เอลนีโญกับวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร: เมื่อความร้อนกำลังเขย่าเราถึงจานข้าว

เอลนีโญกับวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร: เมื่อความร้อนกำลังเขย่าเราถึงจานข้าว

  • เอลนีโญ (รวมถึง “ซูเปอร์เอลนีโญ”) ทำให้เกิดอากาศร้อนจัด ฝนแล้งสลับฝนหนัก ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะในไทยและหลายภูมิภาคโลก
  • ผลผลิตอาหารลดลงจากสภาพอากาศสุดขั้ว บวกกับต้นทุนพลังงาน-ปุ๋ยที่สูงขึ้น ทำให้ราคาอาหารแพงขึ้น และกระทบ “ความมั่นคงทางอาหาร” โดยตรง
  • ปี 2026 มีความเสี่ยงเอลนีโญรุนแรงยาวถึง 2027 กระทบภาคเกษตร น้ำ อุตสาหกรรม และต้องปรับตัว เช่น ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเปลี่ยนวิธีเพาะปลูก

ตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) รวมไปถึง “ซุปเปอร์เอลนีโญ” คือสิ่งที่เราได้ยินมาตลอด เพราะเมื่อปรากฎการณ์ที่สภาวะโลกร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลต่ออิทธิพลของสภาพและประเทศไทยคืออีกประเทศที่ได้รับผลกระทบนี้เข้าอย่างจัง

เอลนีโญ่ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอากาศร้อนและแล้งจัด ฝนทิ้งช่วง ขณะที่อีกด้านเป็นตัวการให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว หากฝนตก ก็จะตกหนักและยาวนานขึ้น และที่สำคัญคือเมื่อฝนแล้ง อากาศร้อนและยาวนาน ยังส่งผลถึงเรื่องปากท้องและ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยตรง

คริส จาคคารินี นักวิเคราะห์อาวุโส ด้านอาหารและการเกษตร จากหน่วยข่าวกรองด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ (Energy and Climate Intelligence Unit) กล่าวว่า ปี 2026 กำลังจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ความขัดแย้งและความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นความจริงที่มีราคาแพง เพราะราคาอาหารถูกกดดันจาก 2 ด้าน ทั้งจากสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบการผลิตในพื้นที่เพาะปลูกหลัก รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งพลต่อเชื้อเพลิงพลังงาน และปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตร

“ราคาอาหารถูกกดดันจากทั้งสองด้าน ทั้งจากสภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตในพื้นที่เพาะปลูกหลัก และจากระบบอาหารที่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดราคาแก๊ส ปุ๋ย การขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น” คริส จาคคารินี ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี

โลกร้อนทำของแพง

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก และเอลนีโญกำลังทำให้พืชบางชนิดมีแนวโน้มลดลง

มีรายงานระบุว่า เอลนีโญทำให้ฝนลดลงในบริเวณที่ปกติมีฝนชุก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความล้มเหลวของพืชผลในหลายภูมิภาคพร้อมกันโดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ แอฟริกากลาง ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อเมริกากลาง บราซิล และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

ขณะที่พืชบางชนิด มีผลผลิตลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น  ข้าว ธัญพืช  ส่วน น้ำตาล และน้ำมันปาล์มมีแนวโน้มผลผลิตลดลงพร้อมกันในหลายประเทศ ทั้งไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย  สำหรับฟิลิปปินส์ พืชที่เปราะบางที่สุด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด และพืชมูลค่าสูงอย่างโกโก้และกาแฟ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตและการขาดแคลนอาหารในวงกว้าง

สภาพอากาศส่งผลต่อผลิตผลทางการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำนักข่าว Manila Standard ประเทศฟิลิปปินส์ รายงานคำให้สัมภาษณ์ของรัฐบาลฟิลิปปินส์ว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่สูงขึ้น ประกอบกับภาวะแห้งแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังจะมาถึง กำลังคุกคามความสามารถของฟิลิปปินส์ในการรักษาระดับการผลิตข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้

ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ ให้สัมภาษณ์ National Geographic ฉบับภาษาไทย ว่า จนถึงขณะนี้ผลลัพธ์ของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และภาคเกษตร กรรมได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์ม ซึ่งราคาสูงขึ้นทั้งจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

“เวลาพูดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร มองแค่ตัวเลขผลผลิตที่ได้อย่างเดียวคงไม่ได้ ผมขอนิยามความมั่นคงทางอาหารใน 4 ความหมายหลัก เพื่อเชื่อมโยงว่าสภาพภูมิอากาศร้อนขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงในนิยามใด โดยหลักการแล้วความมั่นคงทางอาหารประกอบไปด้วย 1. การมีอาหารเพียงพอ (Food Availability) ซึ่งหมายถึงการมีอาหารในปริมาณที่เพียงพอและมีคุณภาพซึ่งจนถึงขณะนี้ยังเชื่อว่าอาหารยังมีเพียงพออยู่ 2. การเข้าถึงอาหาร (Food Access) ซึ่งหมายถึงการที่คนคนหนึ่งการเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสมรวมไปถึงสิทธิเพื่อการหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม และถ้าในกรณีที่ผลผลิตน้อยลง หรือสินค้ามีราคาที่สูงขึ้น สำหรับบางครอบครัวอาจกระทบในส่วนนี้”

