ภาพถ่ายบุคคลแห่งความหวังและการฟื้นตัวหลังจาก เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์

ภาพถ่ายบุคคลแห่งความหวังและการฟื้นตัวหลังจากเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์

ภาพถ่ายบุคคลแห่งความหวังและการฟื้นตัวหลังจาก เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์

ทุกวันนี้ ผู้คนราว 40,000 คนอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงทั่วรัฐเทกซัส ลุยเซียนา และเทนเนสซี หลังจาก เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ พัดถล่ม วิลเลียม วิดเมอร์ ช่างภาพ เดินทางไปยังศูนย์การประชุมจอร์จ อาร์. บราวน์ ในเมืองฮิวสตัน เพื่อบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นบางส่วนให้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

พายุลูกนี้พัดถล่มเมืองฮิวสตันและภูมิภาคโดยรอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 ราย

ตอนนี้นอกจากผู้คนหลายพันคนที่อยู่ในศูนย์พักพิง คนอีกมากยังต้องการความช่วยเหลือในการสร้างที่พักอาศัยขึ้นใหม่ หน่วยงาน Federal Emergency Management Agency กล่าวว่า ผู้คนกว่า 500,000 คนลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงการซ่อมแซมและการสูญเสียทรัพย์สิน

ตอนที่วิดเมอร์มาถึง น้ำลดลงจากย่านใจกลางเมืองฮิวสตันแล้ว ผู้คนนับหมื่นส่วนใหญ่ซึ่งมาหลบภัยที่ศูนย์การประชุมในช่วงที่ภัยพิบัติรุนแรงที่สุดได้เริ่มย้ายออกไปแล้ว ส่วนคนที่ยังอยู่ล้วนมีความบอบช้ำในระดับต่างๆกัน ภาพถ่ายบุคคลของวิดเมอร์คือบทพิสูจน์ของประสบการณ์แห่งความโศกเศร้า ความสูญเสีย และความอยู่รอด ที่มนุษย์แบ่งปันกัน

ไมเคิล แพสต์ “ไม่มีใครเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้เลยครับ แม้แต่คนที่คิดว่าน่าจะเตรียมพร้อมก็ยังตั้งตัวไม่ทัน ผมยกย่องกองทัพและกองกำลังพิทักษ์ชาติตั้งแต่ผมเห็นพวกเขาครับ พวกเขาช่วยชีวิตครอบครัวของผมไว้ ผมรู้สึกยินดีที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะของที่เหลือมันหามาทดแทนได้ครับ”
Photograph by William Widmer, National Geographic
แอลเลน แอ็บไชร์ (ตรงกลาง) และครอบครัว “เราสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ผมเลี้ยงลูกๆให้เข้มแข็งครับ”
Photograph by William Widmer, National Geographic
เดโวนา โรบินสัน (ซ้ายสุด) และครอบครัว “คำแนะนำของฉันหรือคะ ถ้าพวกเขาบอกให้ออกนอกพื้นที่ ก็ออกไปค่ะ ข้าวของต่างๆสามารถหามาทดแทนได้ แต่ชีวิตคุณทดแทนไม่ได้นะคะ ฉันเกือบจะเรียนรู้เรื่องนี้จากประสบการณ์ตรงแล้ว”
Photograph by William Widmer, National Geographic
ดอว์น คาร์เตอร์ “ฉันเกือบจะโชคดีเลยทีเดียวที่ผ่านเรื่องนี้มาได้ แค่ได้เห็นความรักแบบนี้ ชุมชนแบบนี้ อย่าหมดศรัทธาในตัวเองหรือผู้อื่นเพราะเหตุการณ์ที่ทำให้สิ้นหวังนะคะ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราทุกคนล้วนมีสถานที่ปลอดภัยให้พักในตอนนี้”
Photograph by William Widmer, National Geographic
แบรนดี เฮอร์นันเดซ “ฉันพักที่อพาร์ตเมนต์ (ของคนรู้จัก) ในช่วงเกิดพายุ ตอนที่น้ำท่วม เพราะไม่มีที่อื่นให้ไป ฉันไม่มีใครที่จะมารับฉันได้ ฉันจึงต้องอยู่แต่บนเตียงที่นั่น เก็บข้าวของทุกอย่างไว้บนเตียง และรอคอย… ฉันรู้สึกพังพินาศจริงๆค่ะ แต่ตอนนี้ฉันกลับมายืนได้ด้วยตัวเองแล้ว และกำลังหาสถานที่บางแห่งเพื่ออยู่อาศัย”
Photograph by William Widmer, National Geographic
สเตฟีน โลเปซ (คนที่สองจากขวา) และครอบครัว “ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ และเรามีเด็กๆ เราจึงพยายามอพยพขึ้นไปบนที่สูงขึ้น… ฉันจะไม่มีวันลืมภาพสามีกำลังเดินลุยน้ำดำมืดไปกับลูกๆ พลางคิดว่าเราคงจะไม่รอด”
Photograph by William Widmer, National Geographic
อันโตเนียว “โทนี” กิปสัน และเตียมบรี เวด “ด้วยน้ำและอาหารทั้งหมดที่เราซื้อไว้ ของทุกอย่างที่เราเอาไปเก็บไว้บนที่สูง เราไม่คาดคิดเลยว่าจะต้องเดินลุยน้ำสูง 1.5 เมตร พร้อมลูกน้อยสองคนที่ขี่คออยู่ และถุงใส่เสื้อผ้ากับอาหาร ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ไม่เห็นใครเลย มีแต่รถถูกน้ำท่วมครับ”
Photograph by William Widmer, National Geographic
เตียมบรีให้ดูภาพถ่ายสุนัขของพวกเขาซึ่งหายไปในระหว่างน้ำท่วม
Photograph by William Widmer, National Geographic
ยาเวร์ อัลนากีบ กับลูกๆ ราเนียและอะลี “ผมรู้สึกแย่ เพราะสูญเสียทรัพย์สิน รถยนต์ และสิ่งอื่นๆ แต่ในเวลาเดียวกัน ผมรู้สึกมีความสุข เพราะอยู่ในชุมชนกับผู้คนที่นิสัยดี พวกเขาคอยดูแล และกุลีกุจอช่วยเหลือผู้คนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมซาบซึ้งจริงๆครับ”
Photograph by William Widmer, National Geographic
แอนดรูว์ ปาล์ม (ขวา) ดีแอนดรา ปาล์ม (ซ้าย) และลูกชาย จามารี วอล์กเกอร์ (กลาง) “ผมได้ยินเสมอว่า หัวใจอยู่ที่ไหน บ้านก็อยู่ที่นั่น และผมไม่เคยเข้าใจอย่างแท้จริงเลย จนกระทั่งผมสูญเสียทุกอย่าง แต่ตราบเท่าที่เราอยู่ด้วยกัน เราก็อยู่ที่บ้านครับ”
Photograph by Will Widmer, National Geographic
ไมก์ เฮนเชล “ผมยังคงรู้สึกเหมือนถูกไล่ที่ แม้ว่าผมจะเป็นคนไร้บ้านและอาศัยอยู่ตามท้องถนนก็ตาม มันเหมือนมีหมอกปกคลุม สิ่งต่างๆดูไม่เหมือนปกติ ผมรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดของทุกคนครับ พวกเขาวิตกกังวล”
Photograph by William Widmer, National Geographic

ภาพถ่าย วิลเลียม วิดเมอร์, National Geographic

อ่านเพิ่มเติม : เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัยบันทึกการอพยพหนีน้ำท่วม โดยช่างภาพจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เรื่องแนะนำ

ต้นไม้สื่อสารกันได้

ต้นไม้สื่อสารกันได้ ต้นไม้พูดได้! แต่ไม่ใช่เปล่งคำพูดออกมาให้เราฟังเช่นในภาพยนตร์ การสื่อสารของต้นไม้เกิดขึ้นที่ใต้ผืนดิน ณ เครือข่ายรากของพวกมันต่างหาก ซูซาน ซิมาร์ด นักนิเวศวิทยาป่าไม้ ติดตามสารเคมีจำเพาะบางอย่าง และพบว่าต้นไม้ในป่าสนดักลาสของแคนาดากำลังพูดคุยกันใต้ดิน ด้วยการสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันที่เรียกว่า “ไมคอร์ไรซา” (mycorrhiza) ร่วมกับราเพื่อส่งสัญญาณต่างๆ และแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกัน เริ่มต้นด้วย “ต้นแม่” ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และได้รับแสงแดดในการผลิตอาหารมากกว่าที่มันต้องการ กลุ่มราหรือไมซีเลียมที่ห่อหุ้มปลายรากของต้นแม่จะส่งธาตุอาหารจากดินให้แลกกับน้ำตาลที่ต้นไม้ผลิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ราขาดแคลน จากนั้นราจะส่งน้ำตาลให้กับต้นไม้เล็กกว่าที่อ่อนแอ และอยู่ในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ด้วยวิธีการนี้ช่วยให้ต้นไม้ใหญ่สามารถแบ่งปันสารอาหารไปยังต้นไม้อื่นๆ ได้ โดยผ่านเครือข่ายของราที่อาศัยอยู่บริเวณราก นอกจากนั้นหากต้นไม้เผชิญกับความเครียดหรือภัยคุกคามก็ยังสามารถส่งสัญญาณเคมีเตือนต้นไม้ต้นอื่นได้ด้วยเช่นกัน ด้านนักวิจัยพบว่าป่าที่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายกันในลักษณะนี้จะช่วยให้ต้นไม้อยู่รอดได้ดีกว่า และหากต้นแม่ถูกโค่นลง ต้นไม้เล็กๆ ก็จะตายตามอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในยุโรป และยังคงเติบโตอยู่

ประวัติย่อการล่าสัตว์ของมนุษย์

ย้อนรอยเส้นทางการล่าสัตว์ของมนุษย์: จากการล่าเพื่อยังชีพในธรรมชาติ เพื่อถ่ายรูป เลี้ยงไว้ล่าเล่น และการค้าขายสัตว์ป่า “เราเป็นผู้บริโภคธรรมชาติมากกว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” – ไมเคิล แพเทอร์นิที กระดูกสันหลังของช้างแมมมอทขนยาวซึ่งพบตรงบริเวณที่แม่นํ้าออบและแม่นํ้าอีร์ติชไหลมาบรรจบกันดูเหมือนว่าถูกแทงด้วยอาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีร่องรอยของสะเก็ดหินอยู่ภายในกระดูกชิ้นหนึ่ง เป็นหลักฐานการล่าสัตว์แรกสุดที่แสดงว่าช้างถูกฆ่าด้วยนํ้ามือมนุษย์ ซึ่งสืบย้อนกลับไปถึงไซบีเรียเมื่อเกือบ 14,000 ปีก่อน ทว่าการล่าสัตว์เป็นมากกว่าเครื่องตอบแทนเพื่อการยังชีพ เพราะเมื่อถึงยุคหนึ่งการล่าสัตว์กลายเป็นเครื่องแสดงสถานะในสังคมความเป็นชายและพลังอำนาจ  ภาพสลักของชาวอัสซีเรียเมื่อ 650 ปีก่อนคริสตกาล แสดงภาพสิงโตกำลังถูกปล่อยจากกรงเพื่อให้กษัตริย์ที่ทรงรถม้าฆ่า  ขณะที่ชาวมาไซฆ่าสิงโตในพิธีเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ใหญ่มาช้านานแล้ว เป็นต้น เมื่อมีอาวุธดีขึ้น การล่าสัตว์ยังวิวัฒน์เป็นกีฬาที่มีการแบ่งชนชั้นและบางครั้งเป็นตัวอย่างอันร้ายกาจของ ความสูญเปล่า ในบันทึกจากปี 1760 ของชไนเดอร์เคาน์ตี รัฐเพนซิลเวเนีย พรานสองคนยิงสัตว์ป่ามากกว่าหนึ่งพันตัว เมื่อล่วงเข้าสู่ปลายศตวรรษที่สิบแปด พรานนิรนามชาวอังกฤษเขียนหนังสือชื่อ คู่มือนักกีฬา หรือ ความเรียงเรื่องการยิงสัตว์ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการล่าสัตว์อย่างยุติธรรมและบรรยายถึง “กฎเกณฑ์สำหรับสุภาพบุรุษ” รวมถึงการจำกัดจำนวนสัตว์ที่ถูกฆ่า ในปี 1887 เทโอดอร์ (เท็ดดี) โรสเวลต์ ก่อตั้งชมรมบูนและคร็อกเกตต์ อันเป็นการรวมตัวของกลุ่มพรานผู้ทรงอิทธิพลชาวอเมริกัน และต่อมามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งระบบอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ ต่อมาในปี 1934 ที่โรงแรมนอร์ฟอล์กในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา พรานชาวผิวขาวก่อตั้งสมาคมพรานอาชีพ แอฟริกาตะวันออกขึ้น สมาคมนี้ประกาศหลักเกณฑ์ เกียรติยศ และผลักดันให้ออกเป็นกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ […]

