ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยร้ายกลางเมืองที่กำลังคุกคามสุขภาพ - National Geographic

ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยร้ายกลางเมืองที่กำลังคุกคามสุขภาพ

ภาพถ่ายโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา


ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยร้ายกลางเมืองที่กำลังคุกคามสุขภาพ

หลังเริ่มต้นปี 2563 ได้ไม่นาน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ได้ปรากฎในเมืองหลวงเป็นระยะๆ และเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกครั้ง

ภาพแสดงสถาการณ์ค่าฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 9 มกราคม 2563 จากเว็บไซต์ https://www.airvisual.com/

ฝุ่นละอองเหล่านี้มาจากไหน ทำไมต้อง PM 2.5 และทำไมเราจึงควรใส่ใจกับฝุ่นเล็กจิ๋วเหล่านี้? อันที่จริงผลกระทบจากการสูดหายใจเอาฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าไปในร่างกายนั้นใหญ่กว่าขนาดของตัวมันเองหลายเท่า

ทำความรู้จักกับฝุ่นละออง PM 2.5

คำว่า PM ย่อมาจาก Particulate Matters เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วน 2.5 นั้นมาจากหน่วย 2.5 ไมครอนหรือไมโครเมตร นั่นหมายความว่าเจ้าฝุ่นอนุภาคเล็กจิ๋วเหล่านี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปกติแล้วไส้ดินสอกดจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 500 ไมครอน เส้นผมของมนุษย์อยู่ที่ 100 ไมครอน ฝุ่นละอองเหล่านี้มีขนาดเล็กแค่ไหน? ลองจินตนาการเปรียบเทียบดู

ฝุ่นละออง
ภาพเปรียบเทียบขนาดของฝุ่นละออง PM 2.5 (วงกลมสีชมพู) กับฝุ่นละออง PM 10 (วงกลมสีฟ้า), เม็ดทราย และเส้นผม
ภาพถ่ายโดย U.S. EPA

สาเหตุของการเกิดฝุ่นละอองจากหลายปัจจัย แต่หลักๆ มาจาก โรงผลิตไฟฟ้า ควันท่อไอเสียจากรถยนต์ การเผาไม้ทำลายป่า เผาขยะ การประทุของภูเขาไฟ หรืออาจเกิดมาจากพายุฝุ่น อันที่จริงในทุกวันกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขึ้นอยู่แล้ว ปกติฝุ่นเหล่านี้จะลอยขึ้นไปในอากาศ และถูกสายลมพัดพาฟุ้งกระจายไป ทว่าหาวันไหนที่อากาศนิ่ง ไม่ค่อยมีลมพัด ฝุ่นละอองจะไม่ฟุ้งกระจาย ส่งผลให้ระดับความเข้มของฝุ่นในพื้นที่นั้นๆ สะสมมากขึ้นจนกลายเป็นระดับที่อันตรายต่อสุขภาพ

และด้วยความที่ขนาดของมันนั้นเล็กมากๆ ฝุ่นละออง PM 2.5 เหล่านี้จึงกลายเป็นปัญหา เนื่องจากสามารถเล็ดรอดผ่านการดักของขนจมูกเข้าไปสู่ภายในร่างกายของเราได้ และจะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในระยะยาวตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจหรือภูมิแพ้ โรคหลอดลมอักเสบ รวมไปถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอีกด้วย มากไปกว่านั้นอันตรายยิ่งกว่าคือสิ่งที่มาพร้อมกับฝุ่น อนุภาคของฝุ่นละอองที่ถูกสูดเข้าไปในร่างกายนั้นมีลักษณะขรุขระ ดังนั้นมันจึงพาเอาสารอื่นติดมาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมากขึ้น หากสะสมในร่างกาย

(คุณผู้อ่านสามารถตรวจเช็คคุณภาพของอากาศได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน เว็บไซต์นี้

ระดับมลพิษในอากาศของกรุงเทพมหานคร ในวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563 เมื่อช่วงเวลา 11.00 น.

