ลอนดอนผงาด - National Geographic Thailand

ลอนดอนผงาด

เดอะชาร์ดตั้งตระหง่านในฐานะตึกสูงที่สุดของลอนดอน ทำให้สัญลักษณ์เก่าๆ อย่างทาวเวอร์บริดจ์ดูเล็กไปถนัดตา ขณะนี้กำลังมีการก่อสร้างตึกระฟ้ากว่า 70 แห่ง ซึ่งส่อแววว่าจะทำให้เส้นขอบฟ้าของลอนดอนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ลอนดอนผงาด

สวนพฤกษศาสตร์คิวตั้งอยู่เหนือคุ้งน้ำของแม่น้ำเทมส์ ห่างจากใจกลางกรุงลอนดอนขึ้นไปทางต้นน้ำราว 11 กิโลเมตร เป็นแหล่งพักใจสงบงามจากป่าคอนกรีตและไอเสียรถยนต์  รุ่มรวยไปด้วยพืชนับพันชนิดที่รวบรวมมาจากซอกมุมอันไกลโพ้นของเครือจักรภาพ การเดินทอดน่องผ่านแปลงกุหลาบพันปีจากหิมาลัย และกอหญ้าจากแทสมาเนียทำให้เรามองเห็นสายสัมพันธ์อันกว้างไกลที่อังกฤษมีต่อโลกภายนอก

ทว่าแม้แต่ที่สวนคิว เราก็ไม่อาจหลุดพ้นไปจากวังวนของชีวิตสมัยใหม่ไปได้  สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ใต้เส้นทางบินสู่ท่าอากาศยานฮีทโรว์โดยตรง  ระหว่างที่ฉันกำลังชื่นชมต้นโอ๊กเก่าแก่ใหญ่ยักษ์ที่โยกย้ายถิ่นฐานมาจากเทือกเขาอัลบอร์ซของอิหร่านในรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย  เครื่องบินโดยสารก็ทยอยบินลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทิ้งช่วงห่างลำละ 27-40 วินาที  รุกขกรของสวนคิวจำเวลาได้ขึ้นใจ เครื่องบินต่อแถวพร้อมจะโฉบลงมายังสนามบินสองทางวิ่งที่ได้ชื่อว่าจอแจที่สุดในโลก

ลอนดอน
ห่างลงไปทางใต้ของแม่น้ำประมาณ 16 กิโลเมตร คือที่ตั้งของประตูน้ำกั้นแม่น้ำเทมส์ ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำท่วม คลื่นพายุซัดฝั่ง และระดับทะเลที่สูงขึ้น ประตูน้ำทั้งสิบบานซึ่งทำจากเหล็กกล้าสามารถยกสูงได้เท่ากับตึกห้าชั้น

ในบางช่วงที่จอแจที่สุดของวัน  “ราวกับผึ้งตอมไหน้ำผึ้งเลยครับ” ตามคำกล่าวของนักบินพาณิชย์คนหนึ่งซึ่งพูดถึงการจราจรอันแออัดของฮีทโรว์ไว้ในหนังสือรวบรวมประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของลอนดอนยุคใหม่ โดยเคร็ก เทย์เลอร์

พูดถึงผึ้งตอมไหน้ำผึ้ง ลอนดอนทั้งใหญ่โตขึ้นและมั่งคั่งกว่าที่เคยเป็นมา ที่นี่ป็นบ้านของผู้คนกว่า 8.8  ล้านคน และส่อแววว่าจะเพิ่มขึ้นอีกสองล้านคนภายในปี 2050  ประชากรที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตลอดสามทศวรรษ  เปลี่ยนโฉมหน้าของลอนดอนจากสภาพไม้ใกล้ฝั่ง เป็นมหานครที่มีความสำคัญระดับโลก เป็นศูนย์กลางด้านการเงินระดับแนวหน้า และมีเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ลอนดอน
วิสัยทัศน์สำหรับย่านคิงส์ครอสมีอาทิ การบูรณะสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ 20 แห่ง และเพิ่มสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ในพื้นที่ราว 170 ไร่ สถานีรถไฟคิงส์ครอสได้รับการแปลงโฉมให้แลดูทันสมัยขึ้นกว่าเดิม แต่ละปีมีคนใช้สถานีรถไฟแห่งนี้ 47 ล้านคน

เศรษฐกิจที่ขยายตัวส่งผลให้การก่อสร้างเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเมกะโปรเจ็กต์บูรณะฟื้นฟูที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปหลายโครงการ  ระบบระบายน้ำเสียด้วยอุโมงค์ใหญ่ยักษ์จะลอดผ่านใต้แม่น้ำเทมส์เพื่อกันไม่ให้สิ่งปฏิกูลเล็ดรอดเข้าสู่ที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ส่วนเส้นขอบฟ้าของลอนดอนจะได้รับการแปลงโฉมด้วยอาคารสูงอีกกว่า 500 อาคารในมหานคร ซึ่งเคยหลีกเลี่ยงตึกระฟ้ามาช้านาน  ครอสเรลล์ (Crossrail) ซึ่งเป็นโครงการรถไฟใต้ดินความเร็วสูงมูลค่าหกแสนล้านบาทที่สร้างเพื่อลดความแออัดของรถไฟใต้ดินลอนดอน (London Tube) ซึ่งเป็นระบบรถไฟใต้ดินแห่งแรกของโลก  กำหนดเปิดเดินรถสายเอลิซาเบท (Elizabeth Line) ในปีหน้า  โดยจะเพิ่มความคล่องตัวในการเชื่อมต่อระหว่างเขตตะวันตกของลอนดอน และเขตตะวันออกซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา

พื้นที่ต่างๆ ในใจกลางเมืองกำลังถูกนำมาเชื่อมต่อกลับเป็นผืนเดียวกัน ตามโครงการบูรณะแหล่งอุตสาหกรรมให้เป็นย่านชุมชนสำหรับอนาคต โดยมุ่งเน้นที่ถนนคนเดิน พื้นที่สาธารณะ และสิ่งซึ่งอาจจะเป็นแนวทางใหม่ นั่นคือ การสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น มากกว่าเครือข่ายห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

ลอนดอน
ผู้มาเยือนชมวิวจากยอดตึกเลขที่ 20 ถนนเฟนเชิร์ช ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ตึกวอล์กกีทอล์กกี (วิทยุสื่อสาร) แม้รูปทรงตึกจะก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน แต่เมื่อปีที่แล้ว ตึกนี้ถูกขายให้กับบริษัทในฮ่องกงเป็นมูลค่าเกือบ 55,000 ล้านบาท สร้างสถิติราคาตึกแพงที่สุดในลอนดอน

คิงส์ครอส (King’s Cross) อดีตชุมทางขนส่งถ่านหินและธัญพืชที่ทรุดโทรม และในระยะหลังขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งโสเภณีและยาเสพติด กำลังใกล้เสร็จสิ้นกระบวนการแปลงโฉมที่ใช้เวลานานสองทศวรรษ โครงการพัฒนารวมถึงการบูรณะสถานีรถไฟคิงส์ครอส และเซนต์แพนคราส  (สถานีหลังเป็นชุมทางรถไฟยูโรสตาร์ไปปารีส) วิทยาเขตแห่งใหม่สำหรับวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบ  สถานที่แสดงดนตรี น้ำพุ  ตลอดจนโครงการที่พักอาศัยทั้งระดับหรูและปานกลาง เมื่อปลายปีที่แล้ว กูเกิลเริ่มก่อสร้าง “อาคารระพื้น” ความสูง 11ชั้น  ซึ่งจะมีส่วนยาวมากกว่าเดอะชาร์ด ซึ่งเป็นอาคารสูงที่สุดของลอนดอน และจะมีพื้นที่รองรับพนักงาน 7,000 คน  ขณะที่เฟสบุ๊กก็มีโครงการจะย้ายเข้าไปอยู่ในอาคารข้างๆ โดยขยายสำนักงานเพื่อรองรับพนักงาน 6,000 คน

ห่างออกไปราวเจ็ดกิโลเมตรทางใต้ของแม่น้ำเทมส์  บริษัทแอ๊ปเปิ้ลจะเข้าไปครอบครองห้องทำความร้อนของโรงไฟฟ้าแบตเตอร์ซีซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์  โดยบูรณะให้กลายเป็นจุดเด่นของย่านไนน์เอล์มส (Nine Elms) การลงทุนของกูเกิลและแอ๊ปเปิ้ลในพื้นที่ขนาดใหญ่และโดดเด่นเช่นนั้น  ไม่ต่างจากการลงมติไว้วางใจให้ชื่อเสียงของลอนดอนในฐานะศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก

ลอนดอน
ด้วยเครือข่ายคลองความยาวรวมกันเกือบ 200 กิโลเมตรในลอนดอน อาทิ คลองรีเจนต์สในย่านคิงส์ครอสในภาพ เรือบ้านได้กลายเป็นทางออกสำหรับค่าเช่าบ้านบนบกที่แพงเกินเอื้อม แต่ชาวเรือกำลังเผชิญกับปัญหาค่าจอดเรือที่เพิ่มสูงขึ้นและกฎข้อบังคับใหม่ๆ ที่จำกัดทางเข้าออก

ความเจริญรุ่งเรืองของลอนดอนมาพร้อมกับปัญหาต่างๆ ของเมืองใหญ่   และขณะที่ปัญหารุมเร้าเหล่านั้นเลวร้ายลง  ก็ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า มหานครอันยิ่งใหญ่ของพวกเขากำลังสูญเสียเสน่ห์จูงใจไปหรือไม่ ปัญหาจราจรย่ำแย่ มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตด้วยโรคหอบหืดในเด็กและคนชรามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้นผลักดันราคาบ้านขึ้นไปจนสุดเอื้อมสำหรับชาวลอนดอนที่มีฐานะปานกลาง

และแล้วราวกับโชคชะตาพลิกผัน  ก็เกิดเรื่องที่น่าปวดใจ  นั่นคือการที่ลอนดอนกำลังเผชิญกับเบร็กซิต (Brexit – การพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร)  ทำให้หลายฝ่ายออกมาประเมินอย่างหดหู่ว่ายุครุ่งเรืองของลอนดอนอาจมาถึงจุดจบเสียแล้ว

“พวกเรายังไม่รู้จริงๆ ว่า  เบร็กซิตจะออกมาในรูปไหน  หรือจะมีผลกระทบต่อลอนดอนอย่างไร” เป็นความเห็นของ ริชาร์ด บราวน์  ผู้อำนวยการด้านวิจัยของศูนย์ลอนดอน (Centre for London)  ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยระดับมันสมอง “เบรกซิตเกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่โลกกำลังขาดเสถียรภาพอย่างมากเสียด้วย  ก็เลยทำให้เส้นทางสู่การเจริญเติบโตที่ดูเหมือนราบรื่น  กลายเป็นเรื่องไม่แน่นอน”

ความรุ่งเรืองจะแปรเปลี่ยนเป็นร่วงโรยจริงหรือ  ลอนดอนจะรับมือกับความท้าทายต่างๆ และยังคงรักษาสถานภาพเป็นเมืองค้าขายที่ยิ่งใหญ่ของโลก ตลอดจนเป็นเมืองที่น่าอยู่ต่อไปได้หรือไม่  เป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพว่า ลอนดอนกำลังอยู่ในสภาวะหมิ่นเหม่  โดยเฉพาะเมื่อปั้นจั่นยังหมุนอยู่เหนือโครงการก่อสร้างต่างๆ ทั่วเมือง และทุกวันผู้คนยังพากันหลั่งไหลมายังสนามบินฮีทโรว์และสถานีรถไฟต่างๆ  มิหนำซ้ำยังเป็นการมองข้ามพลังความแข็งแกร่งทางประวัติศาสตร์ที่หยั่งลึกอยู่ในสายเลือดของลอนดอน และโอบอุ้มกลุ่มหมู่บ้านที่รวมตัวกันแห่งนี้มาตลอดระยะเวลา 2,000 ปี

ลอนดอน
หนึ่งในสองกิจการทางใต้ของลอนดอน คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความคิดอันเฉียบแหลมและความยั่งยืน ได้แก่ โกรว์อิ้งอันเดอร์กราวนด์ (Growing Underground) ที่ใช้เครือข่ายหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเป็นฟาร์มปลูกพืชผักแบบไร้ดิน

ชาวลอนดอนชอบพูดถึงความสามารถในการฟื้นตัวของลอนดอน   ซึ่งมีตั้งแต่รอดพ้นกาฬโรคระบาดหลายต่อหลายครั้ง ไฟไหม้ใหญ่เมื่อปี 1666 ไปจนถึงการโจมตีทิ้งระเบิดของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ลอนดอนจะผงาดเหนือความท้าทายทั้งหลายที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งการหย่าร้างกับยุโรป

“ลอนดอนอยู่ในสถานะพิเศษเหมือนกับไม่สามารถแตะต้องได้ครับ” ปีเตอร์ กริฟฟิทส์  บรรณาธิการอำนวยการของโครงการศึกษาด้านเมืองต่างๆ ของลอนดอนสกูลออฟเอคอนอมิกส์ มหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าวและเสริมว่า “ลอนดอนล้ำหน้าไปไกลกว่าเมืองอื่นๆ จนสามารถรับมือกับสิ่งต่างๆ ขณะที่เมืองอื่นๆ ทำไม่ได้”

เรื่อง      ลอรา พาร์กเกอร์

ภาพถ่าย  ลูกา โลกาเตลลี

 

อ่านเพิ่มเติม

ชมความสว่างไสวยามค่ำคืนของเมืองต่างๆ

 

เรื่องแนะนำ

เบื้องหลังการตามหาหญิงสาวชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตาอันเปี่ยมมนตร์สะกด

แคร์รี รีแกน ผู้ช่วยผู้กำกับรายการ Explorer ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เป็นหัวหน้าคณะนำทีมค้นหาเด็กสาวอัฟกันในตำนาน ตอนที่สตีฟ แมกเคอร์รี ถ่ายภาพเด็กสาวผู้นี้เมื่อปี 1984  เป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ จากนั้นเรื่องราวและความเป็นไปของเธอก็กลายเป็นปริศนาลี้ลับยาวนาน สตีฟ แมกเคอร์รี เล่าว่า ตอนนั้นเขาไปเยือนค่ายผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานแห่งหนึ่งนอกเมืองเปชาวาร์ในปากีสถาน “ผมบังเอิญเดินผ่านโรงเรียนแห่งหนึ่ง  ตรงมุมห้อง ผมสะดุดตากับเด็กหญิงคนหนึ่ง  แววตาของเธอช่างทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ผมน่าจะถ่ายภาพเธอไว้ไม่เกิน 5-10 ภาพ หลังจากภาพของเธอได้รับการคัดเลือกให้เป็นปกนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนมิถุนายน 1985 ผมได้รับการสอบถามจากผู้อ่านหลายพันคนประมาณว่า เราจะช่วยเหลือเธอได้อย่างไรบ้าง เธอเป็นใครกันนะ” “หลังเหตุโศกนาฏกรรม 9/11 อัฟกานิสถานกลับมาเป็นข่าวดังอีกครั้ง  นั่นนำไปสู่ความสนใจในตัวเด็กหญิงอัฟกันคนนั้นอีกครั้ง หลายคนสงสัยว่า เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง เธอไปอยู่ที่ไหน และเราจะช่วยเธอได้อย่างไร ตอนนั้นเองที่เราคิดว่า น่าจะคุ้มค่าถ้าจะลองตามหาตัวเธอ ทั้งๆที่คิดในใจว่า คงต้องอาศัยปาฏิหาริย์” “เราไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอ ไม่รู้ว่าเธอเป็นคนเผ่าไหน ไม่รู้ว่าเธออาศัยอยู่ที่ไหน” แคร์รียอมรับว่า “เราไม่คิดว่าจะพบตัวเธอ เวลาล่วงเลยมา 17 ปีแล้ว และผู้คนก็หายสาบสูญจนเป็นเรื่องปกติในอัฟกานิสถาน โอกาสที่จะเจอตัวเธอยากแสนยาก เรามีเพียงภาพถ่ายของเธอเท่านั้น” […]

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.