“ข้อ 3 คือการใช้ประโยชน์จากอาหาร (Food Utilization) การใช้ประโยชน์จากอาหารในการบริโภค ซึ่งอากาศที่ร้อนขึ้นส่งผลถึงการมี Food waste ที่เพิ่มขึ้น เกิดการเน่าเสียแทนที่จะเก็บได้นานขึ้น และข้อ 4 คือการมีเสถียรภาพด้านอาหาร (Food Stability) ประชาชนหรือครัวเรือนหรือบุคคลต้องเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอตลอดเวลา ไม่มีความเสี่ยงในการเข้าถึงอาหารเมื่อเกิดความขาดแคลนขึ้นมาอย่างกะทันหัน”

ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ

ในประเทศไทย ดร.วิษณุ กล่าวว่า จากการศึกวิจัยพบว่าปัจจัยอุณหภูมิที่สูงส่งผลกระทบต่อวงจรด้านอาหารทั้งระบบ ได้แก่ ภาคประมงและทรัพยากรน้ำ ซึ่งความร้อนส่งผลถึงการอพยพของสัตว์น้ำ โดยเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้สัตว์น้ำอพยพไปยังพื้นที่ที่เย็นกว่าทางตอนเหนือ ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำในภูมิภาคนี้ลดลง ขณะที่การรุกล้ำของน้ำเค็ม เมื่อปริมาณน้ำจืดในเขื่อนมีน้อยลง การปล่อยน้ำเพื่อไล่น้ำทะเลจะทำได้ยาก ทำให้เกิดการรุกล้ำของน้ำเค็ม ซึ่งทำลายพืชผลและสัตว์น้ำจืด

ภาคการเกษตร อุณหภูมิที่สูงและผันผวนส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายและลดลง พืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ทุเรียน มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ ขณะที่ด้านปศุสัตว์มีต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นจากการควบคุมอุณหภูมิเพื่อไม่ให้สัตว์เครียด กินน้อยลง โตช้าลง เป็นโรคง่ายขึ้น และผสมพันธุ์ได้น้อยลง ซึ่งเพิ่มภาระแก่เกษตรกร

ส่วนด้านอุตสาหกรรม แรงงานกระทบตั้งแต่สุขภาพของแรงงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง  อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรจะได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนและราคาที่สูงขึ้น การใช้บรรจุภัณฑ์และการขนส่ง ต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ทนความร้อนสูงขึ้น เพื่อป้องกันการเน่าเสียของอาหาร ทำให้ Food Waste-Food Loss ระหว่างการขนส่งลดลง

หากอุณหภูมิยังเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง น้ำบาดาลก็อาจมีความเสี่ยงจนไม่เหมาะสำหรับการบริโภคอีกต่อไป

โลกของอาหารเมื่อเจอเอลนีโญ

จนถึงวันนี้ ศูนย์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศแห่งสหรัฐฯ (US Climate Prediction Center) ระบุว่ามีโอกาส 61% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวขึ้นในช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคมถึงกรกฎาคมและจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อยช่วงสิ้นปี 2026 โดยศูนย์พยากรณ์ฯ ยังระบุเพิ่มเติมว่ามีโอกาสราว 1 ใน 4 ที่จะเกิดปรากฏการณ์ระดับ “รุนแรงมาก”

หน่วยงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) และศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF)  คาดการณ์ว่า เอลนีโญระดับรุ่นแรงมากที่กลายเป็น“ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ” ในรอบนี้ จะเริ่มในช่วงกลางปี 2026 และอาจลากยาวไปจนถึงต้นปี 2027 ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยปรกติเกินกว่า 2.5 องศาเซลเซียส

เว็ปไซต์ Economictimes รายงานว่า จนถึงขณะนี้สภาพอากาศในเอเชียจะร้อนและแห้งแล้งมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ส่งผลกระทบต่อพืชผลและปริมาณอาหาร ขณะที่เกษตรกรกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน

นอกจากปัญหาด้านสภาพอากาศในปีนี้ยังเพิ่มขึ้นอีกจากการหยุดชะงักของอุปทานปุ๋ย เนื่องจากสงครามกับอิหร่านทำให้การจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำหรับการค้าปุ๋ยยูเรียประมาณ 30% ของโลกติดขัด

งานข่าวระบุว่า เกษตรกรในบางพื้นที่ของรัฐนิวเซาท์เวลส์และควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียถูกบังคับให้ลดการปลูกข้าวสาลีและคาโนลาลงแล้ว หลังจากปริมาณน้ำฝนต่ำเป็นเวลาหลายเดือน ส่งผลให้ขาดแคลนความชื้น ปุ๋ย และเชื้อเพลิง

ส่วนประเทศไทยมีแนวโน้ม เผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติ ทำให้การบริหารจัดการ และวางแผนการใช้น้ำข้ามปีกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ

เช่นเดียวกับปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกไปสู่พืชที่ใช้น้ำน้อย การปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพดิน น้ำ และภูมิอากาศ เตรียมรับมือกับแมลงศัตรูพืช โรคพืช และโรคระบาดในปศุสัตว์ สัตว์น้ำ ที่มาพร้อมกับความร้อน

เตรียมรับมือกับเอลนีโญ่ที่เดินทางมาหาเราถึงบนโต๊ะอาหาร โดยที่ยังไม่มีใครมั่นใจว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญรายนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไร

อ้างอิง

CNBC

Manila Standard

Economictimes

สืบค้นและเรียบเรียง 

กองบรรณาธิการ


อ่านเพิ่มเติม : สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ทำอย่างไร? เมื่อน้ำบาดาลไม่เหมือนเดิม

Recommend