ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์ - National Geographic Thailand

ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์

ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์

ทุกฤดูร้อน นักผจญเพลิงทางอากาศระดับหัวกะทิที่เรียกกันว่า สโมกจัมเปอร์จะกระโดดร่มลงสู่พื้นที่ทุรกันดารของอะแลสกา เพื่อเร่งรุดดับ ไฟป่า ในพื้นที่ห่างไกล

ะวันยังลอยโด่งบนท้องฟ้าฤดูร้อนของอะแลสกา ตอนที่มีรายงานไฟไหม้ป่าเข้ามาเมื่อเวลา 21:47 น.

ทันทีที่เสียงหวอดังขึ้น สโมกจัมเปอร์ (smokejumper – พลร่มผจญไฟป่าของสหรัฐฯ) แปดนายรีบพุ่งไปยังราวแขวนชุดกระโดดร่ม ในสภาพแต่งกายพร้อมอยู่ก่อนแล้วในชุดรองเท้าบูตเดินป่า กางเกงสีเขียวเข้ม และเสื้อเชิ้ตสีเหลืองสดใส  ทุกคนต่างรีบคว้าชุดกระโดดร่มผ้าเคฟลาร์มาสวมใส่

“พลร่มชุดแรกเจอกันที่เครื่องบิน!” คำสั่งเรียกตัวดังจากอินเตอร์คอม

ตอนนี้พวกเขามีเวลาสองนาทีเป๊ะสำหรับสวมเครื่องเคราและขึ้นไปประจำที่บนเครื่องบิน ซึ่งเป็นขั้นตอนปฏิบัติการที่ฝึกซ้อมกันมาแล้วอย่างเข้มข้น  มือไม้พวกเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วไปทั่วร่างกาย ระหว่างสวมสนับเข่าและสนับแข้ง รูดซิปชุดกระโดดร่ม และสวมชุดสายรัดตัวไนลอนอย่างหนา ชุดกระโดดร่มของพวกเขาบรรจุพร้อมอยู่ก่อนแล้วด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น แผงโซลาร์เซลล์กับเสื้อกันฝนบรรจุอยู่ในกระเป๋าที่ขากางเกงข้างหนึ่ง กระเป๋าที่ขาอีกข้างมีธัญพืชอัดแท่งบรรจุรวมกับเชือกยาว 45 เมตร และอุปกรณ์การโรยตัวไว้ใช้ในกรณีโดดลงไปตกบนยอดไม้ ส่วนกระเป๋าขนาดใหญ่เป็นพิเศษด้านหลังกางเกงก็มีเต็นท์หนึ่งหลังกับถุงเก็บร่มชูชีพบรรจุอยู่

สองนาทีหลังเสียงหวอดังขึ้น ทีมสโมกจัมเปอร์เดินเตาะแตะเข้าสู่ลานบิน แต่ละคนแบกเครื่องมืออุปกรณ์หนักเกือบห้าสิบกิโลกรัม เมื่อแต่งเครื่องเคราครบชุดแล้วพวกเขาดูพะรุงพะรังเก้งก้าง แต่ทุกคนพกพาชุดอุปกรณ์ที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลามาแล้ว ว่าล้วนเป็นข้าวของสำคัญที่สโมกจัมเปอร์ทุกคนจำเป็นต้องมี เพื่อใช้ดับไฟและเอาตัวรอดในพื้นที่ป่าห่างไกลและยากลำบากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ร่างสีกากีตัวอ้วนพองเดินโซเซเป็นแถวเรียงหนึ่งขึ้นไปยังประตูด้านข้าง แล้วเข้าไปในท้องเครื่องบินซึ่งแน่นขนัดไปด้วยลังไม้บรรจุอุปกรณ์ผจญเพลิงซึ่งจะถูกทิ้งไปลงพร้อมกับพวกเขา  เครื่องบินทะยานขึ้น จากนั้นเจ้าหน้าที่อำนวยการบินก็วิทยุแจ้งพิกัดของไฟป่าให้ทราบ ระยะเวลาถึงที่หมายคือ1 ชั่วโมง 28 นาที

