โตนเลสาบ ชีวิตลอยน้ำที่กำลังสูญสิ้น - National Geographic Thailand

โตนเลสาบ ชีวิตลอยน้ำที่กำลังสูญสิ้น

โตนเลสาบ ชีวิตลอยน้ำที่กำลังสูญสิ้น

เช้าแล้ว แต่ฟ้ากลับสลัวขึ้นทุกทีและฝนก็ยังตกลงมาปรอยๆ ไม่ขาดสาย แม่หญิงชุนนัม วัย 50 ปียังไม่ยอมวางมือจากการดึง “มอง” หรือตาข่ายจับปลาขึ้นมา เรือพายของเธอไม่ได้ลอยอยู่ในแม่น้ำ หากเป็นผืนป่าที่ถูกน้ำเอ่อท่วมตามฤดูกาล “โตนเลสาบ”

ทุกปีเมื่อถึงฤดูฝนแม่น้ำน้อยใหญ่หลายสายรอบโตนเลสาบ (Tonle Sap) หรือทะเลสาบเขมร และน้ำจากแม่น้ำโขงจะไหลบ่าเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ป่าในเขตอนุรักษ์พันธุ์นกเพร็กโตล (PrekToal Bird Sanctuary) จังหวัดเสียมเรียบแห่งนี้จะถูกน้ำท่วมตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทำให้ “ตัว” ของโตนเลสาบขยายจนมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ยามน้ำลดในฤดูแล้งถึงห้าเท่าตัว  สังคมพืชในป่าน้ำท่วมแห่งนี้ต้องปรับตัวให้อยู่กับน้ำที่เอ่อท่วมและขังนองอยู่นานถึงครึ่งปีให้ได้  ระบบนิเวศและพืชพันธุ์ของที่นี่จึงมีลักษณะพิเศษที่หาไม่ได้ในพื้นที่อื่นๆ ของโลก เช่นเดียวกับมนุษย์หลากหลายเชื้อชาติทั้งชาวกัมพูชา  ชาวจาม และชาวเวียดนาม ที่ตั้งรกรากและฝากชีวิตไว้กับวัฏจักรตามธรรมชาติของโตนเลสาบ

ขณะที่ชุนนัมยังง่วนอยู่กับการเก็บมองตามป่าน้ำท่วมไปเรื่อยๆ ผมก็สังเกตเห็นสัตว์ลำตัวลายๆ ยาวๆ นับร้อยตัวที่ติดขึ้นมากับมองด้วย ทีแรกผมคิดว่าเป็นปลาไหล แต่ไม่ใช่พวกมันคืองูต่างหาก  โชคดีที่ส่วนใหญ่เป็นงูน้ำไม่มีพิษในโตนเลสาบ เราพบงูน้ำ 7 ชนิดพันธุ์หลักๆ จากที่มีอยู่นับสิบชนิดรวมทั้งงูกึ่งบกกึ่งน้ำ ชุนนัมบอกผมว่าบางครั้งมีพวก งูพิษติดขึ้นมาด้วย นอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยของงูและปลานานาชนิดแล้ว เขตอนุรักษ์นกแห่งนี้ยังขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งวางไข่และสร้างรวงรังที่สำคัญของนกน้ำและนกอพยพต่างๆ ที่พากันย้ายถิ่นมาในฤดูหนาว เพราะเหตุนี้การทำมาหากินของชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่จึงถูกจำกัดและเข้มงวดเป็นพิเศษ

ตกสายราวแปดโมงเช้า แต่ฟ้ายังมืดสนิท ฝนฟ้าคะนองไม่ยอมหยุด ชุนนัมดูจะพอใจกับผลงานของวันนี้ เธอจึงพายเรือกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสามกิโลเมตร พอถึงบ้าน เฉพาะงูที่ติดมองมาก็ชั่งน้ำหนักรวมกันได้ราว 10 กิโลกรัม  ชุนนัมบอกว่าเมื่อก่อนเคยหาได้มากกว่านี้  เดี๋ยวนี้ทั้งงูทั้งปลาลดลงมาก

โตนเลสาบ
เรือขนาดเล็กของชาวจามรวมตัวกันจับปลาที่อพยพจากโตนเลสาบสู่แม่น้ำโตนเล ก่อนจะไหลไปรวมกับแม่น้ำโขงที่พนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา

ข้อมูลขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือไอยูซีเอ็น (International Union for Conservation of Nature: IUCN) ระบุว่างูน้ำเหล่านี้มีสถานะถูกคุกคาม (threatened) เนื่องจากถูกจับเกินขนาดส่วนใหญ่ ถูกนำไปขายเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงจระเข้ในฟาร์มต่างๆ ทั้งของนายทุนและชาวบ้านรายย่อยรอบโตนเลสาบ  ขณะที่ข้อมูลล่าสุดของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society)ระบุว่า ในปีหนึ่งๆ งูน้ำเหล่านี้ถูกจับมากถึง 6.9 ล้านตัว

โตนเลสาบมีป่าน้ำท่วมอยู่รอบๆ ว่ากันว่าป่าน้ำท่วมของที่นี่มีพันธุ์พืชมากถึง 200 ชนิด หลายชนิดเป็นพืชเฉพาะถิ่น  แต่ต้นไม้ที่มีลักษณะเด่นและถือเป็นไม้หลักของที่นี่คือไม้ “เรง” ในภาษาเขมร หรือจิกน้ำ (Barringtonia acutangula) ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงได้ถึง 20 เมตร เจริญงอกงามอยู่ในน้ำขังได้นานถึง 9 เดือน นอกจากเป็นไม้หลักในป่าน้ำท่วมแล้ว ไม้ชนิดนี้ยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นที่ทำรังของนกน้ำ และมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น ป้องกันการกัดเซาะและช่วยป้องกันลม

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือป่าน้ำท่วมและต้นไม้เหล่านี้กำลังถูกคุกคามจากการบุกรุกทำลายอย่างจงใจเพื่อเพิ่มพื้นที่ทำกินหรือกิจกรรมอื่นๆ ทั้งยังต้องเผชิญกับไฟป่าที่เกิดจากความแห้งแล้งในฤดูแล้ง อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และที่สำคัญคือการเผาป่าทั้งด้วยความตั้งใจและเผอเรอ

โตนเลสาบ
ภาพถ่ายทางอากาศของชุมชนกำปงหลวง จังหวัดโพธิสัตว์ เมืองน้ำแห่งนี้มีผู้อาศัยกว่า 1,200 ครัวเรือน ชาวประมงจะนำปลาที่จับได้มาขายที่นี่ ก่อนจับจ่ายซื้อของใช้ที่จำเป็นกลับไป

ในหน้าแล้งเมื่อโตนเลสาบหดตัวและแคบลงกลายเป็นแม่น้ำก็ยังเป็นโอกาสให้ชาวประมงคอยดักปลาที่อพยพกลับสู่แม่น้ำโขง โดยเฉพาะในฤดูทำปลาร้าหรือที่เรียกว่า “ปลาหก” ในภาษาเขมร  เมื่อฝูงปลาเล็กปลาน้อยอย่างปลาสร้อยอพยพออกจากโตนเลสาบ  ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ชาวประมงจะใช้เครื่องมือจับปลาทุกชนิดที่หาได้ดักปลาเหล่านี้ นี่คือเทศกาลจับปลาขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม เรือเอี้ยมจุ๊นหรือเครื่องมือประมงพื้นบ้านชนิดไหนๆ ก็ไม่อาจสู้ “หย่าย” (Dài) ของชาวเวียดนาม ซึ่งเป็นอวนขนาดใหญ่มีความยาวถึงสองกิโลเมตรผูกติดกับแพสองลำที่ลอยอยู่ในน้ำ ช่วงที่ปลาชุกชุมมากๆ หย่ายแต่ละอันอาจจับปลาได้ชั่วโมงละมากกว่าห้าตัน  เรือแต่ละลำขนปลาเพียบแปล้จนเกือบล่มเลยก็มี  ลำที่ได้ปลามากถึงขนาดขนไม่ไหว ก็โยนปลาทิ้งเสียเปล่าไปมากมาย พ่อค้าคนกลางจำนวนมากจะมาที่แพหย่ายเหล่านี้เพื่อหาซื้อปลาไปขายต่อ ส่วนบนฝั่งแม่น้ำก็มีการเปิดโรงงานชั่วคราวเพื่อทำปลาร้ากันตรงนั้นเลยทีเดียว

