สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ทำอย่างไร? เมื่อน้ำบาดาลไม่เหมือนเดิม

สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ทำอย่างไร? เมื่อน้ำบาดาลไม่เหมือนเดิม

  • น้ำบาดาล (groundwater) คือน้ำที่ถูกกักเก็บหรือสะสมตัวอยู่ใต้ดิน อาจสะสมตัวอยู่ตามรอยแตก รอยแยกของชั้นหิน

  • หากอุณหภูมิยังเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง น้ำบาดาลก็อาจมีความเสี่ยงจนไม่เหมาะสำหรับการบริโภคอีกต่อไป

  • การปรับตัวที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การหาน้ำเพิ่ม แต่คือการใช้น้ำบาดาลให้พอดีและรู้เท่าทัน เพื่อให้น้ำบาดาลยังพอเป็นที่พึ่งของเราได้ ในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกปี

เมื่อกล่าวถึงปัญหาโลกร้อน โลกเดือด หรือความแปรปรวนของโลก ภาพที่หลายคนนึกถึงมักจะวนอยู่กับเรื่องสภาพอากาศ น้ำท่วม น้ำแล้ง ในฐานะปัญหาทางกายภาพที่เรามองเห็นเป็นลำดับแรกๆ ทว่าความเป็นจริง เมื่อความเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อ “ทั้งโลก” ไม่เพียงสิ่งที่อยู่บนผิวดินเท่านั้นที่ได้รับผลสะเทือน แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดินก็หลีกหนีผลกระทบเหล่านี้ไปไม่ได้เช่นกัน

หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ น้ำบาดาล (groundwater) ซึ่งนิยามว่า คือน้ำที่ถูกกักเก็บหรือสะสมตัวอยู่ใต้ดิน อาจสะสมตัวอยู่ตามรอยแตก รอยแยกของชั้นหิน หรืออาจสะสมตัวอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดกรวด หรือเม็ดทรายใต้ผิวดิน โดยน้ำบาดาลเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายทั้งในด้านอุปโภคและบริโภค

เปรียบได้ว่า น้ำบาดาลเป็นเหมือนประกันภัยของธรรมชาติ ช่วยปกป้องความมั่นคงทางอาหาร ลดความยากจน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันน้ำบาดาลสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ลดความสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรที่เกิดจากภัยแล้ง การเข้าถึงน้ำบาดาลช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร สามารถปกป้องเมืองต่างๆ จากเหตุการณ์วิกฤตการณ์น้ำรุนแรงระดับรุนแรงได้

หญิงคนหนึ่งกำลังสูบน้ำใส่ถังในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในบังกลาเทศ ภาพถ่ายโดย Karen Kasmauski จากเว็ปไซต์ National Geographic

น้ำบาดาลเกี่ยวอะไรกับสภาพภูมิอากาศ?

โลกที่ร้อนขึ้นหรือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป เกี่ยวอะไรกับน้ำบาดาล?

บทความหนึ่งในเว็ปไซต์ Newsweek รายงานข่าวเรื่อง นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยี Karlsruhe (KIT) ได้พัฒนาแบบจำลองเพื่อคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำบาดาลทั่วโลกจนถึงปี 2100 ซึ่งมีผลระบุว่า อุณหภูมิของน้ำใต้ดินมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพน้ำ โดยส่งผลต่อกระบวนการทางเคมี ชีวภาพ และกายภาพ

งานวิจัยดังกล่าวนี้ได้ทำการคาดการณ์ไว้ 2 แบบด้วยการใช้ตัวแปรที่มีชื่อว่า SSP (Shared Socioeconomic Pathways) หรือก็คือสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก

โดยสถานการณ์แรก SSP 2–4.5 คือสถานการณ์ที่อยู่ตรงกลางระหว่าง ‘ความยั่งยืน’ กับ ‘เลือกพลังงานฟอสซิลแบบสุดโต่ง’ ขณะที่สถานการณ์ที่สองคือ SSP 5–8.5 ที่ทั้งโลกเลือก ‘ฟอสซิลแบบสุดโต่ง’ จากนั้นรวมเข้ากับตัวแปรด้านอื่น ๆ เข้าไปวิเคราะห์

การวิจัยชี้ให้เห็นว่าไม่ว่า SSP จะอยู่ช่วงไหนก็ตามตั้งแต่ 2 ขึ้นไป อุณหภูมิน้ำใต้ดินจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2.1°C ถึง 3.5°C ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เราเลือก และนั่นทำให้คุณภาพน้ำเกิดความเปลี่ยนแปลงทางเคมี ชีวภาพ และกายภาพทั้งหมด กล่าวอย่างง่าย ๆ ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกจะไม่สามารถนำน้ำบาดาลมาดื่มได้ เนื่องจากคุณภาพนี้ที่น้อยกว่ามาตราฐาน

“นั่นหมายความว่าน้ำที่นั่นอาจต้องต้มก่อนดื่ม เพราะมันคงไม่ปลอดภัยหากจะไม่ผ่านการบำบัด ” ดร. Susanne Benz หนึ่งในทีมวิจัย กล่าว

 อุณหภูมิเปลี่ยน คุณภาพน้ำเปลี่ยน

ดร.รัตนา ธีรฐิติธรรม นักอุทกธรณีวิทยา อธิบายว่า แม้อุณหภูมิของน้ำจะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1–2 องศาเซลเซียส ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงได้ เพราะความร้อนที่สูงขึ้นสามารถรบกวนสมดุลของออกซิเจนในน้ำ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย และยังทำให้โลหะหนัก เช่น สารหนู แมงกานีส และฟอสฟอรัส ถูกละลายออกมาปะปนในแหล่งน้ำได้มากขึ้น

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิยังส่งผลต่อกระบวนการสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาทางเคมีในน้ำบาดาล การชะล้างโลหะ รวมถึงกิจกรรมของจุลินทรีย์ ซึ่งล้วนมีผลต่อคุณภาพน้ำโดยรวม นอกจากนี้ แม่น้ำหลายสายยังต้องอาศัยน้ำบาดาลในการหล่อเลี้ยงระบบนิเวศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เมื่อน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่จะลดลง ส่งผลให้สัตว์น้ำ เช่น ปลา อาจไม่สามารถดำรงชีวิตได้ และหากอุณหภูมิยังเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง น้ำบาดาลก็อาจมีความเสี่ยงจนไม่เหมาะสำหรับการบริโภคอีกต่อไป

“แม้ความร้อนจะเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้เรานึกถึงผลกระทบต่อแหล่งน้ำบาดาล แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงของน้ำบาดาลในยุคสภาพภูมิอากาศแปรปรวนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในมิติของ “อุณหภูมิ” หากกำลังเกิดขึ้นในระดับของ “ระบบ” ที่ซับซ้อนกว่านั้นมากในหลายพื้นที่ของโลก ปริมาณฝนทั้งปีอาจไม่ได้ลดลงอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ “รูปแบบของฝน” จากฝนที่เคยตกกระจายสม่ำเสมอ กลายเป็นฝนที่ตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ และทิ้งช่วงยาวนานกว่าเดิม น้ำฝนจำนวนมากจึงไหลบ่าหน้าดินลงแม่น้ำอย่างรวดเร็ว แทนที่จะค่อย ๆ ซึมลงไปเติมชั้นหินใต้ดิน ผลที่เกิดขึ้นคือ ภูมิประเทศบางแห่งอาจเผชิญน้ำท่วมถี่ขึ้นในฤดูฝน ขณะที่ฤดูแล้งกลับขาดน้ำหนักกว่าเดิม ทั้งที่ปริมาณฝนทั้งปีอาจใกล้เคียงเดิม”

