หิ้งน้ำแข็งกำลังแตกออกจากทวีปแอนตาร์กติกา: จุดเริ่มต้นของหายนะโลก

อนาคตบนเส้นด้ายของ แอนตาร์กติกา

หิ้งน้ำแข็งที่แตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะ

มองจากด้านบนผิวขรุขระของหิ้งน้ำแข็งปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ที่บ่งชี้ว่ามันกำลังจะหลุดออกจากชั้นน้ำแข็งเดิมที่มีอายุหลายพันปี แผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะหลุดออกนี้เป็นส่วนหนึ่งของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ที่ตั้งอยู่บนแหลมทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา อุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเลโดยรอบคือสาเหตุ และการหลุดออกครั้งนี้จะเปลี่ยนหน้าตาของแผนที่ทวีปแอนตาร์กติกาตลอดไป ด้วยขนาดของหิ้งน้ำแข็งที่ใหญ่ถึง 6,000 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่กว้างใหญ่กว่ากรุงลอนดอน 4 เท่า และคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของสาธารณรัฐไซปรัส เกาะบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

พืดน้ำแข็งฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกานี้มีความหนาราว 2.5 ไมล์ และครอบคลุมพื้นที่ขนาด 2 เท่าของรัฐเท็กซัส รอบๆของพืดน้ำแข็งประกอบด้วยภูเขาน้ำแข็งจำนวนมาก นั่นแปลว่าหากมหาสมุทรยังคงอุ่นขึ้นเรื่อยๆจนละลายชั้นน้ำแข็งที่เปราะบางเหล่านี้จนหมด ทีมนักวิจัยเชื่อว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ฟุต

“หิ้งน้ำแข็งบริเวณนี้เป็นจุดที่ละลายเร็วที่สุดบนโลก” อีริค ริกนอท นักธรณีวิทยาจาก NASA Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา ของรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าว ตัวเขาศึกษาชั้นน้ำแข็งในภูมิภาคนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเรดาห์และภาพถ่ายดาวเทียม ริกนอทเชื่อว่าการพังทลายของพืดน้ำแข็งตะวันตก ในทวีปแอนตาร์กติกานั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่คำถามคือมันจะใช้เวลานานแค่ไหน 500 ปี หรือน้อยกว่า 100 ปี และมนุษย์เราเองเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร

“เราจำเป็นที่จะต้องได้ตัวเลขที่ถูกต้องแม่นยำ” เขากล่าว “ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังอย่าเสียเวลาไปกับข้อมูลมากเกินไป”

แอนตาร์กติกา
ในแอนตาร์กติกาตะวันออก นักวิจัยชาวออสเตรเลียช่วยกันทิ่มเสาลงในน้ำแข็งเพื่อหารอยแยกบนธารน้ำแข็งทอตเทนก่อนจะใช้เครื่องมือต่างๆตรวจวัดว่า ธารน้ำแข็งนี้เคลื่อนตัวและบางลงเร็วเพียงใด

การคาดการณ์เวลาของการแตกหักที่ถูกต้องนั้น จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปยังพืดน้ำแข็ง ในปี 2012 เครื่องบินแฝด Twin Otter บินผ่านบริเวณหิ้งน้ำแข็งดังกล่าว นักบินสังเกตุเห็นรอยแตกขนาดใหญ่ จึงลงจอดเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ

หลังจากนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์ก็เดินทางมายังที่นี่ นำโดย มาร์ติน ทรัฟเฟอร์ นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยอลาสกา พวกเขาตั้งแคมป์อยู่ในบริเวณรอยแตก ด้วยแผนที่จะเฝ้าสังเกตุการณ์รอยแตกนี้เป็นระยะเวลานาน 2 เดือน นับเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ค้างคืนยังสถานที่แห่งนี้ ปกติแล้วบริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่อันตราย แต่ทีมของทรัฟเฟอร์ต้องการเจาะชั้นน้ำแข็งเพื่อวัดความร้อนที่เกิดขึ้นด้านล่าง

ในขณะที่ทีมนักวิจัยค้างคืนในเต้นท์ พวกเขาได้ยินเสียงแตกหักดังมาจากบริเวณรอยแตก ในช่วงเช้าเมื่อทีมวิจัยเข้าตรวจสอบพวกเขาก็พบรอยแตกเพิ่มที่ดูเหมือนว่าจะมีความลึกมากกว่าเดิม ตลอดระยะเวลา 5 สัปดาห์ของการศึกษา ชั้นน้ำแข็งดังกล่าวบางลงเหลือความหนาราว 7 ฟุต

นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลาในการศึกษาอยู่นานพอตัว กว่าจะทราบว่าพืดน้ำแข็งฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตร์กติกานั้นละลายรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ สแตน จาร์คอบ นักสมุทรศาสตร์จากสถาบัน Lamont-Doherty Earth Observatory ในนิวยอร์ก อธิบายว่าการละลายอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นจากกระแสน้ำอุ่นที่มาจากมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ห่างออกไปทางตอนเหนือประมาณ 200 ไมล์ เกลือในกระแสน้ำอุ่นได้กัดเซาะหน้าตาของภูเขาน้ำแข็งใต้ทะเลให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม รวมถึงการกระแทกของกระแสน้ำอุ่นนั่นได้ส่งผลให้ธารน้ำแข็งที่มีอายุหลายพันปี ได้รับผลกระทบอยู่ตลอดเวลา

ทีมนักวิจัยประมาณปริมาณของน้ำแข็งที่สูญเสียไป “ในอัตราที่บ้ามาก” เอเดรียน เจนคินส์ นักธรณีวิทยาจากสถาบันสำรวจแอนตาร์กติกา โดยมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ให้คำนิยามถึงสถานการณ์ จากการคำนวณของเขา หิ้งน้ำแข็งปริมาณ 13 ลูกบาศก์ไมล์กำลังละลายลงทุกปีๆ จากด้านล่าง นั่นหมายความว่าหิ้งน้ำแข็งด้านบนจะบางลงประมาณ 300 ฟุตต่อปี

“หิ้งน้ำแข็งละลายเร็วกว่าที่เราจะคำนวณได้ทันอีกครับ” เจนคินส์กล่าว

แผนที่แสดงจุดที่หิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซีกำลังจะหลุดออกจากทวีป จากการตรวจสอบล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา แผ่นน้ำแข็งนี้มีขนาดพอๆกับรัฐเดลาแวร์ ในสหรัฐอมเริกา และมีน้ำหนักมากถึง 1 ล้านล้านตัน เรียกได้ว่านี่คือภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกมา

เฮเลน ฟิกเกอร์ นักธรณีวิทยาจากสถาบันสมุทรศาสตร์ ในซานดิเอโก เปรียบเทียบสถานการณ์ของหิ้งน้ำแข็งในปัจจุบันว่าเป็นเหมือนกับ “นกคานารีในเหมืองถ่านหิน” (คนงานเหมืองจะนำนกลงไปในเหมืองด้วย เพื่อคอยสังเกตุอาการของนก เนื่องจากนกคานารีมีความไวต่อก๊าซพิษมากกว่ามนุษย์ หากนกล้มหรือเสียชีวิต คนงานเหมืองจะรีบอพยพออกจากพื้นที่ทันที) เนื่องจากปกติแล้วน้ำแข็งขั้วโลกละลายลงสู่มหาสมุทรตลอดเวลา และที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เปรียบเหมือนสัญญาณเตือนสู่หายนะมากกว่า

จากผลการศึกษา ฟิกเกอร์และทีมของเธอพบว่า ตั้งแต่ปี 1994 – 2012 หิ้งน้ำแข็งจากทวีปแอนตาร์กติกามีการละลายที่รวดเร็วขึ้นถึง 12 เท่า จาก 6 ลูกบาศก์ไมล์เพิ่มเป็น 74 ลูกบาศก์ไมล์ต่อปี “และเมื่อเวลาผ่านไป การละลายก็จะเกิดเร็วขึ้นอีก” ริกนอทกล่าวเสริม “อีก 30 – 40 ปีข้างหน้าคุณอาจยังไม่สนใจมันนัก แต่หลังจากปี 2050 จนถึง 2100 หลายๆอย่างจะเริ่มเลวร้ายขึ้น”

อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นของโลกนี้ เป็นผลมาจากการหันมาใช้พลังงานเชื้อเพลิงของมนุษย์ นับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น ในศตวรรษที่ 19 คลื่นความร้อนส่วนใหญ่ที่กระทบเข้ากับหิ้งน้ำแข็งแอนตาร์กติกา เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ประมาณการณ์ไว้ว่าการละลายของแอนตาร์กติกาจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 1.5 – 3.5 ฟุตในปี 2100 ตัวเลขนี้อาจเปลี่ยนแปลงโดยขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์ผลิตก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน

ผลการศึกษาทางธรณีวิทยา เมื่อ 125,000 ปีก่อน เป็นช่วงเวลาที่อุณหภูมิของโลกสูงกว่าอุณหภูมิในปัจจุบัน ระดับน้ำทะเลสูงกว่านี้ราว 20 – 30 ฟุต และหากย้อนกลับไปอีกราว 3 ล้านปี ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศสูงกว่าทุกวันนี้มากนัก ระดับน้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบันราว 70 ฟุต หายนะในอดีตเหล่านี้อาจหวนกลับมาหากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ และแอนตาร์กติกาตะวันตกละลายหมด ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 35 ฟุต

ดังนั้นแล้วเพื่อพิจารณาถึงสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น ทีมนักวิทยาศาสตร์จำต้องหันไปให้ความสนใจกับพืดน้ำแข็งตะวันออกของแอนตาร์กติกาแทน ซึ่งมีขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนน้ำแข็ง 3 ใน 4 จากทั้งหมดทั่วโลก

เรื่อง ดักลาส ฟ็อกซ์
ภาพถ่าย คามิลเล่ ซีแมน

 

อ่านเพิ่มเติม : โลกจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ถ้าน้ำแข็งละลายหมดความงามใต้โลกน้ำแข็งวิกฤติ น้ำแข็งขั้วโลก ละลาย

เรื่องแนะนำ

‘ป่าโบสถ์’ โอเอซิสอันเขียวชอุ่มของเอธิโอเปีย

ในเอธิโอเปีย โบสถ์เป็นมากกว่าสถานที่ทางศาสนาแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจและความหวังในการอนุรักษ์ป่า ที่ปัจจุบันกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ จากการรุกคืบของเกษตรกรรม

อากาศเป็นพิษ ชีวิตถึงตาย

มลพิษทางอากาศ อากาศเป็นพิษ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละเจ็ดล้านรายและอาจเป็นอันตรายได้แม้จะอยู่ในระดับต่ำ แต่เป็นปัญหาที่เราแก้ได้ ตอนที่โควิด-19 เริ่มระบาดไปทั่วโลก ฟรานเชสกา โดมินิซี สงสัยว่ามลพิษทางอากาศทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสูงขึ้น ผู้คน ในเขตที่มีมลพิษมีแนวโน้มจะเป็นโรคเรื้อรังมากกว่า และผู้ป่วยเหล่านั้นก็เสี่ยงต่อโควิด-19 มากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะ อากาศเป็นพิษ อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและทำให้ทางเดินหายใจอักเสบ ลดทอนความสามารถของร่างกายในการต้านทานไวรัสทางเดินหายใจ โดมินิซี อาจารย์ด้านชีวสถิติจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีความพร้อมเป็นพิเศษที่จะทดสอบเรื่องนี้ เธอกับเพื่อนร่วมงานใช้เวลาหลายปีสร้างฐานข้อมูลพิเศษ ซึ่งเปรียบเทียบข้อมูลสุขภาพของคนอเมริกันหลายสิบล้านคนกับข้อมูลของอากาศที่พวกเขาหายใจแบบวันต่อวันมาตั้งแต่ปี 2000 โดมินิซีซื้อข้อมูลที่ละเอียดยิบ (แต่นิรนาม) ของผู้สูงอายุชาวอเมริกันราว 60 ล้านคน นั่นเป็นครึ่งหนึ่งของฐานข้อมูล ส่วนอีกครึ่งเป็นความสำเร็จน่าทึ่งในตัวเอง นั่นคือนักวิทยาศาสตร์หลายสิบคน นำโดยโดมินิซีกับโจเอล ชวาร์ตซ์ นักระบาดวิทยาจากฮาร์วาร์ด ทำโครงการที่แบ่งประเทศสหรัฐฯออกเป็นตารางขนาดหนึ่งกิโลเมตรเป็นครั้งแรก จากนั้นก็ให้โปรแกรมคำนวณระดับสารก่อมลพิษประจำวันในตารางแต่ละช่องติดต่อกันนานกว่า 17 ปีแล้ว ข้อมูลสองส่วนนี้เอื้อให้โดมินิซีกับเพื่อนร่วมงานศึกษาผลกระทบของมลพิษทางอากาศในทุกซอกมุมของสหรัฐฯได้เป็นครั้งแรก และพวกเขาก็ได้ข้อสรุป ที่น่ากังวลบางประการ ในการศึกษาเมื่อปี 2017 พวกเขาพบว่า แม้กระทั่งในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศได้มาตรฐานระดับประเทศแล้ว มลภาวะยังเกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น นั่นหมายความว่า “มาตรฐานก็ยังไม่ปลอดภัย” โดมินิซีอธิบาย สองปีต่อมา ทีมวิจัยรายงานว่า การเข้ารับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ พุ่งสูงเมื่อระดับมลพิษเพิ่มขึ้น ข้อค้นพบเหล่านี้สนับสนุนหลักฐานกองโตที่บ่งชี้ถึงอันตรายของพีเอ็ม […]

