ผู้พิทักษ์ท้องทะเล - National Geographic Thailand

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า

แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย

จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

นักท่องเที่ยวบนเรือในลากูนาซานอิกนาเซียว เอื้อมมือลงไปในน้ำด้วยความหวังว่าจะได้ลูบเนื้อลูบตัววาฬสีเทาตัวหนึ่งในหลายตัวที่แวะเวียนเข้ามาในอ่าวอยู่เนืองๆ เพื่อผสมพันธุ์และเลี้ยงลูก

ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน

ชุมชนต่างๆในบาฮาใช้ยุทธศาสตร์แตกต่างกันไปเพื่อหาเลี้ยงชีพจากทรัพยากรในมหาสมุทร บางแห่งพึ่งพาการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงการนั่งเรือชมฉลามและวาฬ บางแห่งจัดการทรัพยากรอย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีมูลค่าสูง เช่น หอยเป๋าฮื้อและกุ้งมังกร

ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา ความที่เป็นชุมชนขนาดเล็กและยากจนเกินกว่าจะซื้อเครื่องทำน้ำแข็งมาแช่ปลา และบำรุงรักษาถนนเพื่อส่งปลาไปตลาด ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 นักชีววิทยามาเยือนและ ให้ชาวประมงยืมหน้ากากดำน้ำ สิ่งที่เห็นคือร่องรอยความเสียหายจากสมอและก้อนปะการังที่พลิกคว่ำอยู่ทุกหนทุกแห่ง

“เราเห็นแนวปะการังเหมือนสวนของเราเอง แต่ไม่เห็นเป็นระบบนิเวศ” คูดิท กัสโตร ผู้นำชุมชน กล่าว “ชาวประมงไม่รู้ถึงความเสียหายที่พวกเขากำลังก่อขึ้น”

พอถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990 มารีโอ พี่ชายของกัสโตร ซึ่งเป็นชาวประมงและนักดำน้ำ กับตีโต มีคาเรส เจ้าของบาร์ โน้มน้าวให้ชาวประมงสนับสนุนเขตสงวนทางทะเล พอถึงปี 1995 กิจกรรมประมงส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำในพื้นที่ 71 ตารางกิโลเมตร เกิดเป็นเขตสงวนที่ห้ามจับปลาโดยเด็ดขาดและเป็นพื้นที่เดียวในภูมิภาคที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เขตสงวนนี้ไม่ใหญ่นัก แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มากมายในการฟื้นฟูชุมชีวินในมหาสมุทร ทุกวันนี้ อุทยานแห่งชาติกาโบปุลโมมีมวลชีวภาพมากกว่าเมื่อปี 2000 สองถึงสามเท่า และเศรษฐกิจที่สดใสในปัจจุบันก็พึ่งพาธุรกิจท่องเที่ยวดำน้ำ

ออกตาเบียว อาบูร์โต ดำน้ำใกล้อิสลาเอสปีรีตูซานโตในอ่าวแคลิฟอร์เนีย นักชีววิทยาทางทะเลผู้นี้ศึกษาว่า เพราะเหตุใด เขตสงวนบางแห่งประสบความสำเร็จ ขณะที่แห่งอื่นล้มเหลว เขาพบว่าความลับอยู่ที่ชุมชนซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น

การอนุรักษ์จะประสบผลสำเร็จก็ต่อเมื่อชาวประมงมีวิธีสร้างรายได้ขณะที่พวกเขารอคอยให้ทรัพยากรฟื้นตัว และความพยายามในการอนุรักษ์ต้องพึ่งพาแรงงานคน ด้วยเหตุนี้ ชุมชนเอลมันกลีโตบนชะวากทะเลซึ่งเป็นแนวเขตของเมืองลาปาซจึงหันมาใช้กลยุทธ์ที่น่าสนใจ

ชาวประมงที่นี่เคยเก็บหอยกันอย่างไร้การควบคุมจากอ่าวกว้างตื้นๆทางตะวันตกของเมือง พอถึงปี 2009 มีหอยเหลืออยู่น้อยมาก แต่ด้วยการสนับสนุนทางการเงินจากโนโรเอสเตซุสเตนตาเบล องค์กรไม่แสวงกำไรในลาปาซ ชาวประมงหยุดทำประมงและเริ่มหันมาจัดการทรัพยากรของพวกเขา องค์กรนี้ว่าจ้างพวกเขาให้เฝ้าระวังผู้ลักลอบทำประมง และช่วยทำการสำรวจทางชีววิทยาเพื่อประเมินจำนวนสัตว์ทะเลมีเปลือก การสำรวจครั้งแรกประเมินว่ามีสัตว์ทะเลมีเปลือกเหลืออยู่ไม่ถึง 100,000 ตัว ทุกวันนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2,300,000 ตัว

“ผู้คนมักพูดกันว่า ชาวประมงเป็นคนทำลายล้างชนิดพันธุ์ต่างๆ แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วครับ ทะเลให้อะไรเรามามากแล้ว ตอนนี้เราจะให้อะไรกลับคืนบ้าง” อันโตเนียว เมนเดซ ชาวประมง บอก

ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ชาวประมงซึ่งช่วยปกป้องหรือประเมินทรัพยากรได้รับค่าจ้าง ขณะที่ประชากรสัตว์ทะเลมีเปลือกค่อยๆฟื้นตัวขึ้น การได้รับค่าจ้างเปลี่ยนพวกเขาจากชาวประมงเป็นผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมมืออาชีพ

ชีวิตในมหาสมุทรเป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ของบาฮา วัฒนธรรมยุคก่อนชาวสเปนมาถึงวาดรูปปลากระเบน ฉลาม โลมา ปลาทูน่า และแมวน้ำ ตามหุบผาชันอันห่างไกลของเทือกเขาเซียร์ราเดซานฟรันซิสโก

ข้อกำหนดข้อสุดท้ายอาจเป็นเรื่องยากสุดที่จะทำตามได้ เพื่อให้การอนุรักษ์ประสบความสำเร็จ ความสามัคคีและความไว้เนื้อเชื่อใจกันของคนในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ

ในชนบทของบาฮา การเชื่อใจเพื่อนบ้านอาจเป็นเรื่องหายาก แต่เป็นไปได้ที่จะสร้างขึ้น อย่างน้อยนั่นเป็นสิ่งที่องค์กรอนุรักษ์ชื่อนีปาราคาซึ่งตั้งอยู่ในลาปาซกำลังวางเดิมพัน นี

ตอนที่เริ่มทำงานในชุมชนเหล่านั้น นีปาราคาไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การจับปลา แต่ให้การสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอล “คุณจะเริ่มสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้อย่างไรคะ” เอมี ฮัดสัน วีเวอร์ ผู้ประสานงานโครงการ ตั้งคำถาม “คุณน่าจะคิดประมาณว่า เจ้าหมอนี่จะเตะหน้าแข้งฉันไหม หรือเขาจะเคารพกฎไหม เขาเป็นคนที่ฉันเชื่อใจได้หรือเปล่า”

การสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลในเมืองเล็กๆค่อยๆสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างหมู่บ้านที่คอยปกป้องแหล่งจับปลาของตนเองอย่างหวาดระแวง ขั้นต่อไป นีปาราคาพาชาวประมงบางคนไปยังกาโบปุลโมเพื่อดูผลกระทบที่การห้ามจับปลามีต่อความอุดมสมบูรณ์ของมหาสมุทร ในที่สุด หลังการปรึกษาหารือกันเป็นเวลาหลายปี แต่ละหมู่บ้านเลือกพื้นที่เล็กๆขึ้นมา และตกลงกันว่าจะไม่จับปลาในพื้นที่นั้นเป็นเวลาห้าปี  พื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดมีเนื้อที่ประมาณ 7.5 ตารางกิโลเมตร แต่นี่คือจุดเริ่มต้น

เรื่อง เอริก แวนซ์

ภาพถ่าย ทอมัส พี. เพสแชก

 

อ่านเพิ่มเติม : คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติมหาสมุทรกำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติกขนาดเล็ก

เรื่องแนะนำ

เปิดตำนาน “เชลล์ชวนชิม” ต้นตำรับการรีวิวร้านอาหารของไทย

ภาพถ่าย หม่อมราชวงศ์ ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ กับตราสัญลักษณ์ เชลล์ชวนชิม ขอบคุณภาพถ่ายจาก Facebook: ครอบจักรวาล เรื่องราวของ “ เชลล์ชวนชิม ” สัญลักษณ์ร้านอาหารอร่อยอายุกว่า 50 ปี โดยนักชิมระดับตำนาน ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมคอลัมน์แนะนำอาหารและนักชิมมากมาย อาหาร เป็นสิ่งที่ให้ความรื่นรมย์กับมนุษย์มาหลายยุคหลายสมัย ในโลกที่อินเตอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตมนุษย์ การเสาะหาร้านอาหารดีๆ ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก และทำได้รวดเร็ว เพียงแค่เปิดเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลด้านอาหาร หรือเว็บไซต์สืบค้นข้อมูลว่า ร้านอาหารอร่อย ตามด้วยชื่อสถานที่ ก็สามารถข้อมูลร้านอาหารที่เราพึงพอใจได้แล้ว ในทุกวันนี้มีผู้คนไม่น้อยที่ “กดไลก์” เว็บเพจที่เกี่ยวกับการแนะนำอาหาร หรือรับชมวิดีโอในเว็บไซต์ youtube ที่มีเนื้อหาแนว “ชวนชิม” ซึ่งนำเสนอภาพถ่ายอาหารที่แสนยั่วยวน ให้เราบันทึกไว้เป็นข้อมูลเพื่อออกเดินทางไป “ตามรอย” ร้านอาหารเหล่านั้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ พฤติกรรมเช่นนี้มีอยู่ในสังคมไทยมาตั้งแต่ยุคอดีต เพียงแค่ไม่ใช่รูปแบบการเสาะหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แต่เป็นคอลัมน์ชิมอาหารตามหน้านิตยสาร หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่เป็นผู้เดินทางไปเสาะหาร้านอร่อยตามสถานที่ต่างๆ เพื่อมาเขียนบทความนำเสนอให้กับผู้อ่าน ซึ่งมีหลากหลายคอลัมน์ในยามที่สื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในยุครุ่งเรือง อย่างไรก็ตาม คอลัมน์ต้นตำหรับ ที่เป็นผู้ […]

ป่าชายเลน ผืนใหญ่ที่สุดในโลก : ซุนดาร์บันส์

ป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนาม ซุนดาร์บันส์ (Sundarbans) หยัดยืนอยู่ดั่งกำแพงสีเขียวที่คอยดูดซับคลื่นพายุซัดฝั่ง และลดทอนกำลังพายุไซโคลน สำหรับชาวบ้าน ป่าผืนนี้ยังเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ คำถามคือจะอีกนานเพียงใด

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อดีตอันลึกลับของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังตัวซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาและเชิงเขาของภูมิทัศน์ที่ภายนอกดูงดงามไร้พิษภัย หลุมหลบภัยในอุโมงค์นับพันแห่งเป็นป้อมปราการทางกลยุทธ์ในการต่อต้านการรุกรานของฮิตเลอร์ ซึ่งรู้จักกันในนามกลยุทธ์ “เดฟองส์ดูเรดุย” (Defense du Réduit หรือภาษาอังกฤษคือ Swiss National Redoubt) หลุมหลบภัยเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยของผู้บังคับบัญชาของกองทัพและรัฐบาลในกรณีที่มีการรุกราน วอร์รูม (war room) หรือห้องประชุมในภาวะไม่ปกติเหล่านี้มีการใช้งานมาจนถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นความหวังสุดท้ายของสวิตเซอร์แลนด์ในการหาทางรอด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรโต สเตอร์คี ช่างภาพ ต้องการไปเก็บภาพสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลี้ลับแห่งขุนเขาสวิส” คือความลึกลับ หาใช่ประวัติศาสตร์ เขาเคยเล่นอยู่ตรงริมแม่น้ำตรงเชิงเขาเทือกเขาแอลป์ และเห็นซากของหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา “มันดูเหมือนหินกลมมนใหญ่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมากลับเป็นปืนกล” สเตอร์คีบอกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผมรู้สึกประมาณว่า นั่นมันอะไรกันน่ะ มีอะไรอยู่ข้างในกันนะ” แต่เขาถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ไปยุ่มย่ามแถวนั้นอีก หลายปีต่อมา โลกที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เผยกายให้เขาเห็น ในตอนที่เขามีอายุได้ 20 ปีและเป็นทหาร ในช่วงการฝึก จ่าคนหนึ่งบอกพลทหารให้ไต่ลงไปตามบันไดที่อยู่เชิงเขา “เราลงไปสัก 300 ขั้นได้ และพบว่าตัวเองอยู่ข้างในภูเขาแล้ว” สเตอร์คีบอก เขาไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอยู่นานสามสัปดาห์ด้วยกัน “ผมจำได้ว่าหลงทางกับเพื่อนๆ ใช้เวลาสี่หรือห้าวันนี่แหละครับกว่าจะรู้ผังของอุโมงค์ คิดดูก็แล้วกันว่าใหญ่ขนาดไหน คุณไม่มีทางรู้เวลาได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” […]