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ระดับน้ำบาดาล “แกว่ง” รุนแรงขึ้นกว่าที่เคยเป็น น้ำบาดาลซึ่งเคยทำหน้าที่เสมือน “แหล่งสำรองตามธรรมชาติ” ที่ค่อย ๆ เก็บน้ำไว้ในฤดูฝน และค่อย ๆ ระบายออกในฤดูแล้ง เริ่มมีพฤติกรรมขึ้นเร็วลงเร็วตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่สุดโต่ง บ่อน้ำบาดาลที่เคยใช้ได้ตลอดปีอาจแห้งเป็นช่วง ๆ โดยไม่เคยเกิดมาก่อนในอดีต

ดร.รัตนา ธีรฐิติธรรม นักอุทกธรณีวิทยา

ในขณะเดียวกัน งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า น้ำบาดาลที่มนุษย์ใช้อยู่ในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะในแอ่งน้ำขนาดใหญ่และเขตกึ่งแห้งแล้ง อาจไม่ใช่น้ำที่ถูกเติมใหม่ในยุคปัจจุบัน แต่เป็นน้ำที่สะสมตัวอยู่ใต้ดินมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน ในยุคที่โลกเย็นและชื้นกว่าวันนี้ กล่าวได้ว่า น้ำบางส่วนที่เราสูบขึ้นมาใช้ในปัจจุบัน คือ “น้ำจากอดีต” ที่ธรรมชาติใช้เวลายาวนานมากในการเก็บสะสม และหากสูบออกไปแล้ว ก็อาจไม่สามารถเติมกลับได้ทันในช่วงชีวิตของคนรุ่นเดียว

ดร.รัตนา กล่าวอีกว่า อีกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ น้ำบาดาลในบางพื้นที่กำลัง “อายุน้อยลง” หมายถึงมีสัดส่วนของน้ำที่เพิ่งตกเป็นฝนและเพิ่งซึมลงมาใหม่มากขึ้น เมื่อฝนตกหนักขึ้น น้ำผิวดินสามารถซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลได้รวดเร็วผ่านรอยแตกหรือช่องทางไหลเฉพาะ ทำให้การเติมน้ำเกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่การซึมลงอย่างรวดเร็วนี้เองที่ทำให้น้ำบาดาลมีโอกาสปนเปื้อนมากขึ้น เพราะน้ำไม่ได้ผ่านกระบวนการกรองตามธรรมชาติอย่างเพียงพอ สารเคมีทางการเกษตร เชื้อโรค หรือมลพิษจากผิวดินจึงอาจเดินทางลงสู่ชั้นน้ำบาดาลได้ง่ายกว่าที่เคย

 น้ำเค็มรุกล้ำ

สำหรับพื้นที่ชายฝั่งและเกาะ ปัญหาที่น่ากังวลมากคือ “น้ำเค็มรุกล้ำ” ซึ่งไม่ได้เกิดจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสูบน้ำบาดาลร่วมด้วย เมื่อสูบน้ำมาก ระดับน้ำบาดาลจะลดลง ทำให้แรงดันของน้ำจืดอ่อนลง และเปิดทางให้น้ำทะเลค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามาในชั้นน้ำบาดาลได้ลึกขึ้น น้ำบาดาลจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากน้ำจืดเป็นน้ำกร่อย และอาจกลายเป็นน้ำเค็มโดยที่ผู้ใช้น้ำไม่รู้ตัว จนกระทั่งพืชเริ่มโทรม เครื่องใช้เริ่มผุกร่อน หรือคุณภาพน้ำไม่เหมาะสำหรับการอุปโภคบริโภคอีกต่อไป

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของน้ำบาดาลไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใต้ดินเท่านั้น แต่กำลังส่งผลต่อ “แม่น้ำ” ด้วย เพราะในฤดูแล้ง แม่น้ำจำนวนมากไม่ได้มีน้ำจากฝนเป็นหลัก หากอาศัยน้ำบาดาลที่ค่อย ๆ ระบายออกมาเลี้ยงลำน้ำ เมื่อระดับน้ำบาดาลลดลง น้ำที่หล่อเลี้ยงแม่น้ำก็ลดลงตาม แม่น้ำที่เคยไหลตลอดปีจึงอาจเริ่มมีช่วงแห้ง หรือไหลอ่อนแรงลง ส่งผลกระทบต่อปลา พืชน้ำ และระบบนิเวศที่เคยพึ่งพาจังหวะเดิมของสายน้ำ

ที่สำคัญที่สุด งานวิจัยด้านน้ำบาดาลยังชี้ว่า ระบบน้ำบาดาลเคยเปลี่ยนครั้งใหญ่มาแล้วในอดีต เมื่อโลกผ่านช่วงภูมิอากาศสุดขั้ว เช่น ช่วงที่ทะเลเคยรุกเข้ามา หรือช่วงหลังยุคน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทิ้งร่องรอยไว้ทั้งในชั้นหินและองค์ประกอบทางเคมีของน้ำบาดาล และร่องรอยดังกล่าวกำลังบอกเราว่า น้ำบาดาลไม่ใช่ทรัพยากรที่นิ่งถาวร หากแต่เป็นระบบที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการไหลเวียนได้ตามภูมิอากาศ

ทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่า น้ำบาดาลไม่ได้หายไปทันที แต่มันกำลัง “เปลี่ยนไป” จนไม่นิ่งเหมือนเดิม และเริ่มมีความเสี่ยงแบบใหม่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน

ระบบประปาจากน้ำบาดาล ที่ยังเห็นในบางพื้นที่ในประเทศไทย

ปรับตัวอย่างไร? เมื่อน้ำบาดาลไม่เหมือนเดิม

ถึงตรงนี้ เมื่อเรายอมรับแล้วว่าน้ำบาดาลกำลังไม่นิ่งเหมือนเดิม และเสี่ยงต่อปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จะทำให้มันกลับไปเหมือนเดิมได้อย่างไร” แต่คือ “เราจะอยู่กับระบบใหม่อย่างไร” เพราะในโลกที่ฝนแปรปรวนมากขึ้น น้ำบาดาลยังคงเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่สุดชนิดหนึ่ง เพียงแต่ต้องใช้ด้วยความเข้าใจและรอบคอบกว่าเดิม

การปรับตัวเริ่มต้นจากการเลิกมองน้ำบาดาลเป็นเพียงแหล่งน้ำสำรองที่สูบได้เรื่อย ๆ แล้วหันมามองว่า น้ำบาดาลคือระบบเดียวกับฝน แม่น้ำ และดิน หากสูบมาใช้มากเกินไป เราไม่ได้แค่ดึงน้ำขึ้นมาใช้ แต่กำลังทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลง และส่งผลกระทบต่อทั้งลุ่มน้ำโดยรวม

ในทางปฏิบัติ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการใช้น้ำผิวดินและน้ำบาดาลร่วมกัน ปีที่ฝนดีและน้ำผิวดินเพียงพอ ควรลดการสูบน้ำบาดาลเพื่อให้ชั้นน้ำได้ฟื้นตัว แต่ในปีที่แล้งยาวจึงค่อยใช้น้ำบาดาลเป็น “กันชน” อย่างมีขีดจำกัด วิธีคิดนี้ช่วยลดการสูบใช้แบบต่อเนื่องที่ทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลงสะสม และทำให้เรามีทุนสำรองไว้ใช้ในปีที่วิกฤตจริง ๆ

อีกแนวทางที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นคือการ “ฝากน้ำไว้ใต้ดิน” เพราะในโลกที่ฝนตกหนักและสั้น น้ำจำนวนมากไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากไม่มีพื้นที่ให้ซึมลงชั้นน้ำบาดาล การออกแบบพื้นที่ชะลอน้ำ พื้นที่ที่ให้น้ำซึมได้ บ่อเติมน้ำ หรือการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้ฝนที่ตกหนักกลายเป็นน้ำบาดาลได้มากขึ้น และลดการสูญเสียน้ำไปกับการไหลบ่าและการระเหย

