัญหาที่เหล่านักวิทยาศาสตร์คิดไม่ถึง ดังที่เบนสันกล่าวไว้ “พวกมันช่างน่าหลงใหลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในทุกๆ การศึกษาที่เราทำ ฉันรู้สึกตะลึงกับความอยากรู้อยากเห็นจนถึงความทะเยอทะยานของพวกมันขณะที่กำลังสำรวจสิ่งต่างๆ” ด้วยเหตุนี้เอง เบนสันและเพื่อนร่วมงานจึงร่วมกันเปิดโครงการสัตว์ป่าในเมือง (Urban Wildlife Project) ของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียที่พวกเขาพันปลอกคอจีพีเอส 30 อันไว้กับเหล่าแรคคูน และอีก 10 […]