Environment Archives - Page 2 of 27 - National Geographic Thailand

เทือกเขาแอลป์ หากไร้เหมันต์

เทือกเขาแอลป์ แถบที่เศรษฐกิจและวัฒนธรรมโคจรรอบฤดูหนาวที่หิมะตกหนัก ปัจจุบันมีความพยายามอย่างเร่งด่วนที่จะรักษาหิมะและน้ำแข็งที่ถูกสภาพอากาศอบอุ่นขึ้นคุกคาม ท่ามกลางวงล้อมของยอดเขาลดหลั่นสูงเสียดเมฆ เครื่องตัดแต่งน้ำแข็งขนาดเท่ารถแทรกเตอร์วิ่งถอยหลังอยู่บนกองหิมะอัดแน่นสูง 13 เมตร พร้อมกับปล่อยชายผ้าขาวม้วนหนึ่งไปด้วย บนกองหิมะนั้น คนงานหกคนกำลังเย็บแถบผ้าติดกันด้วยจักรเย็บผ้ามือถือที่ทนงานหนัก ตอนนั้นเป็นเดือนมิถุนายนที่คิตซ์ชไตน์ฮอร์น ประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เล่นสกีที่อยู่สูงที่สุดและหนาวเย็นที่สุดแห่งหนึ่งใน เทือกเขาแอลป์ และน้ำจากน้ำแข็งละลายก็ไหลเชี่ยวลงสู่หุบเหวบนลาดเขาทั้งสองด้าน แต่บนธารน้ำแข็ง ทีมงานบำรุงรักษาลานสกีกำลังเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับฤดูสกีที่จะมาถึง แม้ที่ระดับความสูง 3,000 เมตร การหวังพึ่งหิมะธรรมชาติกลายเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไปเสียแล้ว ดังนั้น ทีมงานที่นำโดยผู้จัดการด้านเทคนิค กึนเทอร์ เบรนน์ชไตเนอร์ จึงต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อสร้างหลักประกัน พวกเขาใช้เวลาหนึ่งเดือนไถหิมะชุดสุดท้ายของฤดูกาลมารวมเป็นกองสูงเท่าตึกหลายชั้นแปดกอง โดยกองใหญ่ที่สุดนั้นใหญ่กว่าสนามฟุตบอลเสียอีก ตอนนี้พวกเขาจะใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนเอาผ้าคลุมกองหิมะเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อนในฤดูร้อน เมื่อฤดูสกีใหม่เริ่มขึ้น หากอากาศอุ่นจนไม่มีหิมะใหม่ตกลงมา หรืออุ่นจนกระทั่งผลิตหิมะเทียมไม่ได้ พวกเขาจะใช้รถบรรทุกขนหิมะเก่าเหล่านี้มาถมลานสกีบนลาดเขาแล้วใช้เครื่องตัดแต่งน้ำแข็งปรับให้เรียบ การหาวิธีรวบรวมหิมะมาสำรองไว้ในระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฮันเนส พอช คนงานคนหนึ่งบอก ก่อนที่ทีมงานจะเริ่มเย็บแถบผ้าเข้าด้วยกัน บางครั้งลมกระโชกแรงก็พัดจนผ้าขาด เผยให้เห็นกองหิมะด้านล่าง บางครั้งผ้าก็จับตัวเป็นน้ำแข็งใต้หิมะ “อะไรที่เป็นปัญหาได้ก็เป็นหมดละครับ” พอชบอกขณะมัดกระสอบทรายติดกับผ้า ครั้งหนึ่ง เกิดฟ้าผ่าที่รีสอร์ตคิตซ์บืลใกล้ๆ ทำให้ผ้าคลุมกองหิมะแบบเดียวกันลุกไหม้ และนักผจญเพลิง 30 คนใช้เวลาดับไฟอยู่หลายชั่วโมง ทุกวันนี้หิมะล้ำค่าขนาดนั้นเลยทีเดียว   ฤดูหนาวใน เทือกเขาแอลป์ กำลังจะตาย นับตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้า […]

หายนะโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซาโปริซเซีย ในยูเครน – ทางออกคือยุติสงคราม

บทวิเคราะห์ล่าสุดของกรีนพีซว่าด้วยหายนะภัยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย (Zaporizzhia) ในยูเครน – ทางออกเดียวคือยุติสงครามทันที อัมสเตอร์ดัม – การรุกรานยูเครนโดยกองทัพของวลาดิมีร์ ปูติน ก่อให้เกิดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ 15 เครื่องรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปของยูเครนนั้นเสี่ยงต่อการเกิดหายนะ ซึ่งอาจทำให้ภูมิภาคอันกว้างใหญ่ของทวีปยุโรป รวมถึงรัสเซีย ไม่อาจอยู่อาศัยได้นับทศวรรษ จากการวิเคราะห์ล่าสุดของกรีนพีซ [1] โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย ผลิตไฟฟ้า 19% ให้แก่ยูเครนในปี 2563 และเป็นพื้นที่ที่มีกองทหารและยุทโธปกรณ์ของรัสเซียอยู่ในรัศมีไม่กี่กิโลเมตร [2] ประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 6 เครื่องและบ่อน้ำหล่อเย็น 6 แห่งที่หล่อเย็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์กัมมันตภาพรังสีสูงหลายร้อยตัน ปัจจุบัน มีเตาปฏิกรณ์ที่ทำงาน 3 เครื่อง และอีก 3 เครื่องหยุดทำงานนับตั้งแต่เริ่มสงคราม งานวิจัยที่รวบรวมโดยผู้เชี่ยวชาญของกรีนพีซสากลสรุปว่า ความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากสงคราม ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากมีการระเบิดที่ทำลายอาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และระบบหล่อเย็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ สารกัมมันตภาพรังสีจากทั้งแกนเตาปฏิกรณ์และและบ่อน้ำหล่อเย็นที่เก็บแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้ว จะรั่วไหลออกสู่ชั้นบรรยากาศและสร้างหายนะที่เลวร้ายยิ่งกว่าภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ที่เกิดขึ้นในปี 2554 กระทบพื้นที่หลายร้อยกิโลเมตรจากจุดที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และอาจมีรังสีปนเปื้อนได้นานถึงหลายทศวรรษ แม้ว่าจะไม่มีความเสียหายโดยตรงต่อโรงไฟฟ้า แต่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้องพึ่งพาทั้งไฟฟ้า จากโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อหล่อเย็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว ความพร้อมของช่างเทคนิคและบุคลากรด้านนิวเคลียร์ และการเข้าถึงอุปกรณ์และการขนส่ง Jan Vande Putte ผู้ร่วมทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ [3] กล่าวว่า “ความน่ากลัวอีกอย่างหนึ่งที่นอกเหนือจากสิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ […]

การประมงเกินขนาด สร้างหายนะให้ทะเลอย่างไร

การประมงเกินขนาด ส่งผลให้ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลกำลังถูกทำลาย ด้านบรรดาผู้นำโลกพบเจออุปสรรคในการวางมาตรการป้องกัน การประมงเกินขนาด (overfishing) ซึ่งเป็นการทำประมงเกินอัตราที่ปลาจะเพิ่มประชากรมาแทนที่ได้อย่างสมดุลสร้างความกังวลแก่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมานับทศวรรษแล้ว อย่างไรก็ตามเหล่าผู้นำโลกยังไม่มีข้อตกลงที่แน่ชัดในการจัดการต่อปัญหานี้ การตกปลามากเกินนำไปสู่ความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมประมงเอง และนักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าปัญหานี้อาจพัฒนาเป็นวิกฤตได้ในไม่ช้า อะไรที่ทำให้เกิด การประมงเกินขนาด ปรากฏการณ์ของ การประมงเกินขนาด มีมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่สหรัฐอเมริกาจากการล่าวาฬในบริเวณทะเลตื้น สเตลวาเกน (Stellwegen Bank) นอกชายฝั่งคาบสมุทรเคป (Cape Cod) ซึ่งประชากรวาฬจำนวนมากถูกฆ่าและสกัดไขมันวาฬไปทำน้ำมันสำหรับตะเกียงไฟ การทำประมงมากเกินไปเริ่มขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในหลายประเทศเริ่มผลักดันให้อาหารจากการประมงมีความมั่นคงและทั่วถึงต่อประชากร เงินอุดหนุนและนโยบายต่างๆ จากรัฐบาลทำให้อุตสาหกรรมการประมงขนาดใหญ่เติบโตอย่างรวดเร็วและแทนที่การประมงท้องถิ่นที่เคยเป็นผู้ผลิตหลัก เทคโนโลยีและกลวิธีการจับปลาพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ปลาถูกจับมากขึ้นเรื่อยๆ ผลผลิตทางการประมงจึงมีความหลากหลายและเข้าถึงง่ายอย่างที่หลายคนคุ้นชินอย่างปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) มีปลาจำนวนกว่า 90 ล้านตันถูกจับในมหาสมุทร ซึ่งนั่นถือเป็นจุดสูงสุดของอุตสาหกรรมประมง จำนวนปลาที่จับได้ในแต่ละปีมีจำนวนคงที่หรือลดลงตั้งแต่นั้นมา ปลาที่เป็นที่นิยมบางสายพันธุ์เช่นปลาหัวเมือก (Orange Roughy) และปลาทูน่ายักษ์ (Bluefin Tuna) เริ่มขาดตลาดเนื่องจากประชากรปลาลดลงอย่างเฉียบพลัน ข้อมูลในปี 2003 คาดการณ์ว่าปลาใหญ่ในมหาสมุทรเช่นปลาค็อดบางสายพันธุ์ (codfish) และฉลามมีจำนวนเหลือเพียงแค่ร้อยละ 10 หากเทียบจำนวนกับช่วงก่อนอุตสาหกรรมประมงรุ่งเรือง ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ […]

วิถีชีวิตที่อาจสูญหายไปก่อนหมู่เกาะของ ชาวมัลดีฟส์ ในวิกฤตระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

ไม่ว่าชะตาท้ายสุดของหมู่เกาะมัลดีฟส์จะเป็นอย่างไร วิถีชีวิตของ ชาวมัลดีฟส์ จะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป หมู่เกาะปะการังนับพันร้อยเรียงท่ามกลางทะเลอินเดีย ต้นปาล์มเรียงรายบนหาดทรายสีขาว หลายหาดเป็นที่ตั้งของวิลล่ารีสอร์ทและท่าเรือไม้ยื่นเรียงรายลงสู่น้ำทะเล ในน้ำทะเลใสมักเป็นที่พบเห็นปลาโลมาและปลาน้อยอื่นๆ เวียนว่ายอยู่เสมอ หมู่เกาะปะการังหรืออะทอลล์ (atoll) จำนวน 26 หมู่เกาะนี้เป็นที่รู้จักในนามของ “ประเทศมัลดีฟส์” นักท่องเที่ยวอาจรู้จักหมู่เกาะนี้สำหรับรีสอร์ทพักร้อนบนชายหาด แต่ภาพลักษณ์นั้นอาจถูกบดบังเมื่อมัลดีฟส์ อาจกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ต้องจมหายไปใต้น้ำทะเล “ความแตกต่างระหว่าง 1.5 และ 2 องศาเซลเซียสก็เป็นจุดจบของมัลดีฟส์ได้” เป็นคำกล่าวของประธานาธิบดีอีบราฮิม โมฮัมเหม็ด โซลีห์ในประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสกอตแลนด์เมื่อปีที่ผ่านมา และเป็นเพียงหนึ่งในหลายสัญญาณเรียกร้องของ ชาวมัลดีฟส์ ให้เหล่าผู้นำโลกจริงจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยที่ผ่านมา อดีตประธานาธิบดีมัลดีฟส์โมฮาเหม็ด นาชีดเคยจัดการประชุมคณะรัฐมนครีใต้ท้องทะเลและเคยเสนอแผนอพยพ ชาวมัลดีฟส์ ไปยังออสเตรเลียมาแล้ว การเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรับมือกับวิกฤตของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลมัลดีฟส์ใช้เงินจำนวนมหาศาลในการก่อสร้างเกาะเทียมยกระดับซึ่งเป็นที่อาศัยให้กับประชากรมัลดีฟส์ได้ราว 555,000 คน และมีบริษัทออกแบบชาวดัตช์วางแผนสร้างบ้านบนทุ่นลอยน้ำในบริเวณรอบเมืองหลวงของมัลดีฟส์อีกด้วย วิกฤตที่ชาวมัลดีฟส์กำลังเผชิญอาจไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระดับประเทศหรือเพียงภูมิภาค แต่เป็นสัญญาณเตือนให้กับทั้งโลกต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ คุณธอยบา สาอีดห์ (Thoiba Saeedh) นักมานุษยวิทยากังวลถึงวิถีชีวิตชาวมัลดีฟส์ที่ผ่านการหล่อหลอมมากว่าสองพันปีอาจสูญหายไปในภาวะการปรับตัวเพื่อรับมือวิกฤตนี้ หากเป็นเช่นนั้น ชาวมัลดีฟส์อาจสูญเสียอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของพวกเขาก่อนที่จะสูญเสียบ้านเกิดของพวกเขาเสียอีก เกาะปะการังที่ก่อตัวในยุคก่อนประวัติศาสตร์ หมู่เกาะมัลดีฟส์มีจุดกำเนิดตั้งแต่ก่อนไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์ เริ่มจากการที่เปลือกโลกแผ่นอินเดียค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือจนเกิดรอยแยกบนเปลือกโลกซึ่งถูกขึ้นแทรกโดยยอดภูเขาไฟ เมื่อเวลาผ่านไปยอดภูเขาไฟเหล่านี้ค่อยๆถูกกัดเซาะจนกลายเป็นเกาะปะการัง ในปัจจุบันทั้งประเทศมีพื้นที่ทางบกอยู่เพียงแค่ […]

เหตุเกิด ณ อ่าวพร้าว – ย้อนรอยเหตุการณ์ น้ำมันรั่ว 50,000 ลิตร เกาะเสม็ด ปี 2556

ภารกิจขจัดคราบน้ำมัน จากเหตุการณ์ น้ำมันรั่ว ปี 2556 ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวสายลมทะเล ทว่าเบื้องหลังน้ำใสๆ นั้นอาจเป็นเพียงภาพลวงตา “อย่างแรกที่ผมมองหาคือสิ่งมีชีวิตที่น่าจะได้รับผลกระทบจาก นํ้ามันรั่ว จนมาเจอปลาขนาดประมาณกระดาษ A4  สองตัวนอนตายอยู่บนหาด  มีคราบนํ้ามันบางๆ เกาะบนปากกับเหงือกเหมือนสำลักนํ้ามันมา”  นี่คือสิ่งที่เริงฤทธิ์  คงเมือง พบเห็นเป็นสิ่งแรกๆ หลังเดินทางถึงอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด  ในคํ่าคืนที่สังคมกำลังฮือฮากับสโมสรฟุตบอลจากอังกฤษ  ข่าวอดีตพระเครื่องบินเจ็ตผู้ยังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ  และกรณีนํ้ามันดิบรั่วนอกชายฝั่งจังหวัดระยองยังเป็น เพียงข่าวเล็กๆในโลกออนไลน์ “ทะเลกับหาดทรายเป็นสีดำไปหมด  คลื่นทะเลเหนียวๆข้นๆ เหมือนช็อกโกแลต เสียงคลื่นแตกฟองดังบุ๋งๆ อย่างกับหินภูเขาไฟ  แต่ที่สุดคงเป็นกลิ่นนํ้ามันที่ฉุนแรงเกินทนครับ”  เขาเล่าถึงคํ่าคืนแรกๆ ที่คลื่นลมและสายนํ้าพัดพามวลนํ้ามันดิบมาเกยฝั่ง  ช่างภาพผู้เคยผ่านงานด้านสิ่งแวดล้อมมาแล้วหลายสนามรายนี้ค่อนข้างตกใจกับวิธีการขจัดคราบนํ้ามันปริมาณมหาศาลบนชายหาดอ่าวพร้าว ซึ่งชาวประมงท้องถิ่นทราบดีว่าเป็นภูมิศาสตร์อ่าวที่กระแสนํ้ามักพัดพาขยะทะเลมาเกยฝั่งมากที่สุด “คืนนั้นมีเจ้าหน้าที่ 7-8 คน  ผลัดเวรกันเฝ้าเครื่องสูบนํ้าที่มีแค่เครื่องเดียว” ตัวเลขที่เผยแพร่บอกว่า นํ้ามันรั่ว ไหลคราวนี้มีปริมาณราว 50,000 ลิตร  อยู่ห่างจากเกาะเสม็ดไปประมาณ 10 ไมล์ทะเล (ราว 18 กิโลเมตร)  ต้นเหตุ มาจากท่อขนถ่ายนํ้ามันกลางทะเลชำรุดระหว่างการขนถ่ายนํ้ามันดิบจากเรือบรรทุกขึ้นฝั่งไปยังโรงกลั่นนํ้ามันในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  เจ้าหน้าที่พยายามล้อมกรอบนํ้ามันด้วยทุ่นดักคราบนํ้ามันแล้วในเบื้องต้นเพื่อสูบออกจากน่านนํ้า  ทว่าคลื่นลมแรงทำให้นํ้ามันหลุดรอดออกไปเช่นเดียวกับการฉีดพ่นสารสลายคราบนํ้ามันซึ่งไม่เพียงพอต่อการสลายคราบนํ้ามันปริมาณมหาศาลในเวลาอันสั้น ภาพถ่ายดาวเทียมจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เผยให้เห็น […]

เขื่อนแม่น้ำโขง ขนาดใหญ่กำลังทำให้เหล่าปลายักษ์แม่น้ำโขงเสี่ยงสูญพันธุ์

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความพยายามการสร้าง เขื่อนแม่น้ำโขง ในประเทศลาวและตามพื้นที่ใกล้เคียงมีผลกระทบต่อปลายักษ์และเสี่ยงต่อวิกฤตการสูญพันธุ์หลายชนิด รวมถึงปลาบึก  ธารน้ำโขงที่ไหลผ่านเมืองหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกยูเนสโกอันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผสมผสานในประเทศลาว เคยเป็นจุดผ่านไปยังแหล่งสืบพันธุ์ของเหล่าปลายักษ์ในแม่น้ำอย่างปลายี่สก ปลาสวาย และปลาบึก ปัจจุบันเราแทบไม่พบเห็นปลาเหล่านี้ สาเหตุหนึ่งมาจากการจับปลาเกินขนาดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์หลายรายยังคงมีหวังในเรื่องการฟื้นตัวของสิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ การประมงขนาดเล็กและวิถีอนุรักษ์อื่นๆอาจนำไปสู่การฟื้นตัวจากวิกฤตการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ตราบใดที่แม่น้ำโขงทางตอนใต้ของจีนยังไม่ถูกกั้นโดยเขื่อน ทว่า ความหวังนี้อาจดูเลือนลางเมื่อลาวมีแผนก่อสร้างเขื่อนแห่งใหม่บนธารน้ำโขงสายหลักขึ้นถึง 10 จุด หนึ่งในโครงการสร้างเขื่อนดังกล่าวคือโครงการ Nam Sang  ซึ่งเป็นโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำขนาดยักษ์ที่จะสร้างบนทางต้นน้ำของหลวงพระบาง รัฐบาลคอมมิวนิสต์ลาวพยายามสร้างตัวเองให้เป็นแบตเตอรี่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยการสร้างเขื่อนตามแนวของแม่น้ำโขงในหลายๆ จุด ด้วยความคาดหวังว่าเขื่อนใหม่ๆ เช่น Nam Sang ที่จะสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2570 จะสร้างรายได้จากการขายพลังงานให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย “ถ้าโครงการสร้างเขื่อนเหล่านี้ดำเนินการต่อไป สายธารแม่น้ำโขงที่เคยเป็นแหล่งสืบพันธุ์ให้กับเหล่าปลายักษ์ จะถูกตัดเป็นส่วนๆ” เซ็บ โฮแกน นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และนักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเนวาดา เรโน (University of Nevada, Reno) ผู้ทำการศึกษาพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงมากว่าสองทศวรรษกล่าวและเสริมว่า “นี่อาจเป็นจุดจบของปลาที่ต้องอาศัยแม่น้ำตามธรรมชาติในการดำรงชีวิต” กลุ่มเปโตรเวียตนาม (PetroVietnam) ผู้พัฒนาโครงการ Nam Sang ชาวเวียดนามปฏิเสธให้ความเห็นกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก […]

5 ชัยชนะด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2021 ที่มอบความหวังให้มนุษยชาติ

ในปีที่ราวกับบรรดาข่าวร้ายถาโถมอย่างต่อเนื่อง หากแต่เรื่องราวสิ่งแวดล้อมยังคงมีความหวังให้กับผู้คน ไม่แปลกที่จะรู้สึกท้อแท้หมดหวังกับสภาพแวดล้อมโลกในปี 2021 มากกว่าหนึ่งล้านสปีชีส์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศยังคงเพิ่มขึ้น และโลกก็กำลังสั่นสะเทือนด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว พร้อมกันกับโรคระบาดที่ยังคงไม่จบสิ้น แต่เมื่อสิ้นปีกำลังมาถึง ก็พอจะมองเห็นถึงหนทางสู่ชัยชนะของสิ่งแวดล้อมในปีนี้อยู่บ้าง สิ่งหนึ่งที่ควรจดจำไว้คือ การพัฒนาที่มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นนี้ยังไม่ได้หมายถึงการประสบความสำเร็จอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังคงเป็นสัญญาณของความสำเร็จบนถนนที่ยาวและยากเช่นนี้ และนี่คือเหตุผล 5 ข้อที่ทำให้เรายังควรมีความหวัง   1. แรงผลักกลับของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การประชุม COP26 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกลว์ หลังจากล่าช้าจากกำหนดการจริงไปหนึ่งปีอันเนื่องมาจากโควิด-19 ได้ต้อนรับสหรัฐอเมริกา ประเทศผู้ปลดปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นอันดับสองของโลกกลับมาสู่การเจรจาหลังห่างหายไปสี่ปี เมื่อการประชุมสุดยอดนี้สิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกาและจีนสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีส ในขณะที่การประชุมครั้งนี้ที่กลาสโกลว์ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์​มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการปกป้องประเทศกำลังพัฒนาจากผลกระทบของสภาพอากาศ พร้อมกับสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเป้าหมายที่การรักษาอุณหภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นให้คงไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งน่าจะเป็นไปได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลายประเทศตกลงที่จะยุติการใช้ถ่านหิน และกว่าร้อยประเทศตกลงที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน 30% ภายในปี 2030 ในระดับโลก การใช้พลังงานหมุนเวียนในปี 2021 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดเมื่อเทียบแบบปีต่อปีนับตั้งแต่ศตวรรษ 1970 ขณะที่ในสหรัฐฯ เอง รายงานฉบับใหม่พบว่ามีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ในประเทศเนเธอร์แลนด์​ ศาลสั่งให้ […]

กลยุทธ์ 7 Go Green เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมงของ ซีพี ออลล์

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ ไปจนถึงการเจริญเติบโตด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม เป็นสาเหตุให้ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และตั้งเป้าหมายดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกินกว่า 1.5 หรือ 2 องศาเซลเซียส และลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดภายในปี 2030 เช่นเดียวกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ประกอบธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านค้าสะดวกซื้อ ทั้งสินค้าบริโภคและอุปโภคมากกว่า 13,000 สาขา ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘7-Eleven’ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ 7 Go Green เพื่อสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมงในส่วนของธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ ประกอบด้วย หลัก Green Store เน้นเรื่องการออกแบบและบริหารจัดการร้านด้วยการหันมาประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อมาคือหลัก Green Logistics เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบศูนย์กระจายสินค้าโดยใช้หลักเกณฑ์ในระดับสากล คือมาตรฐานอาคารเขียว หรือ Leadership in Energy & Environmental […]

ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลกำลังเปลี่ยนไป จากการบุกรุกแหล่งกำเนิดสัตว์ทะเล

เพราะเหตุใดเราจึงต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลมากขึ้น มากยิ่งขึ้นไปอีก ข้อมูลอ้างอิงจากกลุ่มสถิติการประมง กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564 ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2563 ค่าประมาณการการทำประมงทะเลฝั่งอันดามัน ทั้งการทำการประมงพาณิชย์ และการประมงพื้นบ้าน ได้ผลผลิตกว่า 524,498 ตัน และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้กว่า 19,092 ล้านบาท ทว่าภัยเงียบที่น่ากังวลสวนทางกับรายได้มหาศาลจากท้องทะเลในแต่ละปีคือ ปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำที่กำลังถูกคุกคามโดยมนุษย์อย่างไม่มีขอบเขต ทั้งการจับปลาเกินจำนวน หรือ Overfishing การรุกล้ำพื้นที่หวงห้าม การจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่ เรื่อยไปจนการใช้เครื่องมือทำลายล้าง ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศอย่างไร รายงานผลกระทบด้านจำนวนสัตว์น้ำ อ้างอิงสถิติจาก World Development Indicators (WDI) ระบุว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา ผลผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงมีปริมาณสูงกว่าการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก 60% คือสัดส่วนของการจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ และ 94% คือสัดส่วนการจับสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง หรือคิดเป็น 78% ของปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำทั่วโลก โดยที่ประเทศไทยคือผู้ส่งออกอาหารทะเลแปรรูปรายใหญ่เป็นอันดับ 5 […]

สร้างถุงขยะภาพลักษณ์ใหม่ ให้การจัดการขยะกลายเป็นเรื่องสนุก

จากข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างปีพ.ศ.2552-2561 คนไทยทุกคนสร้างขยะเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัมต่อวัน เมื่อกล่าวถึงปริมาณขยะที่เกิดจากพื้นที่ชุมชน ตามรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ในปี พ.ศ 2561 กลับพบว่ามีการกำจัดขยะที่ถูกต้องเพียงร้อยละ 39 และมีการนำกลับมาใช้ใหม่ ร้อยละ 35 แต่มีการกำจัดที่ไม่ถูกวิธีถึงร้อยละ 26 คิดเป็นปริมาณกว่า 7.32 ล้านตัน ซึ่งบรรดาขยะเหล่านี้มีทั้งขยะอินทรีย์หรือขยะเศษอาหารมากที่สุด ที่ร้อยละ 64 ตามมาด้วยขยะรีไซเคิล ร้อยละ 30 ที่เหลือคือขยะอื่นๆ และขยะอันตราย ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้คัดแยกขยะหรือใช้ถุงขยะแยกประเภท ปัญหาการกำจัดขยะเหล่านี้มีปัญหาที่สำคัญคือไม่ได้มีการคัดแยกด้วยถุงขยะแยกประเภทที่ถูกต้องจากต้นทาง โดยเฉพาะพลาสติกปนเปื้อน ทำให้ต้องใช้วิธีถมกลางแจ้ง ฝังกลบ หรือการเผา ซึ่งเป็นการก่อมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมในช่วงที่โลกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศและอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมปัจจุบันเริ่มมีการรณรงค์การแยกขยะที่ถูกต้อง โดยเป็นหนทางในการแก้ปัญหาที่เป็นกระบวนการพื้นฐานที่สุด แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแยกขยะยังถือเป็น “เรื่องที่ยังไม่คุ้นชิน” ในสังคม และวัสดุอุปกรณ์อาทิเช่นถุงขยะแยกประเภทที่ช่วยให้การแยกขยะเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นยังไม่แพร่หลาย หรือแม้กระทั่งความคิดที่ว่าการจัดการขยะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ชื่นชอบ แต่ตราบใดที่เรายังใช้ชีวิต เราก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขยะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเราจะมีส่วนช่วยให้ปัญหาขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกให้ดีขึ้นได้อย่างไร นำเสนอถุงขยะในภาพลักษณ์ใหม่ จากการที่บริษัท เอสดีเจ อินเตอร์ จำกัด ได้ดำเนินกิจการด้านพลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหารประเภทต่างๆ ให้กับสินค้า ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่งมาเป็นเวลานานกว่า […]

ภาพถ่ายเล่าวิกฤต Climate Change รอบโลก และความหวังถึงวันที่ดีกว่า

ถึงแม้ว่าการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 หรือ COP26 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมบนโลกใบนี้ยังคงดำเนินต่อไปทุกวินาที พร้อมกันกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แสดงให้เห็นว่า วิกฤตการณ์อันยิ่งใหญ่ถูกคลี่คลายลงได้ด้วยนโยบายและความร่วมแรงร่วมใจ บางครั้ง ภาพถ่ายเพียงภาพเดียวก็สามารถจุดประกายความหวังเหล่านั้นได้ บางครั้ง ภาพถ่ายอาจเป็นสื่อกลางบอกเล่าให้เห็นภาพความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น และที่สำคัญ ภาพถ่ายยังจุดประกายแนวคิดที่ว่า เราจะมีส่วนร่วมลงมือทำอะไรได้บ้าง หรือจะว่าง่าย ๆ ก็คือ ภาพถ่ายสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และในขณะที่โลกของเรากำลังเผชิญกับความจริงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ก็ไม่มีเรื่องไหนใหญ่เท่านี้อีกแล้ว บางภาพ ราวกับฉุดกระชากใจตั้งแต่แรกเห็น อย่างภาพแนวปะการังที่กำลังตายบน Great Barrier Reef วางคู่กันกับภาพเก่าที่เคยบอกเล่าว่าปะการังเคยมีชีวิตชีวามากมายเพียงใด บางภาพ สร้างแรงบันดาลใจในการแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่เป็นไปได้เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้จริง และพวกเราก็เฉลียวฉลาดและทักษะมากพอที่จะสร้างความแตกต่างได้อย่างเห็นได้ชัด แต่ท่ามกลางความผิดปกติแหล่านี้ยังมีความหวัง ธรรมชาติคือความยืดหยุ่น และมอบโอกาสแห่งความเปลี่ยนแปลงให้สามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้เสมอ หากเพียงเรามีความกล้าที่จะทำให้มันเกิดขึ้น   สถูปกรวยน้ำแข็งขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่เหนือชายคนหนึ่งในดินแดนทางตอนเหนือของลาดักห์ เมื่อหิมะและธารน้ำแข็งลดน้อยลง เจดีย์จะถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำในรูปแบบน้ำแข็ง โครงสร้างซึ่งชนะการประกวดสถูปน้ำแข็งขนาด 110 ฟุต (33.5 เมตร) นี้ ตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้าน Shara Phuktsey มีหน้าที่เก็บกักน้ำเกือบสองล้านแกลลอนซึ่งจะช่วยทดน้ำสำหรับทุ่งนาในสี่หมู่บ้าน   ในเคอเรลยา […]

ชีวิตกลางดงไฟและแก๊สพิษ ของคนงานเหมือง กำมะถัน คาวาอีเจียน

นับจากอดีต มนุษย์ประดิษฐ์ล้อเพื่อช่วยในการขนส่ง ทว่าในคาวาอีเจียน คนงานเหมือง กำมะถัน ยังคงพึ่งพาสองบ่าของตนเอง… อากาศเช้านี้สดใสพอสมควร เหมาะแก่การไปเยือนคาวาอีเจียน (Kawah Ijen) ณ เวลานี้ เรามองเห็นปล่องภูเขาไฟได้อย่างแจ่มชัด มวลควันอวลกลิ่น กำมะถัน ที่ปกคลุมหาได้บดบังความงามของทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้มาเยือน อันที่จริงทะเลสาบสีฟ้าสดเหนือปากปล่องบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ไกลออกไป แคลดีรา (caldera) หรือแอ่งภูเขาไฟขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขา แอ่งภูเขาไฟและทะเลสาบที่งดงามจนทำให้ใครหลายคนแทบลืมหายใจนี้ก่อตัวขึ้นจากการปะทุครั้งใหญ่ในสมัยไพลสโตซีน ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไฟอีเจียนอันเก่าแก่และสูงเสียดฟ้าด้วยความสูงกว่า 3,500 เมตร ทุกวันนี้ภูเขาไฟเก่าแก่ลูกนี้ก็ยังมีพลังอยู่ ทำให้คาวาอีเจียนเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่มีฤทธิ์เป็นกรดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คาวาอีเจียนตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของเกาะชวาอินโดนีเซีย ประเทศที่รุ่มรวยไปด้วยภูเขาไฟมีพลังมากกว่า 100 ลูกกระจายอยู่ตามเกาะสำคัญต่าง ๆ นักเดินทางสามารถมาเยือนคาวาอีเจียนได้จากเมืองบอนโดโวโซ (Bondowoso) หรือบันยูวังกี (Banyuwangi) ในชวาตะวันออก แต่ส่วนใหญ่มักเลือกเส้นทางจากทางบอนโดโวโซ เพราะถนนหนทางสะดวกกว่า และยังเห็นทัศนียภาพของแอ่งภูเขาไฟได้ตลอดทางจนถึงเบสแคมป์ อีเจียน (Ijen) ตามรูปศัพท์มีความหมายว่า สงบวิเวกกระนั้น ภูเขาไฟลูกนี้หาได้อยู่เพียงลำพังหรือโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะ ณ ปากปล่องภูเขาไฟยังมีผู้คนอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้อง พวกเขาคือคนงานเหมืองกำมะถันผู้เริ่มต้นชีวิตที่นี่ตั้งแต่รุ่งสาง รถบรรทุกคันแรกมาถึงเบสแคมป์พร้อมคนงานเหมืองหลายสิบคนจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไป พวกเขากระโดดลงจากรถอย่างกระปรี้กระเปร่า เป็นสัญญาณว่าพร้อมเริ่มงาน แต่ละคนเร่งรุดไปยังเพิงพักเพื่อหยิบตะกร้า ก่อนเดินเรียงแถวมุ่งหน้าสู่ปล่องภูเขาไฟ คนงานบางคนคุยกันไปพลาง […]

วิกฤตต้นสนคริสต์มาสเกาหลี ผลกระทบจากปัญหาสภาพอากาศบนเกาะเจจู

บนฮันลา ภูเขาที่สูงที่สุดในเกาหลีใต้มีป่าต้นสนขนาดเล็กกระจุกตัวอยู่ จนมีชื่อเล่นว่า “ป่าต้นคริสต์มาส” แม้จะมองเผิน ๆ เหมือนกับต้นสนคลาสสิกแบบที่ทั่วโลกคุ้นเคย แต่แท้จริงแล้วนี่คือต้นสน Abies koreana สายพันธุ์เฉพาะที่เติบโตบนเกาะเจจูเท่านั้น ความพิเศษของต้นสนพันธุ์นี้ อยู่ที่ขนาดเล็กเพียง 30-60 ฟุต เมื่อเทียบกับต้นสนสายพันธุ์อื่น ๆ ที่อาจสูงถึง 300 ฟุต ใช้เวลาเกือบ 30 ปีกว่าจะเติบโตเต็มที่ และยังผลิตโคนต้นสนซึ่งเป็นรวงบรรจุเมล็ดตั้งแต่ยังมีความสูงเพียง 3 ฟุตเท่านั้น ปรากฏการณ์ของต้นสนคริสต์มาสในเกาหลีพึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมกับจำนวนประชากร 30% ของประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ และกลายมาเป็นวันหยุดประจำชาติหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ไม่นาน บวกกับข้อจำกัดของสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้คนต้องอยู่แต่บ้าน นั่นทำให้ผู้คนกระตือรือร้นในการมองหาต้นไม้สำหรับการตกแต่งบ้านมากขึ้น เช่นเดียวกันกับต้นสนคริสต์มาสที่ช่วยสร้างชีวิตชีวาสำหรับการอยู่อาศัยก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ความต้องการต้นคริสต์มาสที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นตัวการที่ทำให้ป่าต้นคริสต์มาสลดจำนวนลง หากแต่สภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นต่างหากที่ทำให้เกือบครึ่งหนึ่งของต้นสนสูญหายไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยเป็นทิวทัศน์เขียวขจีที่ปกคลุมไปด้วยหิมะบนความสูงเกือบ 6,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ในตอนนี้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนป่าแห่งนี้ได้พบกับความสูญเสียของป่าอย่างเห็นได้ชัด – ต้นไม้หลายร้อยต้นล้มลงแบบถอนรากถอนโคน เปลือกลำต้นที่ลอกออกเป็นแผ่น และกิ่งก้านเหี่ยวแห้งที่แผ่นออกไปยังท้องฟ้า “กลายเป็นว่าผู้คนหยุดถ่ายเซลฟี่กันตรงนี้ เพราะต้นไม้ดูแปลกมาก” โดยที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นต้นไม้ชนิดใด หรือทำไมมันถึงตาย คิม […]

ก๊าซธรรมชาติ พระเอกหรือวายร้าย

ก๊าซธรรมชาติ ทำให้บ้านเรือนอบอุ่น แต่หากปล่อยให้รั่วไหล จากบ่อขุดเจาะ หรือทวีปอาร์กติก ที่กำลังละลาย โลกทั้งใบคงร้อนขึ้น แสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงลอดผ่านดงสนสปรูซที่มีหิมะปกคลุมตามริมฝั่งทะเลสาบโกลด์สตรีมนอกเมืองแฟร์แบงส์ รัฐอะแลสกา เหนือท้องทะเลสาบ  แคทีย์  วอลเตอร์  แอนโทนี  นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยอะแลสกาแฟร์แบงส์  เพ่งมองแผ่นนํ้าแข็งสีดำคลํ้าใต้เท้าของเธอ  และพรายฟองสีขาวที่ถูกกักอยู่ข้างในซึ่งมีทั้งเล็กและใหญ่ซ้อนกันหลายชั้นแผ่ออกไปทุกทิศทาง  วอลเตอร์  แอนโทนีคว้าเหล็กเจาะนํ้าแข็งหนักอึ้ง  ขณะที่นักศึกษาปริญญาโทอีกคนจุดไม้ขีดรอไว้เหนือฟองอากาศขนาดใหญ่ฟองหนึ่ง  วอลเตอร์  แอนโทนีกระแทกเหล็กเจาะนํ้าแข็งลงไป ก๊าซที่พุ่งออกมาติดไฟพึ่บจนเธอผงะถอยหลัง “งานของฉันต้องบอกว่าเป็นเผือกร้อนดีๆ นี่เอง ก็เล่นกับไฟตลอดเวลานี่คะ” วอลเตอร์  แอนโทนีบอกทั้งรอยยิ้ม เปลวไฟยืนยันว่าพรายฟองเหล่านั้นคือมีเทน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของก๊าซธรรมชาติ  วอลเตอร์  แอนโทนี ใช้การนับและวัดเพื่อคะเนปริมาณก๊าซมีเทนที่ผุดขึ้นมาจากทะเลสาบนับล้านแห่งที่ตอนนี้กินพื้นที่เกือบหนึ่งในสามของภูมิภาคอาร์กติก  ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาทวีปอาร์กติกอบอุ่นขึ้นเร็วกว่าพื้นที่ส่วนอื่นของโลกอย่างมาก และเมื่อชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) ละลาย ทะเลสาบเดิมก็ขยายตัว  ขณะที่ทะเลสาบใหม่ๆก่อตัวขึ้น ฟองมีเทนผุดจากพื้นเลนก้นทะเลสาบในลักษณะที่ยากจะ ระบุปริมาณได้  ต้องรอให้นํ้าในทะเลสาบเริ่มจับตัวแข็งในฤดูใบไม้ร่วง  จึงพอจะเห็นภาพคร่าวๆของการปล่อยมีเทนจากทะเลสาบแต่ละแห่งได้ วอลเตอร์  แอนโทนีเดินบนนํ้าแข็งเหล่านั้น ไม่ว่าจะ เป็นในอะแลสกา  กรีนแลนด์  หรือไซบีเรีย  เธอเล่าว่า ทะเลสาบบางแห่งมี “จุดร้อน” ที่ฟองมีเทนหนาแน่นจนนํ้าไม่สามารถจับตัวแข็งได้  ทำให้เกิดเป็นโพรงเปิดขนาดใหญ่ “แต่ละวันโพรงเล็กๆ โพรงหนึ่งอาจปล่อยมีเทนมากถึง […]

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ : ผมเชื่อว่าทุกคนรักธรรมชาติ เพียงแค่เราอาจจะหลงลืมไป

เปิดมุมมองของ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวด้านนิเวศทางทะเล ที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการอนุรักษ์ท้องทะเลไทย จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมในวงกว้าง และได้รับรางวัล Thailand Sustainability Shaper Award 2021 เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ชื่อของ “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเลและรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ปรากฎขึ้นในฐานะนักเขียน อาจารย์ และนักสื่อสาร ที่ช่วยขับเคลื่อนแนวคิดในการอนุรักษ์ท้องทะเลจนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จากเด็กชายที่สนุกสนานกับการตามติดบิดา ซึ่งทำงานด้านการเกษตร ป่าไม้ ทรัพยากร และได้ค้นพบความชื่นชอบในท้องทะเลจนอุทิศชีวิตทางด้านการศึกษาและการทำงานให้กับท้องทะเลมาตลอดชีวิต เขาได้ใช้พื้นที่ในช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียของตัวเองบอกเล่าเรื่องราวของสภาพทางทะเล ทั้งในแง่มุมที่สวยงาม หรือถ้าหากมีสถานการณ์เกี่ยวกับทะเลไทยที่ย่ำแย่ เขาก็ได้สื่อสารเรื่องราวเหล่านั้นเพื่อให้สังคมทุกภาคส่วนมองเห็นถึงปัญหาทางทะเลที่จำต้องได้รับการแก้ไข จนไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า การที่สังคมไทยได้หันมาตระหนักถึงคุณค่าของท้องทะเลในวงกว้างมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานด้านอนุรักษ์มาอย่างยาวนานของเขา ในโอกาสที่คณะกรรมการตัดสินรางวัลแห่งความยั่งยืน Thailand Sustainability Shaper Award 2021 รางวัลที่จัดทำขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลที่ได้ลงมือทำงานก้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และสร้างผลงานอย่างเป็นรูปธรรมในวงกว้าง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และในด้านสังคม มอบรางวัลให้กับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เราจึงได้พูดคุยเพื่อเปิดมุมมองของการเป็นนักอนุรักษ์ทางทะเลของเขาในหลากหลายแง่มุม รวมไปถึงข้อความที่อยากสื่อสารให้คนทั้งโลกสามารถเป็นนักอนุรักษ์ในแบบของตัวเอง เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และของโลก จุดเริ่มต้นของการหลงใหลในทะเลของเด็กชายธรณ์ ถามว่าเด็กไทยผูกพันกับทะเลมากมายแค่ไหนนี่ ผมว่าค่อนประเทศนะครับ เพราะครั้งแรกที่ไปทะเลทุกคนก็ประทับใจทั้งนั้น […]

เฝ้าจับตาการละลายบนเทือกเขาแอนดีส

สูงขึ้นไปบนเทือกเขาแอนดีส ทีมสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ซึ่งอาจช่วยให้พื้นที่ตอนกลางของชิลีรับมือกับภัยแล้งและภาวะโลกร้อนที่คุกคามแหล่งน้ำในภูมิภาคได้ ที่ความสูงกว่า 5,800 เมตรเหนือระดับทะเลเล็กน้อย บนภูเขาตูปุนกาโตในประเทศชิลี เบเกอร์ เพร์รี และนักปีนเขาร่วมทีมถูกพายุหิมะที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าพัดกระหน่ำในช่วงรุ่งสาง ตรึงพวกเขาไว้ในเต็นท์ด้วยกระแสลมทารุณและหิมะหมุนวน เพร์รี นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยแอปพาเลเชียนสเตตในนอร์ทแคโรไลนา จำได้ว่า เขาเผชิญเหตุการณ์นั้นด้วยมุมมองเชิงปรัชญา “ปรากฏการณ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของความงามแห่งขุนเขา แต่ก็ท้าทายมากในเวลาเดียวกัน นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่มีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศตั้งอยู่มากนักในพื้นที่แบบนี้ครับ” เพร์รีบอก เพร์รีเป็นผู้นำร่วมของทีมนานาชาติ ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เดินและปีนเขาฝ่าหิมะหนาเป็นเวลา 15 วัน เพื่อติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ณ ตำแหน่งเกือบถึงยอดเขาตูปุนกาโต ซึ่งเป็นภูเขาไฟสงบทางตอนใต้ของเทือกเขาแอนดีส สถานีตรวจวัดสภาพอากาศซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดที่ประเทศชิลีบรรจบกับอาร์เจนตินา เป็นสถานีที่อยู่สูงที่สุดในซีกโลกใต้และซีกโลกตะวันตก และจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า สภาพภูมิอากาศในภูมิภาคนี้กำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงใด การสำรวจครั้งนี้จัดขึ้นโดยสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และได้รับการสนับสนุนจากโครงการริเริ่มเพื่อโลกที่ยั่งยืนของโรเล็กซ์ (Rolex’s Perpetual Planet Initiative) โดยอาศัยข้อมูลอุณหภูมิ ความเร็วลม และความลึกของหิมะที่สถานีนี้จะรวบรวมได้ นักวิทยาศาสตร์หวังว่า จะสามารถเข้าใจได้ดีขึ้นว่า พื้นที่ตอนกลางของชิลีและซานเตียโกซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ จะรับมืออย่างไร เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภูมิภาคนี้เผชิญกับภัยแล้งบ่อยขึ้น เช่น ภัยแล้งครั้งประวัติการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ และทำให้ “หอเก็บน้ำ” บนภูเขา หรือธารน้ำแข็งและทุ่งหิมะที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ […]

น้ำท่วม 2554 บทเรียน วิกฤต และทางออก

พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เหตุการณ์ น้ำท่วม 2554 อุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยยังไม่คลี่คลาย หลายฝ่ายประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจว่าอาจสูงถึงหลักแสนล้านบาท แต่นั่นอาจเทียบไม่ได้กับความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์สามัญที่เพียรหากินมาทั้งชีวิต มหาวารีปรี่ล้นท้นมาถึงใจกลางมหานครบันดาลให้เกิดภาพประวัติศาสตร์ที่ตากล้องทุกคนไม่ลังเลที่จะลุยน้ำเสี่ยงชีวิตจากไฟดูดและจระเข้หลุด เพื่อตามเก็บภาพเป็นเกียรติประวัติ นั่นคือภาพชาวกรุงหวาดผวาอพยพหนีน้ำอย่างตื่นตระหนก บ้างตะลีตะลานปกป้องบ้านช่อง โดยฝากความหวังไว้กับกระสอบทราย คันดินและเครื่องสูบน้ำ แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักจะชี้ว่าอุทกภัยครานี้ร้ายแรงกว่าครั้งไหน ๆ ทว่าใครหลายคนกลับเฝ้ารอ “น้องน้ำ” อย่างใจจดใจจ่อ พลางปลอบใจตัวเองลึกๆ ว่า จะได้หายเครียดกันเสียที หากมองข้ามวิวาทะทางการเมืองและสารพัดข่าวสับสนจากหลายกระแส เราจะพบว่าปฐมเหตุของวิกฤติคือฤดูมรสุมตามธรรมชาติของภูมิภาคแถบนี้ พระพิรุณกระหน่ำบันดาลน้ำปริมาณมหาศาลมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนก่อให้เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ และเติมน้ำให้เขื่อนใหญ่ต่างๆ จนมีระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยธรรมชาติของฤดูกาล ฤดูฝนในภาคกลางและเหนือจะเริ่มตั้งแต่ราวกลางเดือนพฤษภาคม เมื่อมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย และร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคกลาง ตะวันออก เหนือ และอีสาน ส่งผลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ในช่วงเดียวกันนี้มักจะเกิดพายุหมุนเขตร้อนในทะเลจีนใต้ และเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตก ก่อนมุ่งหน้าขึ้นฝั่งเวียดนาม แล้วพัดเข้าสู่ลาวและไทย แต่ถึงพายุเหล่านี้จะอ่อนแรงลงเป็นเพียงดีเปรสชันหรือความกดอากาศต่ำ ก็ยังนำพาฝนปริมาณมหาศาลมาสู่ผืนแผ่นดินใหญ่อยู่ดี ละครพายุเปิดฉากโหมโรงราวเดือนมิถุนายน เมื่อไต้ฝุ่น “ไหหม่า” ในทะเลจีนใต้หมุนคว้างขึ้นฝั่งอินโดจีนแม้จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ (กำลังแรง) ถึงกระนั้น น้ำตาคนเมืองน่าน พะเยา ตาก สุโขทัย และจังหวัดใกล้เคียงก็ร่วงพรูจากอุทกภัยระลอกแรกของปี ตัวละครต่อมาคือไต้ฝุ่น “นกเตน” ที่ก่อตัวราวปลายเดือนกรกฎาคม […]

การผลิตอาหารจากสัตว์มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร

ความท้าทายสำหรับประชากรโลก เมื่อผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การผลิตอาหารจากปศุสัตว์ และประมง กำลังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การผลิตอาหารจากสัตว์ รายงานการประเมินประจำปีของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ได้สร้างกระแสกการอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวงกว้าง โดย IPCC เชื่อว่า หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับมหัพภาคให้ทันท่วงที การจำกัดอุณหภูมิไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส หรือแม้แต่ 2 องศาเซลเซียส จะเป็นไปไม่ได้เลย การผลิตอาหารจากสัตว์ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของสภาพภูมิอากาศไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายพันปี และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสร้างผลกระทบที่ไม่อาจแก้ไข่ได้ ผานเหมา ไจ่ ประธานร่วมของคณะกรรมการ IPCC กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคบนโลกแล้วในหลายๆ ด้าน และการเปลี่ยนแปลงก็มีแต่จะเกิดบ่อยขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น” เนื้อหาบางส่วนในรายงานชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้น ฤดูร้อนยาวนานขึ้น และฤดูหนาวสั้นลง ฝนตกอย่างหนักและเกิดอุทกภัย ในขณะที่หลายๆ ภูมิภาคจะประสบภัยแล้งรุนแรง ในรายงานได้เตือนถึงระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิของนำทะเลจะสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในมหาสมุทร การกลายเป็นกรดของน้ำทะเล และระดับออกซิเจนที่ลดลง “การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจนำไปสู่หายนะซึ่งคาดว่าเกิดจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเกิดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ เช่น น้ำท่วมในเยอรมนีและเบลเยียมที่คร่าชีวิตผู้คนไป 209 คน และในจีนอีก 33 คน ภัยแล้งครั้งรุนแรงที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตผู้คน […]