ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้กรณี เขื่อนลาวแตก - National Geographic Thailand

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้กรณีเขื่อนลาวแตก

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้กรณี เขื่อนลาวแตก

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2018 เวลาประมาณ 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นจากพายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในจังหวัดอัตตะปือ ประเทศลาว เกิดพังถล่มลงมา สำนักข่าวท่องถิ่นรายงานมีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย ผู้สูญหายหลายร้อยคน และอีกกว่า 4,000-6,600 คนต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ล่าสุดรายงานจากสำนักข่าวไทยรัฐ เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของเมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่สามารถคุมให้น้ำในเขื่อนไม่ไหลทะลักเพิ่มได้แล้ว แต่หลายพื้นที่ยังคงเผชิญกับน้ำท่วมสูง

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย รวบรวมข้อมูลจากเหตุการณ์เขื่อนลาวแตกที่เกิดขึ้นในหลายประเด็นมาให้ชมกัน เพื่อช่วยให้คุณผู้อ่านเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้หากคุณผู้อ่านต้องการช่วยเหลือบรรดาพี่น้องชาวลาวที่ประสบภัยสามารถบริจาคเงินได้ตามเลขบัญชีที่สถานเอกอัคราชทูตเวียงจันทน์ลงประกาศ โดยเข้าไปดูรายละเอียดได้ ที่นี่

เขื่อนลาวแตก
ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นขอบเขตของพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมซึ่งกินบริเวณกว้างมาก
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Attapeu Today

 

เขื่อนที่ถล่มเป็นเขื่อนย่อย

สำนักข่าวบีบีซี รายงาน เขื่อนที่ถล่มพังลงมานั้นเป็นเขื่อนดินย่อยที่สร้างขึ้นไว้สำหรับกั้นช่องเขาส่วน D (Saddle Dam D) โดยตัวเขื่อนมีความสูง 16 เมตร ยาว 800 เมตร และมีความหนาของสันเขื่อน 8 เมตร บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ถือหุ้นของโครงการก่อสร้างระบุว่า เขื่อนดินนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อกั้นน้ำรอบอ่างเก็บน้ำเซน้ำน้อย ทว่าพายุฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการทรุดตัวของเขื่อนจึงส่งผลให้เกิดรอยร้าวและส่วนสันเขื่อนพังถล่มลงตามมา

ด้าน ดาริน คล่องอักขระ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวไทยพีบีเอสให้รายละเอียดเพิ่มเติม ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ระบุว่าช่วงที่เขื่อนดินพังถล่มเสียหายนั้นมีความยาว 250 เมตร แต่ปริมาณน้ำที่ไหลออกไปนั้นไม่ได้รั่วไหลออกไปทั้งหมดของการกักเก็บ (5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร) ณ ขณะนี้คาดกันว่าน้ำที่ไหลเข้าท่วมมีปริมาณ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร จากทั้งหมด 1,034 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นความจุทั้งหมดของบริเวณเขื่อนดินส่วนช่องเขา D

ทั้งนี้รายงานจากเฟซบุ๊กของ Pai Deetes จาก International Rivres, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา เขื่อนดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2019 คาดกันว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 410 เมกะวัตต์ โดยจะขายให้ประเทศไทย 370 เมกะวัตต์ มีอายุสัมปทาน 27 ปี ร่วมทุนสามประเทศประกอบด้วย ลาว, ไทย และเกาหลีใต้ โดยมีบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 25%, บริษัท Lao Holding State Enterprise ถือหุ้น 24%, บริษัท SK Engineering and Construction และ  Korea Western Power ของเกาหลีใต้ถือหุ้น 26% และ 25% ตามลำดับ

 

เขื่อนดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2019 คาดกันว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 410 เมกะวัตต์ โดยจะขายให้ประเทศไทย 370 เมกะวัตต์

เสียงจากชาวบ้าน

สำนักข่าว South China Morning Post รายงาน บริษัท SK Engineering and Construction ได้รับคำเตือนว่าเขื่อนอาจจะถล่มลง เมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนหน้าภัยพิบัติจะเกิดขึ้น ทว่าแม้จะมีประกาศให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยอพยพ แต่ก็ไม่ทันเนื่องจากกระแสน้ำมาเร็วและแรงมาก ล่าสุดทางบริษัทได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภัยพิบัติที่เกิดขึ้น รวมทั้งลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบแล้ว

ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ผู้วิจัยเรื่องเขื่อนในแม่น้ำโขง แบ่งปันประเด็นน่าสนใจโดยระบุว่าก่อนหน้านี้ที่โครงการสร้างเขื่อนจะเกิดขึ้น บรรดาชาวบ้านในพื้นที่ต้องการให้มีการปรึกษาหารือกับทางโครงการก่อนเริ่มดำเนินการ ในรายงานระบุบันทึกจากคุณ Tania Lee ที่เคยไปพักอาศัยกับครอบครัวกลุ่มชาติพันธุ์ยาหยวนในลาวใต้ เมื่อต้นปี 2013 เล่าว่าประชาชนหลายพันคนถูกบังคับให้อพยพมาอาศัยยังพื้นที่แห่งนี้ระหว่างปี 2539 – 2544 เพื่อปูทางให้พื้นที่เดิมของพวกเขาเป็นสถานที่สร้างเขื่อน

แต่เดิมพื้นที่บ้านเกิดที่อาศัยกันมาตั้งแต่บรรรพบุรุษของพวกเขาเป็นพื้นที่ที่มีแม่น้ำลำห้วยไหลผ่าน ทำการประมงได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถเก็บของป่า ตลอดจนทำการเกษตร ทว่าพื้นที่ใหม่นั้นเกิดจากากรถางป่า และไม่มีแม่น้ำในบริเวณใกล้เคียงให้จับปลา หรือใช้น้ำสะอาดได้ วิถีชีวิตของชาวบ้านต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้เงินจับจ่ายซื้อหาอาหารจากตลาดที่ตั้งห่างออกไป 5- 8 กิโลเมตรแทน

เขื่อนลาวแตก
กลุ่มชาติพันธุ์ยาหวน (Nya Heun) และสายน้ำที่พวกเขาใช้ในการดำรงชีวิต ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

ประชาชนหลายพันคนถูกบังคับให้อพยพมาอาศัยยังพื้นที่แห่งนี้ระหว่างปี 2539 – 2544 เพื่อปูทางให้พื้นที่เดิมของพวกเขาเป็นสถานที่สร้างเขื่อน

อย่างไรก็ดียังคงมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ยืนหยัดไม่ยอมย้ายออกไป คือชาวบ้านในหมู่บ้านห้วยโจด และบ้านหนองผานวน แม้จะเผชิญกับการข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ไปจนถึงการตัดสาธารณูปโภคก็ตาม จากกรณีเขื่อนแตกล่าสุด รายงานข่าวระบุหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมมีน้อยเจ็ดแห่ง และชาวบ้านเหล่านี้เป็นผู้อพยพมายังที่อยู่ใหม่จากโครงการก่อสร้างเขื่อนทั้งสิ้น พวกเขาต้องเผชิญกับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ต้องสูญเสียบ้านเรือน ทรัพย์สิน และสมาชิกในครอบครัวไปจากเขื่อนที่สร้างบนพื้นที่ทำกินเดิมของพวกเขา

 

บทเรียนจากเขื่อนแตก

องค์กรแม่น้ำนานาชาติ International Rivers ระบุว่าเขื่อนดังกล่าวมีความเสี่ยงอยู่เดิมที่ไม่ได้ออกแบบให้สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เลวร้ายและภัยพิบัติได้  ในนขณะเดียวกันก็มีความบกพร่องเรื่องการเตือนภัยที่ล่าช้า เนื่องจากก่อนหน้าเขื่อนแตกเพียงไม่กี่ชั่วโมง หัวหน้าโครงการจัดสรรที่อยู่ใหม่ของประชาชนเพิ่งออกจดหมายเตือนไปยังแขวงจำปาสักและอัตตะปือถึงสภาพเขื่อนที่อาจแตก และจะยังผลให้น้ำปริมาณ 5,000 ล้านตันไหลสู่แม่น้ำเซเปียน แต่เขื่อนก็แตกเสียก่อน

สอดคล้องกับ สำนักข่าวคมชัดลึก ที่วิเคราะห์บทเรียนชัดเจนจากภัยพิบัติดังกล่าว ระบุว่าสาเหตุมาจากสองปัจจัยหลักคือ 1. ความเสี่ยงที่สำคัญจากการออกแบบเขื่อน – ซึ่งไม่สามารถรับมือกับความผันผวนด้านสภาพอากาศอันเลวร้ายได้ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในภูมิภาคนี้ และเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 2. ข้อบกพร่องด้านการเตือนภัย – การเตือนภัยที่ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ซึ่งทั้งสองประเด็นนำมาสู่คำถามด้านความรับผิดชอบ และมาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อนลาวในอนาคต

