ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยร้ายกลางเมืองที่กำลังคุกคามสุขภาพ - National Geographic

ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยร้ายกลางเมืองที่กำลังคุกคามสุขภาพ

กรุงนิวเดลีของอินเดีย เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง
ภาพถ่ายโดย Altaf Qadri, AP

ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยร้ายกลางเมืองที่กำลังคุกคามสุขภาพ

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2018 กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่กำลังเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวม 17 พื้นที่ และอีก 2 พื้นที่ที่ขณะนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพแล้วได้แก่ ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน และ ริมถนนคู่ขนานพระราม 2

ฝุ่นละอองเหล่านี้มาจากไหน ทำไมต้อง PM 2.5 และทำไมเราจึงควรใส่ใจกับฝุ่นเล็กจิ๋วเหล่านี้? อันที่จริงผลกระทบจากการสูดหายใจเอาฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าไปในร่างกายนั้นใหญ่กว่าขนาดของตัวมันเองหลายเท่า

(ตรวจสอบรายชื่อของพื้นที่ 17 พื้นที่ที่ระดับของฝุ่นละออง PM 2.5 กำลังเริ่มมีผลต่อสุขภาพได้ ที่นี่)

 

ทำความรู้จักกับฝุ่นละออง PM 2.5

คำว่า PM ย่อมาจาก Particulate Matters เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วน 2.5 นั้นมาจากหน่วย 2.5 ไมครอนหรือไมโครเมตร นั่นหมายความว่าเจ้าฝุ่นอนุภาคเล็กจิ๋วเหล่านี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปกติแล้วไส้ดินสอกดจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 500 ไมครอน เส้นผมของมนุษย์อยู่ที่ 100 ไมครอน ฝุ่นละอองเหล่านี้มีขนาดเล็กแค่ไหน? ลองจินตนาการเปรียบเทียบดู

ฝุ่นละออง
ภาพเปรียบเทียบขนาดของฝุ่นละออง PM 2.5 (วงกลมสีชมพู) กับฝุ่นละออง PM 10 (วงกลมสีฟ้า), เม็ดทราย และเส้นผม
ภาพถ่ายโดย U.S. EPA

สาเหตุของการเกิดฝุ่นละอองจากหลายปัจจัย แต่หลักๆ มาจาก โรงผลิตไฟฟ้า ควันท่อไอเสียจากรถยนต์ การเผาไม้ทำลายป่า เผาขยะ การประทุของภูเขาไฟ หรืออาจเกิดมาจากพายุฝุ่น อันที่จริงในทุกวันกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขึ้นอยู่แล้ว ปกติฝุ่นเหล่านี้จะลอยขึ้นไปในอากาศ และถูกสายลมพัดพาฟุ้งกระจายไป ทว่าหาวันไหนที่อากาศนิ่ง ไม่ค่อยมีลมพัด ฝุ่นละอองจะไม่ฟุ้งกระจาย ส่งผลให้ระดับความเข้มของฝุ่นในพื้นที่นั้นๆ สะสมมากขึ้นจนกลายเป็นระดับที่อันตรายต่อสุขภาพ

และด้วยความที่ขนาดของมันนั้นเล็กมากๆ ฝุ่นละออง PM 2.5 เหล่านี้จึงกลายเป็นปัญหา เนื่องจากสามารถเล็ดรอดผ่านการดักของขนจมูกเข้าไปสู่ภายในร่างกายของเราได้ และจะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในระยะยาวตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจหรือภูมิแพ้ โรคหลอดลมอักเสบ รวมไปถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอีกด้วย มากไปกว่านั้นอันตรายยิ่งกว่าคือสิ่งที่มาพร้อมกับฝุ่น อนุภาคของฝุ่นละอองที่ถูกสูดเข้าไปในร่างกายนั้นมีลักษณะขรุขระ ดังนั้นมันจึงพาเอาสารอื่นติดมาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมากขึ้น หากสะสมในร่างกาย

(คุณผู้อ่านสามารถตรวจเช็คคุณภาพของอากาศได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน เว็บไซต์นี้)

ฝุ่นละออง
ระดับมลพิษในอากาศของกรุงเทพมหานคร ในวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2018 เมื่อช่วงเช้าเวลา 08.00 น.