‘ป่าโบสถ์’ โอเอซิสอันเขียวชอุ่มของเอธิโอเปีย

ในเอธิโอเปีย โบสถ์เป็นมากกว่าสถานที่ทางศาสนาแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจและความหวังในการอนุรักษ์ป่า ที่ปัจจุบันกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ จากการรุกคืบของเกษตรกรรม

เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัย

หากต้องการตรวจสอบการทำงานของพายุ อย่างเฮอริเคนเออร์มาหรือเฮอริเคนฮาร์วีย์ บรรดานักล่าพายุเหล่านี้จำเป็นต้องพุ่งเข้าใส่ยังตาพายุ พวกเขาขับเครื่องบินฝ่าลมฝนอันเกรี้ยวกราด ซึ่งในบางครั้งมาพร้อมกับสายฟ้ารุนแรงและลูกเห็บ คลิปวิดีโอที่จะได้ชมนี้เป็นการทำงานของทีมนักล่าพายุโดย National Oceanic และ Atmospheric Administration ที่ทำการเก็บข้อมูลของพายุเฮอริเคนเออมาร์ พายุระดับ 5 หรือระดับที่มีความรุนแรงที่สุด ด้วยเกณฑ์ในการจำแนกกำลังลมที่มากกว่า 252 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งความรุนแรงของพายุเออร์มานั้นมีกำลังลมสูงถึง 297 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว กัปตันผู้ขับเครื่องบินตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ใจกลางพายุ เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา พวกเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของความกดอากาศ, อุณหภูมิ, ความเร็วลม และทิศทาง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกเก็บโดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Dropsondes” ตัวอุปกรณ์จะถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบิน ซึ่งในการสำรวจเฮอริเคนเออร์มาล่าสุด พวกเขาปล่อย Dropsondes ไปจำนวนรวม 30 อัน ทั้งนี้เฮอริเคนเออร์มาจะมุ่งหน้าต่อไปยังทะเลแคริบเบียน โดยพายุเฮอริเคนลูกนี้นับได้ว่าเป็นเฮอริเคนลูกใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในมหาสมุทรแอตแลนติก   อ่านเพิ่มเติม :  ระบบสุริยะจักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน? ชายคนนี้จะมาจำลองให้ดู, ชมแผ่นน้ำแข็งทรงกลมค่อยๆ หมุนอยู่บนผิวน้ำ

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.