ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้กรณี เขื่อนลาวแตก - National Geographic Thailand

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้กรณีเขื่อนลาวแตก

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้กรณี เขื่อนลาวแตก

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2018 เวลาประมาณ 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นจากพายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในจังหวัดอัตตะปือ ประเทศลาว เกิดพังถล่มลงมา สำนักข่าวท่องถิ่นรายงานมีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ราย ผู้สูญหายหลายร้อยคน และอีกกว่า 4,000-6,600 คนต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ล่าสุดรายงานจากสำนักข่าวไทยรัฐ เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของเมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่สามารถคุมให้น้ำในเขื่อนไม่ไหลทะลักเพิ่มได้แล้ว แต่หลายพื้นที่ยังคงเผชิญกับน้ำท่วมสูง

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย รวบรวมข้อมูลจากเหตุการณ์เขื่อนลาวแตกที่เกิดขึ้นในหลายประเด็นมาให้ชมกัน เพื่อช่วยให้คุณผู้อ่านเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้หากคุณผู้อ่านต้องการช่วยเหลือบรรดาพี่น้องชาวลาวที่ประสบภัยสามารถบริจาคเงินได้ตามเลขบัญชีที่สถานเอกอัคราชทูตเวียงจันทน์ลงประกาศ โดยเข้าไปดูรายละเอียดได้ ที่นี่

เขื่อนลาวแตก
ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นขอบเขตของพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมซึ่งกินบริเวณกว้างมาก
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Attapeu Today

 

เขื่อนที่ถล่มเป็นเขื่อนย่อย

สำนักข่าวบีบีซี รายงาน เขื่อนที่ถล่มพังลงมานั้นเป็นเขื่อนดินย่อยที่สร้างขึ้นไว้สำหรับกั้นช่องเขาส่วน D (Saddle Dam D) โดยตัวเขื่อนมีความสูง 16 เมตร ยาว 800 เมตร และมีความหนาของสันเขื่อน 8 เมตร บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ถือหุ้นของโครงการก่อสร้างระบุว่า เขื่อนดินนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อกั้นน้ำรอบอ่างเก็บน้ำเซน้ำน้อย ทว่าพายุฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการทรุดตัวของเขื่อนจึงส่งผลให้เกิดรอยร้าวและส่วนสันเขื่อนพังถล่มลงตามมา

ด้าน ดาริน คล่องอักขระ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวไทยพีบีเอสให้รายละเอียดเพิ่มเติม ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ระบุว่าช่วงที่เขื่อนดินพังถล่มเสียหายนั้นมีความยาว 250 เมตร แต่ปริมาณน้ำที่ไหลออกไปนั้นไม่ได้รั่วไหลออกไปทั้งหมดของการกักเก็บ (5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร) ณ ขณะนี้คาดกันว่าน้ำที่ไหลเข้าท่วมมีปริมาณ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร จากทั้งหมด 1,034 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นความจุทั้งหมดของบริเวณเขื่อนดินส่วนช่องเขา D

ทั้งนี้รายงานจากเฟซบุ๊กของ Pai Deetes จาก International Rivres, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา เขื่อนดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2019 คาดกันว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 410 เมกะวัตต์ โดยจะขายให้ประเทศไทย 370 เมกะวัตต์ มีอายุสัมปทาน 27 ปี ร่วมทุนสามประเทศประกอบด้วย ลาว, ไทย และเกาหลีใต้ โดยมีบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 25%, บริษัท Lao Holding State Enterprise ถือหุ้น 24%, บริษัท SK Engineering and Construction และ  Korea Western Power ของเกาหลีใต้ถือหุ้น 26% และ 25% ตามลำดับ

ลาวเขื่อนแตก! มวลน้ำทะลักท่วม เร่งอพยพ

ลาวเขื่อนแตก! มวลน้ำทะลักท่วม เร่งอพยพ• สันเขื่อนดินของ เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย สปป.ลาว แตกจนต้องอพยพประชากรหลายร้อยคน > http://www.mcot.net/view/5b57107ae3f8e40ad1f4a220?utm_source=TNA&utm_medium=TOPNEWS&utm_campaign=fixtna

โพสต์โดย สำนักข่าวไทย เมื่อ วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม 2018

 

เขื่อนดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2019 คาดกันว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 410 เมกะวัตต์ โดยจะขายให้ประเทศไทย 370 เมกะวัตต์

เสียงจากชาวบ้าน

สำนักข่าว South China Morning Post รายงาน บริษัท SK Engineering and Construction ได้รับคำเตือนว่าเขื่อนอาจจะถล่มลง เมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนหน้าภัยพิบัติจะเกิดขึ้น ทว่าแม้จะมีประกาศให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยอพยพ แต่ก็ไม่ทันเนื่องจากกระแสน้ำมาเร็วและแรงมาก ล่าสุดทางบริษัทได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภัยพิบัติที่เกิดขึ้น รวมทั้งลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบแล้ว

ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ผู้วิจัยเรื่องเขื่อนในแม่น้ำโขง แบ่งปันประเด็นน่าสนใจโดยระบุว่าก่อนหน้านี้ที่โครงการสร้างเขื่อนจะเกิดขึ้น บรรดาชาวบ้านในพื้นที่ต้องการให้มีการปรึกษาหารือกับทางโครงการก่อนเริ่มดำเนินการ ในรายงานระบุบันทึกจากคุณ Tania Lee ที่เคยไปพักอาศัยกับครอบครัวกลุ่มชาติพันธุ์ยาหยวนในลาวใต้ เมื่อต้นปี 2013 เล่าว่าประชาชนหลายพันคนถูกบังคับให้อพยพมาอาศัยยังพื้นที่แห่งนี้ระหว่างปี 2539 – 2544 เพื่อปูทางให้พื้นที่เดิมของพวกเขาเป็นสถานที่สร้างเขื่อน

แต่เดิมพื้นที่บ้านเกิดที่อาศัยกันมาตั้งแต่บรรรพบุรุษของพวกเขาเป็นพื้นที่ที่มีแม่น้ำลำห้วยไหลผ่าน ทำการประมงได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถเก็บของป่า ตลอดจนทำการเกษตร ทว่าพื้นที่ใหม่นั้นเกิดจากากรถางป่า และไม่มีแม่น้ำในบริเวณใกล้เคียงให้จับปลา หรือใช้น้ำสะอาดได้ วิถีชีวิตของชาวบ้านต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้เงินจับจ่ายซื้อหาอาหารจากตลาดที่ตั้งห่างออกไป 5- 8 กิโลเมตรแทน

เขื่อนลาวแตก
กลุ่มชาติพันธุ์ยาหวน (Nya Heun) และสายน้ำที่พวกเขาใช้ในการดำรงชีวิต ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

ประชาชนหลายพันคนถูกบังคับให้อพยพมาอาศัยยังพื้นที่แห่งนี้ระหว่างปี 2539 – 2544 เพื่อปูทางให้พื้นที่เดิมของพวกเขาเป็นสถานที่สร้างเขื่อน

อย่างไรก็ดียังคงมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ยืนหยัดไม่ยอมย้ายออกไป คือชาวบ้านในหมู่บ้านห้วยโจด และบ้านหนองผานวน แม้จะเผชิญกับการข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ไปจนถึงการตัดสาธารณูปโภคก็ตาม จากกรณีเขื่อนแตกล่าสุด รายงานข่าวระบุหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมมีน้อยเจ็ดแห่ง และชาวบ้านเหล่านี้เป็นผู้อพยพมายังที่อยู่ใหม่จากโครงการก่อสร้างเขื่อนทั้งสิ้น พวกเขาต้องเผชิญกับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ต้องสูญเสียบ้านเรือน ทรัพย์สิน และสมาชิกในครอบครัวไปจากเขื่อนที่สร้างบนพื้นที่ทำกินเดิมของพวกเขา

 

บทเรียนจากเขื่อนแตก

องค์กรแม่น้ำนานาชาติ International Rivers ระบุว่าเขื่อนดังกล่าวมีความเสี่ยงอยู่เดิมที่ไม่ได้ออกแบบให้สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เลวร้ายและภัยพิบัติได้  ในนขณะเดียวกันก็มีความบกพร่องเรื่องการเตือนภัยที่ล่าช้า เนื่องจากก่อนหน้าเขื่อนแตกเพียงไม่กี่ชั่วโมง หัวหน้าโครงการจัดสรรที่อยู่ใหม่ของประชาชนเพิ่งออกจดหมายเตือนไปยังแขวงจำปาสักและอัตตะปือถึงสภาพเขื่อนที่อาจแตก และจะยังผลให้น้ำปริมาณ 5,000 ล้านตันไหลสู่แม่น้ำเซเปียน แต่เขื่อนก็แตกเสียก่อน

สอดคล้องกับ สำนักข่าวคมชัดลึก ที่วิเคราะห์บทเรียนชัดเจนจากภัยพิบัติดังกล่าว ระบุว่าสาเหตุมาจากสองปัจจัยหลักคือ 1. ความเสี่ยงที่สำคัญจากการออกแบบเขื่อน – ซึ่งไม่สามารถรับมือกับความผันผวนด้านสภาพอากาศอันเลวร้ายได้ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในภูมิภาคนี้ และเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 2. ข้อบกพร่องด้านการเตือนภัย – การเตือนภัยที่ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ซึ่งทั้งสองประเด็นนำมาสู่คำถามด้านความรับผิดชอบ และมาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อนลาวในอนาคต

เขื่อนลาวแตก
ชาวบ้านผู้ประสบภัยกำลังรอความช่วยเหลือ
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Attapeu Today

 

องค์กรแม่น้ำนานาชาติ International Rivers ระบุว่าเขื่อนดังกล่าวมีความเสี่ยงอยู่เดิมที่ไม่ได้ออกแบบให้สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เลวร้ายและภัยพิบัติได้  ในนขณะเดียวกันก็มีความบกพร่องเรื่องการเตือนภัยที่ล่าช้า

ด้านเฟซบุ๊ก หยุดเขื่อนไซยะบุรี รายงาน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์เขื่อนแตกมาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยสองเหตุการณ์ก่อนหน้าเกิดขึ้นเมื่อเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2017 เขื่อนน้ำอ้าว เมืองผาไซ แขวงเซียงขวาง กำลังการผลิต 15 เมกะวัตต์แตก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเมืองท่าโทม แขวงไซยสมบูน ส่วนก่อนหน้านั้นเกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2016 อุโมงค์ของเขื่อนเซกะมาน 3 แตก ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้านดายรัง เมืองดากจัง แขวงเซกอง

ทั้งนี้นอกเหนือจากคำถามด้านมาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อน และระบบการเตือนภัยที่ควรมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง (Mekong Energy and Ecology Network:MEE-NET) มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ระบุว่าอีกคำถามสำคัญคือ “คุณธรรม-ศีลธรรม” ของบริษัทผู้สร้างเขื่อนก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากในกฎหมายลาวระบุไว้ว่า ผลความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมดระหว่างก่อสร้างเป็นหน้าที่ของบริษัทที่รับสัมปทานต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าสร้างเสร็จแล้วความรับผิดชอบจะตกอยู่กับรัฐบาล

“โครงการนี้แม้เริ่มต้นด้วยบริษัทของเกาหลีใต้ได้รับสัมปทาน แต่เมื่อมาแตกหุ้นและดำเนินการก่อสร้าง ทุนเกือบทั้งหมดได้จากประเทศไทย แถมยังขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพราะฉะนั้นต้องถามว่าบริษัทเหล่านี้จะรับผิดชอบต่อความเสียหายครั้งนี้อย่างไร” นายวิฑูรย์กล่าว พร้อมเสริมว่าในปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านหรือไม่ ในเมื่อกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าของเราเองก็มีเพียงพอ?

ในปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านหรือไม่ ในเมื่อกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าของเราเองก็มีเพียงพอ

 

น้ำอาจขังยาวนาน

ดร. สมพร ช่วยอารีย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จำลองเส้นทางน้ำจากเขื่อนที่ไหลจากพื้นที่บริเวณเขื่อนแตกเพื่อดูกรณีที่เลวร้ายที่สุด โดยใช้ช้อมูล SRTM 90 ม. มาคำนวณ โดยไม่มีถนนหรือสิ่งปลูกสร้างมาขวางทางน้ำ และวิเคราะห์ว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมขังยาวนานขึ้น เนื่องจากแม่น้ำทางตอนใต้เป็นคอขวด  น้ำที่ท่วมเป็นบริเวณกว้างด้านบนจะค่อยๆ ไหลลงแม่น้ำธรรมชาติไปยังแม่น้ำโขง ที่สตึงเตรง กัมพูชา

ข้างล่างนี้คือแบบจำลองเส้นทางน้ำท่วมตั้งแต่จุดที่เขื่อนแตก โดย ดร. สมพร ช่วยอารีย์

โพสต์โดย Somporn Chuai-Aree เมื่อ วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม 2018

 

ในกรณีเลวร้ายที่สุด มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมขังยาวนาน เนื่องจากแม่น้ำทางตอนใต้เป็นคอขวด

อ่านเพิ่มเติม

วิถีชีวิตของชนเผ่าที่เปลี่ยนไปเพราะเขื่อน

 

แหล่งข้อมูล

เขื่อนลาวแตก มีผู้สูญหายหลายร้อย คนกว่าครึ่งหมื่นทางตอนใต้ของประเทศไร้ที่อยู่อาศัย

Laos dam damage was discovered 24 hours before disastrous collapse, says South Korean builder

เขื่อนแตกในลาว ถามถึงคุณธรรม-จริยธรรมนักสร้างเขื่อน-นักปล่อยกู้ไทย ผ่านมุมมอง “วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ”

เขื่อนแตกที่ลาวคุมได้แล้ว น้ำไม่ทะลักเพิ่ม แต่ที่ท่วมยังสูง

เขื่อนที่ลาวแตกสะท้อนอะไร

Attapeu Today

 

เรื่องแนะนำ

พื้นที่ชุ่มน้ำ…ในชีวิตและความทรงจำ

“พื้นที่ชุ่มน้ำ” อาจเป็นคำที่ดี แต่ก็จับต้องได้ยาก  เพราะครอบคลุมทุกอย่างที่มีน้ำ  ความกว้างขวางของมันอาจทำให้ถ้อยคำสูญเสียความหมาย  ในขณะที่นักวิชาการบอกแต่เพียงว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญ จำเป็นต้องอนุรักษ์ แต่วิถีชีวิตของคนเมืองส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลับถูกตัดขาดจากธรรมชาติ ไม่อนุญาตให้เราเข้าถึงและทำความเข้าใจพื้นที่ชุ่มน้ำได้ง่ายดายนัก

เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัย

หากต้องการตรวจสอบการทำงานของพายุ อย่างเฮอริเคนเออร์มาหรือเฮอริเคนฮาร์วีย์ บรรดานักล่าพายุเหล่านี้จำเป็นต้องพุ่งเข้าใส่ยังตาพายุ พวกเขาขับเครื่องบินฝ่าลมฝนอันเกรี้ยวกราด ซึ่งในบางครั้งมาพร้อมกับสายฟ้ารุนแรงและลูกเห็บ คลิปวิดีโอที่จะได้ชมนี้เป็นการทำงานของทีมนักล่าพายุโดย National Oceanic และ Atmospheric Administration ที่ทำการเก็บข้อมูลของพายุเฮอริเคนเออมาร์ พายุระดับ 5 หรือระดับที่มีความรุนแรงที่สุด ด้วยเกณฑ์ในการจำแนกกำลังลมที่มากกว่า 252 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งความรุนแรงของพายุเออร์มานั้นมีกำลังลมสูงถึง 297 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว กัปตันผู้ขับเครื่องบินตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ใจกลางพายุ เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา พวกเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของความกดอากาศ, อุณหภูมิ, ความเร็วลม และทิศทาง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกเก็บโดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Dropsondes” ตัวอุปกรณ์จะถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบิน ซึ่งในการสำรวจเฮอริเคนเออร์มาล่าสุด พวกเขาปล่อย Dropsondes ไปจำนวนรวม 30 อัน ทั้งนี้เฮอริเคนเออร์มาจะมุ่งหน้าต่อไปยังทะเลแคริบเบียน โดยพายุเฮอริเคนลูกนี้นับได้ว่าเป็นเฮอริเคนลูกใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในมหาสมุทรแอตแลนติก   อ่านเพิ่มเติม :  ระบบสุริยะจักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน? ชายคนนี้จะมาจำลองให้ดู, ชมแผ่นน้ำแข็งทรงกลมค่อยๆ หมุนอยู่บนผิวน้ำ

บันทึกภาคสนามนักอนุรักษ์: ชะตากรรมบนเส้นด้ายของปลาโรนัน

ปลาโรนันจุดขาวเป็นปลาหายากในวงศ์ปลากระเบนที่นักวิทยาศาสตร์ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับมันน้อยมาก และพวกมันกำลังถูกคุกคามเนื่องจากครีบของปลาโรนันขายได้ราคาสูงมาก ขณะนี้บรรดานักอนุรักษ์ทำได้เพียงซื้อคืนพวกมันจากชาวประมงและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

ตลอด 40 ปีที่อยู่ในป่า ข้อมูลที่ชายคนนี้รวบรวมกำลังมีส่วนช่วยนักวิทยาศาสตร์

ยินดีต้อนรับสู่เมืองโกธิค ในรัฐโคโลราโด หนึ่งในสถานที่ที่หนาวเย็นที่สุดของสหรัฐอเมริกา เมืองแห่งนี้ถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 1920 แต่ยังคงมีชายคนหนึ่งปักหลักอาศัยอยู่ที่นี่ สถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้าน เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ที่บิลลี่ บาร์อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ และคอยบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับหิมะที่ตกโปรยปรายลงมาในแต่ละครั้ง อย่างสม่ำเสมอ จากคลิปวิดีโอที่ถ่ายทำโดย Morgan Heim ได้ถ่ายทอดวิถีชีวิตของเขาในแต่ละวันตลอดจนวิธีการเก็บข้อมูลหิมะที่ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นข้อมูลสำคัญแก่บรรดานักวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : 5 ตัวอย่างที่โดรนใต้น้ำกำลังช่วยปกป้องมหาสมุทรให้เรา, โตนเลสาบ ชีวิตลอยน้ำที่กำลังสูญสิ้น

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.