รวมฟุตเทจหายากของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด - National Geographic Thailand

รวมฟุตเทจหายากของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด

ต่อไปนี้คือภาพถ่ายและวิดีโอของ 5 อันดับ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด

น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

เกิดขึ้นกับแม่น้ำฮวงโหวและแม่น้ำแยงซีของจีน เมื่อปี 1931 ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 850,000 – 4 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโรคระบาดที่มากับน้ำและความอดอยากอีกด้วย

ไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

เกิดขึ้นในอินเดียและบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 1970 พายุไซโคลนความรุนแรงระดับ 3 นี้คร่าชีวิตผู้คนไป 300,000 คน และทำลายหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน แม้ว่านักพยากรณ์อากาศจะทราบถึงการมาของพายุ แต่กลับไม่สามารถเตือนชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงได้

ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ในรอบร้อยปี

เกิดขึ้นกับภูเขาไฟปินาตูโบ ในฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1991 เคราะห์ดีที่นักวิทยาศาสตร์สามารถอพยพผู้คนได้ทันก่อนที่ภูเขาไฟจะระเบิด ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนในบริเวณนั้นได้หลายพันคน อย่างไรก็ตามฝนตกหนักจากพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้พัดเอาเถ้าถ่านจำนวนมากรวมถึงถอนเอาต้นไม้ใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 840 คน

แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดเท่าที่มีบันทึกมา

เกิดขึ้นในชิลี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 1960 แผ่นดินไหวขนาด 9.5 แมกนิจูดเขย่าชายฝั่งชิลีและส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิความสูง 80 ฟุตตามมา คร่าชีวิตผู้คนไป 1,600 คน ความรุนแรงของคลื่นไปไกลถึงฮาวายและญี่ปุ่นในวันต่อมา และคร่าชีวิตผู้คนไปอีก 200 คน

ทอร์นาโดรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน ปี 1969 ในบังกลาเทศ ทอร์นาโดลูกนี้เดินทางเป็นระยะทาง 10 ไมล์ ในรัศมี 1 ไมล์ ในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดแล้ว ความเสียหายนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,300 คน ซึ่งเป็นผลมาจากความช่วยเหลือและรบบการเตือนภัยพิบัติที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ

 

อ่านเพิ่มเติม : สารอันทรงพลังจากชายผู้นี้จะปลุกให้คุณลุกขึ้นมาช่วยโลกพลังของมนุษยชาติ

เรื่องแนะนำ

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้ “เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้ การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for […]

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

ปลาพลวง ถั่วฝักยาว หรือ เสือโคร่งแห่งสายน้ำ

ปลาพลวง อาจจะเป็นปลาที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักเพียงว่าเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามน้ำตก รอคอยกินถั่วฝักยาวหรืออาหารปลาที่นักท่องเที่ยวโยนลงไปให้ แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ด้านปลาน้ำจืดทั่วโลก ปลาพลวง เป็นมากกว่านั้น พวกมันมีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้ปลาแซลมอน และบางพื้นที่ถึงกับเรียกปลาพลวงว่า “เสือโคร่งแห่งสายน้ำ” เลยทีเดียว รอบกองไฟที่อบอุ่นท่ามกลางความหนาวเย็นริมน้ำเงา ผมเอ่ยถามจูลี คลัสเสน นักวิจัยเรื่องปลาจากมูลนิธิอนุรักษ์ปลา (Fisheries Conservation Foundation) ว่า “ทำไมต้องเป็นมาห์เซียร์ครับ ทำไมไม่เป็นปลาอื่นอย่างปลาคัง ปลาสวาย หรือปลาอะไรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจกว่านี้ครับ” มาห์เซียร์คือชื่อภาษาฮินดีที่ใช้เรียกปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กระจายพันธุ์อยู่มากทางตอนเหนือของอินเดีย ปลาชนิดนี้มีชื่อเสียงขึ้นมาในฐานะปลาเกมชั้นดีเมื่อนักตกปลาชาวอังกฤษได้สำรวจเจอ ปลาชนิดนี้อยู่ในสกุล Tor ต่อมาก็ได้มีการใช้คำว่ามาห์เซียร์กับปลาในสกุล Neolissochilus ไปด้วย ในเมืองไทยเรามีปลาในกลุ่มมาห์เซียร์ อยู่ 2 ชนิดคือ ปลาพลวง (Neolissochilus) และปลาเวียน (Tor) ใช่ครับ ปลาที่คนส่วนใหญ่เคยเห็นตามน้ำตกเมื่อมีคนให้อาหาร หรือว่ายมากินถั่วฝักยาวจากมือนั่นละครับ จูลีอธิบายให้ฟังว่า วงการนักวิทยาศาสตร์ทางด้านปลาให้ความสนใจมาห์เซียร์ เป็นเพราะสามเหตุผลคือ มาห์เซียร์นั้นเป็นอาหารที่สำคัญของผู้คนที่อาศัยอยู่กับสายน้ำ มาห์เซียร์เป็นปลาที่มีคุณค่าในทางกีฬาตกปลาที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนและประเทศ และที่สำคัญที่สุด มาห์เซียร์เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในลำน้ำใสสะอาดและมีการย้ายถิ่นตลอดลำน้ำ ขึ้นไปวางไข่ที่ต้นน้ำเหมือนปลาแซลมอน ทำให้การอนุรักษ์ปลามาห์เซียร์ส่งผลไปถึงการอนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งลำน้ำ “แม่น้ำเงาเป็นแม่น้ำสายเดียวของลุ่มน้ำสาละวินที่ยังคงใสสะอาด” ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ซึ่งทุ่มเทให้กับการวิจัยและการอนุรักษ์ปลาน้ำจืดในภาคเหนือ บอก […]

แพลงก์ตอนถึงจิ๋ว แต่มีผลต่อมหาสมุทร

แพลงก์ตอนถึงจิ๋ว แต่มีผลต่อมหาสมุทร เจ้าสัตว์เล็กจิ๋วอย่างแพลงก์ตอนเคยถูกเชื่อกันว่าไม่น่าจะมีผลอะไรต่อมหาสมุทรมากนัก แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า แพลงก์ตอนสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อันประกอบด้วยคริลล์ และตัวอ่อนของกุ้ง ปูเหล่านี้ เมื่อพวกมันว่ายรวมกันเป็นกลุ่ม การมีอยู้่ของพวกมันสามารถส่งผลกระทบต่อกระแสสมุทรได้เลยทีเดียว กระแสสมุทรคือระบบหมุนเวียนน้ำนมหาสมุทรที่มีทิศทางการไหลที่แน่นนอน โดยเกิดขึ้นจากแรงลมและอุณหภูมิของน้ำ ทีมนักวิจัยพบว่าการที่กลุ่มของแพลงก์ตอนสัตว์จำนวนหลายพันล้านตัวนั้นว่ายขึ้นมาจากความลึกหลายร้อยเมตรสู่ผิวน้ำสามารถส่งผลกระทบต่อกระแสสมุทรเดิมได้ ผ่านการทดลองกับแทงก์น้ำในห้องปฏิบัติการ โดยในการศึกษาครั้งต่อไปพวกเขาจะหาคำตอบเพื่มเติมว่า วิถีชีวิตของสัตว์นั้นจะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างไรบ้าง   อ่านเพิ่มเติม มหาสมุทรเป็นพิษ: ภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลในปัจจุบัน