คุยเศรษฐศาสตร์ จากอดีตถึงอนาคต วิชาที่ว่าด้วยเหตุผลและกลไก กับ วินัย วงศ์สุรวัฒน์

คุยเศรษฐศาสตร์ จากอดีตถึงอนาคต วิชาที่ว่าด้วยเหตุผลและกลไก กับ วินัย วงศ์สุรวัฒน์

วิชาที่เป็นคุณสมบัติของทรัพยากรบุคคลในโลกแห่งอนาคต ว่าด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ด้วยหลักเหตุผล ไปพร้อมกับเปิดใจกว้างรับกับเรื่องราวใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ

ค่าครองชีพ เงินเฟ้อ รายได้น้อย ของแพง หรือหนี้สินครัวเรือน ล้วนเป็นปัญหาใกล้ตัวในชีวิตประจำวันที่มองเห็น เป็นอยู่ และกระทบผู้คนในสังคมไม่มากก็น้อย

“ถ้าผ่านการศึกษาเศรษฐศาสตร์มาบ้าง ก็จะสามารถเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ดียิ่งขึ้น” รศ.ดร. วินัย วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต วิชาเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มต้นบอกเล่าใจความของวิชาเศรษฐศาสตร์ให้เราฟัง

“ผมว่าเศรษฐศาสตร์มีประโยชน์คือ ทำให้เราเข้าใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นตัวผลักดันให้เกิดขึ้นมา และทำให้เรารู้จักใช้เหตุผล เข้าใจถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวเหล่านี้ ว่าวิธีใดที่จะทำให้มันพอดีขึ้นได้ แต่ก็รู้ถึงข้อจำกัดด้วยว่าหลายอย่างก็อยู่เหนือการควบคุมที่รัฐบาล หรือผู้บริหารจะสามารถทำได้ ทำให้เข้าใจว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้”

ข้อความที่ว่ามาอาจฟังดูนามธรรม แม้จะจับต้องได้ในชีวิตจริงของพวกเราทุกคน แต่ก็ดูจะไกลเกินเอื้อมกว่าที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยตัวเรา ตรงนี้เองที่ความหมายของ ‘วิชาเศรษฐศาสตร์’ ถูกใช้เพื่อสร้างความเข้าใจในการสร้างสมดุลในสังคม

ภูมิทัศน์ของเศรษฐศาสตร์ : วิชาที่วิวัฒน์ไปตามโลก

วินัย วงศ์สุรวัฒน์

เศรษฐศาสตร์อย่างที่เราเคยเรียนกันในห้องเรียน แยกออกได้เป็นเศรษฐศาสตร์จุลภาค และเศรษฐศาสตร์มหภาค

“เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่สอนเกี่ยวกับสังคม พฤติกรรมของผู้บริโภค และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละหน่วยของสังคม หลักๆ เลย คือ ความพยายามเข้าใจและทำนายว่า คนเรามีพฤติกรรมอย่างไรกับตลาด แล้ววิเคราะห์ถึงแรงจูงใจที่ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าและบริการในกลไกและแรงผลักดันที่ผู้บริโภคจะจับจ่ายซื้อหา นี่คือเศรษฐศาสตร์ระดับจุลภาค”

อีกส่วนคือเศรษฐศาสตร์มหภาคที่พูดกันในระดับชาติ “ก็คือการซูมออกมามองระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าแค่ตลาดใดตลาดหนึ่ง มองในภาพรวมเช่นว่า ทำไมบางประเทศมีกำลังการผลิตได้มาก ทำไมบางประเทศถึงรวย และก็บทบาทของรัฐบาลในนโยบายระดับมหภาคว่าจะส่งเสริมให้เศรษฐกิจพัฒนาไปทางไหน”

เวลาที่เดินหน้าไป เทคโนโลยีที่เติบโตขึ้น ความเข้าใจทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์หลากมิติ กระตุ้นให้เศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ต้องมีมุมมองและความรู้ที่กว้างขวางมากขึ้น “ถ้าเรียนเศรษฐศาสตร์เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว แล้วหลับไป ตื่นขึ้นมาตอนนี้ อาจรู้สึกว่าอะไรที่เคยเรียนในอดีตมันใช้ไม่ได้แล้วนะ ก็ไม่ได้แปลว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ตายแล้ว เพียงแต่ว่ามันได้ลอกคราบไปหลายครั้งแล้ว”

วินัย วงศ์สุรวัฒน์, มหิดล

อาจารย์วินัยยกตัวอย่างเคสของเศรษฐศาสตร์ที่มักเล่าให้กับนักศึกษาฟัง เรื่องราวแสดงให้เห็นว่า กลไกทางทฤษฎีไม่ใช่ทุกสิ่ง หากแต่การสร้างความเข้าใจ และเปิดกว้างยอมรับต่างหากที่เป็นคุณสมบัติสำคัญของการใช้งานวิชาเศรษฐศาสตร์ในยุคนี้

“เศรษฐศาสตร์สมัยก่อนบอกว่า คนเราตอบสนองต่อแรงจูงใจทางการเงิน เพราะฉะนั้นจะต้องให้รางวัลหรือลงโทษเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำ มีการศึกษาสถานดูแลเด็กในช่วงกลางวัน ที่อิสราเอล ซึ่งประสบปัญหาผู้ปกครองมารับลูกช้ากว่าเวลาจริง วิธีการแก้ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์คือ การปรับ เพราะพ่อแม่จะได้มีแรงจูงใจในการมารับลูกให้ตรงเวลา พอประกาศปุ๊บกลายเป็นว่าพ่อแม่ยิ่งมารับลูกสายกว่าขึ้นไปใหญ่ อันนี้มันตรงข้ามกับที่เศรษฐศาสตร์ทำนายไว้ ว่าถ้าอะไรที่คิดเงิน คนต้องใช้น้อยลงสิ แต่ทำไมกลายเป็นรับช้ามากขึ้น?”

“การที่พ่อแม่มารับช้าหรือมารับตรงเวลา บางทีไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความเกรงใจ ความรู้สึกผิดว่าเราเอาเปรียบหรือไม่มีความรับผิดชอบ พอตีค่าเป็นตัวเงิน พ่อแม่ก็สบายใจว่าไม่ต้องรู้สึกผิดแล้ว จิตวิทยาของมนุษย์จึงไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว เป็นเรื่องศีลธรรม ความเกรงใจด้วย”

งูลอกคร: สัญญาณของวิชาที่ยังมีชีวิต

วินัย วงศ์สุรวัฒน์

“ผมว่าการละทิ้งความเชื่อเก่าๆ ทฤษฎีเก่าๆ ที่เคยเรียนเคยสอนกันมาเมื่อสิบหรือสิบห้าปีที่แล้ว มันไม่ใช่สัญญาณบอกว่าเป็นวิชาที่ตายแล้ว แต่มันเป็นสัญญาณของวิชาที่ยังมีชีวิต ยังดิ้นรนอยู่” วิชาเศรษฐศาสตร์ที่อาจารย์วินัยนิยามว่าเหมือนงูลอกคราบ เพราะความเปลี่ยนแปลงคือทางของการเติบโต

“เช่นเรื่องการเงินการธนาคาร การลงทุน ระบบเศรษฐกิจ การบริหารเงินตราในระบบ หรือธนาคาร ที่มีรัฐบาลเป็นผู้ดูแลเงินตรา พอเกิดคริปโตขึ้นมา ก็เริ่มมีคนตั้งคำถามว่าต่อไปพวกทฤษฎีการเงินอะไรทั้งหลายที่อยู่ในตำราก็ใช้อะไรไม่ได้แล้วใช่ไหม? เพราะเงินเหล่านี้เกิดจากการไปขุดเหมืองคริปโต บิทคอยน์ ตรงนี้ยิ่งทำให้เห็นว่า เศรษฐศาสตร์ต้องมีวิวัฒนาการ อะไรที่เคยยึดถือเป็นสรณะก็ต้องปล่อยวาง ต้องคิดใหม่ เอาเทคโนโลยีหรือสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เข้ามาอยู่ร่วมในระบบและโมเดลด้วย”

หากจะให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์สองระดับอย่างที่เล่ามา “ในแง่จุลภาค ไม่ใช่ใช้แค่โมเดลคณิตศาสตร์ หรือเข้าใจด้วยหลักเหตุผลอย่างเดียว แต่จะต้องเริ่มคิดว่าก็มีการจับจ่ายของผู้บริโภคในปัจจุบันมีปัจจัยเกี่ยวกับจิตวิทยาเข้าร่วมด้วย”

“หรือในทางมหภาคเห็นได้ชัดว่ามีความเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร เช่น ตั้งแต่ที่จีนเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ก็ทำให้การศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาคต้องเปลี่ยนมุมมองที่ว่าตลาดเสรีดีที่สุด ภาคเอกชนเป็นผู้ดูแลจัดการ หรือการที่รัฐบาลไม่ต้องมาก้าวก่ายกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ดี หลังๆ ก็มีตัวอย่างของบางประเทศซึ่งไม่ตรงกับทฤษฎีที่เราเชื่อกัน บางประเทศสามารถเจริญก้าวหน้าได้ด้วยโมเดลที่แตกต่างกัน”

“เศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ต้องมีความใจกว้างขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และเอามุมมองจากวิชาอื่นมาปรับใช้ด้วย อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าทฤษฎีของตัวเองถูกหมดทุกอย่าง ถ้าในแง่นี้ก็เรียกว่า บางเรื่องตายไปก็ถือว่าดีแล้ว มันจะได้ไม่จมปลักอยู่ในความโบราณที่มันไม่เหมาะสมกับโลกปัจจุบัน หลายทฤษฎีเกิดขึ้นมาใหม่ มีประโยชน์และก็ใช้ได้กับโลกปัจจุบันมากขึ้น จะเรียกว่าตายแล้วก็ได้ แต่ว่าตายแล้วเกิดใหม่”

คุณสมบัติของทรัพยากรบุคคลในอนาคต

อาจารย์วินัยเริ่มต้นการเดินทางบนเส้นทางสายเศรษฐศาสตร์จากการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง เพื่อหาสมดุลของความสนใจในชีวิต “ส่วนตัวชอบคำนวณ การมีหลักการเหตุผล การมีโมเดลอะไรทั้งหลายที่คล้ายวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังมีความเชื่อมโยงกับสังคม กับโลกภายนอก อย่างที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาสายสังคมศาสตร์ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ในตัว นี่เป็นสาเหตุที่ชอบวิชานี้” จะเรียกว่าเป็นการหาสมดุลให้ชีวิตในแบบเศรษฐศาสตร์ก็คงไม่ผิดนัก

เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่กว้าง และเป็นวิชาเชิงแนวคิด (Framework) ที่มีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่การวิเคราะห์ การใช้เหตุผล และการเปิดใจกว้างให้กับความซับซ้อน เพื่อสร้างนโยบายหรือการปรับเปลี่ยนที่เข้าสู่จุดสมดุล หรือ Equilibrium นั่นทำให้อาจารย์วินัยมองว่า เหล่านี้คือคุณสมบัติของทรัพยากรบุคคลในอนาคต

“ที่วิทยาลัยการจัดการฯ ถือว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาบังคับวิชาหนึ่งที่นักศึกษาปริญญาโททุกคนจะต้องเรียน เพราะเป็นวิชาที่เปิดโลกทัศน์ของนักศึกษาให้กว้างออกไปจากแค่ในองค์กรของตัวเอง ได้มองตลาด มองประเทศ มองภาพใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก เพราะในการวางยุทธศาสตร์ของผู้บริหารสมัยใหม่ต้องใช้การวิเคราะห์​ภายในเพื่อหาจุดแข็งจุดอ่อน ขณะเดียวกันก็ต้องวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกด้วย ถ้าอยากจะเข้าใจว่า สังคม แนวโน้มตลาดโลกไปทางไหน อะไรเกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมรอบตัวในเชิงสังคมศาสตร์ การเรียนเศรษฐศาสตร์ถือเป็นเรื่องสำคัญ”

วินัย วงศ์สุรวัฒน์

เศรษฐศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่วิชาสำคัญในบทเรียน แต่ยังเป็นวิชานอกห้องเรียนสำหรับผู้คนเพื่อสร้างสังคมที่เข้าใจธรรมชาติของผู้คน และมีความสุขอย่างสมดุล

“ผมคิดว่าการเข้าใจเศรษฐศาสตร์ทำให้มีความหัวก้าวหน้าขึ้นด้วย คือมองว่าบางเรื่องก็สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ผู้นำต้องมีบทบาทที่จะควบคุมทำให้สังคมดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจดูมีอนาคตมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่พอสมควรว่า ในหลายเรื่องมันไม่ใช่อะไรที่มีสูตรสำเร็จ แล้วสามารถเข้ามาแก้ไขให้มันตรงเป้าหมายได้ ก็คือมีความบาลานซ์ในมุมมอง”

“บางคนบอกว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องดิ้นรนทำมาหากินเหมือนกัน อันนี้ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว มันก็ขึ้นอยู่กับการใช้เหตุผล และความสามารถทำให้อะไรมันดีขึ้นด้วย แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่สุดโต่งในมุมมองที่ว่า ปัญหาความยากลำบากทั้งหลายมันเกิดจากผู้นำที่ไม่มีความสามารถ หลายอย่างมันก็เกินเลยกว่าที่ผู้นำหรือรัฐบาลจะสามารถแก้ไขได้”

“มันคือทำให้มีความบาลานซ์ระหว่างมุมมอง บางทีคนรุ่นใหม่ก็อาจจะมีความโน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง อาจจะหัวก้าวหน้ามากอย่างที่บอกว่า ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้โดยใช้เหตุผล ความรู้ ตรงนี้ก็ไม่สมจริงเท่าไหร่ หรือบางคนก็ไปทางแนวอนุรักษนิยมมาก ใครเป็นรัฐบาลก็ออกมาเหมือนกันแหละ ซึ่งความจริงมันอาจจะต้องมีความสมดุลมากกว่านั้น”

“นี่เป็นความหวังของผม ถ้าได้เรียนเศรษฐศาสตร์ จะทำให้มองอะไรได้สมดุลมากยิ่งขึ้น”

เรื่อง ณัฐนิช ชัยดี 
ภาพ หทัยรัตน์ ดีนวลพะเนาว์


อ่านเพิ่มเติม SIIT ธรรมศาสตร์ กับภารกิจ Learning for the Future

SIIT

เรื่องแนะนำ

กำเนิดวิทย์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่มุ่งสร้างนักวิจัยพร้อมนวัตกรรม

กำเนิดวิทย์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการบ่มเพาะให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ และสร้างคนเก่งที่เป็นคนดี หากพูดถึงคำว่า ‘คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์’ เชื่อว่าหลายคนจะคิดถึงชื่อวิชาที่ต้องเรียนจนจบหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ แต่ที่ โรงเรียน กำเนิดวิทย์ ความหมายของคำนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของวิชาการ แต่เป็นเรื่องของกระบวนการคิด สร้างสรรค์ และหลักเหตุผลที่หลอมรวมเข้าในทุกวิชาเรียน “ทำไมเราต้องมาสนใจเด็ก gifted?” ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการ โรงเรียน กำเนิดวิทย์ เริ่มต้นเท้าความถึงดำริของโรงเรียนที่มองภาพใหญ่คือการสร้างบุคลากร เพื่อนำนวัตกรรมกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ด้วยการสร้างองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี “ถ้าเราหันกลับไปดูว่า ทำไมประเทศของเราถึงยากจน ถ้าเราดูย้อนหลังปี 1965 GDP ของเราสูงกว่าเกาหลีนะ แต่หลังจากนั้นอีก 20-30 ปี เราน้อยกว่าเขา 4-5 เท่า หรือจีนที่พึ่งเปิดประเทศไม่นาน ตอนนี้เขาล้ำหน้ากว่าเราไปมาก ทำไมเราทำไม่ได้? “ณ วันนี้ เรามีคนที่ประกอบอาชีพนักวิจัย นักประดิษฐ์ อยู่ประมาณ 1,300 คนต่อประชากรล้านคน ในขณะที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีอยู่ที่ประมาณ 6 พัน ทั้งหมดทั้งประเทศไทยมีนักวิจัยประมาณ 8-9 หมื่นคน […]

อาชีพในฝันที่ถูกกลืนหาย-ท่ามกลางระบบการศึกษาและสังคมไทย

ตอนเด็กเรามักมีความฝันเรื่องอาชีพที่หลากหลาย แต่เมื่อเติบโตขึ้นท่ามกลางระบบการศึกษาและสังคม ทำไมเด็กหลายคนจึงมีความฝันเรื่องอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไป อะไรเป็นสาเหตุทำให้เด็กส่วนมากเลือกที่จะ “เปลี่ยนฝัน” แทนที่จะทำ “อาชีพที่ตนใฝ่ฝัน” ตอนวัยเยาว์ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” หากถามคำถามนี้กับเด็ก ๆ จะได้คำตอบที่หลากหลายต่างกันไปและจะเห็นได้ถึง “ความช่างฝัน” ที่แฝงอยู่ในคำตอบเหล่านั้น น้องขุนพล – เด็กชายปัณณสิทธ์ ผณินทรารักษ์ อายุ 10 ขวบที่ฝันอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยน้องให้เหตุผลว่า “ผมชอบเวลาที่ได้เตรียมอาหารร้อน ๆ แล้วนำไปเสิร์ฟให้ผู้โดยสาร ได้ถามผู้โดยสารว่าเขาอยากทานอะไร มันมีความสุขมากเลยครับ และถ้าสมมุติว่าเครื่องบินตกกลางทะเล (อันนี้ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้นจริงนะครับ) ผมก็อยากลองเล่นสไลเดอร์ยางที่ปล่อยออกมาตอนฉุกเฉินเหมือนกัน มันน่าสนุกดีครับ” หากพิจารณาผลการสำรวจจากกลุ่มบริษัท Adecco ประเทศไทย ประจำปี 2564 พบว่า เด็กไทยอายุ 7 – 14 ปี จำนวน 2,024 คน จากทั่วประเทศเลือกให้ “แพทย์” เป็นอาชีพอันดับ 1 รองลงมาคืออาชีพครู อันดับที่ 3 และอันดับที่ 4 คือยูทูปเบอร์ […]

Art of Anatomy กายวิภาคศาสตร์ ศิลปะแห่งร่างกาย และการเรียนรู้ความงามของสัดส่วนมนุษย์

Art of Anatomy กับ “กายวิภาคศาสตร์” วิชาที่อยู่ตรงกลางพอดีระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ การสร้างความสมดุลระหว่างความสวยงามและความจริงจึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ไปพร้อมกับความท้าทายระหว่างลงมือทำ กายวิภาคศาสตร์​ (Anatomy) ในความรับรู้ของผู้คนคือวิชาพื้นฐานของสายแพทย์ที่จะต้องเรียนรู้โครงสร้างร่างกายของมนุษย์ในเชิงหน้าที่การทำงาน และอีกมุมมองหนึ่ง กายวิภาคศาสตร์ คือศาสตร์ที่นำพาศิลปินไปค้นหาความงามตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะต่อไป “กายวิภาคฯ เป็นวิชาที่ดูแค่รูปอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องมีคนอธิบายด้วยว่าทำไมรูปนี้ถึงเป็นแบบนี้” คุณอาร์ต – วรรณฤทธิ์ กะรินทร์​ อาจารย์ และผู้ก่อตั้ง Art of Anatomy ห้องเรียนกายวิภาคฯ สำหรับศิลปะ เล่าให้เราฟังถึงความสำคัญของวิชากายวิภาคศาสตร์ต่องานศิลปะ “หลายครั้งคนที่เป็นสายวาดหรือปั้น อาจจะไม่มั่นใจกับวิชานี้ เพราะมันอิงกับหลักวิทยาศาสตร์ กลัวว่าวาดออกมาแล้วผิดหรือเปล่า เขาต้องการคนสักคนหนึ่งมาพิสูจน์ว่าที่เขาวาดมันถูกต้องนะ แล้วถ้าไม่ถูกต้อง มันไม่ถูกตรงไหน” “เราก็ต้องอธิบายว่า ด้วยความที่กายวิภาคฯ มันอยู่ตรงกลางระหว่างวิทย์กับศิลป์ มันเป็นธรรมดาของโลก ถ้าเน้นไปทางความเป็นจริงและความถูกต้องทางวิทย์มาก ก็อาจจะสูญเสียความสวยงามบางอย่างในเชิงของศิลปะ อย่างรูปแกะสลักหินดาวิด (ผลงานโดย มีเกลันเจโล) เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงการต่อรองกันระหว่างความเป็นวิทย์ของกายวิภาคฯ กับความสมบูรณ์แบบของศิลปะ ศิลปินจะพยายามบาลานซ์ระหว่างความสวยกับความจริง ความเป็นวิทย์กับความเป็นศิลป์ แล้วทำหน้าที่สรุป เชื่อโยง ประมวลความรู้ เพื่อหาจุดสมดุลของทั้งสองศาสตร์”   […]

ดร.ณิชา ลีโทชวลิต นักวิจัยไทยผู้ร่วมค้นพบหนึ่งในกาแล็กซีไกลที่สุด ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

ความตื่นตัวทางด้านดาราศาสตร์ของคนไทยเมื่อยุคของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์มาถึง และ ดร.ณิชา คือหนึ่งในทีม GLASS ผู้ร่วมตามล่าหากาแลกซีที่ไกลที่สุด ช่วงกลางปีที่ผ่านมา กระแสตื่นตัวเรื่องอวกาศกลับมาอีกครั้งเมื่อภาพแรกของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope หรือ JWST) เผยแพร่ภาพถ่ายของกระจุกกาแลกซี่ SMACS 0723 หรือชื่อเล่นที่ว่า Deep Field ที่มาจากความห่างไกลของกาแลกซี่ถึง 13,500 ปีแสง ซึ่งนับว่าไกลที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยค้นพบในปัจจุบัน จะด้วยความตื่นตาจากภาพที่สวยงาม หรือเรื่องราวการค้นพบที่ข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปอีกขั้น แต่นี่นับว่าปลุกความกระหายในแวดวงดาราศาสตร์ให้กับชาวไทยอีกครั้ง “น่าสนใจมากเลยนะ อาจารย์ของพี่ยังแปลกใจเลยว่า คนไทยนี่สนใจดาราศาสตร์จัง” จากคำถามถึงกระแสเจมส์ เว็บบ์ในเมืองไทยกับ ดร.ณิชา ลีโทชวลิต นักวิจัยไทยจากสถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ผู้ร่วมค้นพบ GLASS-z13 หนึ่งในกาแลกซี่ที่ไกลที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยบันทึกภาพได้ เราเชื่อว่า บทสนทนากับ ดร.ณิชา ต่อจากนี้ไป จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับคนไทยที่เคยมองดาราศาสตร์เป็นเรื่องราวที่ไกลตัว ว่าอวกาศอันแสนไกลและแสนลึกลับ แต่การค้นพบครั้งใหม่ยังคงสร้างความตื่นเต้น และแสดงศักยภาพของมนุษยชาติที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การทำงานกับทีม GLASS โปรเจ็คต์ที่พาดาราศาสตร์ก้าวออกไปไกลกว่าเดิม GLASS หรือ Grism […]