PM 2.5 ปัญหาใหม่คนกรุง

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 กรมควบคุมมลพิษเคยออกมาประกาศเตือนเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5 ในทำนองนี้เช่นกัน เท่ากับว่าในปีนี้ ชาวกรุงเทพฯ เผชิญกับปัญหามลพิษในอากาศถึง 2 ครั้ง และมีแนวโน้มที่จะเพื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ถ้าเช่นนั้นเจ้าหน้าที่รัฐควรทำเช่นไร? เพื่อปกป้องสุขภาพของพลเมือง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่เคยมีงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจวัดมลพิษทางอากาศด้วยไลเคน รองศาสตราจารย์ ดร. กัณฑรีย์ บุญประกอบ หัวหน้าหน่วยวิจัยไลเคน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า

“ในกรุงเทพมหานคร PM 2.5 มีปัจจัยการเกิดจากการเผาไหม้พลังงานฟอสซิล (น้ำมัน) เป็นสำคัญ เพราะมีรถยนต์จำนวนมากและการจราจรติดขัด ในระยะยาวควรแก้ปัญหาด้วยการสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายอย่างสมบูรณ์เข้าถึงทุกพื้นที่ อนาคตรถยนต์ไฟฟ้าจะมีส่วนช่วยลดมลพิษได้มากโดยเฉพาะกับ ฝุ่นละออง PM 2.5”

นอกจากนั้น ดร. กัณฑรีย์ ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า กรุงเทพมหานครควรเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น รวมไปถึงดูแลรักษาต้นไม้ที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์อยู่เสมอ เนื่องจากต้นไม้เหล่านี้จะช่วยดูดซับสารพิษในอากาศได้ โดยเฉพาะกับเกาะกลางถนน แค่ลำพังหญ้าหรือพืชที่คลุมดินนั้นไม่เพียงพอ เมื่อมียานยนต์หนาแน่นจะเกิดฝุ่นขนาดใหญ่ (PM 10) ฟุ้งกระจาย ซึ่งเมื่อผสมผสานกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จะยิ่งทำให้สภาวะมลพิษรุนแรงขึ้น

ในต่างประเทศการปลูกต้นไม้บนเกาะกลางถนนทำโดยให้วัสดุปลูกและดินอยู่ต่ำกว่าขอบเกาะ รวมทั้งจะปิดหน้าดินด้วยวัสดุคล้ายเปลือกไม้ ซึ่งจะช่วยให้ฝุ่นไม่ฟุ้งกระจายหรือไหลลงบนพื้นถนน ต่างจากในไทยที่นิยมพูนดินบนเกาะกลางถนนให้สูงไปกว่าขอบ เหล่านี้คือแนวทางที่บ้านเราสามารถนำมาปรับใช้ได้เพื่อลดปัญหามลพิษ

ฝุ่นละออง
ผู้คนบนท้องถนนสวมหน้ากากอนามัยป้องกันสุขภาพของตนเองจากฝุ่นควัน
ภาพถ่ายโดย จิตรภณ ไข่คำ จากสารคดีเรื่อง “เจาะเบื้องลึกวิกฤติหมอกควัน” ตีพิพม์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤษภาคม 2558

ปัญหาฝุ่นละอองกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่คุกคามสุขภาพของผู้คนในหลากหลายประเทศ ก่อนหน้านี้กรุงปักกิ่ง ในจีนและกรุงนิวเดลี ในอินเดีย ก็เผชิญกับวิกฤติดังกล่าว ร้ายแรงที่สุดคือในวันที่ฝุ่นและหมอกควันเข้าปกคลุมมากๆ คนอินเดียได้รับผลกระทบถึงขนาดไม่สามารถมองเห็นได้ไกลกว่าในระยะ 300 เมตร จนทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์กันมาแล้ว รัฐบาลต้องออกมาตรการป้องกันและแก้ไขไม่ให้ปัญหาลุกลามไปมากกว่าเดิม รถเก๋งที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่รวมไปถึงรถ SUV เครื่องยนต์มากกว่า 2,000CC ถูกแบน รวมไปถึงรถแท็กซี่อีกหลายหมื่นคันที่ใช้น้ำมันดีเซลด้วย

ฝุ่นละออง
เดือนสิงหาคม ปี 2016 กรุงนิวเดลีเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 17 ปี การสูดอากาศนอกที่พักอาศัยมีค่าเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ปริมาณถึง 2 แพ็คในวันเดียว
ภาพถ่ายโดย AP

