ลารุงการ์ มหาวิทยาลัยสงฆ์ของพุทธศาสนาวัชรยานที่ใหญ่ที่สุด

“ลารุงการ์” มหาวิทยาลัยสงฆ์ของพุทธศาสนาวัชรยานที่ใหญ่ที่สุด

“ลารุงการ์” มหาวิทยาลัยสงฆ์ของพุทธศาสนาวัชรยานที่ใหญ่ที่สุด

จนถึงวันนี้ ลารุงการ์และยาร์เชนการ์ยังคงเป็นเมืองลับแล

เราไม่เคยได้ยินว่า  มีใครรู้เรื่องราวของเมืองทั้งสองอย่างถ่องแท้  แทบไม่มีข่าวเล็ดรอดจาก “ลารุงการ์” และ “ยาร์เชนการ์” ชนิดที่ทำให้เราเข้าใจได้ว่า  เมืองทั้งสองนี้ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจแบบใด นอกจากเงินบริจาคและร้านค้าไม่กี่ร้าน บริหารจัดการอย่างไร นอกเหนือจากคณะกรรมการสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระ และมีกฎหมายเช่นไร นอกเหนือจากพระวินัยของภิกษุและภิกษุณี ทั้งสองเมืองอยู่ในเขตปกครองตนเองการ์เซ  มณฑลเสฉวน แต่สำหรับคนทิเบต ที่นี่เคยรู้จักกันในนามแคว้นคาม

ลารุงการ์
ลารุงการ์ สถาบันศึกษาพุทธศาสนาใจกลางหุบเขาในเขตปกครองตนเองการ์เซ สูงจากระดับทะเลราว 4,000 เมตร เป็นที่พำนักเพื่อศึกษาธรรมะของเหล่าภิกษุ ภิกษุณี ฆราวาส และผู้จาริกแสวงบุญ ราว 40,000 คน ได้ชื่อว่าเป็นสถาบันทางพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

คัมภีร์ ผาติเสนะ เข้าไปถ่ายภาพลารุงการ์และยาร์เชนการ์สองครั้งสองครา ครั้งแรกระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ปี 2016  ราวหนึ่งเดือนก่อนลารุงการ์จะถูกสั่งปิด ห้ามชาวต่างชาติทุกคนไปเยือน  ครั้งที่สองเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 ครั้งหลังนี้เขาต้องบ่ายหน้าไปยาร์เชนการ์  เพราะเข้าลารุงการ์ไม่ได้อีกต่อไป

ทั้งสองแห่งเป็นเมืองใหม่ที่เพิ่งก่อร่างสร้างขึ้นไม่ถึง 40 ปี  ลารุงการ์เริ่มเป็นชุมชนเมื่อปี 1980 เมื่อลามะนิกายญิงมา (หมวกแดง) นามว่า  จิกมี พุนซอก กับลูกศิษย์มาก่อร่างสร้างเรือนเพียงสองสามหลัง  ก่อนหน้านั้นราวร้อยปี  มีเพียงบันทึกว่า ลามะชั้นผู้ใหญ่และผู้ทำนายคนสำคัญของทิเบตชื่อ ดุดจอม ลิงปะ เคยลงหลักปักฐานสร้างอารามนิกายญิงมะที่นี่มาก่อน  ส่วนยาร์เชนการ์เป็นรูปเป็นร่างหลังจากนั้นอีกห้าปี  ต่อมาในปี 2001 เมื่อรัฐบาลจีนรื้อทำลายบ้านเรือนที่ลารุงการ์เป็นครั้งแรก ภิกษุและภิกษุณีจำนวนมากพากันอพยพหนีมายังยาร์เชนการ์

จากเฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน ถ้าไม่เช่ารถ ก็ต้องไปต่อรถบัสที่คังติ้งก่อน แล้วใช้เวลาอีกสองวันเพื่อไปยังลารุงการ์และยาร์เชนการ์  ความที่ลารุงการ์อยู่เหนือจากระดับทะเล 4,000 เมตร คนจากถิ่นอื่นจึงจำเป็นต้องแวะพักเมืองกลางทางอย่างน้อยหนึ่งคืนเพื่อปรับร่างกายให้พร้อมกับระดับความสูงที่ตนไม่เคยชิน  จึงไม่น่าแปลกใจที่ย่านนี้ไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่กลับเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้จาริกแสวงบุญและผู้ปฏิบัติธรรมรู้จักดีและเดินทางเข้ามาไม่ขาดสาย

