“ไทยเตรียมรับมือความผันผวนของสภาพภูมิอากาศไปถึงต้นปี 70” รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช มองเศรษฐศาสตร์ของการปรับตัวยุคภูมิอากาศสุดขั้ว

“ไทยเตรียมรับมือความผันผวนของสภาพภูมิอากาศไปถึงต้นปี 70” รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช มองเศรษฐศาสตร์ของการปรับตัวยุคภูมิอากาศสุดขั้ว

  • ปี 2569 ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับคลื่นความร้อนและอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วเช่นนี้ กระทบกับทุกคน ทำให้ต้นทุนชีวิตต้องเพิ่มมากขึ้น
  • มาตรการแรงจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์ ในเรื่องสิ่งแวดล้อมคือสิ่งที่รัฐบาลควรทำควบคู่กับการออกนโยบาย เพราะการให้โดยที่ไม่มีข้อแม้ แก้ปัญหาไม่ได้จริง
  • การปรับตัวที่ดีต้องมีการวางแผน ภาครัฐให้การสนับสนุนได้ เช่น การใช้เทคโนโลยีใหม่ในภาคเกษตร ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของแต่ละกลุ่ม

ภาพอุทกภัยเมื่อปลายปีก่อนยังติดตาใครหลายคน แต่ไม่ทันที่เดือนที่สองของปีจะสิ้นสุดลง คนไทยกำลังได้ยินสัญญาณเตือนเรื่องภัยแล้งอีกครั้ง หลังปรากฏการณ์เอลนีโญปี 2569 มีแนวโน้มมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ และอาจส่งผลกระทบยาวนานถึงต้นปี 2570

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับคลื่นความร้อนและอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 และนั่นหมายความว่าเราจะเห็นสัญญาณฝนทิ้งช่วงนานในต้นฤดูฝน “แบบจำลองพยากรณ์จากหลายสำนักอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกชี้ไปในทางเดียวกันว่า ไทยเราจะร้อนกว่าปกติ เสี่ยงที่ฝนจะทิ้งช่วง และอากาศที่ร้อนขึ้นจะเร่งการระเหยของน้ำทำให้เกิดฝนตกหนักกว่าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะของสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เตือนให้เราตกใจ แต่บอกให้เราเตรียมรับมือกันให้ดี ทั้งการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ รวบถึงระบบระบายน้ำตอนที่ฝนตกหนัก รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ อธิบายตอนหนึ่งระหว่างให้สัมภาษณ์กับ National Geographic ฉบับภาษาไทย

เอลนีโญ- ลานีญา อากาศร้อนจัด ฝนตกหนัก ภัยพิบัติ และอีก ฯลฯ คือปัจจัยที่ส่งผลต่อผู้คนอย่างไม่ต้องสงสัย และในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม มองเรื่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะในวันที่ใครๆ ก็ต่างต้องปรับตัวเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอนเช่นนี้

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ

ช่วงนี้เรามักได้ยินรายงานว่า เอลนีโญ่จะมาเร็วและหนักกว่าที่คิด สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องคาดการณ์ไว้แล้วหรือเป็นข่าวเซอร์ไพร์สที่เราต้องจับตาเป็นพิเศษ?

มันมีทั้งที่เราเข้าใจแนวโน้มมาก่อนแล้ว และเป็นเรื่องเซอร์ไพร์ส โดยปกติปรากฎการณ์เอลนีโญกับลานีญา จะสลับกันมา เฉลี่ย 2-7 ปีต่อครั้ง สลับกันไปสลับกันมา เปรียบได้กับการไกวชิงช้าสลับกัน แต่ปัจจุบันนี้มันมาแรงขึ้นและถี่ขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า แม้ เอลนีโญ- ลานีญา จะมาเหมือนเป็นการไกวชิงช้าตามปกติ แต่เมื่อโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะทวีความรุนแรงขึ้น เปรียบเสมือนมีแรงผลักให้ชิงช้าแกว่งตัวเร็วขึ้น ถี่ขึ้น และแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้แรงกระแทกจากผลกระทบนั้นหนักหน่วงและรุนแรงขึ้นตามไปด้วย

แบบจำลองทางอุตุนิยมวิทยาจากหลายสำนัก ก่อนหน้านี้บอกว่า เอลนีโญ จะมาในช่วงมิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งน่าจะสามารถเบาใจได้ส่วนหนึ่ง เพราะช่วงนั้นคือช่วงที่เข้าสู่ฤดูฝน ถึงอากาศจะร้อนหรือฝนแล้งเรายังพอมีน้ำอยู่บ้าง แต่เมื่อวิเคราะห์กันว่าเอลนีโญจะมาเร็วขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะมาในช่วงพฤษภาคม ซึ่งแม้จะเดือนเดียวแต่ก็ต่างมากในเรื่องน้ำ ยิ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวฤดูร้อน ซึ่งสถิติในช่วงหลังมักบอกเราว่า เราจะเจอร้อนและแล้งมากกว่าปกติ นั่นหมายความว่า เราอาจเจอความร้อนต่อเนื่องและฝนที่ทิ้งช่วงนานขึ้นกว่าเดิม

โดยนัยยะว่าอาจเจอภัยแล้งต่อเนื่องจากเมษายนจนถึงพฤษภาคม และถ้าฝนไม่มาตามนัด เกษตรกรจะได้รับผลกระทบแน่ๆ โดยเฉพาะเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตือนประชาชนให้วางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า ให้พอเพียงกับการเพาะปลูก ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และรับมือความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่อาจยืดเยื้อไปถึงต้นปี 2570

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ กระทบมิติใดอีกบ้าง?

ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ ความร้อนมันกระทบกับทุกคน มันขึ้นอยู่กับว่า คุณอยู่ในภาคอุตสาหกรรมไหน ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมาก แต่อาจกังวลเรื่องสุขภาพ กิจกรรมการแจ้ง หรือยกตัวอย่างแรงงานไซต์ก่อสร้างที่ต้องทำงานกลางแจ้ง 8 ชั่วโมง / วัน ซึ่งเสี่ยงเป็นลมแดด ฮีทสโตรก และแน่นอนว่าถ้าคนกลุ่มนี้ป่วย ต้องหยุดงาน ส่งผลกระทบทางธุรกิจ และธุรกิจก่อสร้างไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามที่วางไว้

มิติทางภาคเกษตร เมื่ออากาศร้อน เชื่อมโยงกับผลผลิต ผมเคยไปสำรวจและพบว่า เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวช้าไปเดือนเดียว ผลผลิตหายไปเกือบครึ่ง จากการโดยแดดเผา เพราะพืชแต่ละชนิด แต่ละสายพันธุ์มีศักยภาพที่ทนความร้อนแตกต่างกัน ในมิติปศุสัตว์ เมื่ออากาศร้อน สัตว์ก็เครียด กินอาหารน้อยลง การเติบโตก็ช้าลง และการที่สัตว์อ่อนแอ โรคก็จะโจมตีได้ง่ายขึ้น ในบางกรณีการกินอาหารน้อย เติบโตช้า จะใช้เวลาในการเลี้ยงมากขึ้น ซึ่งหมายถึงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ในด้านการประมง แสงแดดจะส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิของน้ำ อุณหภูมิเป็นปัจจัยที่ให้จุลินทรีในน้ำโตเร็ว และหากจะควบคุมต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้บริโภคต่ออีกลูกโซ่

สภาพภูมิอากาศส่งผลต่อเรื่องเศรษฐกิจอย่างชัดเจน?

แน่นอน มันเป็นลูกโซ่ต่อกัน ผมเคยอ่านงานวิจัยหนึ่ง เขาชี้ให้เห็นว่าอากาศที่ร้อนขึ้นส่งผลให้แมลงศัตรูพืชกินเก่งมากขึ้น นั่นหมายความว่าเกษตรกร ต้องมีต้นทุนในการกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นตาม

ถึงเช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นเอลนีโญ- ลานีญา มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติ สลับกันทุก 2-7 ปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้คือช่วงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์ถี่และแรงมากขึ้นมากจนแทบจะเกิดขึ้นในช่วงปีเดียวกัน หากย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นสลับกันบ่อยขึ้นเหมือนกับการเล่นชิงช้า ที่การเคลื่อนไหวเร็วและแรงขึ้น ซึ่งหมายความว่าความถี่และความแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสูงขึ้นด้วย งานวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เคยอธิบายว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้มีความเป็นปกติ แต่เมื่อโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น มันเหมือนกับมีปัจจัยเสริมที่ชื่อว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่คอยผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้น มันดำเนินไปตามปกติ หรือกลายเป็นสภาวะวิกฤติไปแล้ว?

