ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์ - National Geographic Thailand

ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์

ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์

ทุกฤดูร้อน นักผจญเพลิงทางอากาศระดับหัวกะทิที่เรียกกันว่า สโมกจัมเปอร์จะกระโดดร่มลงสู่พื้นที่ทุรกันดารของอะแลสกา เพื่อเร่งรุดดับ ไฟป่า ในพื้นที่ห่างไกล

ะวันยังลอยโด่งบนท้องฟ้าฤดูร้อนของอะแลสกา ตอนที่มีรายงานไฟไหม้ป่าเข้ามาเมื่อเวลา 21:47 น.

ทันทีที่เสียงหวอดังขึ้น สโมกจัมเปอร์ (smokejumper – พลร่มผจญไฟป่าของสหรัฐฯ) แปดนายรีบพุ่งไปยังราวแขวนชุดกระโดดร่ม ในสภาพแต่งกายพร้อมอยู่ก่อนแล้วในชุดรองเท้าบูตเดินป่า กางเกงสีเขียวเข้ม และเสื้อเชิ้ตสีเหลืองสดใส  ทุกคนต่างรีบคว้าชุดกระโดดร่มผ้าเคฟลาร์มาสวมใส่

“พลร่มชุดแรกเจอกันที่เครื่องบิน!” คำสั่งเรียกตัวดังจากอินเตอร์คอม

ตอนนี้พวกเขามีเวลาสองนาทีเป๊ะสำหรับสวมเครื่องเคราและขึ้นไปประจำที่บนเครื่องบิน ซึ่งเป็นขั้นตอนปฏิบัติการที่ฝึกซ้อมกันมาแล้วอย่างเข้มข้น  มือไม้พวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วไปทั่วร่างกาย ระหว่างสวมสนับเข่าและสนับแข้ง รูดซิปชุดกระโดดร่ม และสวมชุดสายรัดตัวไนลอนอย่างหนา ชุดกระโดดร่มของพวกเขาบรรจุพร้อมอยู่ก่อนแล้วด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น แผงโซลาร์เซลล์กับเสื้อกันฝนบรรจุอยู่ในกระเป๋าที่ขากางเกงข้างหนึ่ง กระเป๋าที่ขาอีกข้างมีธัญพืชอัดแท่งบรรจุรวมกับเชือกยาว 45 เมตร และอุปกรณ์การโรยตัวไว้ใช้ในกรณีโดดลงไปตกบนยอดไม้ ส่วนกระเป๋าขนาดใหญ่เป็นพิเศษด้านหลังกางเกงก็มีเต็นท์หนึ่งหลังกับถุงเก็บร่มชูชีพบรรจุอยู่

สองนาทีหลังเสียงหวอดังขึ้น ทีมสโมกจัมเปอร์เดินเตาะแตะเข้าสู่ลานบิน แต่ละคนแบกเครื่องมืออุปกรณ์หนักเกือบห้าสิบกิโลกรัม เมื่อแต่งเครื่องเคราครบชุดแล้วพวกเขาดูพะรุงพะรังเก้งก้าง แต่ทุกคนพกพาชุดอุปกรณ์ที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลามาแล้ว ว่าล้วนเป็นข้าวของสำคัญที่สโมกจัมเปอร์ทุกคนจำเป็นต้องมี เพื่อใช้ดับไฟและเอาตัวรอดในพื้นที่ป่าห่างไกลและยากลำบากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ร่างสีกากีตัวอ้วนพองเดินโซเซเป็นแถวเรียงหนึ่งขึ้นไปยังประตูด้านข้าง แล้วเข้าไปในท้องเครื่องบินซึ่งแน่นขนัดไปด้วยลังไม้บรรจุอุปกรณ์ผจญเพลิงซึ่งจะถูกทิ้งไปลงพร้อมกับพวกเขา  เครื่องบินทะยานขึ้น จากนั้นเจ้าหน้าที่อำนวยการบินก็วิทยุแจ้งพิกัดของไฟป่าให้ทราบ ระยะเวลาถึงที่หมายคือ1 ชั่วโมง 28 นาที

หลังบินออกมาได้ห้านาที เจ้าหน้าที่ชี้เป้า บิลล์ เครเมอร์ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นแทนคำสั่งโดยไม่ใช้คำพูดให้ “ตรวจเช็ค สโมกจัมเปอร์แต่ละนายจัดแจงเช็คความพร้อมครั้งสุดท้ายของอุปกรณ์ต่างๆให้คู่หูของตน

พวกเขาบินอยู่เหนือเขตอาร์กติกเซอร์เคิลที่บริเวณชายขอบด้านใต้ของเทือกเขาบรูกส์ ตอนที่เห็นควันพวยพุ่งขึ้นมาจากผืนป่าเขียวเข้ม ซึ่งเป็นไฟที่เกิดจากฟ้าผ่า

นักบินขับวนเป็นวงกลมที่ระดับความสูง 450 เมตร  เครเมอร์ระบุเป้าหมายที่จะกระโดดร่มลงไป แล้วโยนสายรุ้งกระดาษย่นสามเส้นออกไป  ริ้วสายรุ้งแผ่นกว้างสีเหลือง สีน้ำเงิน และสีส้มสดที่คลี่พลิ้วอยู่กลางอากาศช่วยให้เขาประเมินความเร็วและทิศทางลมได้

หลังได้รับสัญญาณ สโมกจัมเปอร์คนแรกระโจนออกไปจากเครื่องบิน  อีกสามนายโดดตามหลังเขาไป พลร่มอีกสี่คนที่เหลือกระโดดลงไปในรอบที่สอง ชูชีพสีแดง ขาว และน้ำเงินของพวกเขาลอยวนอยู่เหนือป่าลุกติดไฟเหมือนผีเสื้อกลางคืนตัวน้อยโต้ลมอยู่เหนือกองไฟ

ทีมสโมกจัมเปอร์ล่องลมไปทางกลุ่มควันทีละคน ทีละคน

ไฟป่า
แมต โอ๊กลีฟ ซึ่งติดตั้งกล้องไว้บนถุงอุปกรณ์ของเขา กระโดดร่มตามหลังพลร่มที่เหลือทั้งหมดในทีม ลงไปยังจุดกระโดดลงใกล้กับผืนป่าเขตหนาวที่มีไฟคุกรุ่นอยู่  เหล่าพลร่มที่สวมชุดอุปกรณ์หนักเกือบ 50 กิโลกรัม สามารถประจำการบนเครื่องบินได้ภายในไม่กี่นาที ภารกิจของพวกเขาคือดับไฟป่าให้ได้ ก่อนที่จะลุกโหมจนควบคุมไม่อยู่
ไฟป่า
เครื่องบินไฟเออร์บอสทิ้งน้ำดับไฟเพื่อเสริมกำลังให้กับหมู่ดับไฟภาคพื้นดินที่กำลังต่อกรกับไฟป่า 320 ในเทือกเขาบรุกส์ รัฐอะแลสกา เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2016 เครื่องบินชนิดเครื่องยนต์เดี่ยวรุ่นนี้มีทุ่นลอยติดตั้งอยู่ซึ่งสามารถสูบและทิ้งน้ำลงมาได้ 3,000 ลิตรในเวลาไม่กี่นาที ในภาพเป็นน้ำที่สูบมาจากทะเลสาบอิเนียคักที่อยู่ใกล้ๆ

สโมกจัมปอร์ทั้งแปดนายที่กำลังดิ่งลงจากท้องฟ้าล้วนสามารถย้อนรอยเส้นทางอาชีพของพวกเขากลับไปถึงเหตุฟ้าผ่าต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ติดกับพื้นที่ด้านตะวันออกของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1937  ฟ้าที่ผ่าลงมาครั้งนั้นก่อให้เกิดไฟป่าขนาดเล็กที่เริ่มคืบคลานไปตามผืนป่า และท้ายที่สุดก็ลุกลามกลายเป็นไฟป่าแบล็กวอเตอร์ชื่อกระฉ่อนที่คร่าชีวิตนักผจญเพลิงไป 15 คน และเผาผลาญผืนป่าเกือบ 4,375 ไร่  การสืบสวนโดยกรมป่าไม้สหรัฐฯ ได้ผลสรุปออกมาว่า หนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก คือจะต้องให้นักผจญเพลิงรีบจู่โจมดับไฟป่าในพื้นที่ทุรกันดารอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยังเป็นไฟขนาดเล็ก

ในช่วงทศวรรษ 1930 กรมป่าไม้สหรัฐฯ เริ่มทดสอบความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติของการส่งทีมพลร่มดับไฟป่าทีมเล็กๆ ลงไปในพื้นที่ป่าห่างไกล และในวันที่ 12 กรกฎาคม ปี 1940 สโมกจัมเปอร์ชุดแรกก็ถูกส่งลงไปผจญไฟป่ามาร์เทนครีกในป่าสงวนแห่งชาติเนซเพิร์ซที่รัฐไอดาโฮ ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา กรมป่าไม้สหรัฐฯ ก่อตั้งฐานสโมกจัมเปอร์เจ็ดแห่งที่ปฏิบัติงานคลอบคลุมพื้นที่ 48 รัฐถัดลงมาจากอะแลสกา ขณะที่สำนักงานบริหารจัดการที่ดินจัดตั้งขึ้นอีกสองแห่ง โดยแห่งหนึ่งอยู่ในรัฐอะแลสกา ปัจจุบันมีพลร่มสโมกจัมเปอร์ประจำการราว 450 นายที่ถูกส่งออกไปดับไฟป่าจากฐานเหล่านี้

“ช่วงปีแรกๆ เหล่านั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า การส่งเจ้าหน้าที่ไปดับไฟป่าตั้งแต่ยังมีขนาดเท่าห้องนั่งเล่นของเรา แทนที่จะไหม้ไปนับพันไร่แล้ว ช่วยประหยัดเงิน รักษาผืนป่า ชีวิตและทรัพย์สินส่วนบุคคลเอาไว้” ชัค เชลลีย์ พลร่มบำนาญ และรองประธานสมาคมสโมกจัมเปอร์แห่งชาติ กล่าวและเสริมว่า “หลักการเดียวกันนี้ยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบันครับ”

ไฟป่า
ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ทาย ฮัมฟรีย์ วิทยุโต้ตอบกับนักบินที่ทิ้งลังพัสดุลงมาใกล้ๆ กับพื้นที่เกิดไฟป่า สมาชิกพลร่มดับไฟป่ากำลังช่วยกันแกะร่มออกจากต้นไม้ที่พัสดุตกลงมาโดน
ไฟป่า
สโมกจัมเปอร์ใช้ไม้ตบไฟซึ่งเป็นแผ่นยางแข็งๆ ติดอยู่ปลายด้ามจับที่มีความยืดหยุ่น ตบมอสกับกอหญ้าที่ไหม้ไฟให้ลงไปอยู่ในชั้นมอสด้านล่าง ซึ่งเปียกชื้นจากการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว  ป่าสนหรือป่าไทกาชุ่มน้ำเช่นนี้พบได้ทั่วไปในพื้นที่ละติจูดสูงๆทางเหนือ

การฝึกเป็นสโมกจัมเปอร์ในอะแลสกานั้นติดอันดับโหดหินที่สุดในโลก  ในจำนวนผู้สมัครเข้าฝึกที่อาจมากถึง 200 คนในแต่ละปี มีแค่ราวสิบคนที่จะถูกคัดเลือกให้เข้าฝึกเป็นพลร่มดับไฟป่า ผู้สมัครที่มีโอกาสสูงที่สุดในการแข่งขันล้วนเคยผ่านประสบการณ์ผจญเพลิงในพื้นที่ธรรมชาติกันมาแล้วห้าถึงสิบปี และสามารถออกกำลังท่าซิตอัปได้ 60 ครั้ง วิดพื้นได้ 35 ครั้ง วิ่งระยะทางราว 2.5 กิโลเมตรได้ภายใน 9 นาที 30 วินาที หรือราวห้ากิโลเมตรภายในเวลาน้อยกว่า 22 นาที 30 วินาที รวมทั้งสามารถแบกของหนัก 50 กิโลกรัมได้ห้ากิโลเมตรภายในเวลาต่ำกว่า  55 นาที  พลร่มสโมกจัมเปอร์แต่ละคนจะต้องผ่านการทดสอบคล้ายกันนี้ให้ได้ทุกปีเพื่อรักษางานของเขาหรือเธอไว้ (ปัจจุบันพลร่มสโมกจัมเปอร์ทั้ง 64 คนของอะแลสกาเป็นผู้ชาย แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเคยมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วยเจ็ดคน)

“เราเลือกเฉพาะคนที่ปฏิบัติภารกิจได้ภายใต้ความเครียดครับ” โรเบิร์ต ยีเกอร์ อดีตครูฝึกพลร่มดับไฟป่ามือใหม่ กล่าว “คนที่ควบคุมสติ ความกังวล และอะดรินาลีนของตัวเองได้  พวกที่ยินยอมพร้อมใจรับความท้าทายระดับเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายน่ะครับ”

พวกที่ได้เข้าคอร์สฝึกเป็นเวลาห้าอาทิตย์รู้วิธีผจญเพลิงกันมาแล้วทั้งสิ้น แต่พวกเขาต้องฝึกความสามารถในการกระโดดร่มขั้นสูง เช่น เรียนรู้วิธีปรับความแม่นยำและรับมือกับปัจจัยผันแปรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็นกระแสลม ลักษณะภูมิประเทศ สภาพของร่มชูชีพ หรือพื้นที่เป้าหมายที่จะกระโดดลงไป ผู้ฝึกมือใหม่จะฝึกกระโดดร่มอย่างน้อย 20 ครั้ง ซึ่งจะถูกถ่ายวีดิโอไว้และนำมาวิพากษ์วิจารณ์ ร้อยละ 40 ของผู้ฝึกเหล่านี้จะไม่ผ่านมาตรฐานที่ตั้งไว้

แต่คนที่ผ่านการฝึกหฤโหดนี้ได้จะกลายเป็นสมาชิกของคณะภารดรภาพชั้นหัวกระทิ ซึ่งรวมถึงคนอย่างวิลลี อันโซลด์ หนึ่งในชาวอเมริกันคนแรกๆ ที่พิชิตยอดเขาเมาต์เอเวอเรสต์ สจวร์ต รูซา นักบินผู้ควบคุมยานบังคับการของยานอะพอลโล 14 และดีแอน ชุลแมน  ผู้หญิงคนแรกที่เข้าร่วมคณะชั้นหัวกะทินี้เมื่อปี 1981

เรื่อง มาร์ก เจนกินส์

ภาพ มาร์ก ทีสเซน

*** อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับมิถุนายน 2562


อ่านเพิ่มเติม

เจาะเบื้องลึกวิกฤติหมอกควัน

เรื่องแนะนำ

มหานครกัมปนาท : ภัยดังที่ฟังแต่ไม่ได้ยิน

เราทุกคนรู้กันดีว่า เสียงดัง นั้นเป็นอันตรายต่อหู แต่ในความเป็นจริงการใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงดังที่เข้าขั้นเป็นมลพิษส่งผลกระทบมากกว่านั้น เสียงและการสั่นสะเทือนมีผลต่อระบบการไหลเวียนของเลือดและการทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ ทั้งยังก่อให้เกิดความหงุดหงิด ความเครียด และวิตกกังวล ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลต่อการนอนหลับ, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและปัญหาทางสุขภาพจิตตามมา เมื่อร่างกายรับเสียงดังเข้ามา ระบบประสาทจะถูกกระตุ้น หัวใจเราจะเต้นเร็วขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติ เมื่อร่างกายรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์อันตราย ลองจินตนาการถึงโลกในยุคดึกดำบรรพ์ บรรพบรุษของเราคงไม่สามารถเอาชีวิตรอดหากได้ยินเสียงของฝูงสัตว์กำลังพุ่งตรงเข้ามา แต่พวกเขายังคงนิ่งเฉยไม่สนใจ มหาวิทยาลัยเท็กซัส ดัลลัส เคยทำการวิจัยถึงผลกระทบของเสียงดังที่มีผลต่อสมอง พวกเขาตรวจการทำงานของระบบประสาททางการได้ยินของหนูสองกลุ่ม ด้วยการนำพวกมันไปอยู่ในที่ที่มีเสียงดังระดับ 115 เดซิเบล (ส่งผลกระทบต่อการได้ยินในระดับปานกลาง) และ 124 เดซิเบล (ส่งผลกระทบต่อการได้ยินในระดับรุนแรง) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หลังการทดลองพวกเขาตรวจระบบประสาทของหูหนูอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่าสำหรับหนูกลุ่มที่เผชิญกับระดับเสียงที่มีความดังรุนแรง จากหนูจำนวนทั้งหมดมีหนูน้อยกว่า 1 ใน 3 ที่ระบบประสาทยังคงเป็นปกติ นอกนั้นการตอบสนองล้วนเชื่องช้าลง ส่วนในหนูอีกกลุ่มการตอบสนองทางระบบประสาทไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก เว้นแต่กับคลื่นเสียงความถี่สูงที่ช้าลงกว่าปกติ นั่นคือการทดลองกับหนูเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นอยู่กับพวกมันไปชั่วชีวิต ตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่เผชิญปัญหาจากเสียงรบกวน เริ่มจากเสียงของบ้านข้างๆ ที่กำลังต่อเติมไม่หยุด แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ ตามมาด้วยเสียงปั๊มน้ำเจ้าปัญหาของเพื่อนบ้านอีกหลัง […]

ช่วยเต่าทะเลติดอวน

ช่วยเต่าทะเลติดอวน ภาพเหล่านี้กำลังตอกย้ำเราว่าปัญหาขยะ และขยะพลาสติกในทะเลส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นมากแค่ไหน ฟุตเทจของเต่าทะเลตัวนี้ถูกบันทึกได้ที่นอกชายฝั่งของหมู่บ้าน Puerto López ในเอกวาดอร์ อวนเหล่านี้ถูกทิ้งโดยชาวประมงมักง่าย และปัจจุบันเป็นหนึ่งในปัญหาที่ร้ายแรงทางสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสัตว์ทะเลจำนวนมากมักเข้าไปติดในอวน ดังเช่นเต่าตัวนี้ และหากไม่ได้ใครช่วย ในที่สุดแล้วมันจะตายลง โชคดีที่ชาวประมงกลุ่มหนึ่งพบเจ้าเต่าทะเลเข้า พวกเขาจึงตัดสินใจช่วยมัน ก่อนที่จะปล่อยมันกลับคืนสู่ทะเลอีกครั้ง แน่นอนว่าเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ใช่เหตุการณ์สุดท้าย และที่ข้างนอกชายฝั่งยังมีสัตว์ทะเลอีกมากที่เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับเต่าทะเล เพียงแต่มันอาจไม่โชคดีเท่า… อ่านเพิ่มเติม ลูกแมวน้ำตายเพราะกินขยะพลาสติก

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]

พบไมโครพลาสติก บนยอดเขาเอเวอเรสต์

จากธารน้ำแข็งที่หดตัวลงสู่การ พบไมโครพลาสติก บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก สัญญาณอันน่าพรั่นพรึงของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน สำหรับนักผจญภัยทั่วโลกภาพของยอดเขาเอเวอเรสต์ถือเป็นภาพที่ยากจะลืมเลือน ภาพของหิมะที่ตกลงมาจากยอดเขา น้ำแข็งที่ไหลลงมา รวมไปถึงทิวทัศน์อันน่าทึ่ง แต่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกกลับ พบไมโครพลาสติก ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ปี 2019 ทีมนักวิจัยนำเครื่องตรวจวัดอากาศเพื่อเก็บข้อมูลจำนวน 100 ตัวอย่างของหิน น้ำ หิมะ น้ำแข็ง และอื่น ๆ แม้การตรวจพบไมโครพลาสติกอาจไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมในทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าเป็นห่วงมากกว่าคือ เรากำลังสูญเสียธารน้ำแข็งที่สูงที่สุดในโลกซึ่งจะละลายเป็นน้ำจืดไปอย่างรวดเร็ว และค่อย ๆ ส่งผลให้ชุมชนและการท่องเที่ยวบนภูเขาที่ต้องพึ่งพาธารน้ำแข็งได้รับผลกระทบในอนาคต “ถึงเวลาที่ต้องตระหนักเรื่องนี้อย่างจริงจัง” พอล มายอว์สกิ หัวหน้าคณะสำรวจและผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งมหาวิทยาลัยเมน กล่าว “แม้เอเวอเรสต์จะอยู่ที่ระดับสูงมาก แต่ในอนาคตจะได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างแน่นอน” หิมะที่แสนสกปรก ในเช้าที่แสนสดใส นักปีนเขา มารีอุสซ์ โปโตก์กี ได้เฝ้าดูกลุ่มนักปีนเขาขณะหยุดพักที่ความสูง 8,382 เมตร ก่อนเดินต่อเพื่อพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ในตอนแรก โปโตก์กี นักธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเมน วางแผนเก็บตัวอย่างหิมะที่ยอดเขา แต่เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการเก็บตัวอย่างจึงต้องเปลี่ยนมาเก็บตัวอย่างที่ความสูง 8,077 เมตร และนำมาวิเคราะห์ผลในภายหลัง ผลสำรวจเผยให้เห็นว่า ตัวอย่างที่รวบรวมได้ระหว่างจุดเบสแคมป์และบัลโคนีนั้นเต็มไปด้วยเส้นใยไมโครพลาสติก “ปริมาณของไมโครพลาสติกที่พบบนภูเขาสูงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ” […]