อร่อยยกล้อ - เรื่องราวของ รถขายอาหาร (food truck) อันหลากหลายในสหรัฐฯ

อร่อยเหาะยกล้อ

เรื่อง  เดวิด บรินด์ลีย์
ภาพถ่าย เกิร์ด ลุดวิก

เวลาสี่ทุ่มของคืนวันเสาร์อันหนาวเย็นในลอสแอนเจลิส ผู้คนกว่า 30 ชีวิตสวมหมวกและผ้าพันคอฝ่าอุณหภูมิเก้าองศาเซลเซียสซึ่งนับว่าหนาวมากสำหรับนครแห่งนี้ มาเข้าแถวอยู่ริมทางเท้าหน้ารถสเตปแวน (step van)  ที่ดัดแปลงเป็นรถขายอาหารเคลื่อนที่หรือฟู้ดทรัก (food truck) เมื่อหน้าต่างด้านข้างรถเลื่อนเปิดออก ปรากฏการณ์อาหารฮอตฮิตในนาม “โคกิ บาร์บีคิว” (Kogi BBQ) ก็เข้าเกียร์พร้อมเสิร์ฟแล้ว

โคกิบาร์บีคิวโกยทั้งเงินทั้งกล่องตั้งแต่แจ้งเกิดเมื่อปี 2008 หลังสองเกลอหุ้นส่วนฟูมฟักไอเดียบรรเจิดในการรวมรสชาติของเนื้อย่างเกาหลีเข้ากับทาโกหรือแป้งห่อสไตล์เม็กซิกัน และขนขึ้นรถบรรทุกเล็กเร่ขายตามข้างถนนในลอสแอนเจลิส จะว่าไปแล้วรถขายอาหารไม่ใช่ของใหม่สำหรับเมืองนี้  แต่เป็นแหล่งขายอาหารราคาถูกที่หาซื้อได้ตามข้างถนนหรือไม่ก็ไซต์งานก่อสร้าง และผู้คนมักมองแบบเหยียดๆว่าเป็น “แผงแมงสาบ” ดังนั้นความคิดที่จะขายทาโกแนวเกาหลีในฟู้ดทรักจึงฟังดูเป็น “ไอเดียเพี้ยนๆ” ตามที่รอย ชอย ผู้ก่อตั้งโคกิบาร์บีคิว กล่าวไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาที่ชื่อ L.A. Son หรือ “ลูกชายของแอล.เอ”

สิ่งที่ทำให้โคกิบาร์บีคิวโด่งดังขึ้นมา คือการเป็นเจ้าแรกๆที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงลูกค้า ในตอนแรกทีมงานเล็กๆของโคกิขายอาหารให้บรรดานักเที่ยวกลางคืนที่มึนเมานอกไนต์คลับในย่านซันเซตบูเลอวาร์ด  แต่ไปได้ไม่ดีนัก จนกระทั่งทีมงานลองหันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเพิ่งเริ่มฮิตในช่วงนั้นโดยใช้ทวิตเตอร์  โคกิจะคอยส่งข่าวอัปเดตสถานที่ขายซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ กลุ่มลูกค้าคนเมืองวัยหนุ่มสาวติดโซเชียลมีเดียเริ่มติดตามรถโคกิ ภายในเวลาไม่กี่เดือน โคกิก็มีลูกค้าเพิ่มเป็นหลายร้อยคน นิตยสาร นิวส์วีก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ร้านอาหารไวรัลร้านแรกของอเมริกา” [viral – ปรากฏการณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่บางเรื่องเป็นที่รู้จักหรือพูดถึงอย่างรวดเร็ว] ปัจจุบันโคกิบาร์บีคิวมียอดผู้ติดตาม 132,000 คน เพิ่มรถขายอาหารเคลื่อนที่เป็นสี่คัน  อีกทั้งยังมีรถจอดอยู่กับที่หนึ่งคันที่สนามบินแอลเอเอกซ์ (LAX) ของลอสแอนเจลิส

น่าแปลกที่วิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯ เมื่อปี 2008 กลายเป็นสภาพการณ์ที่เอื้อต่อการบ่มเพาะอุปสงค์    และอุปทานของรถขายอาหารเคลื่อนที่  บรรดาพ่อครัวหัวป่าก์และผู้ประกอบการที่หลงใหลในธุรกิจอาหารสามารถเปิดกิจการได้โดยใช้เงินลงทุนเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของการเปิดร้านอาหาร  ขณะที่ผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้นยามที่เงินในกระเป๋าน้อยลง  โดยสามารถหาซื้ออาหารที่แตกต่างในแง่รสชาติและความคิดสร้างสรรค์ได้ในราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับอาหารตามภัตตาคารหรู สื่อสังคม ออนไลน์จึงกลายเป็นสื่อกลางที่เชื่อมต่อรถขายอาหารกับลูกค้า และก่อให้เกิดเป็นคลื่นลูกใหม่ในวงการอาหาร

ทุกวันนี้ รถขายอาหารที่จัดว่าค่อนข้างมีระดับหลายพันคันวิ่งตระเวนไปตามท้องถนนในเมืองใหญ่ๆ ตั้งแต่แซนแฟรนซิสโกลงไปถึงออสตินในรัฐเทกซัสและวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเร่ขายสารพัดสิ่ง ตั้งแต่แซนด์วิชกริลชีสสั่งได้ตามใจชอบ ลอบสเตอร์โรลล์หรูเลิศ  ไปจนถึงไอศกรีมโคนโฮมเมด  และป๊อปคอร์นคั่วใหม่ๆ สิ่งที่ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นแค่เทรนด์ไฟไหม้ฟางกลับเติบโตเป็นธุรกิจมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ฟู้ดทรักอเมริกันยังเคลื่อนทัพบุกไปถึงอิตาลีในงานแสดงสินค้าโลก (World’s Fair) ประจำปีนี้ที่มิลาน  โดยเปิดขายอาหารยอดนิยมต่างๆซึ่งแน่นอนว่ามีทาโกสูตรเกาหลีรวมอยู่ด้วย กระแสนี้ยังลามไปยังภูมิภาคอื่นๆของโลก ไม่เว้นแม้แต่ “แดนสวรรค์ของสตรีทฟู้ด” อย่างเมืองไทย

กระนั้น ธุรกิจที่กำลังรุ่งนี้ก็ไม่ใช่ของหมูๆ “ไม่ใช่อยู่ดีๆมีรถขายอาหารแล้วเงินจะไหลมาเทมานะครับ” เป็นคำเตือนจากปากของรอส เรสนิก ผู้ก่อตั้งโรมมิ่งฮังเกอร์ (Roaming Hunger) แอปพลิเคชั่นในสมาร์ตโฟนที่แสดงแผนที่ระบุตำแหน่งของรถขายอาหารหลายร้อยคันทั่วสหรัฐฯตามเวลาจริงหรือเรียลไทม์  “คุณต้องมีกลยุทธ์และแบรนด์ที่แข็งแกร่งครับ”

นอกจากแบรนด์ที่เด่นชัดและแตกต่างแล้ว จำนวนลูกค้าก็สำคัญ รถขายอาหารหลายคันจะไปจอดตามที่ที่มีคนเดินถนนพลุกพล่าน บางวันจะมีรถราวสิบคันจอดอยู่ที่ถนนวิลเชอร์บูเลอวาร์ดฝั่งตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะของลอสแอนเจลิสเคาน์ตีในช่วงพักกลางวัน การที่มีอาคารสำนักงานอยู่ฝั่งหนึ่งและพิพิธภัณฑ์อีกฝั่งหนึ่งทำให้รถขายอาหารได้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

กลับมาที่แผงของโคกิบาร์บีคิว กลางดึกคืนวันเสาร์ที่หนาวเหน็บคืนนั้น แถวค่อยๆขยับ แต่ลูกค้าใหม่ๆก็มาสมทบจนหางแถวยาวออกไปเรื่อยๆ  การเข้าคิวรอทำให้คนมีปฏิสัมพันธ์กัน คนแปลกหน้าเริ่มเปิดบทสนทนา คู่รักหนุ่มสาวจากคลีฟแลนด์ที่มาเที่ยวแคลิฟอร์เนียบอกว่า พวกเขาขับรถสองชั่วโมงเพื่อมาต่อแถว อีกคู่ซึ่งอยู่ข้างหน้าบอกว่า เดินมาจากบ้านแค่สองช่วงตึกพร้อมสุนัขเพื่อซื้อโคกิกิน ทั้งสี่คนแบ่งปันเสียงหัวเราะ และเรื่องราวสัพเพเหระ พวกเขาสั่งอาหาร ได้ตามออร์เดอร์ แล้วก็ลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย ช่างเป็นความสุขที่เรียบง่าย แถมอิ่มทั้งกายใจ แนวคิดนี้คงไม่ใช่แค่ความคิดเพี้ยนๆ  เสียแล้วกระมัง

 

 

เรื่องแนะนำ

ตำนาน แมวกวัก และความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของแมวในญี่ปุ่น

