เพื่อทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ หลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคขั้วโลกทั้งสอง แอลิสัน ฟอง นักสมุทรศาสตร์กำลังตามหาเบาะแสขนาดเล็กจิ๋วที่สุด
ภูมิภาคเหนือสุดและใต้สุดของโลกกำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าที่แห่งใดในโลก ขณะที่นักวิจัยรู้อยู่แล้วว่า ภูมิภาคดังกล่าว จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างชนิดพลิกฝ่ามือ เมื่อน้ำแข็งละลายและระดับทะเลสูงขึ้น แต่มีคำถามใหญ่กว่าข้อหนึ่ง นั่นคือจะมีชนิดพันธุ์ใดบ้างเอาชีวิตรอดภายใต้สภาพการณ์เหล่านั้น นั่นคือเหตุผลที่นำพาให้นักสมุทรศาสตร์จุลชีววิทยา แอลิสัน ฟอง สวมชุดดรายสูทและอุปกรณ์ดำน้ำสกูบาหนัก 36 กิโลกรัม ลงไปแหวกว่ายใต้แพน้ำแข็งหนาแปดเมตรในมหาสมุทรอาร์กติกพร้อมอุปกรณ์หน้าตาเหมือนหลอดดูดซิลิโคน
ฟองใช้อุปกรณ์ที่ว่านี้ดูดแผ่นฟิล์มบางๆ ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่อาศัยอยู่ใต้แพน้ำแข็ง เธอบอกว่า จุลินทรีย์หรือจุลชีพเหล่านี้ก็เหมือนกับแพลงก์ตอนพืชที่สังเคราะห์แสงและสาหร่ายน้ำแข็งทะเลที่ “จำเป็นต่อสภาพที่สามารถอยู่อาศัยได้ของโลก” ด้วยการศึกษาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ เราจะสามารถเข้าใจได้ว่า ระบบนิเวศต่างๆ สมบูรณ์แข็งแรงหรือไม่อย่างไร และพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเร่งเร็วขึ้น

ในสายใยอาหารแถบขั้วโลก จุลินทรีย์ดักจับพลังงานจากดวงอาทิตย์ และกลายเป็นสารอาหารสำหรับสัตว์ทุกชนิดที่อยู่เหนือมันขึ้นไปในห่วงโซ่อาหาร แต่จุลินทรีย์ต่างจากสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กว่าอย่างหมีขั้วโลกและวาฬตรงที่พวกมันมีอายุขัยสั้น บางครั้งเพียงไม่กี่วัน ทำให้พวกมันตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมได้ดีกว่ามาก ในช่วงหกปีที่ผ่านมา ฟองวัดความเข้มข้นของออกซิเจนในชุมชนจุลินทรีย์ซึ่งพบในน้ำแข็งทะเลทั้งสองขั้วโลกเพื่อประเมินสิ่งที่ นักชีววิทยาเรียกว่า ความอุดม (abundance) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการมีอยู่ของสารอาหารในสภาพแวดล้อมหนึ่งๆ งานวิจัย ของเธออาจให้เบาะแสเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ที่สามารถไปต่อได้ดีและพวกที่อาจไม่สามารถอยู่รอดได้
ลองดูปลาค็อดแปซิฟิกเป็นตัวอย่าง ปัจจุบัน เราแทบไม่พบปลาเหล่านี้ในน่านน้ำตอนเหนือของอาร์กติกเพราะมีแหล่งอาหารไม่เพียงพอ แต่ขณะที่น้ำแข็งทะเลลดลง แสงแดดจะส่องถึงน้ำมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์บางส่วนสันนิษฐานว่า ประชากรจุลินทรีย์จะเพิ่มขึ้นและเป็นแหล่งสารอาหารให้ฐานรากของสายใยอาหาร เอื้อให้เกิดการอพยพของปลาและทำให้น่านน้ำทางเหนือและใต้สุดของโลกกลายเป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจ รายงานฉบับหนึ่งของหน่วยวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การประมง มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียคาดการณ์ว่า รายได้รวมจากการประมงในอาร์กติกอาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 39 เมื่อถึงปี 2050



แต่การแสวงประโยชน์เชิงพาณิชย์จากน่านน้ำแถบอาร์กติกจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อทั้งระบบนิเวศและชุมชนพื้นเมืองที่พึ่งพาสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลเพื่อการยังชีพ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า แบบจำลองที่คาดการณ์ถึงปริมาณปลาใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นอาจอิงกับข้อมูลที่มีอยู่เพียงน้อยนิด เพราะถึงที่สุดแล้ว อาร์กติกคือพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลที่น้อยคน จะรวบรวมข้อมูลได้มากพอ
ฟองตระหนักดีว่า การตรวจวัดค่าต่างๆ ของเธออาจถูกนำไปตีความได้หลายทาง “ผู้คนอาจดูข้อมูลเกี่ยวกับฐานรากของสายใยอาหารที่เรารวบรวม แล้วรวบรัดข้ามไปสู่บทสรุปที่ตัวเองต้องการค่ะ” เธอบอก
จากมุมมองของฟอง แนวโน้มดังกล่าวทำให้การได้ภาพที่สมบูรณ์ว่า ภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ยิ่งมีความจำเป็นเร่งด่วน เธอบอกว่า “เมื่อภูมิภาคขั้วโลกทั้งสองสูญเสียน้ำแข็งทะเล เรากำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสิ่งที่สามารถดำรงอยู่และที่ไม่สามารถอยู่รอดได้ต่อไปค่ะ”
การรายงานในสารคดีเรื่องนี้นำเสนอโดยสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก โดยความร่วมมือกับโรเล็กซ์ ภายใต้โครงการสำรวจ มหาสมุทรเพื่อโลกที่ยั่งยืนของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกและโรเล็กซ์
เรื่อง แอนดรูว์ ซาเลสกี
แปล กองบรรณาธิการ
อ่านเพิ่มเติม : สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ทำอย่างไร? เมื่อน้ำบาดาลไม่เหมือนเดิม