หลังบินออกมาได้ห้านาที เจ้าหน้าที่ชี้เป้า บิลล์ เครเมอร์ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นแทนคำสั่งโดยไม่ใช้คำพูดให้ “ตรวจเช็ค สโมกจัมเปอร์แต่ละนายจัดแจงเช็คความพร้อมครั้งสุดท้ายของอุปกรณ์ต่างๆให้คู่หูของตน

พวกเขาบินอยู่เหนือเขตอาร์กติกเซอร์เคิลที่บริเวณชายขอบด้านใต้ของเทือกเขาบรูกส์ ตอนที่เห็นควันพวยพุ่งขึ้นมาจากผืนป่าเขียวเข้ม ซึ่งเป็นไฟที่เกิดจากฟ้าผ่า

นักบินขับวนเป็นวงกลมที่ระดับความสูง 450 เมตร  เครเมอร์ระบุเป้าหมายที่จะกระโดดร่มลงไป แล้วโยนสายรุ้งกระดาษย่นสามเส้นออกไป  ริ้วสายรุ้งแผ่นกว้างสีเหลือง สีน้ำเงิน และสีส้มสดที่คลี่พลิ้วอยู่กลางอากาศช่วยให้เขาประเมินความเร็วและทิศทางลมได้

หลังได้รับสัญญาณ สโมกจัมเปอร์คนแรกระโจนออกไปจากเครื่องบิน  อีกสามนายโดดตามหลังเขาไป พลร่มอีกสี่คนที่เหลือกระโดดลงไปในรอบที่สอง ชูชีพสีแดง ขาว และน้ำเงินของพวกเขาลอยวนอยู่เหนือป่าลุกติดไฟเหมือนผีเสื้อกลางคืนตัวน้อยโต้ลมอยู่เหนือกองไฟ

ทีมสโมกจัมเปอร์ล่องลมไปทางกลุ่มควันทีละคน ทีละคน

ไฟป่า
แมต โอ๊กลีฟ ซึ่งติดตั้งกล้องไว้บนถุงอุปกรณ์ของเขา กระโดดร่มตามหลังพลร่มที่เหลือทั้งหมดในทีม ลงไปยังจุดกระโดดลงใกล้กับผืนป่าเขตหนาวที่มีไฟคุกรุ่นอยู่  เหล่าพลร่มที่สวมชุดอุปกรณ์หนักเกือบ 50 กิโลกรัม สามารถประจำการบนเครื่องบินได้ภายในไม่กี่นาที ภารกิจของพวกเขาคือดับไฟป่าให้ได้ ก่อนที่จะลุกโหมจนควบคุมไม่อยู่
ไฟป่า
เครื่องบินไฟเออร์บอสทิ้งน้ำดับไฟเพื่อเสริมกำลังให้กับหมู่ดับไฟภาคพื้นดินที่กำลังต่อกรกับไฟป่า 320 ในเทือกเขาบรุกส์ รัฐอะแลสกา เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2016 เครื่องบินชนิดเครื่องยนต์เดี่ยวรุ่นนี้มีทุ่นลอยติดตั้งอยู่ซึ่งสามารถสูบและทิ้งน้ำลงมาได้ 3,000 ลิตรในเวลาไม่กี่นาที ในภาพเป็นน้ำที่สูบมาจากทะเลสาบอิเนียคักที่อยู่ใกล้ๆ

สโมกจัมปอร์ทั้งแปดนายที่กำลังดิ่งลงจากท้องฟ้าล้วนสามารถย้อนรอยเส้นทางอาชีพของพวกเขากลับไปถึงเหตุฟ้าผ่าต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ติดกับพื้นที่ด้านตะวันออกของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1937  ฟ้าที่ผ่าลงมาครั้งนั้นก่อให้เกิดไฟป่าขนาดเล็กที่เริ่มคืบคลานไปตามผืนป่า และท้ายที่สุดก็ลุกลามกลายเป็นไฟป่าแบล็กวอเตอร์ชื่อกระฉ่อนที่คร่าชีวิตนักผจญเพลิงไป 15 คน และเผาผลาญผืนป่าเกือบ 4,375 ไร่  การสืบสวนโดยกรมป่าไม้สหรัฐฯ ได้ผลสรุปออกมาว่า หนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก คือจะต้องให้นักผจญเพลิงรีบจู่โจมดับไฟป่าในพื้นที่ทุรกันดารอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยังเป็นไฟขนาดเล็ก

ในช่วงทศวรรษ 1930 กรมป่าไม้สหรัฐฯ เริ่มทดสอบความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติของการส่งทีมพลร่มดับไฟป่าทีมเล็กๆ ลงไปในพื้นที่ป่าห่างไกล และในวันที่ 12 กรกฎาคม ปี 1940 สโมกจัมเปอร์ชุดแรกก็ถูกส่งลงไปผจญไฟป่ามาร์เทนครีกในป่าสงวนแห่งชาติเนซเพิร์ซที่รัฐไอดาโฮ ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา กรมป่าไม้สหรัฐฯ ก่อตั้งฐานสโมกจัมเปอร์เจ็ดแห่งที่ปฏิบัติงานคลอบคลุมพื้นที่ 48 รัฐถัดลงมาจากอะแลสกา ขณะที่สำนักงานบริหารจัดการที่ดินจัดตั้งขึ้นอีกสองแห่ง โดยแห่งหนึ่งอยู่ในรัฐอะแลสกา ปัจจุบันมีพลร่มสโมกจัมเปอร์ประจำการราว 450 นายที่ถูกส่งออกไปดับไฟป่าจากฐานเหล่านี้

“ช่วงปีแรกๆ เหล่านั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า การส่งเจ้าหน้าที่ไปดับไฟป่าตั้งแต่ยังมีขนาดเท่าห้องนั่งเล่นของเรา แทนที่จะไหม้ไปนับพันไร่แล้ว ช่วยประหยัดเงิน รักษาผืนป่า ชีวิตและทรัพย์สินส่วนบุคคลเอาไว้” ชัค เชลลีย์ พลร่มบำนาญ และรองประธานสมาคมสโมกจัมเปอร์แห่งชาติ กล่าวและเสริมว่า “หลักการเดียวกันนี้ยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบันครับ”

ไฟป่า
ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ทาย ฮัมฟรีย์ วิทยุโต้ตอบกับนักบินที่ทิ้งลังพัสดุลงมาใกล้ๆ กับพื้นที่เกิดไฟป่า สมาชิกพลร่มดับไฟป่ากำลังช่วยกันแกะร่มออกจากต้นไม้ที่พัสดุตกลงมาโดน
ไฟป่า
สโมกจัมเปอร์ใช้ไม้ตบไฟซึ่งเป็นแผ่นยางแข็งๆ ติดอยู่ปลายด้ามจับที่มีความยืดหยุ่น ตบมอสกับกอหญ้าที่ไหม้ไฟให้ลงไปอยู่ในชั้นมอสด้านล่าง ซึ่งเปียกชื้นจากการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว  ป่าสนหรือป่าไทกาชุ่มน้ำเช่นนี้พบได้ทั่วไปในพื้นที่ละติจูดสูงๆทางเหนือ

การฝึกเป็นสโมกจัมเปอร์ในอะแลสกานั้นติดอันดับโหดหินที่สุดในโลก  ในจำนวนผู้สมัครเข้าฝึกที่อาจมากถึง 200 คนในแต่ละปี มีแค่ราวสิบคนที่จะถูกคัดเลือกให้เข้าฝึกเป็นพลร่มดับไฟป่า ผู้สมัครที่มีโอกาสสูงที่สุดในการแข่งขันล้วนเคยผ่านประสบการณ์ผจญเพลิงในพื้นที่ธรรมชาติกันมาแล้วห้าถึงสิบปี และสามารถออกกำลังท่าซิตอัปได้ 60 ครั้ง วิดพื้นได้ 35 ครั้ง วิ่งระยะทางราว 2.5 กิโลเมตรได้ภายใน 9 นาที 30 วินาที หรือราวห้ากิโลเมตรภายในเวลาน้อยกว่า 22 นาที 30 วินาที รวมทั้งสามารถแบกของหนัก 50 กิโลกรัมได้ห้ากิโลเมตรภายในเวลาต่ำกว่า  55 นาที  พลร่มสโมกจัมเปอร์แต่ละคนจะต้องผ่านการทดสอบคล้ายกันนี้ให้ได้ทุกปีเพื่อรักษางานของเขาหรือเธอไว้ (ปัจจุบันพลร่มสโมกจัมเปอร์ทั้ง 64 คนของอะแลสกาเป็นผู้ชาย แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเคยมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วยเจ็ดคน)

“เราเลือกเฉพาะคนที่ปฏิบัติภารกิจได้ภายใต้ความเครียดครับ” โรเบิร์ต ยีเกอร์ อดีตครูฝึกพลร่มดับไฟป่ามือใหม่ กล่าว “คนที่ควบคุมสติ ความกังวล และอะดรินาลีนของตัวเองได้  พวกที่ยินยอมพร้อมใจรับความท้าทายระดับเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายน่ะครับ”

พวกที่ได้เข้าคอร์สฝึกเป็นเวลาห้าอาทิตย์รู้วิธีผจญเพลิงกันมาแล้วทั้งสิ้น แต่พวกเขาต้องฝึกความสามารถในการกระโดดร่มขั้นสูง เช่น เรียนรู้วิธีปรับความแม่นยำและรับมือกับปัจจัยผันแปรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็นกระแสลม ลักษณะภูมิประเทศ สภาพของร่มชูชีพ หรือพื้นที่เป้าหมายที่จะกระโดดลงไป ผู้ฝึกมือใหม่จะฝึกกระโดดร่มอย่างน้อย 20 ครั้ง ซึ่งจะถูกถ่ายวีดิโอไว้และนำมาวิพากษ์วิจารณ์ ร้อยละ 40 ของผู้ฝึกเหล่านี้จะไม่ผ่านมาตรฐานที่ตั้งไว้

แต่คนที่ผ่านการฝึกหฤโหดนี้ได้จะกลายเป็นสมาชิกของคณะภารดรภาพชั้นหัวกระทิ ซึ่งรวมถึงคนอย่างวิลลี อันโซลด์ หนึ่งในชาวอเมริกันคนแรกๆ ที่พิชิตยอดเขาเมาต์เอเวอเรสต์ สจวร์ต รูซา นักบินผู้ควบคุมยานบังคับการของยานอะพอลโล 14 และดีแอน ชุลแมน  ผู้หญิงคนแรกที่เข้าร่วมคณะชั้นหัวกะทินี้เมื่อปี 1981

เรื่อง มาร์ก เจนกินส์

ภาพ มาร์ก ทีสเซน

*** อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับมิถุนายน 2562


อ่านเพิ่มเติม

เจาะเบื้องลึกวิกฤติหมอกควัน

เรื่องแนะนำ

อินเดียรถชนระนาว หมอกควันเป็นเหตุ

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางตอนเหนือของอินเดียประสบกับปัญหาจากหมอกควัน ที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าจากปริมาณปกติ ที่ปลอดภัยต่อร่างกาย ข้อมูลจากหน่วยงานเพื่อสุขภาพออกคำเตือน การสูดหายใจในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน มีอันตรายเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่จำนวนมากถึง 50 มวนต่อวันเลยทีเดียว นอกจากหมอกควันเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจแล้ว ยังรบกวนทัศนวิสัยจนแทบจะมองไม่เห็นอะไร และส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุรถชนกันจำนวนมากถึง 18 คันรวด ในกรุงนิวเดลีอีกด้วย ผู้คนที่ยังอยู่ในรถจึงต้องรีบออกจากรถ เนื่องจากไม่ทราบว่ารถคันหลังๆ ที่วิ่งมาด้วยความเร็วจะมาชนท้ายอีกหรือไม่   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : การยืดอายุผักผลไม้แนวใหม่, สำรวจโลก : ปลูกเพื่อสันติ

พบร่างคู่สามีภรรยาหายตัวไปเมื่อ 75 ปีก่อน ในธารน้ำแข็งที่เริ่มละลาย

พบร่างคู่สามีภรรยาหายตัวไปเมื่อ 75 ปีก่อน ในธารน้ำแข็งที่เริ่มละลาย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม ปี 2017 ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่สกีหิมะ จากบริษัท Glacier 3000 กำลังตรวจเช็คอุปกรณ์ บริเวณธารน้ำแข็ง Tsanfleuron บนเทือกเขาแอลป์ ของสวิสเซอร์แลนด์ พวกเขาสังเกตุเห็นรองเท้าบู๊ทโผล่ออกมาจากน้ำแข็ง และเมื่อเข้าไปสำรวจใกล้ๆ พวกเขาพบว่ารองเท้านั้นเป็นของมนุษย์คู่หนึ่ง นอกจากนั้นยังพบหมวก และข้าวของอื่นๆ อีกที่ถูกแช่แข็งไปพร้อมกับร่างดังกล่าว ทั้งคู่คือ มาเซย์ลิน และฟรานซิน ดูมอว์ลิน พวกเขาเป็นช่างทำรองเท้าและคุณครู ที่หายตัวไปอย่างปริศนาเมื่อ 75 ปีก่อน “เขารายงานกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ส่วนผมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรจ” เบนฮาร์ด ทาชเนน ซีอีโอของบริษัทกล่าว และในวันต่อมาเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งก็บินมายังบริเวณดังกล่าว น้ำแข็งขนาดใหญ่ถูกตัดออก เพื่อนำร่างของทั้งคู่ไปตรวจสอบ ต่อมาในวันที่ 19 กรกฎาคม ผลการตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าทั้งคู่คือสามีภรรยาที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1942 จริง รายงานจาก Le Matin หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของสวิสเซอร์แลนด์ ร่างของพวกเขาไม่ใช่ร่างแรกที่ถูกดึงออกมาจากธารน้ำแข็งนี้ ศพของสามพี่น้องที่หายตัวไปในปี […]

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โลกทั้งใบเข้าสู่จุดพลิกผันอันตราย

ภาพจากภารกิจ “ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่มีต่อระบบนิเวศและทางเคมีในสภาพแวดล้อมของทวีปอาร์กติกด้านแปซิฟิก” ของนาซา เมื่อปี 2011 ภาพถ่ายโดย KATHRYN HANSEN, NASA นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “ผู้คนคงไม่ตระหนักว่าเราเหลือเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” ในการหยุดการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายล้างและไม่อาจหวนคืนของระบบภูมิอากาศโลก แต่ก็ยังพอมีความหวังอยู่ โลกของเราได้ปรากฏหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิอากาศโลกที่กำลังดำเนินอยู่ซึ่งไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิม สถานการณ์นี้หมายความว่าเรากำลังอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน ซึ่งอาจนำไปสู่จุดพลิกผัน (tipping point) ในระดับที่โลกทั้งระบบจะเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจหวนคืน สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความเป็นไปได้ของ “ภัยคุกคามอารยธรรมโลก” ทิม เลนตัน และทีมงานผู้เขียนงานวิจัยในนิตยสาร Nature กล่าว การล่มสลายของโลกทั้งระบบนี้อาจนำไปสู่สภาวะ “Hothouse Earth” ซึ่งเปรียบได้ว่าโลกทั้งใบเป็นเตาอบ อันเป็นสภาวะที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 องศาเซลเซียส ระดับทะเลเพิ่มขึ้นราว 6-9 เมตร ปะการังและป่าแอมะซอนหายไปอย่างสิ้นเชิง และพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้ นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกยังเตือนอีกว่า วิธีการตอบสนองสภาวะฉุกเฉินของโลกนี้คือต้องลดอุณหภูมิโลกให้ได้ 1.5 องศาเซลเซียส “ทั้งเสถียรภาพและความสามารถในการฟื้นฟูของโลกเราจะอยู่ในภาวะถูกคุกคาม” พวกเขากล่าว (เชิญชมวิดีโออธิบายความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ที่นี่) จากการคาดการณ์ทางทฤษฎีสู่ความเป็นจริง แนวคิดเรื่องจุดพลิกผันของโลกเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: […]