พร้อมกันนั้น การปรับตัวต้องยอมรับความจริงว่า “น้ำคุณภาพเดียวใช้ได้ทุกอย่าง” อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไปในโลกที่คุณภาพน้ำเปลี่ยนเร็วขึ้น น้ำบางแหล่งอาจเหมาะกับเกษตรหรืออุตสาหกรรม แต่ไม่เหมาะสำหรับดื่มโดยตรง ขณะที่น้ำดื่มควรถูกสงวนไว้จากแหล่งที่ปลอดภัยจริง ๆ การใช้น้ำให้เหมาะกับคุณภาพ จะช่วยให้แหล่งน้ำที่ดีที่สุดถูกใช้เท่าที่จำเป็น และช่วยให้ทั้งระบบอยู่ได้นานขึ้น

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการเฝ้าระวัง เพราะน้ำบาดาลเป็นทรัพยากรที่ “เปลี่ยนช้าแต่สะสมเงียบ” ระดับน้ำอาจลดลงทีละน้อยนานหลายปีโดยที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึก จนกระทั่งบ่อเริ่มแห้ง น้ำเค็มเริ่มรุก หรือคุณภาพน้ำเริ่มเสื่อมลง และเมื่อถึงตอนนั้น การแก้ไขมักยากและต้องใช้เวลานาน ดังนั้นการติดตามระดับน้ำบาดาลและคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอจึงไม่ใช่เรื่องของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงด้านน้ำในยุคภูมิอากาศใหม่

“การอยู่กับน้ำบาดาลที่ไม่เหมือนเดิมต้องเข้าใจว่า ใต้ดินไม่มีเส้นเขตแดน น้ำบาดาลไหลเชื่อมถึงกัน บ่อหนึ่งสูบ อีกบ่อหนึ่งอาจลด พื้นที่หนึ่งเริ่มเค็ม อีกพื้นที่หนึ่งก็อาจเค็มตามมา ดังนั้นการจัดการน้ำบาดาลจึงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทั้งชุมชนและทั้งลุ่มน้ำ ที่ต้องช่วยกันกำหนดกติกาในการใช้น้ำให้พอดี เพื่อไม่ให้ระบบถูกใช้งานหนักจนฟื้นกลับได้ยาก”

ในโลกที่สภาพภูมิอากาศไม่แน่นอนมากขึ้น น้ำบาดาลอาจกลายเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ไม่ใช่เพราะมันมีมากที่สุด แต่เพราะมันยังช่วย “พยุงชีวิต” ได้ในวันที่ฝนมาไม่เป็นฤดู แม่น้ำมีน้ำน้อย และภัยแล้งยาวนานกว่าที่เคย อย่างไรก็ตาม น้ำบาดาลไม่ใช่ทรัพยากรที่หยิบใช้ได้โดยไม่ต้องคิดอีกต่อไป เพราะเมื่อระดับน้ำบาดาลลดลง คุณภาพน้ำเปลี่ยน หรือเกิดน้ำเค็มรุกล้ำ การฟื้นตัวอาจใช้เวลานานมาก นานกว่าช่วงชีวิตของคนรุ่นหนึ่ง

ถึงเช่นนั้นโลกที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้กำลังบอกเราว่าน้ำบาดาลจะหายไป แต่กำลังบอกเราว่า เราจะใช้น้ำบาดาลเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป การปรับตัวที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การหาน้ำเพิ่ม แต่คือการใช้น้ำบาดาลให้พอดีและรู้เท่าทัน เพื่อให้น้ำบาดาลยังพอเป็นที่พึ่งของเราได้ ในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกปี

 

ที่มา

Groundwater Could Be Too Hot to Drink for 75 Million People by 2100 เว็ปไซต์ newsweek.com


อ่านเพิ่มเติม : เชื่อมวิศวกรรมสู่สังคม ภารกิจพื้นที่เปราะบางของธนาคารโลก เพื่อสร้างชุมชนรับมือสภาพภูมิอากาศ

Recommend