 

PM 2.5 ปัญหาใหม่คนกรุง

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 กรมควบคุมมลพิษเคยออกมาประกาศเตือนเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5 ในทำนองนี้เช่นกัน เท่ากับว่าในปีนี้ ชาวกรุงเทพฯ เผชิญกับปัญหามลพิษในอากาศถึง 2 ครั้ง และมีแนวโน้มที่จะเพื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ถ้าเช่นนั้นเจ้าหน้าที่รัฐควรทำเช่นไร? เพื่อปกป้องสุขภาพของพลเมือง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่เคยมีงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจวัดมลพิษทางอากาศด้วยไลเคน รองศาสตราจารย์ ดร. กัณฑรีย์ บุญประกอบ หัวหน้าหน่วยวิจัยไลเคน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า

“ในกรุงเทพมหานคร PM 2.5 มีปัจจัยการเกิดจากการเผาไหม้พลังงานฟอสซิล (น้ำมัน) เป็นสำคัญ เพราะมีรถยนต์จำนวนมากและการจราจรติดขัด ในระยะยาวควรแก้ปัญหาด้วยการสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายอย่างสมบูรณ์เข้าถึงทุกพื้นที่ อนาคตรถยนต์ไฟฟ้าจะมีส่วนช่วยลดมลพิษได้มากโดยเฉพาะกับ ฝุ่นละออง PM 2.5”

นอกจากนั้น ดร. กัณฑรีย์ ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า กรุงเทพมหานครควรเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น รวมไปถึงดูแลรักษาต้นไม้ที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์อยู่เสมอ เนื่องจากต้นไม้เหล่านี้จะช่วยดูดซับสารพิษในอากาศได้ โดยเฉพาะกับเกาะกลางถนน แค่ลำพังหญ้าหรือพืชที่คลุมดินนั้นไม่เพียงพอ เมื่อมียานยนต์หนาแน่นจะเกิดฝุ่นขนาดใหญ่ (PM 10) ฟุ้งกระจาย ซึ่งเมื่อผสมผสานกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จะยิ่งทำให้สภาวะมลพิษรุนแรงขึ้น

ในต่างประเทศการปลูกต้นไม้บนเกาะกลางถนนทำโดยให้วัสดุปลูกและดินอยู่ต่ำกว่าขอบเกาะ รวมทั้งจะปิดหน้าดินด้วยวัสดุคล้ายเปลือกไม้ ซึ่งจะช่วยให้ฝุ่นไม่ฟุ้งกระจายหรือไหลลงบนพื้นถนน ต่างจากในไทยที่นิยมพูนดินบนเกาะกลางถนนให้สูงไปกว่าขอบ เหล่านี้คือแนวทางที่บ้านเราสามารถนำมาปรับใช้ได้เพื่อลดปัญหามลพิษ

ฝุ่นละออง
ผู้คนบนท้องถนนสวมหน้ากากอนามัยป้องกันสุขภาพของตนเองจากฝุ่นควัน
ภาพถ่ายโดย จิตรภณ ไข่คำ จากสารคดีเรื่อง “เจาะเบื้องลึกวิกฤติหมอกควัน” ตีพิพม์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤษภาคม 2558

 

ปัญหาฝุ่นละอองกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่คุกคามสุขภาพของผู้คนในหลากหลายประเทศ ก่อนหน้านี้กรุงปักกิ่ง ในจีนและกรุงนิวเดลี ในอินเดีย ก็เผชิญกับวิกฤติดังกล่าว ร้ายแรงที่สุดคือในวันที่ฝุ่นและหมอกควันเข้าปกคลุมมากๆ คนอินเดียได้รับผลกระทบถึงขนาดไม่สามารถมองเห็นได้ไกลกว่าในระยะ 300 เมตร จนทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์กันมาแล้ว รัฐบาลต้องออกมาตรการป้องกันและแก้ไขไม่ให้ปัญหาลุกลามไปมากกว่าเดิม รถเก๋งที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่รวมไปถึงรถ SUV เครื่องยนต์มากกว่า 2,000CC ถูกแบน รวมไปถึงรถแท็กซี่อีกหลายหมื่นคันที่ใช้น้ำมันดีเซลด้วย

ฝุ่นละออง
เดือนสิงหาคม ปี 2016 กรุงนิวเดลีเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 17 ปี การสูดอากาศนอกที่พักอาศัยมีค่าเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ปริมาณถึง 2 แพ็คในวันเดียว
ภาพถ่ายโดย AP

ข้ามฝั่งไปที่ยุโรป ในกรุงปารีส รัฐบาลมีมาตรการแบนรถยนต์เก่าเช่นกัน รวมไปถึงสนับสนุนให้ประชาชนหันมาให้ระบบขนส่งมวลชนและจักรยานกันมากขึ้น ด้วยการเปิดให้ใช้บริการฟรีในช่วงที่ต้องต่อสู้กับปัญหามลพิษที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้นยังมีการกำหนดพื้นที่ปลอดรถยนต์ เช่นบริเวณตามแนวแม่น้ำแซน ด้านประเทศเนเธอร์แลนด์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า รัฐบาลเตรียมแบนบริษัทขายรถยนต์ที่ยังคงใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากน้ำมันภายในปี 2025 นี้ นั่นหมายความว่าในอนาคตรถยนต์ที่วิ่งในประเทศนี้จะมีแต่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและพลังงานทดแทนเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นปัญหาเท่าใด เพราะประเทศนี้มีผู้ใช้จักรยานมากกว่าผู้ขับขี่รถยนต์อยู่แล้ว

ในระหว่างที่ต้องรอการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนทั่วไปควรที่จะป้องกันสุขภาพของตนเองไว้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเดินทางออกจากบ้านหรือใช้บริการขนส่งสาธารณในวันที่ค่าปริมาณฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ด้วยการหาหน้ากาก N95 หรือ P-100 respirators ที่ใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยสามารถกรองอนุภาคขนาด 1 – 5 ไมครอนได้ร้อยละ 95 ส่วนหน้ากากอนามัยทั่วไปนั้นไม่สามารถกรอง ฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ ใช้กรองได้เพียงฝุ่นขนาดใหญ่เท่านั้น

ฝุ่นละออง
ตัวอย่างของหน้ากาก N95 จากเว็บไซต์ alibaba.com

 

อ่านเพิ่มเติม

ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก

 

 

เรื่องแนะนำ

ในเปรู ชาวบ้านที่เคยล่า กบหนังห้อย จนเสี่ยงสูญพันธุ์ ได้กลับมาเป็นผู้อนุรักษ์

กบหนังห้อย จากทะเลสาบตีตีกากาที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง มักถูกลักลอบล่าเพื่อนำไปปรุงสมูทตี้กบเปรู ซึ่งเป็นเครื่องดื่มกระตุ้นพลังทางเพศประเทศดังกล่าว ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK ผู้หญิงชาวเปรูขายงานหัตถกรรมที่มีแรงบันดาลใจจาก กบ หนังห้อย ซึ่งกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ มีเครื่องดื่มแบบดั้งเดิมชนิดหนึ่งในเปรู ซึ่งบางคนเรียกว่าสมูทตี้ กบ โดยเครื่องดื่มที่คนมักใช้เป็นยากระตุ้นทางเพศนี้ (แม้จะมีการกล่าวอ้างว่ามันรักษาโรคได้สารพัดอย่าง) ปรุงด้วยกบที่ถูกถลกหนัง กับส่วนผสมอื่นๆ เช่นน้ำผึ้งและรากของต้นมาคา (Maca) แน่นอนว่ากบซึ่งถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มชนิดนี้คือกบหนังห้อย หรือกบน้ำทะเลสาบตีตีกากา (Lake Titicaca Water Frog) แต่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่เคยพบได้บ่อยประเภทนี้กลับมีจำนวนน้อยลงอย่างมาก Rosa Elena Zegarra Adrianzén นักชีววิทยาประจำสำนักงานอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าแห่งชาติเปรู (Peru’s Forest and Wildlife National Service) กล่าวว่า พวกมันอาจมีจำนวนเพียง 50,000 ตัว (แม้เธอจะกล่าวเสริมว่า การคาดเดาจำนวนที่แน่นอนเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากพวกมันอาศัยอยู่ในก้นลึกของทะเลสาบ) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (International Union for Conservation of […]

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โลกทั้งใบเข้าสู่จุดพลิกผันอันตราย