ในปัจจุบันนี้ สำหรับผม มันเป็น Crisis (สภาวะวิกฤติ) เพราะถ้าเราย้อนไปดูแบบจำลองเมื่อ 8 แสนปีที่ผ่านมา งานวิจัยและแบบจำลองเหล่านั้นบอกว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ห่อหุ้มโลกไว้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยเกิน 300 ส่วนใน 1 ล้านส่วน แต่ตอนนี้เราทะลุ 426 ส่วนใน 1 ล้านส่วนไปแล้ว มันเหมือนโลกถูกปกคลุมแบบที่เราเปรียบเทียบกันว่าห่มผ้าหนาๆ และอนาคตถ้าเราไปดูการพยากรณ์ มันมีโอกาสจะไปที่ 550 ส่วนใน 1 ล้านส่วน และถ้าเราไม่ช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ยิ่งไปไกลที่ 900 ส่วนใน 1 ล้านส่วน ผ้าห่มที่ห่อหุ้มโลกเราไว้จะหนาขึ้น 3 เท่าจากเดิม โลกของเราจะร้อนขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นข้ามวัย โดยคนรุ่นหลังเราจะรับสิ่งนี้ที่หนักหน่วงขึ้น

การพัฒนาหลายอย่างใช้ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ต้องทำโรงงานอุตสาหกรรม ต้องตัดไม้ ถมที่ก่อสร้าง ทำอุตสาหกรรม ฯลฯ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปด้วยกันจริงๆได้ไหม?

ไปด้วยกันสามารถทำได้แน่นอน โดยอาจจะเห็นผลลัพธ์ค่อนข้างช้าหน่อย แต่เราจะการเติบโตแบบมั่นคงและยั่งยืน คนส่วนใหญ่จะค่อนข้างใจร้อน อยากเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น การพยายามเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) โดยชักชวนนักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย การทำสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะง่าย แต่คำถามคือมันยั่งยืนไหม มันก็มีคำตอบของมันแล้ว

หากมองย้อนกลับไปในอดีต ประเทศไทยเคยอยากเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย เรามีดีบุกเยอะมากในภาคใต้ แต่สุดท้ายเราก็ขายจนทรัพยากรหมด เรามีรายได้เพิ่มขึ้นจริงแต่นับว่าชั่วคราวมากเพราะเมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 รายได้ที่เพิ่มขึ้นหายไปทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าเราเติบโตแบบไม่ยั่งยืน ดังนั้นการเติบโตควรมีภูมิคุ้มกัน ต้องมีการพิจารณาว่าเราจะเติบโตอย่างไรให้ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การเติบโตเพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันได้ดี แค่ต้องทำให้คนรุ่นอนาคตต้องไม่เผชิญกับปัญหาในภายหลัง ตัวอย่างประเทศที่สร้างสมดุลได้ดีระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมคือประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่นที่มีอากาศสะอาดและพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันได้จะทำให้เราเป็นประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ในมุมเศรษฐศาสตร์ ทำอย่างไรให้การพัฒนาสอดคล้องไปกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป?

ในภาคเกษตร หากเราทำการเกษตรปลอดภัยโดยไม่ใช้สารเคมี จะทำให้ผลผลิตมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าจะใช้เวลาในการเพาะปลูกมากกว่าการทำเกษตรแบบทั่วไป แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มนี้ก็สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และในอนาคตการทำสินค้าเกษตรมาตรฐาน FDA BAM (Bacteriological Analytical Manual) จะยิ่งมีความสำคัญมาก

ที่น่าสนใจคือการใช้มาตรการแรงจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์ ผมเปรียบว่าปัจจุบันรัฐบาลไทยยังไม่ได้ให้รางวัลกับคนดีหรือผู้ที่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การสนับสนุนควรต่างกันระหว่างผู้ที่ทำดีและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับผู้ที่ไม่ทำดีควรจะต้องมีความแตกต่างในราคา เช่น ต้องสร้างแรงจูงใจเชิงบวกด้วยการให้เงินช่วยเหลือกับการทำอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรแบบปลอดภัย รวมถึงการทำธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับธุรกิจที่พยายามปรับตัวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ต้องได้รับเงินช่วยเหลือเช่นเดียวกัน

ในปีที่ผ่านมา เรามักจะเจอภัยพิบัติต่างๆ มากมาย และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น Nature หรือ Science ก็ได้ระบุไว้แล้วว่า ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงมากต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ โดยมีการคาดการณ์ว่า GDP ต่อหัวจะลดลงในอนาคต และแม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกในดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) แต่เราก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปรับตัวในด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพราะหากเราไม่ปรับตัวเลยและปล่อยให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เราก็จะเผชิญกับความความเสียหายมากขึ้นในอนาคต

ในกรอบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแก้ปัญหามี 3 ด้านหลัก ๆ ที่ต้องทำคือ 1.การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประเมินผลกระทบมีความสำคัญเพื่อให้เรารู้ว่าแต่ละพื้นที่และกลุ่มประชากรที่ไหนบ้างที่เสี่ยงมากที่สุด และช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถจัดลำดับความสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากทรัพยากรในการแก้ปัญหามีจำกัด

2.การปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อประเมินผลกระทบแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการปรับตัวเพื่อที่จะลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในบริบทของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา การปรับตัวจึงสำคัญมาก ตัวอย่างเช่น การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ช่วยลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ยังเพิ่มผลผลิตต่อไร่และช่วยให้สามารถรับมือกับฤดูแล้งที่ยาวนานขึ้นได้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่สามารถทำได้ในที่เดียว

การปรับตัวในเชิงทฤษฎีมีสองรูปแบบคือ การปรับตัวโดยอัตโนมัติ และการปรับตัวที่มีการวางแผน ซึ่งสิ่งนี้ผมมองว่าภาครัฐให้การสนับสนุนได้ เช่น การใช้เทคโนโลยีใหม่ในภาคเกษตร ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของแต่ละกลุ่ม เช่น เกษตรกรรายย่อยที่มีทุนทรัพย์น้อยและศึกษาไม่สูงมากอาจปรับตัวได้ยากกว่าเกษตรกรรายใหญ่ บทบาทของภาครัฐในการช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญในการปรับตัวอย่างมีระบบ ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ หรือการลงทุนในระบบชลประทาน เพื่อช่วยให้เกษตรกรปรับตัวได้ง่ายขึ้น

3.การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยส่วนนี้เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ การลดก๊าซสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ เพราะหากเรายังปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอยู่ สินค้าของเราจะถูกเก็บภาษีเพิ่มในประเทศที่มีกฎระเบียบเรื่องคาร์บอน ขณะที่ผู้บริโภคและนักลงทุนก็ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในอนาคต การลดการปล่อยก๊าซจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าที่ผลิตแบบคาร์บอนต่ำ และสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ดังนั้น การจัดระบบที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็กปรับตัวได้จะเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

ทั้ง 3 ข้อนี้คือแนวทางของการพัฒนาที่สอดรับกับการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเราต้องมีมาตรการแรงจูงใจให้กับอุตสาหกรรม ธุรกิจ และเกษตรกรที่กำลังปรับตัวไปในทางแนวทางนี้

รัฐควรสนับสนุนแผนระยะยาวที่แต่ละอุตสาหกรรมปรับตัวเพื่อสภาพภูมิอากาศมากกว่าแค่ระยะสั้น?

ใช่ เพราะหัวใจสำคัญของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือการมองข้ามการช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยแบบชั่วคราว เราไม่ควรติดกับดักการแก้ปัญหาแบบ ‘Quick Win’ ที่เน้นเห็นผลลัพธ์ฉาบฉวยในระยะสั้น แต่กลับละเลยการวางรากฐานเพื่อความมั่นคงยั่งยืน ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่สามารถรับมือกับความท้าทายที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตได้ ตัวอย่างเช่น การให้เงินช่วยเหลือแบบประชานิยมที่ไม่มีเงื่อนไข เช่น การให้เงิน 1,000 บาทต่อไร่แก่เกษตรกร การประกันราคา การจำนำพืชผลทางการเกษตร อย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะการช่วยเหลือแบบนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์มองว่าช่วยในระยะสั้นเท่านั้น แต่ไม่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จริงๆ

งานวิจัยจากต่างประเทศและทีมวิจัยพบว่า การให้เงินเยียวยาแบบไม่มีเงื่อนไขทำให้เกษตรกรไม่ปรับตัวและไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่พัฒนาวิธีการใหม่ ๆ ที่สามารถรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เขามีโอกาสจะทำแบบเดิม ใช้กระบวนการแบบเดิม เพราะเชื่อว่าหากไม่เป็นไปตามเป้ามีส่วนต่างราคาประกันที่รัฐสนับสนุนอยู่

 นโยบายของภาครัฐที่ให้เงินโดยไม่มีเงื่อนไขจะทำให้การปรับตัวของเกษตรกรช้าลง และบางครั้งอาจทำให้พฤติกรรมของเกษตรกรผิดเพี้ยนไป เช่น การปลูกพืชในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ผลผลิตต่ำและไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้ แต่ยังทำต่อไปเพราะได้รับประกันราคาหรือประกันรายได้จากรัฐแบบไม่มีเงื่อนไข

ในต่างประเทศ งานวิจัยบอกว่า นโยบายที่ให้การช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขจะดีกว่า เช่น ในการทำเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหรือภัยแล้ง เขาจะได้รับเงินเยียวยา หากเขามีการปรับตัว เช่น การคัดเลือกพันธุ์ การปรับใช้เทคโนโลยีเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย หรือการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพดินและน้ำในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรในระยะยาว มากกว่า ซึ่งแน่นอนแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกันไป

โดยส่วนใหญ่ การปรับตัวไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการวางแผนและสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่หรือการลงทุนในระบบชลประทานที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้ การแก้ปัญหาภัยพิบัติโดยเน้นการเยียวยา เช่น การแจกถุงยังชีพ หรือการช่วยเหลือหลังจากเกิดภัยพิบัติ จะทำให้ผลกระทบลดลงชั่วคราว แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ในขณะที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการป้องกันภัยพิบัติตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสียหายในระยะยาว

ในเรื่องการปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศ หากรัฐสนับสนุนการแก้ปัญหาและปรับตัวระยะยาว เช่น การสนับสนุนให้เกษตรกรปรับตัวไปใช้วิธีการเกษตรที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง หรือปลูกพืชในที่ที่เหมาะสมกับสภาพดินและน้ำ ส่วนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เช่น การสร้างเขื่อนหรือการบริหารจัดการน้ำที่ไม่เก็บค่าบริการจากผู้ใช้น้ำให้เหมาะสม เป็นอีกประเด็นที่เราควรพิจารณา การที่ไม่มีการเก็บค่าต้นทุนการซ่อมแซมหรือบำรุงรักษา ทำให้ภาครัฐมีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ และสุดท้ายจะเกิดปัญหาทรัพยากรไม่เพียงพอในการดูแลและขยายพื้นที่การใช้น้ำ

ในต่างประเทศ การเก็บค่าต้นทุนการใช้น้ำจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถจ่ายได้ จะทำให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยในการบำรุงรักษาระบบให้สามารถขยายได้ต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐไทยต้องปรับปรุงเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการจัดการที่ดีขึ้นในระยะยาว

หัวใจหลักของเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการรักษาสิ่งแวดล้อมคืออะไร?

สร้างเงื่อนไขในการเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะในแง่ของเศรษฐศาสตร์ การใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นสามารถช่วยได้มาก เช่น ในต่างประเทศที่ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ร่วมกับกฎหมายเพื่อจัดการมลพิษ ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา เมื่อก่อนเขาใช้แต่กฎหมายและกฎระเบียบ แต่สุดท้ายมันไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งเขาเริ่มใช้เครื่องมือเศรษฐศาสตร์ ซึ่งได้ผลดีในการลดการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจก

ข้อดีของเครื่องมือเศรษฐศาสตร์คือความยืดหยุ่นที่ให้แก่ผู้ก่อมลพิษ เช่น โรงงานเก่ากับโรงงานใหม่มีบริบทไม่เหมือนกัน ถ้าใช้เครื่องมือเศรษฐศาสตร์แต่ละโรงงานสามารถปรับตัวได้ตามความสามารถและต้นทุนของตัวเอง ตรงข้ามกับการใช้กฎหมายที่หมายถึงทุกโรงงานต้องทำเหมือนกัน ซึ่งอาจจะไม่เป็นธรรมกับโรงงานขนาดเล็ก

หลักเศรษฐศาสตร์ในการปรับตัวนั้นคือการทำให้การปรับตัวเกิดผลประโยชน์มากกว่าต้นทุนที่ต้องจ่าย เช่น การปรับปรุงเครื่องจักรหรือการเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ ที่มีต้นทุนสูง ภาครัฐควรช่วยลดต้นทุนเหล่านี้ เช่นการให้การฝึกอบรมหรือสนับสนุนการลงทุน เพื่อให้การปรับตัวมีประสิทธิภาพและสามารถดำเนินการได้

การปรับตัวจะเกิดขึ้นเมื่อเกษตรกรหรือผู้ประกอบการเกิดความไว้วางใจและเชื่อมั่นในภาครัฐ ถ้าภาครัฐสามารถสร้างหลักประกันว่าเกษตรกรหรือธุรกิจจะได้รับการสนับสนุนเมื่อเกิดความล้มเหลวในกระบวนการปรับตัว พวกเขาก็จะกล้าปรับตัวมากขึ้น ซึ่งการปรับตัวในภาคเกษตร เกษตรกรควรได้รับหลักประกันความเสียหาย เช่น หากผลผลิตลดลงจากการปรับตัวตามคำแนะนำของภาครัฐ รัฐต้องมีการชดเชยส่วนต่างให้

อย่าลืมว่าการขาดการสนับสนุนและไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนทำให้เกษตรกรไม่กล้าปรับตัว เพราะพวกเขากลัวว่าการปรับตัวแล้วจะเกิดความล้มเหลวและหนี้สิน ท้ายที่สุด พวกเขาก็ยังทำเกษตรกรรมแบบเดิม ๆ เพราะไม่มีทางเลือกที่ปลอดภัย

เร็วๆ นี้เราอาจได้เห็นโปรเจคของรัฐขนาดใหญ่ เช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ เชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) มองเรื่องนี้อย่างไร?

เข้าใจ และสนับสนุนถ้ามีการศึกษาที่รอบคอบเพียงพอ แต่ในกรณีของการสร้างเขื่อนหรือโครงการขนาดใหญ่ เช่น การสร้างแหล่งท่าเรือล้ำลึก ภาครัฐต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลน หรือการกัดเซาะชายฝั่ง ที่อาจมีผลกระทบต่อระบบนิเวศที่มีค่าทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การดูดซับก๊าซเรือนกระจกหรือการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง การประเมินผลกระทบจากโครงการเหล่านี้ต้องคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อมและต้นทุนทางสังคมด้วย

ปัญหาคือในประเทศไทยเรามักไม่ได้รวมต้นทุนของสิ่งแวดล้อมในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ และเมื่อไม่รวมต้นทุนเหล่านี้ การตัดสินใจก็จะเน้นไปที่ผลประโยชน์ระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลเสียในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ และในกรณีโครงการนี้ก็ดูเหมือนว่าผลการศึกษายังไม่เป็นไปในทางเดียวกัน

หลักเศรษฐศาสตร์ในกรณีนี้คือการใช้ต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในการคำนวณมูลค่าของโครงการต่าง ๆ เพื่อตัดสินใจว่าโครงการไหนคุ้มค่าหรือไม่ โดยไม่มองแค่ต้นทุนที่สามารถคำนวณได้ในตลาด แต่ยังต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ สิ่งที่สำคัญคือการประเมินผลกระทบอย่างครบถ้วน และการปรับตัวที่มีหลักประกันเพื่อให้ผู้ที่ปรับตัวไม่ต้องรับความเสี่ยงทั้งหมด การทำเช่นนี้จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปในทิศทางที่ดีและยั่งยืน

เรื่อง : อรรถภูมิ อองกุลนะ

ภาพ :  ศุภกร ศรีสกุล


อ่านเพิ่มเติม : สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ทำอย่างไร? เมื่อน้ำบาดาลไม่เหมือนเดิม

Recommend