เขื่อนลาวแตก
ชาวบ้านผู้ประสบภัยกำลังรอความช่วยเหลือ
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Attapeu Today

 

องค์กรแม่น้ำนานาชาติ International Rivers ระบุว่าเขื่อนดังกล่าวมีความเสี่ยงอยู่เดิมที่ไม่ได้ออกแบบให้สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เลวร้ายและภัยพิบัติได้  ในนขณะเดียวกันก็มีความบกพร่องเรื่องการเตือนภัยที่ล่าช้า

ด้านเฟซบุ๊ก หยุดเขื่อนไซยะบุรี รายงาน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์เขื่อนแตกมาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยสองเหตุการณ์ก่อนหน้าเกิดขึ้นเมื่อเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2017 เขื่อนน้ำอ้าว เมืองผาไซ แขวงเซียงขวาง กำลังการผลิต 15 เมกะวัตต์แตก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเมืองท่าโทม แขวงไซยสมบูน ส่วนก่อนหน้านั้นเกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2016 อุโมงค์ของเขื่อนเซกะมาน 3 แตก ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้านดายรัง เมืองดากจัง แขวงเซกอง

ทั้งนี้นอกเหนือจากคำถามด้านมาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อน และระบบการเตือนภัยที่ควรมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง (Mekong Energy and Ecology Network:MEE-NET) มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ระบุว่าอีกคำถามสำคัญคือ “คุณธรรม-ศีลธรรม” ของบริษัทผู้สร้างเขื่อนก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากในกฎหมายลาวระบุไว้ว่า ผลความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมดระหว่างก่อสร้างเป็นหน้าที่ของบริษัทที่รับสัมปทานต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าสร้างเสร็จแล้วความรับผิดชอบจะตกอยู่กับรัฐบาล

“โครงการนี้แม้เริ่มต้นด้วยบริษัทของเกาหลีใต้ได้รับสัมปทาน แต่เมื่อมาแตกหุ้นและดำเนินการก่อสร้าง ทุนเกือบทั้งหมดได้จากประเทศไทย แถมยังขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพราะฉะนั้นต้องถามว่าบริษัทเหล่านี้จะรับผิดชอบต่อความเสียหายครั้งนี้อย่างไร” นายวิฑูรย์กล่าว พร้อมเสริมว่าในปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านหรือไม่ ในเมื่อกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าของเราเองก็มีเพียงพอ?

ในปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านหรือไม่ ในเมื่อกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าของเราเองก็มีเพียงพอ

 

น้ำอาจขังยาวนาน

ดร. สมพร ช่วยอารีย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จำลองเส้นทางน้ำจากเขื่อนที่ไหลจากพื้นที่บริเวณเขื่อนแตกเพื่อดูกรณีที่เลวร้ายที่สุด โดยใช้ช้อมูล SRTM 90 ม. มาคำนวณ โดยไม่มีถนนหรือสิ่งปลูกสร้างมาขวางทางน้ำ และวิเคราะห์ว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมขังยาวนานขึ้น เนื่องจากแม่น้ำทางตอนใต้เป็นคอขวด  น้ำที่ท่วมเป็นบริเวณกว้างด้านบนจะค่อยๆ ไหลลงแม่น้ำธรรมชาติไปยังแม่น้ำโขง ที่สตึงเตรง กัมพูชา

ข้างล่างนี้คือแบบจำลองเส้นทางน้ำท่วมตั้งแต่จุดที่เขื่อนแตก โดย ดร. สมพร ช่วยอารีย์

 

ในกรณีเลวร้ายที่สุด มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมขังยาวนาน เนื่องจากแม่น้ำทางตอนใต้เป็นคอขวด

อ่านเพิ่มเติม

วิถีชีวิตของชนเผ่าที่เปลี่ยนไปเพราะเขื่อน

 

แหล่งข้อมูล

เขื่อนลาวแตก มีผู้สูญหายหลายร้อย คนกว่าครึ่งหมื่นทางตอนใต้ของประเทศไร้ที่อยู่อาศัย

Laos dam damage was discovered 24 hours before disastrous collapse, says South Korean builder

เขื่อนแตกในลาว ถามถึงคุณธรรม-จริยธรรมนักสร้างเขื่อน-นักปล่อยกู้ไทย ผ่านมุมมอง “วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ”

เขื่อนแตกที่ลาวคุมได้แล้ว น้ำไม่ทะลักเพิ่ม แต่ที่ท่วมยังสูง

เขื่อนที่ลาวแตกสะท้อนอะไร

Attapeu Today

 

เรื่องแนะนำ

เหยื่อจ๋าระวังให้ดี!! ปลาแลมป์เพรย์ แวมไพร์กระหายเลือดแห่งโลกใต้น้ำ

คำเตือน!! โปรดระวังปลาแลมป์เพรย์ให้ดี ในขณะที่คุณไปเที่ยวลำธาร หรือแหล่งน้ำต่างๆ ถ้าคุณไม่อยากเป็นเหยื่อผู้โชคร้ายของแวมไพร์กระหายเลือดแห่งโลกใต้น้ำชนิดนี้

น้ำ: วิกฤตที่กำลังมาเยือน

มองอนาคตของ แม่น้ำสินธุ สายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน 270 ล้านคน แต่เมื่อภาวะธารน้ำแข็งถอยร่น กระแสน้ำเริ่มอ่อนแรง ส่งผลให้ผู้คนหลายล้านตกอยู่ในความเสี่ยง ใกล้กับยอดเขากังหรินโปเฉหรือเขาไกรลาสในทิเบต คือต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญสี่สายที่ทอดแผ่ไปทางตะวันออกและตะวันตกผ่านเทือกเขาหิมาลัย และไหลลงสู่ทะเลดุจดั่งพระกรของพระแม่คงคาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตลอดทางที่สายน้ำเหล่านี้ไหลผ่าน อารยธรรมและรัฐชาติต่างๆ ถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่ทิเบต ปากีสถาน อินเดียตอนเหนือ เนปาล และบังกลาเทศ น้ำจากแม่น้ำจะถูกใช้อย่างไรขึ้นอยู่กับผู้คนที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำมาเนิ่นนาน ส่วนแม่น้ำจะมีน้ำมาเติมอย่างไรขึ้นอยู่กับสองปัจจัย ได้แก่ ฝนในฤดูมรสุมและน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็ง ปรากฏการณ์ทั้งสองซึ่งอยู่ใต้ การปกปักรักษาของทวยเทพมานับพันปี บัดนี้อยู่ในมือของมนุษย์ด้วย แม่น้ำสายต่างๆ ที่มีต้นน้ำอยู่ในแถบตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยอย่างแม่น้ำพรหมบุตรได้รับน้ำส่วนใหญ่จากมรสุมฤดูร้อน แม่น้ำเหล่านี้อาจได้รับน้ำมากขึ้นเมื่ออากาศที่ร้อนขึ้นเติมความชื้นให้บรรยากาศมากขึ้น แต่น้ำส่วนใหญ่ในแม่น้ำสินธุซึ่งไหลไปทางตะวันตกจากยอดเขากังหรินโปเฉ ได้รับน้ำจากหิมะและธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัย การาโกรัม และฮินดูกูช โดยเฉพาะธารน้ำแข็งซึ่งเป็น “หอเก็บน้ำ” ที่กักเก็บหิมะในฤดูหนาวไว้ในรูปน้ำแข็ง บนเขาสูง แล้วปล่อยลงมาในรูปน้ำที่ละลายจากน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน กระบวนการนี้ทำให้มีน้ำไหลมาหล่อเลี้ยงทั้งมนุษย์และระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเส้นทางในเขตที่ราบของปากีสถานและภาคเหนือของอินเดีย มีระบบเกษตรชลประทานอันกว้างใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกพึ่งพาแม่น้ำสินธุอยู่ บรรดาธารน้ำแข็งที่ส่งน้ำลงสู่แม่น้ำสินธุเปรียบได้กับเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนราว 270 ล้านคน ธารน้ำแข็งเหล่านี้ส่วนใหญ่กำลังหดเล็กลง ปรากฏการณ์นี้จะทำให้แม่น้ำสินธุมีน้ำหลากมากขึ้นในระยะแรก แต่หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นดังที่คาดการณ์ และธารน้ำแข็งยังละลายถอยร่นต่อไปอีก แม่น้ำสินธุจะไปถึงจุดที่มี “ระดับน้ำสูงสุด” ภายในปี 2050 แล้วกระแสน้ำจะเริ่มลดลงหลังจากนั้น มนุษย์ใช้น้ำมากกว่าร้อยละ 60 […]