ภาพจากภารกิจ “ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่มีต่อระบบนิเวศและทางเคมีในสภาพแวดล้อมของทวีปอาร์กติกด้านแปซิฟิก” ของนาซา เมื่อปี 2011 ภาพถ่ายโดย KATHRYN HANSEN, NASA นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “ผู้คนคงไม่ตระหนักว่าเราเหลือเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” ในการหยุดการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายล้างและไม่อาจหวนคืนของระบบภูมิอากาศโลก แต่ก็ยังพอมีความหวังอยู่ โลกของเราได้ปรากฏหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิอากาศโลกที่กำลังดำเนินอยู่ซึ่งไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิม สถานการณ์นี้หมายความว่าเรากำลังอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน ซึ่งอาจนำไปสู่จุดพลิกผัน (tipping point) ในระดับที่โลกทั้งระบบจะเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจหวนคืน สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความเป็นไปได้ของ “ภัยคุกคามอารยธรรมโลก” ทิม เลนตัน และทีมงานผู้เขียนงานวิจัยในนิตยสาร Nature กล่าว การล่มสลายของโลกทั้งระบบนี้อาจนำไปสู่สภาวะ “Hothouse Earth” ซึ่งเปรียบได้ว่าโลกทั้งใบเป็นเตาอบ อันเป็นสภาวะที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 องศาเซลเซียส ระดับทะเลเพิ่มขึ้นราว 6-9 เมตร ปะการังและป่าแอมะซอนหายไปอย่างสิ้นเชิง และพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้ นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกยังเตือนอีกว่า วิธีการตอบสนองสภาวะฉุกเฉินของโลกนี้คือต้องลดอุณหภูมิโลกให้ได้ 1.5 องศาเซลเซียส “ทั้งเสถียรภาพและความสามารถในการฟื้นฟูของโลกเราจะอยู่ในภาวะถูกคุกคาม” พวกเขากล่าว (เชิญชมวิดีโออธิบายความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ที่นี่) จากการคาดการณ์ทางทฤษฎีสู่ความเป็นจริง แนวคิดเรื่องจุดพลิกผันของโลกเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: […]

พลังของมนุษยชาติ

โลกของเราเต็มไปด้วยความงดงาม แต่ขณะเดียวกันก็ทรงไว้ซึ่งพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ มีพลังทางธรรมชาติหลายอย่างที่สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวง การทำลายล้าง และความพินาศย่อยยับ พลังที่ดูเหมือนไม่มีอะไรจะหยุดยั้งได้ แต่สำหรับทุกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ก็มีพลังหนึ่งที่ทรงพลานุภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือ… จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ที่ทอแสงอยู่ในชุมชนท้องถิ่น มีคนที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคนแปลกหน้าที่ประสบอุทกภัย เจ้าหน้าที่กู้ภัยผู้ไม่เกรงกลัวความตายเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากซากปรักในเหตุแผ่นดินไหวหรือเจ้าหน้าพิทักษ์ป่าที่ต้องต่อกรกับไฟที่โหมกระหน่ำและเผาผลาญทุกสิ่งในเส้นทางยังมีที่อีกแห่งหนึ่งที่คุณยังสามารถพบหรือสัมผัสกับพลังนี้ได้ แม้พายุจะพัดผ่านไปแล้ว นั่นคือชุมชนของนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และนักสำรวจนานาชาติ ที่เพียรพยายามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจในทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ เพื่อทำนาย เตรียมความพร้อม และช่วยให้พวกเรารอดชีวิตในปรากฏการณ์ทำลายล้างต่างๆ ความรู้ที่พวกเขาสั่งสม เรื่องราวที่พวกเขาบอกเล่า คอยย้ำเตือนให้พวกเรารู้เสมอว่ายังมีพลังอีกอย่างในธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้ในโลกของเรา พลังนั้นยิ่งใหญ่กว่าเฮอร์ริเคน แผ่นดินไหว หรือสึนามิ พลังนั้นคือ…. มนุษยชาติ   อ่านเพิ่มเติม : เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัย, ‘สืบ’ สานงานอนุรักษ์

ไขมันก้อนยักษ์กำลังคุกคามท่อระบายน้ำทั่วโลก

หลังจากชมคลิปวิดีโอนี้ คุณผู้อ่านจะเข้าใจมากขึ้น เมื่อท่อระบายน้ำในเมืองที่คุณอยู่ไม่สามารถระบายน้ำได้ดีดังเดิม เจ้าหน้าที่ในไอร์แลนด์เหนือกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อทำความสะอาดท่อระบายน้ำที่อุดตันเพราะก้อนไขมัน (Fatbergs) ก้อนไขมันยักษ์เหล่านี้เป็นส่วนผสมของทุกสิ่งที่ถูกทิ้งลงยังท่อระบายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหารไปจนถึงบรรดากระดาษชำระ พวกมันจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง เจ้าหน้าที่จากเมืองเบลฟาสต์ต้องทำงานอย่างหนักในการกำจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้ คลิปวิดีโอนี้อาจข่วยย้ำเตือนให้คุณผู้อ่านฉุกคิดสักนิด ในครั้งหน้าก่อนที่จะทิ้งอะไรก็ตามลงไปในท่อระบายน้ำ อ่านเพิ่มเติม : นี่เห็ดหรือไข่เอเลี่ยนฟักเป็นตัวกันแน่, หลบหนีความวุ่นวายไปกับภาพความมหัศจรรย์แห่งแอนตาร์กติกา