ข้ามฝั่งไปที่ยุโรป ในกรุงปารีส รัฐบาลมีมาตรการแบนรถยนต์เก่าเช่นกัน รวมไปถึงสนับสนุนให้ประชาชนหันมาให้ระบบขนส่งมวลชนและจักรยานกันมากขึ้น ด้วยการเปิดให้ใช้บริการฟรีในช่วงที่ต้องต่อสู้กับปัญหามลพิษที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้นยังมีการกำหนดพื้นที่ปลอดรถยนต์ เช่นบริเวณตามแนวแม่น้ำแซน ด้านประเทศเนเธอร์แลนด์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า รัฐบาลเตรียมแบนบริษัทขายรถยนต์ที่ยังคงใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากน้ำมันภายในปี 2025 นี้ นั่นหมายความว่าในอนาคตรถยนต์ที่วิ่งในประเทศนี้จะมีแต่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและพลังงานทดแทนเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นปัญหาเท่าใด เพราะประเทศนี้มีผู้ใช้จักรยานมากกว่าผู้ขับขี่รถยนต์อยู่แล้ว

ในระหว่างที่ต้องรอการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนทั่วไปควรที่จะป้องกันสุขภาพของตนเองไว้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเดินทางออกจากบ้านหรือใช้บริการขนส่งสาธารณในวันที่ค่าปริมาณฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ด้วยการหาหน้ากาก N95 หรือ P-100 respirators ที่ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยสามารถกรองอนุภาคขนาด 1 – 5 ไมครอนได้ร้อยละ 95 ส่วนหน้ากากอนามัยทั่วไปนั้นไม่สามารถกรอง ฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ ใช้กรองได้เพียงฝุ่นขนาดใหญ่เท่านั้น

ฝุ่นละออง
ตัวอย่างของหน้ากาก N95 จากเว็บไซต์ alibaba.com

อ่านเพิ่มเติม

ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก

 

 

เรื่องแนะนำ

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน ภาพถ่าย นิก คอบบิง น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 ผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย “มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน […]

โตโน่ – ภาคิน กับภารกิจว่ายน้ำข้ามทะเล

“เมื่อผมรู้สึกได้ว่าอากาศและสิ่งแวดล้อมกำลังแย่ลง ผมจึงอยากช่วยเป็นหนึ่งเสียงที่ช่วยให้คนในสังคมสนใจเรื่องนี้” โตโน่ – ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ภายในอาคารของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระว่ายน้ำในร่มที่ใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมการว่ายทวนกระแสน้ำ ตั้งอยู่กลางโถงใหญ่ดูคล้ายฐานปฏิบัติการลับในภาพยนตร์ วันนี้ กองบรรณาธิการออนไลน์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย กำลังพูดคุยกับ โตโน่ นักร้อง นักแสดง และล่าสุดเขาคือ ทูตแห่งมหาสมุทรเพื่อความยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากองค์การสหประชาชาติเพื่อมหาสมุทร (UN Ocean Conference) เขามาฝึกซ้อมว่ายน้ำที่นี่กับคุณครูและผู้ฝึกสอน เพื่อเตรียมตัวสู่โปรเจกต์ใหญ่ในชีวิต ONE MAN & THE SEA หนึ่งคนว่าย หลายคนช่วย บรรยากาศสบายและเป็นกันเองภายในห้องควบคุมบริเวณด้านบนของสระน้ำ โตโน่เล่าย้อนไปถึงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เขาลงมือทำมาเป็นเวลาหนึ่งปี “โครงการเก็บรักษ์” เป็นกิจกรรมที่เขาได้เริ่มมองเห็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และตระหนักว่า ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมกำลังขยายวงกว้างออกไป “ผมเห็นว่าทะเลกำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาขยะ ซึ่งทะเลเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพชีวิต แต่ก็เป็นปลายทางของขยะด้วยเช่นกัน” โตโน่บอกและเสริมว่า “กิจกรรมการว่ายน้ำครั้งนี้จึงน่าจะเป็นตัวเชื่อมโยง และเป็นกระบอกเสียงหนึ่ง ที่สร้างความตระหนักให้กับทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น” คุณคิดว่า ตัวคุณเองได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร จนทำให้คุณต้องลุกขึ้นมาทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม จากชีวิตประจำวันก็คงเป็นเรื่อง PM2.5 สภาพภูมิอากาศที่ร้อนและยาวนานขึ้น และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นทุกวัน เช่นกรณีอุทกภัยครั้งล่าสุดที่อุบลราชธานี […]

มหานทีแห่งเอเชียอาคเนย์จะอยู่รอดหรือไม่ (ตอนที่ 2)