ครอบครัวนี้ปฏิเสธแพมเพิส และกลับไปใช้ผ้าอ้อมธรรมดา

เลี้ยงเด็กทารกยากและเหนื่อยแค่ไหนใครๆ ก็รู้ ท้าทายกว่านั้นเป็นไปได้ไหมที่จะเลี้ยงเด็กโดยไม่ทำร้ายโลกไปด้วย พบกับครอบครัวเล็กๆ แสนน่ารัก ผู้ตั้งมั่นไว้ว่าจะเลี้ยงดูลูกน้อยของพวกเขาให้เติบโตขึ้นมาโดยก่อขยะให้น้อยที่สุด

นิวซีแลนด์มอบสถานะบุคคลให้แม่น้ำของ ชาวเมารี

“แม่น้ำสายใหญ่ ไหลจากเทือกเขาลงสู่ทะเล ข้าคือแม่น้ำ แม่น้ำคือข้า” ด้วยคำกล่าวนี้ ชนเผ่าเมารีแห่งฟังกานุยในนิวซีแลนด์ประกาศสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาด ของตนกับแม่น้ำที่เปรียบดังบรรพชน แม่น้ำสายนี้เกิดจากทุ่งหิมะของภูเขาไฟสามลูกทางตอนกลางของเกาะเหนือ ชนเผ่าเมารีกลุ่มต่างๆ มีตำนานเล่าขานว่า น้ำตาหยดหนึ่งของนภบิดรหรือเทพแห่งท้องฟ้าตกลงสู่ตีนเขาลูกที่สูงที่สุดในบรรดาขุนเขาเหล่านี้ นั่นคือภูเขารัวพีฮูอันโดดเดี่ยว และแม่น้ำสายนี้จึงถือกำเนิดขึ้น แม่น้ำที่เอ่อท้นเพราะได้น้ำจากแควมากมายไหลคดเคี้ยวดุจปลาไหลแหวกว่ายผ่านแดน แห่งขุนเขา ตลอดระยะทาง 290 กิโลเมตรสู่ทะเล หากเดินทางตามถนนสูงชันเลียบแม่น้ำสายนี้ เราจะเห็นนักพายเรือแคนูลอยล่องไปตามช่วงที่นิ่งสงบของแม่น้ำ เป็นหนึ่งเดียวกับกระแสน้ำ กิ่งไม้ใบไม้ และฟองคลื่นขาว ก่อนจะจ้วงไม้พายลึกทะยานผ่านช่วงที่สายน้ำเชี่ยวกราก นี่คือแม่น้ำที่ชนพื้นเมืองแห่งฟังกานุยควบคุม ดูแล และพึ่งพามากว่า 700 ปี นี่คือ อาวาทูพัว แม่น้ำแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา แต่เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปมาถึงในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า อำนาจตามประเพณีของชนเผ่าต่างๆก็ถูกลดทอน และท้ายที่สุดก็สูญสิ้นไปด้วยกฎหมายของรัฐบาล นับแต่นั้น ชนพื้นเมืองได้แต่เฝ้ามองแม่น้ำของพวกเขาทรุดโทรมและถูกย่ำยี แก่งน้อยใหญ่ ถูกระเบิดเพื่อเปิดร่องน้ำให้เรือกลไฟของนักท่องเที่ยวแล่นได้สะดวกขึ้น และเปิดทางสู่การยึดครองที่ดินที่อยู่ลึกเข้าไป กรวดก้นแม่น้ำถูกขุดไปทำหินโรยทางรถไฟและทำถนน ที่น่าเศร้าที่สุดคือน้ำจากต้นน้ำถูกผันไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ที่ขยายตัว ทำให้กระแสน้ำตามธรรมชาติในลำน้ำตอนบนแห้งเหือด ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่นทางวัฒนธรรมอย่างถึงแก่น เพราะตามคติความเชื่อของเมารี หัวคือส่วนศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของบุคคล และสำหรับพวกเขา แม่น้ำสายนี้คือบุคคล เป็น ทูพูนา หรือบรรพบุรุษคนหนึ่งจริงๆ แต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม […]