มีชัยพัฒนา โรงเรียนนวัตกรรมและทักษะชีวิต - National Geographic Thailand

มีชัยพัฒนา โรงเรียนนวัตกรรมและทักษะชีวิต

มีชัยพัฒนา โรงเรียนนวัตกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม การเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างนักเรียน-โรงเรียน-ชุมชน

สมัยยังเรียนชั้นมัธยม กิจวัตรของการเรียนคงหนีไม่พ้นเข้าห้องเรียน รอพักเที่ยง แล้วเลิกเรียนกลับบ้าน โดยทั่วไป เรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับโรงเรียนในฐานะที่เป็นแหล่งมอบการศึกษาให้กับนักเรียน ด้วยศักยภาพของโรงเรียนซึ่งมีทั้งทางด้านกายภาพ ในเรื่องอาคารสถานที่ และทางด้านองค์ความรู้พร้อมใช้เพื่อระดับการศึกษาที่สูงขึ้น

โรงเรียน มีชัยพัฒนา มองเรื่องราวเหล่านี้ในมุมกลับกัน จากทรัพยากรที่มีในมือของโรงเรียนจะถูกใช้งานอย่างไรให้ได้เต็มประสิทธิภาพ? จากนักเรียน มองออกนอกรั้วโรงเรียนไปถึงชุมชน พร้อมกับความตั้งใจที่อยากให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคน

โรงเรียนมีชัยพัฒนา
คุณมีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งและประธานโรงเรียนมีชัยพัฒนา

“ผมทำงานเรื่องการเปลี่ยนแปลง เป็น Change Maker ปรับตัวมาตลอด รวมถึงวันนี้ก็ประมาณ 50 ปีแล้ว” คุณมีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งและประธานโรงเรียน เล่าให้เราฟัง “มีอยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อสัก 18 ปีก่อน ผมเริ่มหาทุนมาให้นักเรียนเป็นทุนการศึกษา ให้เงินไปก็คิดว่าดี แต่พอเข้าไปดูในรายละเอียดแล้ว มันไม่ได้มีอะไรที่ผมคิดว่าจะดีขึ้น มันเป็นวงจรที่ส่งเด็กกลับไปเข้าไปในระบบเดิม เราก็เลยเริ่มคิดว่าต้องหาระบบใหม่ สร้างระบบที่เป็นของเราเอง”

ระบบที่ว่า คือระบบการศึกษาที่เน้นทักษะชีวิตไปพร้อมกับทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กนักเรียนที่จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาสามารถบริหารจัดการการใช้ชีวิต ด้วยจุดมุ่งหมายให้ครอบครัวและชุมชนมีคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ดีขึ้น นี่แหละคือชีวิตจริงที่ทุกคนต้องเจอในอนาคต

 

โรงเรียนที่เชื่อในความสามารถของปัจเจกบุคคล

เรามีโอกาสได้ฟังการเล่าเรื่องโรงเรียนผ่านประสบการณ์จริงของนักเรียน 5 คน น้ำเสียงฉะฉานเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บอกเล่าเรื่องราวของโรงเรียนประจำแห่งนี้ที่ทุกคนได้ใช้ชีวิตตลอดทั้งวันและทั้งเทอม

มีชัยพัฒนา
(จากซ้าย) วนิสา วรรณะใจ (วิว) ม.6, ภัทราวดี แคนสี (ทราย) ม.6, ภัทรานิษฐ์ ขาวสุข (เปรี้ยว) ม.4, ณิชาวีร์ นวลขาว (น้อยหน่า) ม.4 และ ทิพปภา ปันสุข (น้ำทิพย์) ม.4

แม้สถานที่ตั้งของโรงเรียนจะอยู่ที่อำเภอลำปลายมาศ​ จังหวัดบุรีรัมย์ แต่นักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้มาจากหลากหลายภูมิภาคทั่วทั้งประเทศไทย โดยบทบาทการบริหารจัดการโรงเรียนในหลายด้าน รวมไปถึงการคัดเลือกครูและนักเรียนแรกเข้า เป็นหน้าที่ของนักเรียนในโรงเรียนทั้งหมด ด้วยความคิดที่ว่าโรงเรียนต้องเป็นของนักเรียนทุกคน