ด้วยลักษณะท่าทางที่เชิญชวนจากการยกอุ้งเท้าและหูสีแดงที่ตั้งแหลม แมวกวัก เครื่องลางที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีนี้ได้นำมาซึ่งโชคลาภมาแล้วหลายศตวรรษ สำหรับคนอเมริกันอาจรู้จักกันในนาม แมวกวักจีน ซึ่งนำมาประดับตกแต่งอย่างแพร่หลายตามชุมชนคนจีนหรือคนเอเชียรอบโลก แต่ตุ๊กตาปั้นแสนน่ารักนี้ไม่ได้มาจีนแต่อย่างไร เพราะ แมวกวัก มาจากญี่ปุ่น ชื่อมาเนคิเนโกะในภาษาญี่ปุ่น (แปลตรงตัวว่า ‘แมวกวัก’) ด้วยลักษณะที่ชูมือ (อุ้งเท้า) ขึ้น หูสีแดงตั้งแหลม เหรียญและเครื่องประดับอื่นๆ มาเนคิเนโกะได้นำมาซึ่งโชคลาภและความร่ำรวยมาแล้วหลายทศวรรษ ซึ่งตำนวนความเชื่อนี้เริ่มต้นจากญี่ปุ่น แมวตัวโปรด มีตำนานหนึ่งเริ่มต้นมาจากแมวตัวหนึ่งที่เกิดในวัดโกโทคุจิ ในช่วงยุคเอโดะ (1603–1868) ตามประวัติของวัดกล่าวไว้ว่า ในขณะที่ไดเมียว (ตำแหน่งเจ้าเมืองของญี่ปุ่น) อี นาโอทากะ กำลังเดินทางเพื่อล่าเหยี่ยว เขารอดจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อแมวของเจ้าอาวาสของวัดอย่างเจ้าทามะกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปในวัดโกโทคุจิ ด้วยความซาบซึ้งที่แมวได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงสร้างให้แมวเป็นนักบุญของวัดและให้มีการสร้างศาลเจ้าของแมวนับตั้งแต่นั้น ทุกวันนี้ พื้นที่อันเงียบสงบของวัดโกโทคุจิเต็มไปด้วยรูปปั้นแมวกวักนับพันตัวในขนาดที่ต่างกัน ผู้มาเยือนต่างเข้ามาเพื่อชมแมวกวักสีขาวที่เรียงรายอยู่ มักปั้นเป็นรูปแมวญี่ปุ่นหางสั้นอันเป็นสายพันธุ์ที่มักปรากฏในตำนานท้องถิ่น และต่างมาขอพรเพื่อความโชคดี ใกล้กับย่านอาซากุสะในโตเกียว มีตำนานหนึ่งของศาลเจ้าอิมาโดะ ซึ่งถือเป็นที่มาของศาลเจ้าแมวกวักอีกแห่งหนึ่ง ในปี 1852 หญิงชราผู้หนึ่งที่อาศัยในย่านอิมาโดะนั้นมีฐานะยากจน และไม่สามารถเลี้ยงดูแมวที่เธอเลี้ยงไว้ได้จนจำต้องปล่อยแมวตัวนั้นทิ้ง และในคืนนั้น แมวตัวนั้นได้เข้ามาในฝันของหญิงชราและพูดว่า “หากเธอทำตุ๊กตารูปของฉัน ฉันจะนำโชคลาภมาให้เธอ” หญิงชราทำตามคำแนะนำของแมวตัวนั้นด้วยการปั้นเซรามิกรูปแมวและนำไปขายที่ประตูหน้าศาลเจ้า แมวตัวนั้นรักษาคำสัญญา ตุ๊กตาแมวเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมจนช่วยหญิงชราผู้นั้นให้หลุดพ้นจากความยากจนในที่สุด แต่ไม่ว่าตำนานใดจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยว่า: แมวคือสิ่งนำโชคลาภ […]

กรุงเทพฯ : สัญจรวิถีของคนกรุง

"ความที่อยู่กรุงเทพฯ ทุกคนจึงต้องหาวิธีเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเอง ด้วยต้นทุนและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป" ขณะที่ชนชั้นกลางเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกเวลาและความสะดวกสบาย แต่ชนชั้นแรงงานที่ไม่มีทางเลือกมากนัก ถูกบังคับให้จ่ายด้วยเวลา เพื่อเก็บเงินไว้ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเองให้นานขึ้น

อาชีพใกล้สูญสิ้น

เรื่อง  แดนเนียล สโตน ภาพถ่าย สุประนาป แดช หมองู คนปั่นด้าย คนทำไม้กวาด อาชีพเก่าแก่แต่โบราณของอินเดียอาจหลากหลายไม่แพ้สีสันและรสชาติอันรุ่มรวยของดินแดนแห่งนี้ ความหลากหลายของอาชีพเหล่านั้นได้รับการถ่ายทอดผ่านโปรเจ็คต์ถ่ายภาพ “อาชีพชายขอบ” ของช่างภาพสุประนาป แดช ซึ่งเป็นชุดภาพถ่ายแนวพอร์เทรตแสดงถึงผู้คนที่ประกอบอาชีพต่างๆ โดยส่วนใหญ่อยู่ในรัฐเบงกอลตะวันตก และอุตตรประเทศ อาชีพที่แดชนำเสนอ เช่น คนทำขนมหวาน หรือคนปั้นขี้วัวขายเป็นเชื้อเพลิงหุงหาอาหาร กำลังล้มหายตายจากไป พร้อมๆ กับชนชั้นทางสังคมที่ยึดถือกันมานานหลายร้อยปี สำหรับผู้คนจำนวนมากในอินเดีย ระบบวรรณะเป็นตัวกำหนดอาชีพหรือหน้าที่การงานมาช้านาน แต่ปัจจุบัน การเลือกปฏิบัติที่อิงอยู่กับระบบวรรณะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แดชมองเห็นแนวโน้มของคนหนุ่มสาวที่ไม่สนใจไยดีกับข้อจำกัดของระบบวรรณะอีกต่อไป ซึ่งรวมถึงอาชีพที่พวกเขาเลือกทำด้วย แดชซึ่งเติบโตขึ้นในโกลกาตา บอก “ภัยคุกคามสำคัญต่ออาชีพช่างฝีมือและอาชีพเก่าแก่อื่นๆ คือเทคโนโลยีครับ” สยัม ซุนดาร์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียให้ทรรศนะ ถ้วยซึ่งเคยปั้นด้วยมือสามารถผลิตในปริมาณมากๆได้ด้วยพลาสติก ช่างทองโบราณย่อมไม่อาจต่อกรกับโรงงานผลิตทองรูปพรรณได้ “คำพูดที่เรามักได้ยินจากปากศิลปินและช่างฝีมือจำนวนมากคือ พวกเขารู้ว่าลูกๆ จะไม่สืบสานงานเหล่านี้ต่อไป” ซุนดาร์ บอก “พวกเขาบอกว่า ‘งานศิลปะของผมจะตายไปพร้อมกับผม’”   อ่านเพิ่มเติม : ชีวิตบนรถไฟเส้นทางยาวที่สุดในอินเดีย, อันตรายที่มองไม่เห็นของชีวิตอันปราศจากห้องน้ำ

กำเนิดผีน้อยไทยในเกาหลีใต้

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งยอมเป็น ผีน้อย หรือแรงงานผิดกฎหมายเพื่อไปขายแรงงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ แม้จะมีเสียงตำหนิก่นด่าจากเพื่อนร่วมชาติไว้เบื้องหลัง สำหรับในประเทศไทย ค่านิยมการออกไปค้าแรงงานในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกแรงงานไปต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบตะวันออกกลาง หลังจากนั้น ค่านิยมการไปขายแรงงานในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง เอเชีย แม้กระทั่งยุโรปหรืออเมริกา ก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยที่ต้องการค่าตอบแทนที่มากกว่าการทำงานในประเทศของตัวเองเรื่อยมา แม้จะต้องแลกกับชีวิตที่ต้องห่างไกลบ้านและต้องปรับตัววิถีชีวิตที่แตกต่างกับบ้านเกิดอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังเริ่มปรากฏปัญหาของแรงงานไทยที่ผิดกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศเกาหลีใต้ที่กระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ออกมาให้ข้อมูลในปี 2018 ว่ามีคนไทยอาศัยอยู่ 188,206 คน และกว่าร้อยละ 65 หรือประมาณ 120,000 เป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารการทำงานและอาศัยอยู่ในเกาหลีใต้เกินอายุวีซ่า นอกจากการได้ค่าตอบแทนที่สูงแล้ว ปัจจัยใดที่ทำให้คนไทยนับแสนต้องยอมเสี่ยงละเมิดกฎหมาย การไปทำงานแบบถูกกฎหมายที่ยังมีอุปสรรคสำคัญ เป็นที่ทราบกันดีว่า ค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการค้าแรงงานในประเทศ คือแรงจูงใจหลักที่ทำให้คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคเกษตรกรรมที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งต้องพบเจอปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และปัญหารายได้ในการทำเกษตรกรรมที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย สนใจเข้ามาค้าแรงงานในเกาหลีใต้ และยังมีแรงงานในหัวเมืองใหญ่ที่พบว่าค่าตอบแทนที่ได้รับไม่เพียงพอในการตั้งตัวและมีชีวิตที่ดีกว่าได้ จึงเริ่มต้นกระบวนการหางานในต่างประเทศ โดยเกาหลีใต้คือหนึ่งในนั้น โดยงานที่คนไทยนิยมมักเป็นงานภาคการผลิตที่อยู่ในโรงงาน งานก่อสร้าง แรงงานภาคเกษตร งานนวดแผนไทย เป็นต้น ซึ่งจะมีการส่งแรงงานถูกกฎหมายจากประเทศไทยไปทำงานอยู่เป็นระยะๆ กระบวนการจัดส่งแรงงานไปประเทศเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายโดยคร่าวๆ ต้องเริ่มจากการเข้าระบบ EPS ที่ย่อมาจาก […]