ประติมากรรมแห่งลาวา - National Geographic Thailand

ประติมากรรมแห่งลาวา

การปะทุของภูเขาไฟคีเลเวอาบนเกาะใหญ่ (Big Island) ของหมู่เกาะฮาวายเมื่อปีก่อน ส่งธารลาวาไหลลงสู่ทะเล หินหลอมละลายบางส่วนกัดเซาะผ่านอุโมงค์ที่ก่อตัวขึ้นจากการปะทุครั้งก่อนๆ ขณะที่บางส่วนให้กำเนิดอุโมงค์ลาวาใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปในเครือข่ายระบบอุโมงค์ใต้ดิน

 

ประติมากรรมแห่งลาวา

ย้อนหลังไปสองสามปีก่อน ระหว่างที่ ปีเตอร์และแอน โบสเต็ด สองนักสำรวจถ้ำผู้ช่ำชองขับรถเล่นในย่านฮาวายเอียนโอเชียนวิวบนเกาะฮาวายหรือเกาะใหญ่ (Big Island) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะฮาวาย แอนสังเกตเห็นหลุมเล็กๆ ข้างทาง  หลุมดังกล่าวกว้างไม่เกินหนึ่งเมตร แต่ก็ใหญ่และเย้ายวนพอให้ทั้งคู่จอดรถและพยายามแทรกตัวลงไป

ปีเตอร์เล่าให้ผมฟังว่า  “เรามีเวลาอยู่สองสามชั่วโมง  เลยเริ่มสำรวจกันครับ ปรากฎว่าเจอทางเดินด้านข้างที่วกวนมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก” พอกลับถึงบ้าน ปีเตอร์กำหนดจุด พูกา (puka)  หรือปากทางเข้าถ้ำลงในแผนที่ดิจิตอล และวางแผนที่จะกลับไปอีกครั้ง หากได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน  เพื่อสำรวจว่าทางเข้าถ้ำนั้นจะพาไปถึงไหน

กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา โอเชียนวิวกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติของนักท่องถ้ำที่เดินทางมาเพื่อสำรวจและทำแผนที่ของคิพูกาคาโนฮีนา (Kipuka Kanohina) หรือโครงข่ายถ้ำลาวาที่อยู่ลึกลงไป 5-25 เมตรใต้เมือง

ถ้ำกำเนิดขึ้นได้สองทาง  คือ เร็วหรือช้า  ถ้ำระดับตำนานของโลกส่วนใหญ่ เช่น ถ้ำคาร์ลส์แบดและถ้ำเลชูกียาในนิวเม็กซิโก ถ้ำแมมมอทในเคนทักกี ใช้เวลานับล้านๆปีในการก่อร่างจากหยดน้ำและธารน้ำที่มีฤทธิ์เป็นกรดซึ่งไหลผ่านและกัดเซาะหินปูนในพื้นที่

ในทางตรงข้าม ถ้ำลาวา  (lava cave) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า  อุโมงค์ลาวา (lava tube – ช่องกลวงภายใต้ผิวของลาวาหลากที่แข็งตัวแล้ว)  เกิดขึ้นในช่วงพริบตาทางธรณีวิทยา กล่าวคือ เพียงหนึ่งหรือสองปี บางครั้งแค่ไม่กี่สัปดาห์ จากการปะทุของเปลือกโลก

อุโมงค์ลาวาส่วนใหญ่ในฮาวายเกิดจากกระแสลาวาหลากชนิดเหลวที่เรียกว่า ปาโฮอีโฮอี (pahoehoe)  เมื่อลาวาหลากนี้ไหลลงสู่ด้านล่างของภูเขาไฟ   ส่วนที่อยู่บนผิวหน้าจะเย็นตัวลงเพราะอากาศด้านนอกและจับตัวแข็งเกิดเป็นผิวด้านบนที่มีลักษณะยืดหยุ่นคล้ายผิวหนัง  ส่วนด้านล่างเป็นลาวาร้อนที่ยังเลื่อนไหล กัดกร่อนชั้นดินที่อยู่ต่ำลงไปและกัดเซาะจนเกิดเป็นทางเดินหรืออุโมงค์ใต้ดิน  เมื่อมีฉนวนกั้นอากาศด้านบน  ลาวาร้อนสามารถปะทุไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด บ่อยครั้งไปได้ไกลอีกหลายกิโลเมตร  เมื่อการปะทุเริ่มสงบลงและทางไหลของลาวาต่างๆ นำพาของเหลวที่หลอมละลายออกมาหมดแล้ว สิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลังคือระบบถ้ำวกวนราวกับสวนสนุกสามมิติ

คงไม่มีที่ไหนบนโลกที่มีอุโมงค์ลาวาซึ่งสามารถเข้าถึงได้มากเท่าฮาวายอีกแล้ว  และคงไม่มีเมืองไหนที่มีสภาพทางธรณีวิทยาเอื้อแก่การสำรวจมากเท่ากับโอเชียนวิว

ในช่วงทศวรรษ 1990 สองสามีภรรยาโบสเต็ด เป็นสมาชิกผู้แข็งขันของทีมที่ทำแผนที่ถ้ำเลชูกียาความยาว 222 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นถ้ำที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบัน ทั้งคู่อยู่ในวัย 60 เศษ และกึ่งเกษียณ  พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของนักสำรวจถ้ำมากประสบการณ์ไม่กี่คนที่พำนักอยู่ในโอเชียนวิวเต็มเวลา ทั้งคู่เล่าว่าตอนนี้ใช้เวลาสำรวจถ้ำมากกว่าที่เคยทำมาทั้งชีวิตเสียอีก และจำได้ว่าบางปีใช้เวลาอยู่ใต้ดินมากกว่า 200 วันเสียด้วยซ้ำ

ปีเตอร์และแอนพาผมกลับไปสำรวจพูกาข้างถนนแห่งใหม่ที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ  พร้อมกับดอนและบาร์บ คูนส์ คู่สามีภรรยานักสำรวจถ้ำผู้โชกโชนที่มาพำนักในโอเชียนวิวช่วงฤดูหนาว

เราจัดแจงสวมหมวกนิรภัย ไฟฉายคาดศีรษะ และแผ่นกันกระแทกแบบนักวอลเลย์บอลที่ศอกและหัวเข่า แล้วหงายหลังแทรกตัวลงไปในหลุม  จากนั้นคลานต่อไปอีกราว 100 เมตรผ่านเส้นทางสูงไม่ถึงหนึ่งเมตรที่ทำแผนที่ไว้ก่อนหน้านี้ ลาวาไหลผ่านถ้ำแห่งนี้มาหลายศตวรรษแล้ว

ด้วยเครื่องเคราประดับประดาน่าตื่นตาตื่นใจ  ทำให้อุโมงค์ลาวาในฮาวายดูเหมือนมาจากดาวดวงอื่น ลาวาย้อยบอบบางที่ห้อยลงมาจากผนังและเพดานอุโมงค์ราวหินย้อย  ก่อตัวเป็นรูปร่างแปลกตา  ทั้งแหลมเฟี้ยวราวฟันฉลามหรือ    ขดห้อยย้อยระย้าราวฟองสบู่  บ้างเป็นแท่งกลวงราวหลอดดูดเพราะถูกดันออกจากเพดานด้วยแก๊สขณะที่ถ้ำเย็นตัวลง ในบางจุดคราบเถ้าลอยสีเงินยวงที่เกาะบนผนังถ้ำดูยับย่นราวสีที่หลุดลอกจากผนัง   ในจุดอื่นๆ ชั้นยิปซั่มบางๆทำให้ผนังส่วนนั้นเป็นสีขาวสว่างโพลง

การคืบคลานของเราสิ้นสุดลงที่ทางแยก  จุดที่เพดานอุโมงค์ทิ้งตัวลงต่ำกว่า 30 เซนติเมตรเหนือพื้นตะปุ่มตะป่ำแหลมคม  ปีเตอร์พูดแบบไร้อารมณ์ว่า  “เห็นทีสนุกแน่งานนี้”  ตอนที่เราค่อยๆ กระดืบตัวไปตามทางที่แคบมากจนเสื้อผมขาดดังแควกเมื่อเจอพื้นตะปุ่มตะป่ำ  เส้นทางแคบเกินกว่าหมวกนิรภัยจะเบียดผ่านไปได้   เราจึงถอดหมวกออกแล้วมะงุมมะงาหราไปในความมืด

บ่อน้ำจืดที่ใสราวกระจกพบได้ยากมากในอุโมงค์ลาวาบนเกาะฮาวาย แม้จะเย้ายวนเพียงใด แต่นักสำรวจบอกว่า นักดำน้ำอาจหลงทิศเมื่ออยู่ในทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด หรือติดอยู่ในซากกองหินหรือหินที่ร่วงลงมาจนขาดอากาศหายใจได้

สำหรับเช้านี้ แผลถลอกปอกเปิก รอยฟกช้ำดำเขียว และเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของเรา  มีรางวัลตอบแทนเป็นเส้นทาง 47.06 เมตรของถ้ำน้องใหม่ที่เพิ่มเติมลงในแผนที่โครงข่ายคิพูกาคาโนฮีนา  ฟังดูเหมือนไม่มากเท่าไร แต่วันแบบนี้รวมๆ กันช่วยให้แผนที่คืบหน้าไปสู่เป้าหมายในอัตรา 5-7 กิโลเมตรต่อปี   ทำให้อีกไม่ช้าคาโนฮีนาอาจเป็นระบบอุโมงค์ลาวายาวที่สุดในโลกที่ได้รับการสำรวจก็เป็นได้

ดูเหมือนจะมี กฎแห่งความเงียบ ที่รายล้อมอุโมงค์ลาวาบนเกาะใหญ่  ในแง่ที่ว่านักสำรวจถ้ำและนักอนุรักษ์ส่วนมากเลือกที่จะไม่ให้คนนอกรับรู้ตำแหน่งหรือที่ตั้งของอุโมงค์ที่พวกเขาค้นพบ  ตอนที่สองสามีภรรยาโบสเต็ดเสนอตัวพาผมไปถ้ำชื่อมานูนูอี (Manu Nui) ที่พวกเขาสำรวจเพื่อทำแผนที่มาตั้งแต่ปี 2003  ก็มาพร้อมเงื่อนไขว่า เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะไม่เปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งชัดเจน นอกจากระบุแค่ว่า  เป็นถ้ำที่เกิดจากฮูอาลาไล  ภูเขาไฟมีพลังมากที่สุดเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์รองจากเมานาโลอาและคีเลเวอา

ไลแมน เพอร์รี จากกรมป่าไม้และสัตว์ป่าของฮาวายบอกว่า “เรายังไม่เข้าใจระบบนิเวศของถ้ำเหล่านี้อย่างถ่องแท้ เลยไม่อยากให้คนเข้าไปครับ  ความเป็นจริงก็คือ ถ้าผู้คนค้นพบสถานที่เหล่านี้เมื่อไร  ที่สุดแล้วพวกเขาคงไม่พ้นที่จะทำลายมันครับ”

เรื่อง  โจชัว โฟเออร์

ภาพถ่าย คาร์สเทน ปีเตอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

แมกมากับลาวา ต่างกันอย่างไร? วิทยาศาสตร์มีคำตอบ

เรื่องแนะนำ

เบอร์นี เคราส์ กับสรรพเสียงธรรมชาติที่เงียบงันลงทุกที

ครั้งหน้าเมื่อออกไปในธรรมชาติ ลองหยุดนิ่ง หลับตา และเงี่ยหูฟังสิ เบอร์นี เคราส์ อยากให้เราทำอย่างนั้น ก่อนสายเกินไปที่จะฟังเสียงซิมโฟนีแห่งโลกธรรมชาติ  เคราส์เป็นนักดนตรีแจ๊สผู้โด่งดัง ระหว่างเรียนปริญญาเอกสาขา Bioacoustics เขาก่อตั้งสาขา “นิเวศวิทยาของเสียงจากสิ่งแวดล้อม” เคราส์อัดเสียงต่างๆ จากป่าดงพงไพร ทั้งบนบกและในทะเล มาตั้งแต่ พ.ศ. 2511  เขารวบรวมเสียงจากถิ่นที่อยู่ต่างๆ มากกว่า 5 พันชั่วโมง บันทึกเสียงจากสิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 15,000 ชนิด  บางคนถือว่าห้องสมุดเสียงของเขาเป็นสมบัติของชาติ  แต่ที่น่าเศร้าคือการรบกวนของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นทุกทีกำลังทำให้เสียงธรรมชาติเหล่านั้นแผ่วลง  จากเสียงนกร้องถึงเสียงหมาป่าหอนและเสียงขยับจังหวะของแมลง และเสียงที่บันทึกจากระบบนิเวศหลายแห่งที่เคราส์เรียกว่า “biophonies”—เสียงสรรพชีวิต—ก็หยุดบรรเลงไปตลอดกาลเสียแล้ว  “ออร์เคสเตรธรรมชาติกำลังสาบสูญไป ไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นตัวผู้บรรเลงเองด้วย”  เคราส์ เคยให้สัมภาษณ์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่าทำไมเสียงของธรรมชาติจึงสำคัญ   เสียงจากสิ่งแวดล้อม (soundscape) บอกอะไรเราต่างไปจากภูมิทัศน์ (landscape) ? แน่นอน  มีตัวอย่างหนหนึ่งที่บริษัทตัดไม้เข้าไปยังเซียราเนวาดา เมื่อ พ.ศ. 2531  ผมบันทึกเสียงธรรมชาติตอนรุ่งอรุณทั้งก่อนและหลังการตัดไม้  ถ้ามองด้วยตาเปล่า ป่าดูเหมือนเดิมหลังจากต้นไม้ที่ถูกเลือกตัดบางต้นถูกขนย้ายออกไป แต่เสียงนกที่เคยร้องหายไปอย่างมากและแม้อีกทศวรรษให้หลัง เสียงนกร้องแบบที่เคยมีดั้งเดิมก็ยังไม่หวนกลับมาอีกเลย […]

เป้าหมายสีเขียวของดูไบ

เรื่อง โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เพื่อดื่มด่ำกับความหลุดโลกของดูไบ นครที่ซึ่งแท่งคอนกรีต กระจก และเหล็กกล้า ผุดขึ้นราวดอกเห็ด และแผ่ขยายท่ามกลางผืนทรายอันร้อนแล้งของทะเลทรายอาหรับในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มจากการลองไปเล่นสกีดูก่อน เมื่อมองจากด้านนอกศูนย์การค้าเดอะมอลล์ออฟดิเอมิเรตส์ ทางลาดของลานสกีดูราวกับยานอวกาศสีเงินที่ปักลงไปในพื้น เมื่อเข้าไปด้านใน คุณอาจเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง แล้วค่อยผลักประตูกระจกเข้าไปยังลานสกีดูไบ เสื้อยืดคอกลมที่ระลึกที่ผมซื้อมามีภาพวาดการ์ตูนเป็นภาพเทอร์มอมิเตอร์หน่วยเป็นองศาเซลเซียส เขียนว่า “ฉันเปลี่ยนจาก +50 เป็น -8” จะว่าไปก็ไม่ได้รู้สึกหนาวถึงขนาดนั้นเมื่ออยู่บนลานสกี แต่อุณหภูมิภายนอกในดูไบอาจสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียสได้ในฤดูร้อน ความชื้นยิ่งชวนให้อึดอัดเพราะอยู่ใกล้ทะเล แต่แทบไม่มีฝนเลย ดูไบมีปริมาณฝนน้อยกว่า 100 มิลลิเมตรต่อปี และไม่มีแม่น้ำที่อยู่ถาวร อีกทั้งแทบไม่มีผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แล้วถิ่นฐานบ้านเรือนแบบไหนถึงจะเหมาะกับสถานที่เช่นนี้  ดูไบเคยเป็นหมู่บ้านประมงและเมืองท่าค้าขายที่ทั้งเล็กและยากจนมาหลายร้อยปี แล้วการเติบโตอย่างพรวดพราดจากน้ำมันและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เปลี่ยนโฉมที่นี่ให้กลายเป็นเมืองแห่งเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยผลงานด้านสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์  และยังมีท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย “ถ้าจะพูดกันถึงความยั่งยืนแล้วละก็ คุณคงไม่มาสร้างที่นี่หรอกครับ” ยานุส โรสตอก สถาปนิกคนสำคัญจากโคเปนเฮเกนผู้มาตั้งรกรากที่นี่ บอก ทว่านครแห่งความยั่งยืนนี่แหละ คือเป้าหมายที่รัฐบาลดูไบประกาศว่า ต้องการจะสร้างให้สำเร็จ ดูไบกับความยั่งยืนอย่างนั้นหรือ รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนเถอะ คุณอาจคิดในใจ ช่วงปีแห่งความเติบโตเหล่านั้นทำให้ดูไบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้นเหลือ อันเป็นผลพวงจากการมีพลังงานฟอสซิลราคาถูก […]

ทะเลซาร์กัสโซ : สาหร่ายผู้หล่อเลี้ยงแอตแลนติกเหนือ

“ไม่มีมหาสมุทรไหนเหมือนที่นี่อีกแล้วครับ” นักชีววิทยาทางทะเล ไบรอัน ลาพอยต์ บอก “ไม่มีที่อื่นใดบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเราที่โอบอุ้มความหลากหลายของชีวิตกลางห้วงสมุทรได้อย่างนี้ ทั้งหมดล้วนมาจากสาหร่ายพวกนี้ครับ” ลาพอยต์กำลังพูดถึงสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลลอยน้ำได้ชื่อสาหร่ายทุ่นหรือสาหร่ายซาร์กัสซัมในมหาสมุทรแอตแลนติก  ตรงบริเวณที่เรียกว่า ทะเลซาร์กัสโซ (Sargasso Sea)

นาทีชีวิต กู้ภัยช่วยชาวบ้านเผชิญน้ำท่วมหนักในจีน

อุทกภัยที่เกิดขึ้นล่าสุดในจีน ส่งผลให้ชาวบ้านหลายคนได้รับความเดือดร้อน และนำมาซึ่งภาพของความช่วยเหลืออันลุ้นระทึก จากคลิปวิดีโอ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสองนายพยายามช่วยชาวจีนคนหนึ่งขึ้นมาจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ทำเอาอาคารทั้งหลังพังถล่มลงมา และดูดเอารถบรรทุกคันใหญ่หายวับไปเพียงไม่กี่วินาที จากประวัติที่ผ่านๆมา อุทกภัยเป็ยภัยพิบัติที่พบได้ทั่วไป ในพื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของจีน เนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายนเป็นฤดูฝน ด้านทางรัฐบาลจีนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รุนแรงเช่น พายุฝนและพายุไต้ฝุ่น เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แค่น้ำท่วมที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ก็คร่าชีวิตชาวจีนไปแล้วหลายสิบคน และอีกหลายล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย สื่อโทรทัศน์ของจีนรายงาน ทีมกู้ภัยพยายามอย่างเต็มที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม ทางรัฐบาลจีนเองได้ออกมาแถลงว่า ทีมกู้ภัยจำต้องเตรียมพร้อมสำหรับน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝนปีนี้ ตลอดช่วงฤดูฝนในปี 2016 น้ำท่วมเกิดขึ้นมากกว่าปกติ มีผู้เสียชีวิต 150 ราย และในปีนั้นมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่าปกติ 16% สำหรับน้ำท่วมรุนแรงในปีนี้เกิดขึ้นจากฝนที่ตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเอ่อท่วม ผลการศึกษาหลายแห่งชี้ว่าภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ที่ผ่านมาประเทศจีนเองได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งสอดคล้องจากรายงานของนาซ่าเองที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นสาเหตุให้ปรากฎการณ์เอลนีโญรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามเป็นการยากที่จะสรุปว่าภูมิอากาศรุนแรงนั้นเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนเพียงปัจจัยเดียว นอกเหนือจากนั้น น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ยังเป็นผลมาจาก การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย ทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าชายเลน และป่าไม้รอบๆแม่น้ำที่เคยทำหน้าที่ดูดซับปริมาณน้ำถูกโค่นออกไปเพื่อสร้างถนน และอาคารในหลายปีมานี้ ชาวจีนหลายคนย้ายมายังภูมิภาคนี้เป็นเวลาหลายปีแล้วเพื่อทำงานในโรงงานผลิตสินค้า นั่นหมายความว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีผลระยะยาวแก่หลายบริษัทที่ตั้งโรงงานในพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย เรื่อง ฮีทเลอร์ บราดี้   อ่านเพิ่มเติม : ชมรอยแตกของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี กันแบบชัดๆ, หิ้งน้ำแข็งกำลังแตกออกจากทวีปแอนตาร์กติกา […]