โลกร้อน: ชั้นดินเยือกแข็งอาร์กติกที่กำลังละลายอาจปล่อยปรอทปริมาณมหาศาล!

โลกร้อน: ชั้นดินเยือกแข็งอาร์กติกที่กำลังละลายอาจปล่อยปรอทปริมาณมหาศาลออกมา!

โลกร้อน: ชั้นดินเยือกแข็งอาร์กติกที่กำลังละลายอาจปล่อยปรอทมหาศาลออกมา!

นักวิทยาศาสตร์เพิ่งพบแหล่งพิษธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ทวีปอาร์กติก และยังไม่แน่ชัดว่าจะเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารมากเพียงใดเมื่อ “โลกร้อน” ขึ้นเรื่อยๆ

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบภัยอีกอย่างหนึ่งที่ถูกฝังไว้ในน้ำแข็งทางเหนือ นั่นคือแหล่งเก็บกักปรอท ซึ่งเป็นโลหะหนักที่เป็นพิษ ขนาดมหึมา ซึ่งสามารถเข้าสู่ปลาและสัตว์อื่นๆ จนทำให้เกิดปัญหาใหญ่ต่อสุขภาพในมนุษย์ได้

จากการวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ใน Geophysical Research Letters เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2018 รายงานว่าปริมาณของปรอทธรรมชาติที่เคยอยู่ในชั้นดินเยือกแข็ง ซึ่งอาจมากกว่าที่มนุษย์ปล่อยสู่บรรยากาศจากการเผาถ่านหินและจากแหล่งมลพิษอื่นในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาถึง 10 เท่า  เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้แผ่นดินอุ่นขึ้น ชั้นดินเยือกแข็งหรือ permafrost ก็ละลายและอาจปล่อยปรอทปริมาณมหาศาลสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดมลพิษต่อชั้นบรรยากาศและห่วงโซ่อาหารออกมาอีกมาก

“ก่อนหน้าที่งานวิจัยจะเริ่มขึ้น คนมักคิดว่าชั้นดินเยือกแข็งจะไม่มีปรอทเก็บกักอยู่เลย หรือถ้ามีก็น้อยมาก” เควิน แชเฟอร์ แห่งศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ มหาวิทยาลัยโคโลราโด ผู้ร่วมวิจัย “แต่มันกลับกลายเป็นว่า ไม่ใช่แค่ปรอทที่อยู่ในชั้นดินเยือกแข็ง แต่ยังเป็นแอ่งปรอทยักษ์ที่อยู่บนโลกเลยด้วย”

เรื่องที่ยังไม่ชัดเจนก็คือปรอทปริมาณมากขนาดไหนและเมื่อใดที่จะถูกปล่อยออกมาในรูปแบบที่จะเป็นพิษกับมนุษย์

 

พิษจากธรรมชาติ

ปรอทมักพบตามธรรมชาติในสิ่งแวดล้อมและถูกปล่อยออกมาเมื่อเกิดไฟไหม้ป่า ภูเขาไฟระเบิด และการผุกร่อนของหิน  แต่ปรอทในอากาศราว 2 ใน 3 มาจากการการปล่อยของมนุษย์ ส่วนใหญ่จากถ่านหิน ขยะทางการแพทย์ หรือการทำเหมืองบางประเภท  ทันทีที่ปรอทแพร่สู่อากาศแล้ว ในที่สุดจะตกลงมาบนโลก แล้วลงเอยในแหล่งน้ำและผืนดิน เข้าสู่ร่างกายปลาและสัตว์ต่างๆ สะสมในปริมาณมากและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในที่สุด

ปรอทเป็นพิษต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง และทำลายพัฒนาการของสมองในเด็ก ส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญา ความจำ ภาษา ตลอดจนการเคลื่อนไหวและการมองเห็น  แม้แต่ในผู้ใหญ่ หากได้รับปรอทในปริมาณที่มากเกินไปก็จะหยุดการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ การพูด และการมองเห็นได้  ลดการเจริญพันธุ์และระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด  เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมักมีการเตือนห้ามบริโภคปลาจากแม่น้ำลำธารที่ปนเปื้อนปรอท และทำไมเด็กและหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาทูน่าหรือปลาอายุยืนเช่นปลากระโทงแทงดาบ

ด้วยความซับซ้อนของกระบวนการของชั้นบรรยากาศและทะเล ปรอทปริมาณมากขึ้นต่างลงเอยในเขตละติจูดสูงทางตอนเหนือมากกว่าที่อื่นๆ  และเป็นที่รู้กันดีว่ามันสะสมอยู่ในนก ปลา แมวน้ำ วอลลัส หมีขั้วโลก และวาฬ ต่อให้อยู่ไกลจากแหล่งมลพิษเป็นพันๆ ไมล์ก็ตาม  ความที่มลพิษแพร่ไปได้กว้างไกลเช่นนี้ ทำให้ชนพื้นเมืองรอบอาร์กติกที่ต้องพึ่งพาอาหารจากการล่า ต่างก็มีระดับปรอทสูงอยู่ในเลือด

กระแสลมและกระแสน้ำที่พาปรอทขึ้นไปทางตอนเหนือนี้พัดมานานเป็นหมื่นๆ ปีแล้ว และยังพัดพาปรอทเข้มข้นตามธรรมชาติไปทั่วอาร์กติก  แต่เพราะปรอทเหล่านั้นถูกเก็บกักอยู่ในพื้นน้ำแข็งมานานเป็นพันๆ ปี มันจึงไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์หรือมนุษย์  มาถึงตอนนี้ชั้นดินเยือกแข็งของอาร์กติก ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 24 ของแผ่นดินทั้งหมดในซีกโลกเหนือ กำลังละลายและเสี่ยงต่อการปล่อยปรอทจากแหล่งกักเก็บยักษ์ออกมา ซึ่งถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ว่ามีปริมาณเท่าใด

 

งานวิจัยหนึ่งทศวรรษ

พอล ชูสเตอร์ นักอุทกศาสตร์จากหน่วยสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ ทำงานวิจัยเรื่องปรอทในชั้นบรรยากาศมานานหลายทศวรรษ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เขาเริ่มเก็บตัวอย่างแท่งน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งในแม่น้ำวิน ที่ไวโอมิง และพัฒนาบันทึกการสะสมปรอทที่ย้อนกลับไปได้ถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม  งานวิจัยครั้งนั้นมีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวผู้ออกกฎหมายของรัฐบาลกลางว่าปรอทที่ปล่อยโดยมนุษย์มีค่าสูงและสหรัฐฯ ควรผ่านกฎหมายใช้เครื่องดักจับเพื่อลดปรอทที่โรงไฟฟ้าถ่านหินปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ

ชูสเตอร์เข้าไปทำวิจัยในลุ่มน้ำยูคอนที่อะแลสกา และพบว่าไม่เคยมีใครลองหาปริมาณของปรอทที่ถูกกับเก็บในชั้นดินเยือกแข็งมาก่อนเลย ที่จริงต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะมีปรอทอยู่ที่นั่นด้วยซ้ำ

ระหว่างปี 2004-2012 ชูสเนอร์และทีมของเขาเก็บตัวอย่างแท่งน้ำแข็ง 13 แท่งจากทั่วอะแลสกา โดยเลือกพื้นที่ตัวอย่างชั้นดินเยือกแข็งในอะแลสกาที่จะนำมาสรุปเป็นผลของอาร์กติกได้ และใช้เวลาสร้างเป็นแบบจำลองอยู่หลายปี

ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าชั้นดินเยือกแข็งของอาร์กติกกักเก็บปรอทปริมาณมหึมาถึง 15 ล้านแกลลอน (ราว 6 หมื่นลูกบาศก์เมตร) หรือราวสองเท่าของที่มีอยู่ในมหาสมุทร ชั้นบรรยากาศ และทวีปทั้งหมดรวมกันเป็นอย่างน้อย  “ความเข้มข้นของปรอทก็มหาศาล สูงกว่าที่เราคาดเอาไว้มาก” ชูสเตอร์กล่าว