“หนูรู้จักโรงเรียนนี้จากรุ่นพี่ที่แนะนำผ่านผู้ปกครองค่ะ” น้องทรายเริ่มต้นเล่า “ตอนแรกที่มาเยี่ยมชมโรงเรียนพร้อมกับผู้ปกครอง เห็นรุ่นพี่ทำเกษตรกันอยู่ รุ่นพี่เขาก็ยกมือไหว้สวัสดีพ่อแม่ ซึ่งหนูไม่เคยเจอนักเรียนที่ไหนทำแบบนี้ เลยประทับใจตั้งแต่แรก พอชมบรรยากาศ ได้ยินรุ่นพี่เล่าให้ฟังถึงเรื่องการพัฒนาตัวเองและทักษะด้านต่างๆ เลยอยากลองมาใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำแบบไม่มีพ่อแม่ดู”

ส่วนน้องวิว น้องน้อยหน่า และน้องน้ำทิพย์ จากจังหวัดน่าน รู้จัก โรงเรียนมีชัยพัฒนา ผ่านทางโครงการ School-BIRD (School-Based Integrated Rural Development) ซึ่งเป็นโครงการที่นักเรียนของโรงเรียนมีชัยฯ​ ออกไปทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะอาชีพให้กับชาวบ้านและชุมชน โดยใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง จนเกิดเป็นโครงการนำร่อง ขยายไปกว่า 22 จังหวัดทั่วประเทศ อย่างที่เป็นแรงจูงใจให้น้องน้อยหน่ามาเรียนที่นี่ “เพราะคุณยายปลูกผัก เลยอยากนำเกษตรหรือนวัตกรรมใหม่ๆ จากโรงเรียนกลับไปพัฒนาที่บ้าน”

มีชัยพัฒนา

มีชัยพัฒนา

“โรงเรียน มีชัยพัฒนา มาทำโครงการ School-BIRD ที่โรงเรียน ทำแปลงเกษตร ให้ความรู้ เลยทำให้รู้จักกับรุ่นพี่ ซึ่งพอรู้ว่าโรงเรียนใช้การจ่ายค่าเทอมด้วยการทำความดีช่วยเหลือสังคมคนละ 400 ชั่วโมง และปลูกต้นไม้คนละ 400 ต้นต่อปี ก็ยิ่งเป็นจุดที่สนใจมาก เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดแล้ว โรงเรียนยังสอนทักษะชีวิตและทักษะอาชีพแบบที่ไม่เคยเห็นโรงเรียนไหนสอน” น้องวิวเล่า

น้องน้ำทิพย์ช่วยเสริมว่า “พอเห็นพี่วิวมาเรียนก่อนแล้วเล่าให้ฟัง ก็เลยอยากมาเรียนตาม เพราะเห็นการสอนที่ได้ลองทำอะไรด้วยตัวเอง ได้ทำธุรกิจเพื่อสังคม ก็รู้สึกว่ามุมมองของตัวเองเปลี่ยนไป ไม่ได้เลือกมองผ่านปัญหาไปเฉยๆ แต่ลงมือแก้ไขปัญหาด้วย อนาคตจึงอยากเป็นนักธุรกิจที่นำกำไรจากธุรกิจกลับมาช่วยเหลือผู้คนในชุมชนที่ตัวเองอยู่”

เช่นเดียวกันกับน้องเปรี้ยวที่มีพี่สาวเรียนอยู่ที่นี่ และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวพี่ที่มองเห็นหลายอย่างในมุมมองกว้างขึ้น บวกกับบรรยากาศของโรงเรียนท่ามกลางธรรมชาติ “บรรยากาศโรงเรียนทำให้รู้สึกสบาย ไม่ได้กดดันเหมือนโรงเรียนอื่น” ทำให้เธอตัดสินใจมาเรียนที่นี่ได้ไม่ยาก

 

โรงเรียนนวัตกรรม : การศึกษาบูรณาการกับชีวิต

มีชัยพัฒนา

มีชัยพัฒนา

ความหมายของคำว่า ‘นวัตกรรม’ ในด้านการศึกษาของโรงเรียน มีชัยพัฒนา คือการจัดหลักสูตรที่เน้นการเสริมสร้างศักยภาพของตัวนักเรียน ทั้งการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลาง และการจัดการศึกษารูปแบบพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโรงเรียน อย่างการเน้นการฝึกทักษะการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur) เพื่อเตรียมพร้อมให้นักเรียนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุณภาพชุมชนโดยไม่ละทิ้งบ้านเกิดของตัวเอง

นักเรียนที่นี่จะได้สำรวจศักยภาพของตัวเอง ไปพร้อมกับการศึกษาจากโครงงาน (Project-Based Learning) ผ่านการพัฒนากิจกรรมที่มีอยู่แล้ว อย่างธุรกิจทางการเกษตร เงินออมเงินกู้สำหรับทำธุรกิจในโรงเรียน ร่วมกันกับการริเริ่มกิจกรรมใหม่จากความสนใจและความช่างสังเกต จนเกิดเป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์ต่อสังคมและสร้างความเท่าเทียมทั้งในโรงเรียนและแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ อย่างการออกแบบแปลงฝึกเกษตรสำหรับผู้นั่งรถเข็น หรือศูนย์ปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โรงเรียนโสตศึกษา สุรินทร์

มีชัยพัฒนา

โรงเรียนมีชัยพัฒนา

“มุมมองการศึกษาแบบโรงเรียนมีชัยฯ ต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนไปได้หลายอย่างตามที่เขาสนใจ” คุณมีชัยเล่า “ความเก่งไม่มีแค่เรื่องเดียว ระหว่างเรียนหนังสือในโรงเรียน เขาก็ได้จัดการบริหารภายในเป็นไปจนถึงเป็นผู้ตรวจสอบการใช้เงินด้วย หรือการสร้างระบบเศรษฐกิจย่อยๆ ในโรงเรียนให้เขาได้เรียนรู้ อย่างการทำอาหารว่างขายในโรงเรียน เพราะเราเชื่อในศักยภาพของเด็ก เด็กทำอะไรได้เยอะ”

เราจึงมองเห็นความเป็นผู้นำหรือนวัตกรในตัวนักเรียนในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ด้วยการปูพื้นฐานเบื้องต้นผ่านทักษะการใช้ชีวิต แล้วลงมือปฏิบัติเองพร้อมกับค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่สนใจ

“ผมพยายามให้เขาคิดว่า มันไม่มีอะไรอยู่กับที่ แล้วเราสามารถเข้าไปเปลี่ยนได้ทั้งหมด แต่ให้เรียนรู้วิธีเปลี่ยนว่าควรจะทำอย่างไร อย่างเช่นการเข้าไปในชุมชน อย่าไปถามว่า เขามีปัญหาอะไร แต่ต้องไปทำความรู้จักฝากเนื้อฝากตัว แล้วเชิญผู้ใหญ่มาดูที่โรงเรียน มาดูว่าบ้านเราเป็นอย่างไร เขาก็จะอุ่นใจและอยากมาร่วมมือกันพัฒนา แล้วมีส่วนไหนที่เราอยากทำให้ชุมชนดีขึ้น เพราะโรงเรียนก็จำเป็นต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคนในชุมชนเช่นเดียวกัน”

 

จากแปลงเกษตร สู่เศรษฐกิจชุมชน

มีชัยพัฒนา

แปลงเกษตรคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวหลากหลายในโรงเรียน เพราะจากแปลงเกษตร จากความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย จากความสนใจที่แตกต่าง นำไปสู่ปลายทางที่การสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับชุมชน ผ่านหัวใจของการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม

จุดเริ่มต้นนักเรียนที่นี่จะได้ลงมือทำแปลงเกษตรเป็นของตัวเอง จากแปลงส่วนนี้ขยายความคิดของนักเรียนออกได้หลากหลาย ตั้งแต่การทดลองคิดทำแปลงเกษตรที่แก้ไขข้อจำกัดหรือปัญหาที่ตัวเองค้นพบ อย่างการทำแปลงในยางรถยนต์ การปลูกผักไร้ดินในลำไผ่ การปลูกผักข้างรั้วในขวดน้ำใช้แล้ว และยังคิดต่อเนื่องให้กับบุคคลอื่นในสังคม อย่างการทำแปลงฝึกเกษตรสำหรับผู้นั่งรถเข็น และถูกนำไปใช้งานจริงในโรงเรียนพันธมิตรทุกภูมิภาค

แปลงผักไม่ได้หยุดเพียงแค่การปลูกผัก แต่ยังมองในมิติที่รอบด้านมากกว่า ตั้งแต่การทำสหกรณ์ เงินออมและเงินกู้ยืมสำหรับทำธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ของการทำการเกษตรที่ใช้พื้นที่น้อย น้ำน้อย แรงงานน้อย แต่มีรายได้ดี ไปจนถึงการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย ซึ่งทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และสมาชิกในชุมชนสามารถเรียนรู้และใช้บริการเหล่านี้ โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง

ทั้งหมดนี้ เกิดจากเป้าหมายสำคัญของโรงเรียน คือการทำแปลงเกษตรเพื่อขจัดความยากจน พัฒนาคุณภาพชีวิต และดำรงชีวิตในชุมชน​ โดยไม่ต้องละทิ้งบ้านเกิดและครอบครัว

มีชัยพัฒนา

 

สร้างคนดี สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และขจัดความยากจน

วิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่กว้างออกไปมากกว่าการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศแล้ว สำคัญคือจะต้องช่วยเหลือผู้ปกครองของนักเรียนให้หลุดพ้นจากความยากจนด้วย

“เหตุผลที่เป็นโรงเรียนประจำ เพราะเด็กจะได้รู้จักหลายจังหวัด หลายวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งต่างประเทศ รู้จักความหลากหลาย อย่างที่ผมบอกเขาว่า ต้องการให้เค้ารู้จัก Fruit Salad ไม่ใช่ผลไม้แบบเดียว – ที่นี่เป็นโรงเรียนประจำสำหรับผู้ปกครองด้วย” คุณมีชัยเสริม

โรงเรียนมีชัยพัฒนา

โรงเรียนมีชัยพัฒนา

ซึ่งกรอบการพัฒนาของโรงเรียนไม่เพียงจำกัดเฉพาะในชุมชนรายรอบ หรือโรงเรียนพันธมิตรเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องไปกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ที่ทางโรงเรียนได้เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน SDGs สำหรับโรงเรียนไทยในชนบทและการพัฒนาชุมชน ตามหัวเรื่องที่ว่า ‘เด็กๆ คืออนาคต’ เพื่อมุ่งเน้นบทบาทของเยาวชนและชุมชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโรงเรียนมีชัยพัฒนา ก็เป็น 17 ข้อตามที่สหประชาชาติกล่าวไว้ แต่เราบวกเพิ่มเข้าไปอีก 4 คือ การเห็นอกเห็นใจและการแบ่งปัน การสร้างสังคมที่เคารพกฎหมาย การยกย่องความซื่อสัตย์และขจัดคอร์รัปชั่น และการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว

“เราก็เลยมองว่า ถ้าอยากจะทำให้สังคมดีขึ้น วิธีที่ดีที่สุดคือทำผ่านโรงเรียน เพราะนอกจากมีนักเรียนแล้ว ยังมีที่ดิน มีอาคาร มีน้ำ มีไฟ มีครู มีผู้อำนวยการ มีชุมชนอยู่รอบ น่าจะไปได้ดี ที่กำลังดำเนินการอยู่ทำได้ดีมาก ตอนนี้เรากำลังขยายต่อในเรื่องสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร และรายได้ให้กับผู้สูงอายุ และบทบาทของผู้หญิงในหมู่บ้านต่อไป”

โรงเรียนมีชัยพัฒนา

โรงเรียนมีชัยพัฒนา

หากพูดถึงการวัดเป้าหมายความสำเร็จสำหรับนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาแล้ว อาจไม่ได้อยู่ที่สัดส่วนในการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่คือการที่เด็กทุกคนรู้จักตัวเองเป็นอย่างดี

นักเรียนบางคนที่นี่ก็ ใช้เวลาช่วง Gap Year ออกไปค้นหาตัวเอง หรือบางคนที่เรียนต่อมหาวิทยาลัยก็พร้อมที่จะเรียนรู้และตอบปัญหา เพราะหลักสูตรของเราสอนทุกเรื่องในชีวิต อย่างกฎหมาย รากฐานประชาธิปไตย หรือการแบ่งปัน ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งนี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เป็นคนดี และมีความสุข”

โรงเรียนมีชัยพัฒนา

ท้ายที่สุดเราถามถึงปลายทางความเป็นเลิศของนักเรียนโรงเรียนนี้

“ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” คุณมีชัยตอบ

“คำว่าสมบูรณ์ก็คือไม่ต้องมีอะไรวิเศษ หวือหวา ดีทุกด้าน ซ้ายก็ได้ขวาก็ได้ ทุกทิศทาง เป็นความเหมาะสมที่ดีได้ ไม่ต้องเป็นเลิศในเรื่องไหนเลย แต่มีความเหมาะสมอย่างยั่งยืน กลิ้งไปไหนได้อย่างดี และสมบูรณ์ในเรื่องที่ตัวเองปรารถนา

 

โรงเรียนมีชัยพัฒนา – Bamboo School
ที่อยู่ : 186 หมู่ที่ 13 ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ 31130
โทร : 08-9949-6539
เว็บไซต์ : www.mechaipattana.ac.th

 

 

เรื่อง ณัฐนิช ชัยดี
ภาพถ่ายบุคคล เอกรัตน์ ปัญญะธารา

 


อ่านเพิ่มเติม 42 Bangkok โรงเรียนทางเลือกสาย IT ที่ขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางการศึกษา

เรื่องแนะนำ

BASCII CHULA สร้างผู้ประกอบการยุคใหม่ จากโจทย์ของทักษะแห่งอนาคต

BASCII CHULA แก่นของมหาวิทยาลัยในยุคเปลี่ยนผ่าน กับการสร้างหลักสูตรที่สนับสนุนความฝันของผู้เรียน ให้เป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ โดยมองเป้าหมายของปลายทางในอนาคตเป็นตัวตั้ง ทักษะในศตวรรษที่ 21 ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกของการทำงานยุคปัจจุบัน นี่จึงเป็นโจทย์ของสถาบันการศึกษายุคใหม่ที่จะต้องกล้าปรับตัวและปรับหลักสูตรให้เดินหน้าไปพร้อมกับความต้องการของตลาดแรงงานและตลาดโลก “เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว เกิดคำถามใหญ่ในจุฬาฯ หลังจากครบรอบ 100 ปีว่า แล้วการศึกษาในศตวรรษที่ 2 ของจุฬาฯ จะหน้าตาเป็นอย่างไร?” รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย รองอธิการบดี ด้านการวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ นวัตกรรม และพันธกิจสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นให้เราฟังด้วยคำถามที่ไม่ได้ตอบเพียงข้อสงสัยของจุฬาฯ เอง แต่ยังตอบคำถามในแวดวงการศึกษาระดับสากล   Passion for Future Education การศึกษาแห่งอนาคต   “ถ้าเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้จากศูนย์ หน้าตาของมหาวิทยาลัยควรต้องเป็นอย่างไร?” จากข้อสงสัยนำมาสู่การค้นหาแก่นแท้ และคุณค่าของการศึกษายุคใหม่ ยุคที่บริบทรอบด้านของสังคมเปลี่ยนจากเดิมแบบพลิกหน้ามือ “เราเริ่มต้นจากการมองฉากทัศน์ของการศึกษาระดับสูง จากเดิมที่มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดการด้านระบบการศึกษา ปัจจุบันผู้ประกอบการผันตัวมาทำงานด้านเทคโนโลยีการศึกษากันมากมาย แต่สิ่งที่บริษัท EdTech เหล่านี้ทำได้เป็นเพียงแค่การสนับสนุนด้านการศึกษา งานในส่วนของเนื้อหาความรู้ใหม่เชิงลึกหรืองานวิจัยที่มีความหมาย และประสบการณ์เรียนรู้ในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างบัณฑิตให้ประสบความสำเร็จทั้งต่อตนเองและสังคมยังคงเป็นคุณค่าหลักของมหาวิทยาลัยอยู่ดี เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องเก่งในการสร้างความรู้ใหม่ และความรู้ใหม่นั้นต้องเป็นความรู้ที่นำไปสู่ประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างแท้จริง” […]

KOSEN KMUTT หลักสูตรใหม่สร้างวิศวกรจากญี่ปุ่น สู่การยกระดับอุตสาหกรรมไทย

KOSEN KMUTT โรงเรียนมัธยมปลายที่ชวนนักเรียนมองวิศวกรรมจากจุดเริ่มต้นที่มนุษย์และสังคม มาเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่รู้จักความฝันตัวเอง และรู้ตัวว่าอยากจะก้าวต่อไปข้างหน้าบนเส้นทางในอนาคตรูปแบบไหน เช่นในปัจจุบันที่เป็นยุคของนวัตกรรม เรามองเห็นเด็กที่สนุกกับงานเมกเกอร์ การได้ลงมือทำ และได้ทดลองสร้างสิ่งใหม่ให้กับสังคม การเตรียมหลักสูตรการศึกษาที่เริ่มตั้งแต่ระดับมัธยมปลายให้พร้อมสำหรับนักเรียนกลุ่มนี้แต่เนิ่นๆ นอกจากจะเป็นการปูพื้นฐานความรู้และทักษะความสามารถก่อนส่งต่อสู่ระดับอุดมศึกษาแล้ว การศึกษาสำหรับเด็กวัยที่กระหายการเรียนรู้และลงมือทำเช่นนี้ ยังช่วยเปิดกว้างด้านความคิดสร้างสรรค์ ดึงพลังความกล้าของวัยเด็กมาบวกกับทักษะ และอาจเกิดเป็นผลลัพธ์ที่เซอร์ไพรส์ผู้ใหญ่อย่างที่คาดไม่ถึง หลักสูตรแบบ Story-based Learning กับนักเรียนสายวิศวกรรม การเรียนด้านทักษะวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และการฝึกฝนทักษะด้านวิศวกรรมผ่านการปฏิบัติ คือความพิเศษของนักเรียนมัธยมปลายที่นี่ เราได้รับเกียรติจากคณาจารย์ทั้งไทยและญี่ปุ่นของโครงการ KOSEN KMUTT ในการบอกเล่าเรื่องราวการเรียนของว่าที่วิศวกร ผู้เป็นกำลังสมองของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต   ความเชี่ยวชาญการศึกษาวิศวกรรมแบบญี่ปุ่น กับนักเรียนไทย โครงการ​จัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น หรือโครงการพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศภูมิภาค ด้วยแนวคิดการจัดการศึกษาในรูปแบบ KOSEN ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิศวกรรม เป็นโครงการที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการโดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และเริ่มดำเนินโครงการในปีการศึกษา 2562 ซึ่งกำลังเดินทางเข้าสู่การรับนักเรียนรุ่นที่ 3 “เรามองเห็นความเชี่ยวชาญของสถาบัน KOSEN ซึ่งมีมายาวนานเกือบ 60 ปี […]

กำเนิดวิทย์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่มุ่งสร้างนักวิจัยพร้อมนวัตกรรม