เรื่อง สตีเฟน โลฟเกร็น   แหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มหานทีสายนี้เป็นแหล่งอาศัยของปลาเกือบ 1,000 ชนิด ซึ่งมีจำนวนมากเป็นอันดับสองรองจากแม่น้ำแอมะซอน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่พบปลาขนาดใหญ่มากกว่าที่อื่นในโลก ตั้งแต่ปลากระเบนน้ำจืดจนถึงปลาคาร์ปหนัก 500 ปอนด์ “แม่น้ำโขงเป็นเหมือนสวรรค์ของนักมีนวิทยาเลยละครับ” โฮแกนกล่าว “มันสุดยอดในทุก ๆ ด้าน แต่มันก็กำลังเผชิญกับความเสี่ยงเช่นกัน” “ประเทศกัมพูชาเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายสำหรับความหลากหลายทางชีวภาพที่สั่นคลอนนี้ และหนึ่งในนั้น สัตว์น้ำประจำถิ่นส่วนใหญ่กำลังเข้าใกล้การสูญพันธุ์” จากเหตุผลข้างต้น สำนักงานของโครงการจึงตั้งอยู่ในกรุงพนมเปญ หากพิจารณาจากประเทศที่ติดต่อกับแม่น้ำโขงทั้งหมด กัมพูชาเป็นประเทศที่มีดินแดนติดต่อกับแม่น้ำโขงมากที่สุด ราวกับได้นั่งอยู่ใจกลางของแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการประมาณการณ์ว่า แม่น้ำโขงมอบผลผลิตทางประมงมากกว่าสามล้านตันต่อปี เป็นจำนวนที่มากถึงหนึ่งในสี่ของผลผลิตจากประมงน้ำจืดทั่วโลก บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงยังเป็นแหล่งเพาปลูกข้าวชั้นดี ประเทศกัมพูชารวมถึงประเทศอื่นๆ ที่อยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำโขงสามารถผลิตข้าวรวมกันได้มากกว่า 100 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 15 จากผลผลิตทั้งหมดของโลก ทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาทางตอนกลางของกัมพูชาเกิดจากการทับถมของดินตะกอนแม่น้ำ ที่แม่น้ำโขงพัดพามาในช่วงฤดูน้ำหลากช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ในความเป็นจริง หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงมันจะส่งผลกระทบไปยังสิ่งอื่นด้วย เหล่าผู้เชี่ยวชาญกำลังหวาดกลัวเกกับการสร้างเขื่อนในประเทศลาวและที่อื่นๆ บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาจะทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาอพยพ และสามารถนำไปสู่การสูญพันธุ์ของปลาหลายชนิดที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น ปลาที่ใกล้สูญพันธุ์อย่าง “ปลาเทโพ” ที่มีความยาวได้ถึง 10 ฟุตเมื่อโตเต็มวัย   จากวิทยาศาสตร์แบบองค์รวมถึงเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ในขณะที่เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง […]

บิล และ เมลินดา เกตส์: มุ่งมั่นเดินหน้าสู่เป้าหมาย

ความฝันของบิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก และภรรยา เมลินดา เกตส์ คือการแก้ปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลก นี่คือบทสัมภาษณ์ที่แสดงความตั้งใจจริงของพวกเขา สัมภาษณ์โดย ซูซาน โกลด์เบิร์ก  ภาพถ่าย BRINSON + BANKS เมื่อปี 2015 บรรดาผู้นำในที่ประชุมสหประชาชาติได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายแห่งการพัฒนาอันยั่งยืน 17 ข้อขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 ขณะเดียวกัน มหาเศรษฐีผู้ใจบุญอย่าง บิล และ เมลินดา เกตส์ มุ่งมั่นเดินทางสู่ เป้าหมายเหล่านี้มาก่อนนานแล้ว ดังนั้น ในปี 2017 มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ จึงจัดตั้งโครงการ Goalkeepers ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือปฏิบัติและติดตามความคืบหน้าของการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสนั่งคุยกับทั้งคู่เกี่ยวกับ รายงานประจำปี 2018 นับเป็นการให้สัมภาษณ์พร้อมกันซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซูซาน โกลด์เบิร์ก: ฉันเพิ่งอ่านรายงานของ Goalkeepers อะไรทำให้คุณตัดสินใจทำโครงการนี้ เมลินดา เกตส์: เพราะข่าวคราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในโลกยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง […]