นี่คือสิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่จะรอด หาก วันสิ้นโลก มาถึง - National Geographic Thailand

นี่คือสิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่จะรอด หากวันสิ้นโลกมาถึง

คุณผู้อ่านคิดว่าสัตว์ชนิดในคือสิ่งมีชีวิตที่จะรอดตาย เมื่อดวงอาทิตย์ถึงคราวต้องดับสลาย? สิ่งมีชีวิตที่ว่าคือ “หมีน้ำ” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ทาร์ดิเกรด” (Tardigrades) สัตว์ขนาดเล็กจิ๋วผู้โด่งดังจากการปรับตัวให้อาศัยอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมทุกชนิด ตัวของมันไม่มีกระดูกสันหลัง ประกอบด้วยขา 8 ขา หมีน้ำสามารถมีชีวิตรอดได้ แม้ตัวมันจะไม่ได้รับอาหารหรือน้ำเลยเป็นเวลา 30 ปี นอกจากนั้นร่างกายของพวกมันยังทนต่อสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว การระเบิดของกัมมันตรังสี ไปจนถึงภาวะสูญญากาศในอวกาศ

“ทาร์ดิเกรดเป็นสัตว์ที่มีความอดทนสูงมาก” โธมัส บูธบี นักวิจัยหมีน้ำจากมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลนา  กล่าว “นักวิทยาศาสตร์เองพยายามศึกษาว่าพวกมันสามารถมีชีวิตรอดในสภาพอากาศสุดขั้วได้อย่างไร”

หากวันนั้นมาถึงจริง อย่างน้อยที่สุดมหาสมุทรของโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจะเดือดจนทำลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด อย่างไรก็ตามบูธบีกล่าวว่า หมีน้ำยังคงมีชีวิตรอดแม้จะเผชิญกับอุณหภูมิสูงก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าหมีน้ำจะรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่  แม้ว่าดวงอาทิตย์ของเราจะขยายตัวใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นดาวยักษ์แดง ในอีก 6 พันล้านปีข้างหน้านี้ รายงานจากทีมนักวิจัยผู้ทำการศึกษาเกี่ยวกับมหันตภัยวันสิ้นโลก

ภัยพิบัติดังกล่าวนี้รวมถึง การพุ่งชนของดาวเคราะห์ ไปจนถึงการระเบิดของซุปเปอร์โนวา ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้งสิ้น ซึ่งสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว เราสามารถถูกกำจัดได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากมนุษย์เป็นสายพันธุ์ที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม รายงานจาก ราฟาเอล อัลเวส บาติสตา หนึ่งในทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

อย่างไรก็ตามในขณะที่คุณผู้อ่านกำลังทึ่งกับความสามารถของเจ้าหมีน้ำ อัลเวส บาติสตา และทีมงานของเขาต้องการศึกษาผลกระทบจากมหาวิบัติวันสิ้นโลกที่จะส่งผลต่ออวกาศมากกว่ามนุษยชาติ “มันเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นในการถามคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตในอวกาศหลังจากนั้น” เดวิด สโลน หนึ่งในนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดเช่นกันกล่าว

ในช่วงหลายปีมานี้ มีการค้นพบดาวเคราะห์จำนวนหลายพันดวง ภายในระบบสุริยะจักรวาลของเรา และในจำนวนทั้งหมดมีจำนวนหนึ่งที่โคจรอยู่ในขอบเขตที่เอื้อต่อการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต

หากจะยกตัวอย่างที่ใกล้ที่สุด ก็เช่นดวงจันทร์ยูโรปา บริวารของดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์เอนเซลาดัส บริวารของดาวเสาร์ดาวเคราะห์ทั้ง 2 ดวงอาจมีมหาสมุทรใต้พื้นผิวและปล่องน้ำร้อนที่เอื้อต่อการกำเนิดชีวิตเช่นเดียวกันกับหมีน้ำได้ “เราไม่รู้แน่ชัดว่าชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่หลังจากที่เราได้เห็นการสูญพันธุ์ที่ผ่านๆ มา เราต้องการรู้ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่สามารถคร่าชีวิตของพืชและสัตว์ทั้งดาวได้อย่างราบคาบ”

และจากผลการวิจัย นี่คือความเป็นไปได้ที่จะเกิดวันสิ้นโลก

วันสิ้นโลก
ภาพขยายของทาร์ดิกราดา หรือที่เรียกกันว่าหมีน้ำ
ภาพถ่ายโดย ปาปิโล อลามี

 

การพุ่งชนของดาวหาง

ดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยที่เป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่นั้น พุ่งชนโลกเมื่อ 65-66 ล้านปีก่อน และส่งผลให้สิ่งมีชีวิตกว่า 75% บนโลกต้องสูญพันธุ์ รวมถึงสัตว์ที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์ด้วย

ทุกวันนี้นักดาราศาสตร์รู้จักดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ใกล้เราเพียงไม่กี่สิบดวง แต่ก็เป็นจำนวนที่มากพอจะส่งผลให้มหาสมุทรของเรากลายเป็นทะเลเดือดขึ้นมาได้ หากพวกมันพุ่งชนโลกจริงๆ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่พบว่ามีวัตถุใดมีการโคจรตัดกับวงโคจรของโลก

ดาวเคราะห์น้อยในปัจจุบันมีขนาดใหญ่พอที่จะส่งผลให้โลกเกิดฤดูหนาวอันน่าหวาดหวั่น ผลกระทบจากการชนจะปลดปล่อยเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลขึ้นปกคุลมท้องฟ้า อุณหภูมิลดต่ำลงตามมา และนั่นคือหายนะสำหรับหลายชีวิตที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวโลก แต่ไม่ใช่กับหมีน้ำ เพราะมันยังคงมีที่หลบภัยเสมอ

“ทาร์ดิเกรดสามารถใช้ชีวิตอยู่รอบปากปล่องภูเขาไฟใต้พื้นมหาสมุทรได้ นั่นหมายความว่า พวกมันป้องกันตัวเองจากภัยพิบัติร้ายแรงที่คร่าชีวิตของมนุษยชาติได้” สโลนกล่าว

 

ซุปเปอร์โนวา

การระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์นั้นๆ สิ้นอายุขัยลง  เรียกกันว่า ซุปเปอร์โนวา แรงระเบิดสามารถส่งเศษวัตถุและรังสีต่างๆกระจายออกไปด้วยความเร็วสูง แต่หากจะให้เป็นภัยพิบัติต่อโลก ซุปเปอร์โนวานั้นๆ ต้องเกิดขึ้นในระยะ 0.14 ปีแสง นักวิจัยกล่าว

นับเป็นโชคดี เพราะดาวฤกษ์ที่ใกล้โลกของเราที่สุดรองจากดวงอาทิตย์คือ ดาวพร็อกซิมา เซ็นทอรี ที่อยู่ห่างออกไป 4 ปีแสง   และสโลนกล่าวว่า ขณะนี้มันก็ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใกล้จะเกิดซุปเปอร์โนวา ดังนั้นแล้วหากเกิดซุปเปอร์โนวาขึ้นจริง ดาวฤกษ์ที่จะคร่าชีวิตเราทั้งหมด ทีมนักวิจัยพิจารณาว่าน่าจะเป็นดวงอาทิตย์มากกว่า

 

การระเบิดของรังสีแกมมา

การระเบิดของรังสีแกมมานั้นมีพลังรุนแรงกว่าซุปเปอร์โนวา แต่การเกิดของมันนั้นห่างไกลจากโลกของเรามาก เพื่อพิจารณาถึงทางเลือกที่จะเกิดขึ้นทีมนักวิจัยระบุว่า หากภัยพิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุนี้จริง นั่นแปลว่าการระเบิดจะต้องเกิดขึ้นในระยะทางน้อยกว่า 40 ปีแสง นอกจากนั้นอัตราการเกิดยังต่ำมาก จนพวกเขาคาดการณ์ว่าสิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจนกระทบโลกของเราในอีกหลายพันล้านปีข้างหน้า

 

สิ่งมีชีวิตต่างดาวจะยังคงอยู่รอด

ทีมนักวิจัยระบุว่าสิ่งเดียวที่จะทำลายทุกสรรพชีวิตบนโลก รวมถึงหมีน้ำด้วยก็คือ จุดจบของดวงอาทิตย์ (การระเบิดอย่างรุนแรง) “ดูเหมือนกับว่าชีวิตของหมีน้ำถูกกำจัดได้ยาก” สโลนกล่าว “สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ หรืออาจรวมถึงหมีน้ำด้วยจะสูญพันธุ์ แต่สุดท้ายแล้วกระบวนการกำเนิดของสรรพชีวิตจะยังคงดำเนินต่อไป”

นับเป็นข่าวดีของนักวิทยาศาสตร์ในการค้นหาชีวิตนอกโลก “ทาร์ดิเกรดอาจจะทำลายไม่ได้บนโลก” อัลเวส บาติสตากล่าว”แต่เป็นไปได้ว่ายังคงมีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆที่ปรับตัวเก่งเช่นนี้อีก ที่ไหนสักแห่งนอกโลก”

เรื่อง คาเซย์ สมิท

 

อ่านเพิ่มเติม : ตำนานแห่งอะโซโลตล์ผู้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ประชากร “ควอกก้า” กลับมาเพิ่มจำนวนอีกครั้ง

เรื่องแนะนำ

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน ว่ากันว่าบนโลกใบนี้มีประชากรมดทั้งหมดรวมกันราวหมื่นล้านล้านตัว จำนวนมากมหาศาลเช่นนี้เทียบได้กับวลีที่ว่ามนุษย์ครองโลก เพราะหากเทียบด้วยจำนวนแล้ว มดเองก็กำลังครองโลกอยู่เช่นกัน มดเป็นสัตว์สังคมที่มีความซับซ้อนและความสำเร็จของพวกมันนั้นจำเป้นต้องอาศัยการพึ่งพากัน จากฟุตเทจที่ทำการทดลองกับมดนี้จะแสดงให้เห็นว่าพวกมันแก้ไขปัญหาช่องว่างด้วยการต่อตัวเป็นสะพานเพื่อเดินต่อไปยังจุดหมาย มดที่ต่อตัวอยู่ริมสุดจะชะลอตัวเองลงเมื่อเจอกับช่องว่าง และมดงานตัวอื่นๆ จะเข้ามาเติมเต็มจนในที่สุดสะพานมดก็เสร็จสมบูรณ์ ด้วยมันสมองที่มีน้ำหนักเพียง 1 ในล้านของมันสมองมนุษย์ น่าแปลกใจที่มดเหล่านี้สามารถสื่อสารกันได้ด้วยการส่งสัญญาณเท่านั้น แตกต่างจากเราพวกมันไม่มีภาษาแต่ใช้สัญชาตญาณในการสื่อสาร การทดลองศึกษาความร่วมมือกันของมดเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ไขคำตอบว่ามดมีรูปแบบการสื่อสารในสังคมอย่างไร ตลอดจนอะไรคือเคล็ดลับที่ช่วยให้มันอยู่รอดมาจนทุกวันนี้ได้ (ชมคลิปการต่อกันของสะพานหมดได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม ทำไมราชินีมดและแมลงอื่นๆ จึงฝังศพพวกที่ตายแล้ว

การปรากฏตัวของพะยูนในไทยสร้างความหวังใหม่ให้เหล่านักอนุรักษ์

พะยูน เคยเป็นสัตว์ที่คาดการณ์กันว่าจะสูญพันธุ์จากประเทศไทยไปในไม่ช้า ในวันนี้ได้กลายเป็นสัตว์ที่พร้อมที่จะกลับมาอยู่คู่ท้องทะเลไทยอีกครั้ง จากความพยายามอย่างต่อเนื่องของนักอนุรักษ์และชาวบ้านในชุมชน เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่หมู่เกาะลิบง จ. ตรัง (บ้านเกิดมาเรียม) แหล่งอนุรักษ์พะยูนที่สำคัญของประเทศไทย มีฝูงพะยูนกว่า 20 ตัวมารวมตัวกันหากินบริเวณแหล่งน้ำตื้น ซึ่งสร้างความตื่นเต้นต่อชาวบ้านและบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ที่มา https://web.facebook.com/prhotnews02/photos/a.742976939181128/2156111247867683/?type=3&_rdc=1&_rdr เมื่อย้อนกลับไปราว 5 – 6 ปีที่แล้ว ในยามที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องทะเลยังมีทิศทางไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการประมงเชิงพาณิชย์ยังไม่ได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงสภาพแวดล้อมทางทะเลที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ทำให้สัตว์น้ำเจ้าถิ่นซึ่งเป็นตัววัดความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลอย่าง “พะยูน” ต้องอยู่ในภาวะที่ใกล้สูญพันธุ์ นักอนุรักษ์และหน่วยงานทางธรรมชาติจึงพยายามหาวิธีการเพื่อให้สัตว์สายพันธุ์นี้กลับมาอยู่คู่ท้องทะเลไทยอีกครั้ง ความเข้าใจเรื่องพะยูนในเบื้องต้น พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 ปี มีความยาวประมาณ 2.5 – 3 เมตร และมีน้ำหนักราว 230 – 500 กิโลกรัม กินพืชในน้ำเป็นอาหาร โดยเฉพาะหญ้าทะเลบริเวณชายฝั่ง เราสามารถพบเจอพะยูนได้ในทะเลชายฝั่งเขตอบอุ่น ตั้งแต่ชายฝั่งทวีปแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย ซึ่งนั่นรวมถึงทะเลแดง มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก พะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกับแมนนาที พวกมันมีความคล้ายคลึงกันทั้งในด้านลักษณะกายภาพภายนอกและพฤติกรรม และสัตว์ทั้งสองสายพันธุ์นี้ก็มีบรรพบุรุษร่วมกับสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างช้าง ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้มีลักษณะภายนอกและพฤติกรรมที่เหมือนกันก็ตาม […]

เหยี่ยวรู้จักจุดไฟเผาป่า

อันที่จริงบรรดาชาวอะบอริจินในออสเตรเลียรับรู้เรื่องนี้มานานแล้ว พวกมันทำได้ด้วยการใช้จะงอยปากหรืออุ้งเท้าคีบเอากิ่งไม้ติดไฟไปหย่อนยังสถานที่ใหม่