ไกลออกไปในโตนเลสาบมีเครื่องมือหาปลาขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่งวางเรียงรายอยู่ทั่วไป แต่ละอันดูคล้ายลูกศรยักษ์ที่ใช้ตาข่ายขึงยาวเป็นร้อยเมตร หรือขนาด 400-500 เมตรก็มีให้เห็น ตาข่ายยักษ์เหล่านี้ทำหน้าที่ตะล่อมปลาให้ว่ายเข้าสู่ปลายลูกศรที่มีลอบขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่  เครื่องมือลูกศรยักษ์ชนิดนี้จับปลาได้คราวละมากมายและหลากหลายขนาด  ปัจจุบันเครื่องมือชนิดนี้ถูกห้ามใช้ในฤดูน้ำหลากตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป แต่ก็ยังมีการลักลอบใช้และติดสินบนเจ้าหน้าที่กันอยู่เนืองๆ

ทั้งชาวบ้านและชาวประมงที่โตนเลสาบต่างพูดตรงกันว่าปลาเริ่มลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 5-6 ปี ที่ผ่านมา และกำลังลดลงเรื่อยๆ  ที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่เขื่อนในน้ำโขงตอนบนซึ่งอยู่ในประเทศจีนสร้างเสร็จไปแล้วหลายแห่ง ทั้งยังเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขื่อนไซยะบุรีในลาวเริ่มก่อสร้างด้วย

โตนเลสาบ
เด็กๆ กำลังเดินกลับบ้านหลังเลิกเรียนบนถนนใจกลางหมู่บ้านกำปงพลุก อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก เด็กนักเรียนเหล่านี้ต้องเปลี่ยนไปใช้เรือเป็นพาหนะเดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียน

“สำหรับชาวกัมพูชาที่ยากจนเหล่านี้แล้ว อยู่ได้โดยไม่มีไฟฟ้าใช้” เซ็งลอง รองผู้อำนวยการเครือข่ายปฏิบัติงานเพื่อชาวประมง กัมพูชา (Fisheries Action Coalition Team-FACT) กล่าว “แต่ถ้าไม่มีปลากิน อยู่ไม่ได้” องค์กรอย่าง FACT จึงพยายามให้ความรู้เรื่องเขื่อนที่กำลังก่อสร้างโดยเฉพาะเขื่อนในกัมพูชากับลาว ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮงของลาว หรือเขื่อนซำบอในกัมพูชา ถึงอย่างนั้น แต่ชาวบ้านในโตนเลสาบก็รู้เรื่องเขื่อนเหล่านี้น้อยมากจะมีบ้างก็เป็นแกนนำหมู่บ้านไม่กี่คนที่พูดว่าการที่จำนวนประชากรปลาลดลงมีสาเหตุหลักมาจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เช่นเขื่อนต่างๆ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การจับปลาที่ผิดกฎหมายและจับปลาเกินขนาด

เพียงหนึ่งปีหลังจากที่ผมเจอชุนนัมคราวนั้น เธอไม่ได้ออกไปหาปลาอย่างเคย

เธอบอกว่าการออกไปหาปลาไม่พอเลี้ยงครอบครัวเหมือนเมื่อก่อน ลูกๆ สามคนที่โตแล้วจึงออกไปทำงานในเมืองแล้วส่งเงินมาเลี้ยงครอบครัว แม้จะไม่มากแต่ก็พออยู่ได้ ไม่มีภาพที่เธอออกไปอยู่ท่ามกลางสายฝนคอยสาวตาข่ายมองที่มีงูตัวลายๆ ติดขึ้นมาอีกต่อไป เช่นเดียวกับที่งูน้ำเหล่านั้นค่อยๆหายไป ภาพของชุนนัมที่ถูกห้อมล้อมด้วยหลานๆ ภายในบ้าน แทนที่จะอยู่ท่ามกลางสายน้ำ ง่วนกับการจับปลาและงูน้ำที่เคยมีอยู่อย่างชุกชุม เป็นภาพน่าเศร้าที่บ่งบอกว่าทั้งวิถีดั้งเดิมและธรรมชาติกำลังสูญหายไปพร้อมๆ กัน

เรื่อง เทพ การุณย์

ภาพถ่าย สุเทพ กฤษณาวารินทร์

 

อ่านเพิ่มเติม

วิถีชีวิตของชนเผ่าที่เปลี่ยนไปเพราะเขื่อน

เรื่องแนะนำ

คนกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก และไทย กำลังเผชิญภัยจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

งานศึกษาใหม่ที่ได้ข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า ผืนแผ่นดินในหลายประเทศมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภายในปี 2050 มากขึ้นกว่าการคาดการณ์เดิม และอาจเลวร้ายลงหากบรรดาประเทศต่างๆ ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดในความตกลงปารีสได้ รายงานใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communication เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2019 ระบุว่า ผืนดินที่เป็นบ้านของผู้คนราว 300 ล้านคนจะถูกน้ำท่วมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งภายในปี 2050 ถ้ายังไม่มีการลดการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจน และมาตรการป้องกันชายฝั่งที่มากพอ โดยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจาก ระดับน้ำทะเล ที่สูงขึ้น มีมากกว่าการคาดการณ์ขององค์การนาซาของสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 80 ล้านคน จำนวนตัวเลขในผลการศึกษานี้ได้มาจากการกระบวนการประเมินอันซับซ้อนของลักษณะภูมิประเทศชายฝั่งรอบโลก โดยรูปแบบการประเมินก่อนหน้านี้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมที่ประเมินความสูงของพื้นที่เกินกว่าความเป็นจริง เนื่องจากได้มีการรวมความสูงของตึกและต้นไม้ในแต่ละพื้นที่ไปด้วย โดยวิธีการศึกษาแบบใหม่นี้ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อชดเชยความผิดพลาดดังกล่าว การศึกษาใหม่ครั้งนี้ให้ผลที่ชวนตะลึงยิ่งกว่าครั้งเดิม และ “การประเมินแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ทั้งเมือง เศรษฐกิจ ชายฝั่ง และทุกภูมิภาคของโลกเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาของเรา” สก็อต คัลป์ ผู้เขียนหลักของงานศึกษาชิ้นนี้และนักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งองค์กร Climate Central ที่ทำงานด้านวิเคราะห์และรายงานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ กล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Guardian โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นที่ทวีปเอเชีย อันเป็นพื้นที่ที่ประชากรโลกอาศัยอยู่มากที่สุด ซึ่งจำนวนประชากรที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปี 2050 ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 8 เท่าในบังกลาเทศ, 7 เท่าในอินเดีย […]

ภารกิจขนน้ำช่วยเลียงผาบนเขาสมโภชน์

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์ หมู… บดินทร์ จันทศรีคำ ผู้ชายที่มีใจอาสาเพื่อป่าไม้และสัตว์ป่า ทำไมต้อง “ขนน้ำให้ เลียงผา ” ผมได้รับข้อมูลที่มีการส่งต่อกันมาทางเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องการเชื้อชวนคนขนน้ำขึ้นไปให้ เลียงผา จึงเกิดความใคร่รู้ว่า กระบวนการ และกรรมวิธีเป็นอย่างไร เพราะอะไรทำใมมนุษย์อย่างเราๆ จึงต้องขนน้ำไปให้เลียงผา จากความสงสัยดังกล่าว ผมจึงได้พุดคุยกับน้าหมู บดินทร์ จันทร์ศรีคำ ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างในงานอาสาครั้งนี้ และเป็นประธาน​ชมรมฅนรักษ์​สัตว์​-ป่า สังกัด​องค์กร​อนุรักษ์ น้าหมูเล่าให้ฟังถึงที่มาของการขนน้ำขึ้นเขาสมโภชน์ว่า โครงการขนน้ำให้เลียงผาที่เขาสมโภชน์ เป็นโครงการต่อเนื่องมาจากเขาแผงม้าที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2542 ส่วนที่เขาสมโภชน์น้าหมูเริ่มลงมือทำเมื่อปี 2549 เพราะได้รับเงินทุนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ให้จัดตั้งศูนย์อนุบาลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บและสัตว์ป่วยในพื้นที่เขาใหญ่และพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด เราต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับก่อสร้างศูนย์ฯ และสุดท้ายได้ข้อสรุปร่วมกันที่จังหวัดนครนายกนครนายก โดยทางอุทยานแห่งชาติมอบพื้นที่ 500 ไร่เพื่อให้สร้างศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลางนครนายก เพื่อรับรองดูแลสัตว์ป่าของกลางที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี ให้นำมาอนุบาลไว้ที่นี่ วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่พบเลียงผาเสียชีวิตใกล้ศูนย์ฯ ทางทีมสัตวแพทย์จึงผ่าตัดชันสูตร ผลปรากฏว่า เลียงผาตัวนั้นตายจากการติดเชื้อ และที่สำคัญคือพบสารเคมีในร่างกาย อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็พบเลียงผาตายเป็นตัวที่สอง เจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในศูนย์ฯ เกิดความสงสัยว่ามันมาจากไหน หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนท้องถิ่นบอกว่า เลียงผามาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสมโภชน์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อทีมสัตวแพทย์ชันสูตรก็พบผลลัพธ์เหมือนเลียงผาตัวแรก คือพบสารเคมีในเสือดและร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง […]

มหานทีแห่งเอเชียอาคเนย์จะอยู่รอดหรือไม่ (ตอนที่ 1)

เรื่อง สตีเฟน โลฟเกร็น พนมเปญ ประเทศกัมพูชา – เซบ โฮแกน หวนรำลึกถึงช่วงเวลาที่เขารู้สึกประหลาดใจที่ได้มาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกในฐานะนักมีนวิทยา และได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมเคียงกับแม่น้ำโขง ชายหนุ่มผู้เติบโตในทะเลทายแอริโซนา สถานที่ซึ่งแม่น้ำมักจะเหือดแห้ง มันเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเด็กจบใหม่อย่างเขาที่ได้มาเยือนแม่น้ำที่มีผลผลิตมากที่สุดในโลก “ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ดูสดใสและมีชีวิตชีวามากครับ” โฮแกนกล่าว “เหมือนผมกำลังมองดูโลกผ่านมุมมองใหม่ ความแตกต่างจากแอริโซนาอย่างสิ้นเชิง” แม้ว่าโครงการแลกเปลี่ยนของเขาจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่โฮแกนยังกลับมาเยี่ยมเยียนนทีสายนี้อยู่เนืองๆ เมื่อปีที่ผ่านมา เขาใช้เวลาอยู่ในภูมิภาคนี้หลายครั้งหลายครา กลมกลืนตัวเองให้เข้ากับวัฒนธรรมทั้งไทยและกัมพูชา สองประเทศที่เป็นทางผ่านของแม่น้ำโขง ความสนใจเรื่องการอพยพของปลา ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาบึก ซึ่งนับว่าเป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ปลาบึกขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่เคยพบมีน้ำหนักตัวถึง 293 กิโลกรัม ปัจจุบัน ล่วงผ่านไปสองทศวรรษ โฮแกนเป็นพันธมิตรกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และเจ้าของรายการ Monster Fish บนช่อง Nat Geo Wild ซึ่งเกิดจากโครงการวิจัยตลอดเวลาห้าปี และได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก USAID ในคณะวิจัยประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันป้องกันระบบนิเวศวิทยาอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โครงการวิจัยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดในลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 60 ล้านคน กำลังเปลี่ยนไปจากหลายสาเหตุทั้งการสร้างเขื่อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียถิ่นอาศัย อันเป็นผลพวงมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและนโยบายทางการเมืองในภูมิภาคอันรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แห่งนี้ “ในความคิดของผม แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่สำคัญที่สุดในโลก” […]

วูลเวอรีน : ชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด

รู้จักกับวูลเวอรีน (wolverine) สัตว์กินเนื้อและนักล่าผู้ดุร้ายแห่งแดนเหนืออันห่างไกล แม้พวกมันจะขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจและความทรหดเป็นเลิศ ทว่าทุกวันนี้ วูลเวอรีนกำลังต่อสู้กับภัยคุกคามใหม่ๆ เพราะภูมิอากาศที่อบอุ่นขึ้นกำลังทำให้อาณาเขตของพวกมันหดหายไป