ลารุงการ์
กะโหลกศีรษะจำลองเรียงรายเต็มผนังและ เพดานภายในวิหารแห่งความตายใกล้กับสถานที่ประกอบพิธีฝังศพซึ่งอยู่ห่างจากลารุงการ์ออกไปสองสามกิโลเมตร

ลารุงการ์มีสถาบันสงฆ์สำหรับภิกษุและภิกษุณีอยู่ห้าแห่ง (ในยาร์เชนการ์มีสี่แห่งและมีข่าวว่ากำลังก่อสร้างเพิ่มอีกแห่ง) มีชื่อเสียงด้านการสอนพุทธศาสนาสายวัชรยาน  ภิกษุและภิกษุณีอุทิศตนเดินทางมาร่ำเรียนที่นี่เพื่อศึกษาพุทธศาสนาและออกไปเผยแผ่  มีไม่น้อยที่ต้องเดินทางรอนแรมจากวัดหรือบ้านเกิดของตนมาไกล  โดยถือว่าความยากลำบากทั้งหมดคือการฝึกฝนและทดสอบตนเอง บางคนอยู่และเรียนมานาน 20 ปีแล้ว แต่ไม่อาจบอกได้ว่า การเรียนเพื่อความเข้าใจพระศาสนา “อย่างถ่องแท้” ของตนจะสิ้นสุดลงเมื่อใด  ที่นี่สร้างพระที่มีวุฒิการศึกษาเทียบเท่าปริญญาเอกออกมามายมาย และยังได้ชื่อว่าเป็นสถาบันสงฆ์ที่เปิดโอกาสทางการศึกษาแก่ภิกษุณีเพียงแห่งเดียวในทิเบต

ลารุงการ์
ฝูงแร้งเกาะอยู่บริเวณเนินเขาเพื่อรอเวลาลงมากินศพ ขณะที่บนพื้นดิน ลามะกำลังประกอบพิธีอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์ตามความเชื่อของชาวทิเบตว่า แร้งเป็นดังเทวดาที่จะนำพาดวงวิญญาณขึ้นสู่สรวงสวรรค์

 

การทำลายบ้านเรือนในลารุงการ์เริ่มเป็นข่าวเผยแพร่สู่โลกภายนอกเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2016  เมื่อสำนักข่าวใหญ่อย่างบีบีซี เดอะไทมส์ และ เดอะนิวยอร์กไทมส์  จับตามองและรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว ราวหนึ่งปีให้หลัง เดือนสิงหาคม ปี 2017 ศูนย์ทิเบตเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (Tibetan Centre for Human Right and Democracy: TCHRD) ก็รายงานข่าวการรื้อทำลายที่พักอาศัยในยาร์เชนการ์ จากข้อมูลของแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวจากกลุ่มฟรีทิเบต

การรื้อถอนที่พักอาศัยทั้งในลารุงการ์และยาร์เชนการ์เกิดขึ้นหลายระลอก ในเวลาไล่เลี่ยกันตั้งแต่ปี 2001-2002  รัฐบาลจีนให้เหตุผลว่าเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้สะดวก สะอาด และปลอดภัย เนื่องจากเมืองทั้งสองอยู่ในเขตแผ่นดินไหว บ้านเรือนอยู่กันแออัด  ปี 2014 ที่ลารุงการ์เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านราว 100 หลัง ยิ่งเป็นเหตุให้ “การพัฒนา” ของรัฐบาลจีนฟังดูสมเหตุสมผลขึ้น ในรายงานของ TCHRD ระบุว่า ขณะที่บ้าน 4,725 หลังถูกรื้อถอนในเดือนกรกฎาคม 2016 ผู้อยู่อาศัยราว 4,800 คนถูกส่งกลับบ้านเกิด โดยที่ต้องเซ็นสัญญาว่าจะไม่กลับมาที่ลารุงการ์อีก  ไม่มีใครรู้แน่นอนว่ารถบัสพาคนเหล่านั้นไปที่ใดบ้าง  ไม่ว่าแต่จำนวนคนทั้งหมดในลารุงการ์จะมีเท่าใด แต่รัฐบาลก็กำหนดให้เหลือภิกษุอยู่ได้ 1,500 รูป และภิกษุณี 3,500 รูปเท่านั้น

เรียบเรียง นิรมล มูนจินดา

ภาพถ่าย คัมภีร์ ผาติเสนะ

ลารุงการ์
ร่องรอยการจัดระเบียบและปรับพื้นที่ในยาร์เชนการ์ เพื่อลดความแออัดและความปลอดภัยในกรณีเกิดเพลิงไหม้และภัยพิบัติตามคำกล่าวอ้างของรัฐบาลจีน

 

อ่านเพิ่มเติม

สืบเสาะค้นหาพระเยซูในประวัติศาสตร์

เรื่องแนะนำ

เป้าหมายสีเขียวของดูไบ

เรื่อง โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เพื่อดื่มด่ำกับความหลุดโลกของดูไบ นครที่ซึ่งแท่งคอนกรีต กระจก และเหล็กกล้า ผุดขึ้นราวดอกเห็ด และแผ่ขยายท่ามกลางผืนทรายอันร้อนแล้งของทะเลทรายอาหรับในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มจากการลองไปเล่นสกีดูก่อน เมื่อมองจากด้านนอกศูนย์การค้าเดอะมอลล์ออฟดิเอมิเรตส์ ทางลาดของลานสกีดูราวกับยานอวกาศสีเงินที่ปักลงไปในพื้น เมื่อเข้าไปด้านใน คุณอาจเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง แล้วค่อยผลักประตูกระจกเข้าไปยังลานสกีดูไบ เสื้อยืดคอกลมที่ระลึกที่ผมซื้อมามีภาพวาดการ์ตูนเป็นภาพเทอร์มอมิเตอร์หน่วยเป็นองศาเซลเซียส เขียนว่า “ฉันเปลี่ยนจาก +50 เป็น -8” จะว่าไปก็ไม่ได้รู้สึกหนาวถึงขนาดนั้นเมื่ออยู่บนลานสกี แต่อุณหภูมิภายนอกในดูไบอาจสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียสได้ในฤดูร้อน ความชื้นยิ่งชวนให้อึดอัดเพราะอยู่ใกล้ทะเล แต่แทบไม่มีฝนเลย ดูไบมีปริมาณฝนน้อยกว่า 100 มิลลิเมตรต่อปี และไม่มีแม่น้ำที่อยู่ถาวร อีกทั้งแทบไม่มีผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แล้วถิ่นฐานบ้านเรือนแบบไหนถึงจะเหมาะกับสถานที่เช่นนี้  ดูไบเคยเป็นหมู่บ้านประมงและเมืองท่าค้าขายที่ทั้งเล็กและยากจนมาหลายร้อยปี แล้วการเติบโตอย่างพรวดพราดจากน้ำมันและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เปลี่ยนโฉมที่นี่ให้กลายเป็นเมืองแห่งเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยผลงานด้านสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์  และยังมีท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย “ถ้าจะพูดกันถึงความยั่งยืนแล้วละก็ คุณคงไม่มาสร้างที่นี่หรอกครับ” ยานุส โรสตอก สถาปนิกคนสำคัญจากโคเปนเฮเกนผู้มาตั้งรกรากที่นี่ บอก ทว่านครแห่งความยั่งยืนนี่แหละ คือเป้าหมายที่รัฐบาลดูไบประกาศว่า ต้องการจะสร้างให้สำเร็จ ดูไบกับความยั่งยืนอย่างนั้นหรือ รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนเถอะ คุณอาจคิดในใจ ช่วงปีแห่งความเติบโตเหล่านั้นทำให้ดูไบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้นเหลือ อันเป็นผลพวงจากการมีพลังงานฟอสซิลราคาถูก […]

ชีวิตที่ถูกปล้นไป – สู่วงจรค้า โสเภณี ในเอเชียใต้

การลักลอบค้ามนุษย์ หรือ โสเภณีเพื่อใช้แรงงานทางเพศ เป็นภัยคุกคามร้ายแรงทั่วโลกที่ล่อลวงกักขังเด็กนับล้าน นี่คือเรื่องราวของเด็กสาวสองคนที่ถูกบังคับให้ค้าประเวณี คนหนึ่งมาจากอินเดีย อีกคนจากบังกลาเทศ ก่อนถูกขายเข้าซ่องเดียวกัน ซาย์อีดาและอันจาลีคือเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไปที่เติบโตในสภาพคล้ายคลึงกัน แต่อยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ซาย์อีดาอยู่ในเมืองขุลนา ประเทศบังกลาเทศ ส่วนอันจาลีอยู่ที่เมืองสิลิคุรี รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย พวกเธอฟูมฟักความมุ่งมาดปรารถนาแบบเดียวกับวัยรุ่นทุกแห่งหน นั่นคือเป็นอิสระจากอ้อมอกพ่อแม่แสวงหาความรัก และเริ่มใช้ชีวิตตามความฝัน ทั้งคู่ยังอ่อนต่อโลกและคงไม่อาจคาดคิดถึงความโหดร้ายทารุณที่รออยู่ข้างหน้าได้ ซาย์อีดาเติบโตในบ้านขนาดสองห้องหลังเล็กตั้งอยู่ในย่านเสื่อมโทรม เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กตามลำพังแม่ของเธอจะตื่นแต่เช้าและออกจากบ้านไปทั้งวันเพื่อรับจ้างทำความสะอาดร้านรวงต่าง ๆ ในนิวมาร์เก็ต ซึ่งเป็นย่านการค้าในขุลนา พ่อของซาย์อีดาเป็นคนขับสามล้อรับส่งผู้โดยสารแลกกับค่าจ้างน้อยนิด ความที่เป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ซาย์อีดาจึงออกจากโรงเรียนตั้งแต่ก่อนย่างเข้าวัยรุ่น ซาย์อีดาเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย ใบหน้าคมคายสมส่วน ดวงตาเรียวยาว และชอบแต่งหน้า เธอเริ่มไปช่วยงานที่ร้านเสริมสวย เรียนรู้เกี่ยวกับทรงผมต่างๆ การบำรุงผิวพรรณ และเครื่องสำอาง ด้วยห่วงว่าจะมีเด็กหนุ่ม ๆ มาวอแวลูกสาว พ่อแม่จึงจัดการให้เธอแต่งงานตอนอายุ 13 ประเพณีการคลุมถุงชนในเด็กพบได้ทั่วไปแม้จะผิดกฎหมายในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียใต้ก็ตาม ปรากฏว่าสามีที่พ่อแม่เลือกให้เป็นคนโหดร้าย ซาย์อีดาจึงกลับมาอยู่กับครอบครัวตามเดิม เมื่อกลับมาอยู่บ้านอีกครั้ง ซาย์อีดาอ้อนวอนขอแม่สมัครเข้าเรียนที่สถาบันสอนเต้นรำแห่งหนึ่ง “หนูจะได้ไปแสดงตามงานต่าง ๆ จะได้มีรายได้บ้าง” เธอว่า แม่เธอใจอ่อนยอมตาม แล้วซาย์อีดาก็เริ่มไปเต้นตามงานแต่งและงานอื่น ๆ ช่วงนี้เองที่ซาย์อีดาเริ่มรักใคร่ชอบพอกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เคยไปที่โรงเรียนเต้นรำของเธอ เขาบอกเธอว่าจะพาไปอินเดียซึ่งเธอจะหาเงินได้เยอะกว่ามากในฐานะนักเต้น ซาย์อีดาผู้นึกภาพอนาคตอันสดใสตัดสินใจหนีตามเขาไป […]

ศิลปะเกาหลีเหนือที่เป็นมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ

งานศิลปะทุกชิ้นคือโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นผ่านมุมมองของศิลปิน และดูเหมือนว่าภาพเขียนเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือทำได้ดีทีเดียว

มังกรโคโมโดกำลังเผชิญอนาคตที่ไม่อาจคาดเดา

มังกรโคโมโดคือกิ้งก่าที่ดุร้ายที่สุดในโลก พวกมันแข็งแรง วิ่งเร็ว ทั้งยังมีน้ำลายพิษที่ทำให้เลือดไม่แข็งตัว เหยื่อที่ถูกกัดจึงเสียเลือดอย่างรวดเร็ว ทว่าปัจจุบันชาวอินโดนีเซียเริ่มกังวลถึงอนาคตของพวกมัน เพราะประชากรมังกรโคโมโดกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง