“เรือนไม้เก่าสลับบ้านสมัยใหม่และอาคารขนาดใหญ่
กลางซอยสามเสน 13 หรือซอยพระอรรถ เขตดุสิต”
หากมองเผินๆ ก็คงไม่มีอะไรพิเศษนัก เว้นแต่เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์เวียนมาถึง บริเวณนี้ทั้งหมดจะแปรสภาพเป็น “ตลาดเช้าบ้านญวน” ตลาดเล็กๆ ที่พ่อค้าแม่ค้าคนไทยเชื้อสายเวียดนามร่วมกันเปิดแผงค้าขายอาหารคาวหวานตำรับญวนแท้ๆ ตลอดสองข้างทาง

ทุกเสาร์-อาทิตย์ สองข้างทางจะเต็มไปด้วยแผงค้าชั่วคราวและรถเข็นขายอาหารสัญชาติไทย-ญวน
ข้าวต้มไก่เคล้าด้วยผักแพว ก๋วยจั๊บญวนใส่เนื้อปลาช่อน หรือปากิมปลาช่อน ปากหม้อ หรือบั๋นก๋วน โย๋ย หรือไส้กรอกเลือดเวียดนาม ข้าวต้มมัดใต้ ขนมบัวลอยญวน และเมนูอื่นๆ ละลานตาชวนให้อยากชิมไปหมด หรือถ้าใครอยากทำอาหารญวน ที่นี่ก็มีสารพัดวัตถุดิบให้เลือกซื้อหาเช่นกัน ไม่ว่าจะแป้งปอเปี๊ยะ เส้นก๋วยจั๊บ เครื่องปรุง เครื่องเทศ กาแฟเวียดนาม หรือเบียร์ไซง่อน
ไม่ใช่แค่วัฒนธรรมทางอาหารที่เราได้เห็นและลิ้มลองจากชุมชนบ้านญวนสามเสนเท่านั้น แต่ในการร่วมเดินทางมากับอาจารย์ ภูธร ภูมะธน นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ ชมรมสยามทัศน์ และชมรมประวัติศาสตร์สร้างสรรรค์ ใน “กิจกรรมเสวนาประสาญวน ๑” ครั้งนี้ เรายังจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมทางศาสนา ชีวิต ศรัทธา และความเชื่อของชาวญวนในชุมชนบ้านญวนสำคัญๆ ในกรุงเทพด้วย
- ชาวเวียดนาม หรือชาวญวน อพยพหนีภัยการเมืองและการถูกกีดกันทางศาสนาเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และบางส่วนก็ถูกกวาดต้อนเข้ามาหลังญวนเป็นฝ่ายพ่ายสงคราม
- ชาวญวนได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในย่านต่างๆ ของกรุงเทพ แต่ละแห่งเรียกว่า “บ้านญวน” ตามด้วยชื่อย่านนั้นๆ ได้แก่ สะพานขาว บางโพ สามเสน เยาวราช ตลาดน้อย ปากคลองตลาด และต้นสำโรง
- ชาวญวนที่อพยพย้ายครัวมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยมีทั้งกลุ่มนับถือศาสนาคริสต์และพุทธ ดังปรากฏการสร้างโบสถ์และวัดญวนขึ้นตามชุมชนบ้านญวนเพื่อประกอบศาสนกิจและเป็นที่พึ่งพิงทางใจ

วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ สามเสน
“บ้านญวนสามเสน” เป็นชุมชนคาทอลิกเก่าแก่ซึ่งมีประวัติการตั้งถิ่นฐานยาวนาน สืบย้อนกลับไปแต่ครั้งปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2223) ก่อนที่ชุมชนจะขยายตัวครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวญวนคริสต์ราว 1,350 คน ที่หนีภัยการกีดกันทางศาสนาและชาวญวนพุทธที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาหลังพ่ายสงคราม มาตั้งถิ่นฐานในบริเวณเดียวกันนี้
เมื่อมีชุมชนก็จำเป็นต้องมีศูนย์รวมจิตใจ รัชกาลที่ 3 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “วัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์” ขึ้นเป็นครั้งแรก ทว่าวัดที่สร้างจากไม้ไผ่แห่งนี้ใช้งานได้เพียง 3 ปีเท่านั้นก็ประสบเหตุพายุพัดเสียหายทั้งหลัง หลังจากนั้นก็มีการสร้างโบสถ์หลังที่ 2 ขึ้นด้วยไม้ และใช้งานต่อมาได้ราว 30 ปี ก็จำเป็นต้องสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อคริสตศาสนิกชนที่เพิ่มจำนวนขึ้น
โบสถ์หลังที่ 3 ใช้ชื่อว่า วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ สร้างขึ้นในพ.ศ.2400 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสถาปัตยกรรมแบบนีโอกอทิก
หน้าต่างประดับกระจกสีโดยรอบ ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นญวนคือ การประดับแนวเสาและขื่อคานใกล้พระแท่นศักดิ์สิทธิ์ด้วยลวดลายเถาไม้เลื้อยสีเขียวสลับดอกไม้สีทอง เหนือขึ้นไปเป็นแถวอักษรจื๋อโนม หรืออักษรญวนโบราณสีทองขนาดใหญ่ เขียนหลักธรรมคำสอนสั้นๆ นัยว่า เพื่อให้คริสตศาสนิกชนได้ยึดมั่นในคำสอนพระคริสตเจ้าไม่เสื่อมคลาย

ส่วนด้านหลังโบสถ์เป็นที่ตั้งบ้านหลังสุดท้ายของชาวญวนคริสต์ตามแบบฉบับโรมันคาทอลิก ปัจจุบันสุสานแห่งนี้ยังคงใช้งานอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจากการฝังมาเป็นการเก็บรักษาหีบศพในช่องปูนที่ก่อเรียงเป็นแถวยาวสูงสามชั้นแทน เพื่อให้เหมาะกับขนาดพื้นที่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ภายใน 2-3 ปี เมื่อศพย่อยสลายหมดจึงจะเก็บกระดูกออกมาใส่กล่องอะลูมิเนียมรักษาไว้แทน
เราใช้เวลาเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวญวนคริสต์สามเสนพอประมาณ ก็ได้เวลาไปเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวญวนพุทธในย่านอื่นๆ ดูบ้างซึ่งต้องบอกว่า มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน
- “อนัมนิกาย” นิกายย่อยในพุทธศาสนานิกายมหายาน
อนัมนิกาย (Annamnikaya) เป็นชื่อที่คนไทยเรียกพุทธศาสนานิกายมหายานแบบเวียดนาม (ญวน) เมื่อชาวญวนอพยพย้ายมาตั้งถิ่นในประเทศไทยอย่างน้อยสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ชาวญวน หรือพระสงฆ์ญวนจึงได้นำมาพุทธศาสนาเผยแพร่ด้วย
แนวทางปฏิบัติของอนัมนิกายนั้นได้รับอิทธิพลจากจีนเป็นหลัก นับถือทั้งพระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าโคตมะมีอัตลักษณ์พิธีกรรมทางศาสนาที่โดดเด่น เน้นไปทางการสวดมนต์ พิธีบูชาเทพนพเคราะห์ การบำเพ็ญกุศล พิธีกงเต๊กซึ่งเป็นการสร้างกุศลแก่ตนเองและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ
วัดอนัมนิกายาราม หรือวัดญวน บางโพ
เราเริ่มต้นสำรวจวัดพุทธญวนด้วยการเดินทางไปที่บ้านญวนบางโพ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความเป็นมาสืบย้อนกลับไปสมัย รัชกาลที่ 1 พระองค์ทรงพระราชทานที่ดินให้ชาวญวนได้ตั้งถิ่นฐาน ตามด้วยการสร้างวัดญวน บางโพ (หรือกว้างเพื้อกตื่อ ในภาษาเวียดนาม) ขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2330

ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงทอดพระเนตนเห็นสภาพวัดทรุดโทรมจึงโปรดฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ ครั้นแล้วเสร็จจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ว่า “วัดอนัมนิกายาราม” อันมีความหมายว่า “จำพวกถือพระพุทธศาสนา
เหมือนอย่างเมืองญวน” และพระราชทานรูปพระมหามงกุฏประดับที่หน้าบันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์

ไม่ไกลจากริมแม่น้ำยังมีเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ ปัจจุบันนี้อยู่ในสภาพร้างตั้งแต่เรือนยอดลงปกคลุมมาด้วยรากต้นโพธิ์ ภายในองค์เจดีย์มีเสาไม้ขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่บนฐานบัวซ้อนสองชั้น เชื่อกันว่า เป็นหลักเมืองประจำชุมชนบ้านญวนบางโพ ส่วนบริเวณรอบเจดีย์ ออกแบบให้เป็นสุสานเก็บอัฐิชาวญวนที่ล่วงลับไปแล้ว

วัดสมณานัมบริหาร หรือวัดญวน สะพานขาว
หลังได้รับชัยชนะจากการทำศึกญวนในสมัยรัชกาลที่ 3 ครั้งนั้นได้มีการกวาดต้อนชาวญวนกลับมาด้วยจำนวนหนึ่ง พระองค์โปรดฯ ให้แบ่งกลุ่มจัดสรรที่อยู่อาศัยให้ชาวญวนเหล่านั้นตามสมควรในจังหวัดกาญจนบุรี พระนคร รวมทั้งบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม หรือย่านสะพานขาวแห่งนี้ด้วย
ด้วยความที่ชาวญวนกลุ่มนี้นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก รัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯ ได้สร้างวัดญวน สะพานขาว (หรือกั๋นเพื้อกตื่อ
ในภาษาเวียดนาม) ขึ้นด้วยเมื่อ พ.ศ.2418 ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานนามวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ว่า “วัด
สมณานัมบริหาร” โดยข้อความการพระราชทานนามนี้ไว้ที่หน้าบัน
วัดแห่งนี้ยังมีเจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทซึ่งประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบโดยตลอดสวยงามยิ่งนัก ส่วนฐานของเจดีย์มีการประยุกต์ทำเขามอจำลองป่าไม้เพื่อบรรจุอัฐิของบรรพชนเชื้อสายญวนผู้ล่วงลับ


วัดอุภัยราชบำรุง หรือวัดญวน ตลาดน้อย
วัดญวนตลาดน้อย (หรือคั้นเยิงตื่อ หรือเกี๋ยงเพื๊อกตื่อ ในภาษาเวียดนาม) สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ราวพ.ศ. 2330 เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวญวนพุทธย่านตลาดน้อย ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีศรัทธาในพุทธศาสนานิกายมหายานอย่างสูง ทรงบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดญวนตลาดน้อยครั้งใหญ่
ครั้นในรัชกาลที่ 5 ก็ยังทรงยึดถือปฏิบัติเช่นกัน นั่นจึงเป็นที่มาของการพระราชทานนามวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ว่า “วัดอุภัยราชบำรุง” หมายถึง วัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์สองพระองค์
จุดเด่นของวัดแห่งนี้ได้แก่ หน้าบันอุโบสถที่มีงานปูนปั้นและช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กภายในมีรูปเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งแรก
ประสูติประทับยืนยกพระหัตถ์ขวาชี้ขึ้นฟ้าและพระหัตถ์ซ้ายชี้ลงพื้น พร้อมเปล่งวาจาว่า “เราเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งหมายถึงการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

บริเวณทางเข้าวัดอุภัยราชบำรุงยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ขนาดใหญ่ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยาที่รัฐบาลอินเดียนำมาถวายรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2420 จากนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงจัดพิธีอัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์อย่างยิ่งใหญ่เพื่อนำมาปลูกยังวัดแห่งนี้พร้อมกับทรงพระสุหร่ายหน่อพระศรีมหาโพธิ์เพื่อความเป็นมงคลด้วยพระองค์เอง
วัดกุศลสมาตร
วัดแห่งนี้ไม่ปรากฏผู้สร้างแน่ชัด แต่จากหลักฐานในหอจดหมายเหตุแห่งชาติพบว่า ตระกูลของพระเจริญราชธน (เท่ง เลาหเศรษฐี) เป็นผู้มอบที่ดินให้สร้างวัดในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีชื่อในภาษาเวียดนามว่า หรือโผเพื้อกตื่อ ครั้นต่อมารัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานนามให้ว่า “วัดกุศลมาตร” โดยมีความหมายว่า วัดที่มีแต่ความดี ความบริสุทธิ์ ดุจน้ำในสาคร
ข้างอุโบสถยังมีเจดีย์ทรงถะขนาดใหญ่ประดับลวดลายปูนปั้นสวยงาม รอบเจดีย์ยังมีภาพปริศนาธรรม คำกลอนในพุทธศาสนา เต๋า และขงจื้อ รวมทั้งกุศลธรรมในการสร้างเจดีย์ประดับไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา


ที่น่าสนใจอีกอย่าง วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งโรงเรียนแห่งแรกของคณะสงฆ์อนัมนิกาย ชื่อว่า “โรงเรียนกุศลสมาครวิทยาลัย” มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กและเยาวชนชาวพุทธได้เรียนหนังสือเพื่อจะได้เป็นศาสนทายาทในภายภาคหน้า
- พุทธศิลป์ญวน ชวนมอง
สำหรับวัดญวนอุโบสถและวิหารยังคงเป็นอาคารสำคัญของวัดใช้สำหรับประกอบสังฆกรรม พุทธพิธีต่างๆ อุโบสถวัดญวนในไทยนิยมสร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่มีมุขด้านหน้า รูปแบบอาคารผสมสานระหว่างจีน ญวน และไทยจนมีเอกลักษณ์เฉพาะ อันได้แก่ ส่วนหลังคาวางซ้อนชั้น 2-3 ชั้น แสดงถึงความเป็นเรือนฐานันดรสูง ที่ประทับของพระพุทธเจ้าศากยมุนี หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ และงานปูนปั้นรูปสัตว์และไม้มงคล แต่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์อย่างวัดไทย
งานประติมากรรมภายในโบสถ์มีทั้งศิลปะไทยและจีน โดยเฉพาะองค์พระศากยมุนี พระประธานที่หลายวัดเป็นศิลปะจีน ครองจีวรอย่างจีนสังเกตได้จากบริเวณหัวไหล่ทั้งสองฝั่งที่จะมีชายจีวรพาดไว้ โดดเด่นด้วยพระสาวกขนาบซ้าย-ขวา ซึ่งเดิมทีหากเป็นวัดไทยฝั่งขวาของพระพุทธองค์จะเป็นพระสารีบุตร ส่วนฝั่งซ้ายของพระพุทธองค์จะเป็นพระมหาโมคคัลลานะ แต่สำหรับวัดญวนนั้นกำหนดให้แตกต่างออกไปดังนี้
ฝั่งขวาของพระพุทธองค์เป็นพระอานนท์ พุทธอุปปัฎฐาก รูปเคารพจะแสดงใบหน้าหนุ่มอ่อนเยาว์ ส่วนฝั่งซ้ายของพระพุทธองค์จะเป็นพระมหากัสสปะ ผู้เป็นประธานของสงฆ์ รูปเคารพจะแสดงใบหน้าสูงวัย เข้มงวด และสมถะ
นอกจากนี้บริเวณทางเข้าโบสถ์วัญวนยังนิยมประดิษฐานรูปเคารพท้าวมหาชมพู หรือท้าวเวทโพธิสัตว์ ตามคติพุทธศาสนา
นิกายมหายาน ซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์พระอุโบสถวิหารจากภยันอันตรายต่างๆ
ก่อนจะหมดวันในการร่วมเดินทางมาทำกิจกรรมเสวนาประสาญวน ๑ ครั้งนี้ เรามีโอกาสได้พูดคุยกับอาจารย์ภูธร ภูมะธน นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ ถึงมุมมองอนาคตของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในย่านต่างๆ ของกรุงเทพจะเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับชุมชนชาติอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ ยกตัวอย่างบ้านเขมรที่อยู่ไม่ห่างจากบ้านญวนสามเสนนัก อาจารย์ภูธร แสดงทรรศนะว่า
“ผมมองว่า กลุ่มชาวอานนาม (An Nam) หรืออันนัม ที่คนไทยเราเรียกเขาว่า ญวน ซึ่งอพยพย้ายมาอยู่เมืองไทยอย่างน้อยสองร้อยปีมาแล้ว แม้ปัจจุบันจะถือเป็นคนไทยเชื้อสายเวียดนามแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาความเป็นเวียดนามไว้ได้ หรือรักษาร่องรอยของตนเองไว้ได้มากพอตัว เห็นได้ชัดจากอาหารการกิน ค่านิยม ความเชื่อ และศาสนา



“ที่เป็นเช่นนั้นสันนิษฐานว่า น่าจะมาจาก 2 เหตุผลด้วยกัน เหตุผลแรกได้แก่ คนเวียดนามเขามีค่านิยม หรือหลักในการดำรงชีวิตสำคัญคล้ายๆ คนจีนคือ ยึดมั่นเรื่องความกตัญญูและระบบอาวุโส อะไรที่บรรพชนสร้าง หรือสั่งสมไว้ คนรุ่นหลังก็ต้องสืบต่อ ไม่ละทิ้ง และไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากแนวคิดลัทธิขงจื๊อ ผมว่า การธำรงไว้ซึ่งค่านิยมนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชุมชนสามารถรักษาพื้นฐานสังคมดั้งเดิม รักษาร่องรอยของตนเองไว้ได้
“เหตุผลที่สอง ผมมองว่า ด้วยความที่ชาวเวียดนามมีความเป็นเผ่าพันธุ์เศรษฐกิจค่อนข้างสูง พวกเขาจึงจะตื่นตัวตลอดเวลา คำว่า ตื่นตัว ในที่นี้ก็คือ มีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ และมีระเบียบวินัย แต่ไม่ปรับตัวอะไรง่ายๆ
“แตกต่างกับความเป็นไทยของเราโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลแรกที่ว่า พุทธศาสนาจะสอนเรื่องความไม่มีตัวตน ไม่ยึดติด ให้เข้าใจ
ว่าไม่มีอะไรยั่งยืนอยู่จริง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเข้าใจเช่นนี้ก็จะไม่เกิดทุกข์ ไม่มีอะไรผูกมัด สบายกายสบายใจ เป็นสังคม
สันติภาพ เหตุผลที่สอง คนไทยเป็นเผ่าพันธุ์เกษตรกรรม เราจะใช้ชีวิตสบายๆ ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนง่าย รักอิสระเสรี ”
ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งสองเหตุผลนี้ยังช่วยหล่อหลอมสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เปิดกว้าง มีอิสระเสรี ไม่ปฏิเสธสิ่งแปลกใหม่ ยอมรับ
ในความแตกต่าง ผู้คนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จึงไม่แปลกเลยที่ประเทศไทยเราจะมีคนเชื้อสายต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่คนญวน หรือเวียดนามที่หนีร้อนเข้ามาพึ่งเย็นและตั้งถิ่นฐานอย่างสงบสุขมาจวบจนปัจจุบัน
อนาคตข้างหน้าชาวไทยเชื้อสายญวนในเมืองไทยจะเป็นอย่างไรนั้นคงไม่มีใครตอบได้ชัด แต่อย่างน้อยๆ สิ่งที่เรารู้ชัดคือ การเข้ามาของพวกเขาได้ช่วยเติมแต่งสีสัน สร้างความหลากหลายให้สังคมไทย และหลอมรวมวัฒนธรรมบางอย่างร่วมกันมาจนถึงวันนี้
เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์
ภาพถ่าย อนุพงษ์ ฉายสุขเกษม
อ่านเพิ่มเติม : เสียงกลองและศรัทธา
มองพลังวัฒนธรรมเคิร์ดผ่านพิธีกรรมอายุพันปี