กำเนิดวิทย์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการบ่มเพาะให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ และสร้างคนเก่งที่เป็นคนดี หากพูดถึงคำว่า ‘คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์’ เชื่อว่าหลายคนจะคิดถึงชื่อวิชาที่ต้องเรียนจนจบหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ แต่ที่ โรงเรียน กำเนิดวิทย์ ความหมายของคำนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของวิชาการ แต่เป็นเรื่องของกระบวนการคิด สร้างสรรค์ และหลักเหตุผลที่หลอมรวมเข้าในทุกวิชาเรียน “ทำไมเราต้องมาสนใจเด็ก gifted?” ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการ โรงเรียน กำเนิดวิทย์ เริ่มต้นเท้าความถึงดำริของโรงเรียนที่มองภาพใหญ่คือการสร้างบุคลากร เพื่อนำนวัตกรรมกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ด้วยการสร้างองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี “ถ้าเราหันกลับไปดูว่า ทำไมประเทศของเราถึงยากจน ถ้าเราดูย้อนหลังปี 1965 GDP ของเราสูงกว่าเกาหลีนะ แต่หลังจากนั้นอีก 20-30 ปี เราน้อยกว่าเขา 4-5 เท่า หรือจีนที่พึ่งเปิดประเทศไม่นาน ตอนนี้เขาล้ำหน้ากว่าเราไปมาก ทำไมเราทำไม่ได้? “ณ วันนี้ เรามีคนที่ประกอบอาชีพนักวิจัย นักประดิษฐ์ อยู่ประมาณ 1,300 คนต่อประชากรล้านคน ในขณะที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีอยู่ที่ประมาณ 6 พัน ทั้งหมดทั้งประเทศไทยมีนักวิจัยประมาณ 8-9 หมื่นคน […]

เจาะลึกระบบการศึกษาเยอรมันที่สอนให้เยาวชนเข้าใจ Climate Change ในทุกมิติ

เป็นเวลา 17 ปีมาแล้วที่การเรียนการสอนเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” กลายมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของระบบการศึกษาเยอรมัน ระบบการศึกษาของประเทศเยอรมัน ไม่ได้มีหลักสูตรที่กำหนดโดยรัฐบาลกลางแบบที่กระทรวงศึกษาธิการบ้านเรากำหนด แต่ละ 16 รัฐของเยอรมนีกำหนดแนวทางการเรียนการสอนของตนขึ้นมา ในกรอบของการศึกษาแนวคิดแบบยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมที่ผนวกเข้ากับรายวิชาอื่นๆ และที่นี่เด็ก ๆ  ไม่ได้เรียนแค่ว่าภาวะโลกร้อนคืออะไร แต่พวกเขายังถูกกระตุ้นให้เรียนรู้กันลึกลงไปกว่านั้น ว่าจะร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เผชิญอยู่อย่างไร เรียนรู้ความเชื่อมโยงกันของธรรมชาติ เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ความสำคัญของการอยู่กับธรรมชาติกันตั้งแต่เล็ก รายงานจาก Petra Lewalder คุณครูวิชาภูมิศาสตร์จากโรงเรียน Clara Schumann Gymnasium ในเมืองบอนน์ เด็ก ๆ ชั้นอนุบาลจะได้เรียนรู้ว่าต้นไม้ และผืนป่ามีความสำคัญอย่างไร พวกเขาได้รู้จักชื่อของต้นไม้ผ่านการสังเกตใบ ดอก ผล พอปีต่อมาพวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ต่อมาในเกรด 5 พวกเขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และขยายองค์ความรู้ขึ้นเรื่อย ๆ ในชั้นที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างโจทย์ในชั้นเรียนวิชาเคมีระดับมัธยม นักเรียนต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเอกสารเรียกร้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง ไบโอเอทานอล ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ว่าอาจกำลังขัดขวางราคาข้าวโพดในประเทศที่กำลังพัฒนา เด็ก ๆ สวมบทบาทเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย, เกษตรกร, นักสิ่งแวดล้อม และตำแหน่งอื่น ๆ โต้แย้งกันด้วยข้อมูล […]