พลังงานน้ำ นวัตกรรมพันปีที่กลายเป็นแหล่งพลังงานทดแทนอนุภาพมหาศาลในปัจจุบัน

พลังงานน้ำ เป็นพลังที่มีอนุภาพมหาศาล ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานนับศตวรรษ ในปัจจุบัน พลังงานน้ำ ถูกใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง พลังงานน้ำ ได้ถูกใช้ประโยชน์มาแล้วหลายร้อยปี ทั้งกังหันน้ำสำหรับยกน้ำขึ้นสู่ที่สูงเพื่อใช้ประโยชน์ในครัวเรือน หมุนเครื่องจักรในโรงงานสีข้าว โรงงานทอผ้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยปัจจุบันนิยมใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า ไฟฟ้า พลังงานน้ำ พลังงานน้ำ (Hydropower) เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งโดยอาศัยกำลังจากการเคลื่อนที่ของน้ำ พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานนับศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้ประกอบการงานต่าง ๆ ชาวอินเดียและโรมัน มีการประยุกต์ใช้กังหันน้ำในการโม่แป้งจากเมล็ดพืช ส่วนในจีนและตะวันออกมีการใช้พลังงานน้ำในการวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษที่ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟู ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำในยุคแรกนั้นเป็นการส่งต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำให้การใช้พลังงานน้ำต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน เช่น น้ำตก เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนี้พลังงานน้ำได้ถูกใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้ากันอย่างกว้างขวาง ทำให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ห่างจากแหล่งน้ำได้ ประเภทของพลังงานน้ำ 01 พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง มีพื้นฐานมาจากพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ของระบบที่ประกอบด้วยดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ สำหรับในการเปลี่ยนพลังงานน้ำขึ้นน้ำลงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า คือเลือกแม่น้ำหรืออ่าวที่มีพื้นที่เก็บน้ำได้มากและพิสัยของน้ำขึ้นน้ำลงมีค่าสูง แล้วสร้างเขื่อนที่ปากแม่น้ำหรือปากอ่าว เมื่อน้ำลงมวลน้ำจะไหลออกจากอ่างเก็บน้ำ […]

คดีอ่าวมาหยา ศาลไทยสั่ง 20th Century Fox จ่ายชดเชย 10 ล้านบาท หลังสู้นาน 24 ปี

สรุปคดีอ่าวมาหยา ศาลไทยสั่ง 20th Century Fox เตรียมจ่ายเงินชดเชย 10 ล้านบาท หลังสู้กันนานกว่า 20 ปี ในปี 2000 ภาพยนตร์ที่มีชื่อเรื่องว่า ‘The Beach’ ของลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leo DiCaprio) นักแสดงที่มีชื่อเสียงจาก ‘ไททานิค’ ในขณะนั้น ได้ออกฉายสู่สายตาชาวโลก ทำให้อ่าวมาหยา เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ในประเทศไทยโด่งดังขึ้นมา อย่างไรก็ตามความมีชื่อเสียงนั้นทำให้เกาะต้องรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพื่อเยี่ยมชมเกาะที่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้กว่าวันละ 4,000 คน ส่งผลให้เกาะมีสภาพเสื่อมโทรมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังระบุว่าทางทีมถ่ายทำยังได้ทำการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในบริเวณอ่าวมาหยา ไม่ว่าจะเป็นการตัดต้นไม้รอบๆ ก่อสร้างนั่งร้าน สร้างที่พักชั่วคราว นำเอาแพยานยนต์เพื่อขนย้ายเครื่องจักรขนาดใหญ่ รวมทั้งการนำพืชต่างถิ่นมาปลูก ส่งผลให้ระบบนิเวศปกติมีความเสียหายอย่างรุนแรง ชาวกระบี่และนักอนุรักษ์หลายคนจึงรวมตัวกันคัดค้าน และในที่สุดจึงได้ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเอาผิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะที่เป็นผู้อนุญาตให้มีการถ่ายทำ และบริษัทผู้ผลิตภาพยนต์ 20th Century Fox ให้ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น กระนั้น ต้องใช้เวลากว่า 12 ปีนับตั้งแต่ภาพยนต์ออกฉาย ศาลแพ่ง แผนกคดีธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็รับคำฟ้องร้อง และสืบค้นหาหลักฐานด้วยตัวเอง […]