คำถามสำคัญก็คือ “แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับปรอทเหล่านั้น”

ไม่มีทางที่ปรอทเหล่านั้นจะอยู่ในชั้นดินเยือกแข็งตลอดไป  เมื่อแผ่นดินเริ่มละลาย พืชก็จะเติบโตขึ้นและดึงเอาปรอทขึ้นมา แล้วจุลชีพที่ย่อยสลายพืชจะปล่อยเมทิลเมอคิวรีออกมาส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปที่ปรอทเป็นพิษมากกว่าออกมา ปรอทบางส่วนจะแพร่กระจายทางน้ำและอากาศสู่ระบบนิเวศ และสู่สัตว์ต่างๆ ในที่สุด

 

ปรอทจะเข้าสู่อาหารมากเพียงใด

การระบุความเสี่ยงดังกล่าวมีอยู่มากน้อยขนาดไหนเป็นเรื่องยาก  แรกสุดอุณหภูมิจะสูงขึ้นขนาดไหน หรือจะช้าเร็วเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด ซึ่งจะบ่งชี้ว่าชั้นดินเยือกแข็งจะละลายได้มากเพียงใด และจะนำไปสู่ปริมาณปรอทที่จะถูกปล่อยออกมา แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องทั้งหมด  คำถามเงินล้านก็คือ “ปรอทปริมาณเท่าใดที่จะลงเอยในห่วงโซ่อาหารและไปที่ไหนบ้าง” ชูสเตอร์กล่าว “พอเราก้าวไปสู่เรื่องห่วงโซ่อาหารในงานวิจัยนี้ เรื่องต่างๆ เริ่มดูหมดหวัง”

อาจดูเหมือนว่าการรั่วไหลของปรอทจากชั้นดินเยือกแข็งจะเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ในแถบอาร์กติกก่อน “แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอาร์กติก ไม่ได้อยู่แต่ในอาร์กติกหรอก” ชูสเตอร์ว่า “ในที่สุดแล้วมันก็จะแพร่กระจายไปทั่วโลก” ซึ่งส่งผลต่อมนุษยชาติอย่างแน่นอน

เรื่อง เครก เวล์ช

ภาพถ่าย โจเอล ซาร์ตอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

โลกร้อนจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกเราไปอย่างไร?

เรื่องแนะนำ

อ่าวมาหยา : การกลับมาของฉลามหูดำกับบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ

ย้อนชมเรื่องราวของอ่าวมาหยากันอีกครั้ง จากหาดท่องเที่ยวชื่อดังสู่บ้านหลังใหม่ของฉลามหูดำ เกิดอะไรขึ้นกับอ่าวมาหยาที่ผ่านมา และอนาคตทางสิ่งแวดล้อมของที่นี่จะเป็นอย่างไร?

ถ้วยอนามัย ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าในการจัดการประจำเดือนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ตลอดชีวิตผู้หญิงหนึ่งคน ใช้ผ้าอนามัยแล้วทิ้งเป็นขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ ต้องอยู่บนโลกไปอีกหลายร้อยปี มากกว่า 5,000 แผ่น ‘ถ้วยอนามัย’ คือทางเลือกยั่งยืนที่สาว ๆ ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาใช้จัดการวันนั้นของเดือน ฉันใช้ ‘ถ้วยอนามัย’ หรือ Menstrual Cup มา 6 เดือนแล้ว เริ่มจากการอ่านรีวิวของเพื่อน ๆ หลายคนที่ทยอยเปลี่ยนมาใช้ถ้วยรองประจำเดือนจัดการกับวันนั้นของเดือนแทน ‘ผ้าอนามัย’ และอยากทดลองเองบ้าง ผลลัพธ์คือ ฉันรักเจ้าถ้วยซิลิโคนเล็ก ๆ แต่ประสิทธิภาพเยี่ยมนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง เพื่อนที่เปลี่ยนมาใช้ถ้วยอนามัยส่วนใหญ่บอกว่ารู้สึกแย่ทุกครั้ง เวลาเห็นผ้าอนามัยใช้แล้วของตัวเอง เพราะมันคือขยะปนเปื้อนที่รีไซเคิลไม่ได้ และจะต้องไปนอนรอย่อยสลายในหลุมฝังกลบ ด้วยสภาพเลือดแห้งกรังแบบนั้นไปอีกหลายร้อยปี และนี่คือ 5 เหตุผลที่ทำให้ฉันเปลี่ยนมาใช้ถ้วยรองประจำเดือน และไม่คิดจะกลับไปใช้ผ้าอนามัย (แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง) อีก นอกจากในอนาคตจะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ผู้หญิงอย่างเราจัดการประจำเดือนได้ง่ายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากกว่านี้ 01 ฉันเพิ่งตระหนักว่า ที่ผ่านมาเป็นเหยื่อการตลาด ฉันไปค้นประวัติการรับมือกับเลือดประจำเดือนของผู้หญิงในประวัติศาสตร์ พบว่าในอดีต ก่อนศตวรรษที่ 20 ผู้หญิงใช้วัสดุหลากหลายที่มีคุณสมบัติดูดซับได้ ตั้งแต่เศษผ้าไปจนถึงแถบเปลือกไม้เนื้ออ่อน แต่มันก็แสนจะไม่สะดวกสบายและน่าอับอายเมื่อต้องนำเลือดที่แข็งตัวไปล้าง “ทัศนคติว่าประจำเดือนเป็นเลือกพิษที่ทั้งสกปรกและน่าอับอาย มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จนถึงช่วงกลาง […]

ทำไมรัฐแคลิฟอร์เนียเกิดไฟป่าบ่อยครั้ง?

สภาพอากาศที่แห้งแล้งประกอบกับลมกรรโชกคือปัจจัยสำคัญ ด้านนักวิทยาศาสตร์มองว่าไฟป่าในอนาคตจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อนาคตบนเส้นด้ายของ แอนตาร์กติกา

หิ้งน้ำแข็งที่แตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะ มองจากด้านบนผิวขรุขระของหิ้งน้ำแข็งปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ที่บ่งชี้ว่ามันกำลังจะหลุดออกจากชั้นน้ำแข็งเดิมที่มีอายุหลายพันปี แผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะหลุดออกนี้เป็นส่วนหนึ่งของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ที่ตั้งอยู่บนแหลมทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา อุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเลโดยรอบคือสาเหตุ และการหลุดออกครั้งนี้จะเปลี่ยนหน้าตาของแผนที่ทวีปแอนตาร์กติกาตลอดไป ด้วยขนาดของหิ้งน้ำแข็งที่ใหญ่ถึง 6,000 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่กว้างใหญ่กว่ากรุงลอนดอน 4 เท่า และคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของสาธารณรัฐไซปรัส เกาะบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พืดน้ำแข็งฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกานี้มีความหนาราว 2.5 ไมล์ และครอบคลุมพื้นที่ขนาด 2 เท่าของรัฐเท็กซัส รอบๆของพืดน้ำแข็งประกอบด้วยภูเขาน้ำแข็งจำนวนมาก นั่นแปลว่าหากมหาสมุทรยังคงอุ่นขึ้นเรื่อยๆจนละลายชั้นน้ำแข็งที่เปราะบางเหล่านี้จนหมด ทีมนักวิจัยเชื่อว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ฟุต “หิ้งน้ำแข็งบริเวณนี้เป็นจุดที่ละลายเร็วที่สุดบนโลก” อีริค ริกนอท นักธรณีวิทยาจาก NASA Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา ของรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าว ตัวเขาศึกษาชั้นน้ำแข็งในภูมิภาคนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเรดาห์และภาพถ่ายดาวเทียม ริกนอทเชื่อว่าการพังทลายของพืดน้ำแข็งตะวันตก ในทวีปแอนตาร์กติกานั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่คำถามคือมันจะใช้เวลานานแค่ไหน 500 ปี หรือน้อยกว่า 100 ปี และมนุษย์เราเองเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร “เราจำเป็นที่จะต้องได้ตัวเลขที่ถูกต้องแม่นยำ” เขากล่าว […]