สีผิวที่แตกต่าง - National Geographic Thailand

สีผิวที่แตกต่าง

สีผิวที่แตกต่าง

การวิจัยทางพันธุกรรมเปิดเผยความจริงอันลึกซึ้งสองประการเกี่ยวกับมนุษย์ ประการแรกคือ มนุษย์ทุกคนมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่ชิมแปนซีทั้งหมดเกี่ยวข้องกันเสียอีก มนุษย์แต่ละคนมีชุดพันธุกรรมเหมือนๆ กัน ถ้าไม่นับแฝดร่วมไข่แล้ว ทุกคนมีพันธุกรรมบางส่วนที่ต่างกันไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สร้างพงศาวลีของประชากรมนุษย์ขึ้นมาใหม่ได้ และนั่นก็เผยความจริงประการที่สอง ซึ่งก็คือ มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันล้วนเป็นคนแอฟริกา

เผ่าพันธุ์ โฮโม เซเปียนส์ ของเราวิวัฒน์ขึ้นในแอฟริกา ไม่มีใครรู้เวลาหรือสถานที่ที่แน่นอน ฟอสซิลล่าสุดที่ค้นพบจากโมร็อกโกบ่งชี้ว่า ลักษณะทางกายวิภาคของมนุษย์สมัยใหม่เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อ 300,000 ปีก่อน ราว 200,000 ปีถัดจากนั้นเราก็ยังอยู่ในแอฟริกา แต่ในช่วงเวลานั้น มนุษย์หลายกลุ่มเริ่มเคลื่อนย้ายไปยังส่วนต่างๆ ของทวีป และค่อยๆ แยกตัวออกจากกลุ่มอื่น ทำให้เกิดการสร้างประชากรกลุ่มใหม่ๆ ขึ้น

เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเกิดจากการกลายพันธุ์แบบสุ่ม เป็นการเปลี่ยนแปลง  เพียงเล็กน้อยในดีเอ็นเอหรือรหัสพันธุกรรมของชีวิต การกลายพันธุ์เกิดขึ้นในอัตราคงที่ไม่มากก็น้อย ดังนั้น ยิ่งมนุษย์กลุ่มใดดำรงเผ่าพันธุ์ได้ยาวนาน การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของยีนเหล่านี้ก็จะยิ่งสะสมสืบต่อไปเรื่อย ขณะเดียวกัน เมื่อกลุ่มสองกลุ่มยิ่งแยกออกจากกันนานเท่าใด การเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นเท่านั้น

สีผิวที่แตกต่าง
ข้อมูลดีเอ็นเอของทั้งสองเหมือนกันเกือบร้อยละ 99 แน่นอนว่ายีนของมนุษย์สองคนไหนๆ ก็เหมือนกันมากกว่านั้น แต่หลังจากบรรพบุรุษรุ่นก่อนเป็นมนุษย์ของเราสลัดขนออกไป เราก็วิวัฒน์ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดมากในสีผิว การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของดีเอ็นเอทำให้เกิดความแตกต่างที่ว่านี้ การสร้างเม็ดสีคล้ำอาจช่วยบรรพบรุษของเราให้เผชิญกับแสงแดดในแอฟริกาได้ แต่เมื่อมนุษย์อพยพออกจากแอฟริกาไปสู่ภูมิภาคที่มีแสงแดดน้อย ผิวสีอ่อนกลับกลายเป็นข้อดี

จากการวิเคราะห์ยีนของชาวแอฟริกันในปัจจุบัน นักวิจัยสรุปว่า ชาวคอยซาน (Khoe-San) ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของแอฟริกา เป็นสาขาเก่าแก่ที่สุดสาขาหนึ่งของพงศาวลีมนุษย์ ชาวปิกมีในแอฟริกากลางก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะกลุ่มชนที่โดดเด่นเช่นกัน ความผิดแผกแตกต่างกันอย่างที่สุดในสาแหรกตระกูลมนุษย์ไม่ได้อยู่ตรงสิ่งที่เรามักคิดกันว่าเป็นเชื้อชาติ แต่อยู่ที่ความแตกต่างกันของประชากรแอฟริกันอย่างชาวคอยซานกับชาวปิกมี ซึ่งใช้ชีวิตแยกขาดจากกันหลายหมื่นปี ตั้งแต่ก่อนมนุษย์เดินทางออกจากทวีปแอฟริกา

พันธุกรรมบอกเราว่า คนที่ไม่ใช่ชาวแอฟริกันทั้งหมดในปัจจุบัน ล้วนเป็นลูกหลานของมนุษย์สองสามพันคนแรกที่ทิ้งแอฟริกาไปเมื่อราว 60,000 ปีก่อน ผู้อพยพเหล่านี้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกลุ่มคนที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในแอฟริกาตะวันออก รวมถึงชาวฮัดซาในแทนซาเนีย เนื่องจากพวกเขาเป็นเพียงกลุ่มย่อยเล็กๆของประชากรในแอฟริกา ผู้อพยพกลุ่มนั้นจึงพาเพียงเสี้ยวหนึ่งของความหลากหลายทางพันธุกรรมติดตัวไปด้วย

 

เรื่องแนะนำ

ภาพถ่ายบุคคลแห่งความหวังและการฟื้นตัวหลังจากเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์

ภาพถ่ายบุคคลแห่งความหวังและการฟื้นตัวหลังจาก เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ ทุกวันนี้ ผู้คนราว 40,000 คนอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงทั่วรัฐเทกซัส ลุยเซียนา และเทนเนสซี หลังจาก เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ พัดถล่ม วิลเลียม วิดเมอร์ ช่างภาพ เดินทางไปยังศูนย์การประชุมจอร์จ อาร์. บราวน์ ในเมืองฮิวสตัน เพื่อบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นบางส่วนให้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก พายุลูกนี้พัดถล่มเมืองฮิวสตันและภูมิภาคโดยรอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 ราย ตอนนี้นอกจากผู้คนหลายพันคนที่อยู่ในศูนย์พักพิง คนอีกมากยังต้องการความช่วยเหลือในการสร้างที่พักอาศัยขึ้นใหม่ หน่วยงาน Federal Emergency Management Agency กล่าวว่า ผู้คนกว่า 500,000 คนลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงการซ่อมแซมและการสูญเสียทรัพย์สิน ตอนที่วิดเมอร์มาถึง น้ำลดลงจากย่านใจกลางเมืองฮิวสตันแล้ว ผู้คนนับหมื่นส่วนใหญ่ซึ่งมาหลบภัยที่ศูนย์การประชุมในช่วงที่ภัยพิบัติรุนแรงที่สุดได้เริ่มย้ายออกไปแล้ว ส่วนคนที่ยังอยู่ล้วนมีความบอบช้ำในระดับต่างๆกัน ภาพถ่ายบุคคลของวิดเมอร์คือบทพิสูจน์ของประสบการณ์แห่งความโศกเศร้า ความสูญเสีย และความอยู่รอด ที่มนุษย์แบ่งปันกัน ภาพถ่าย วิลเลียม วิดเมอร์, National Geographic อ่านเพิ่มเติม : เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี […]

เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านของผู้อพยพ

เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านผู้อพยพ เมื่อวิกฤติการณ์ผู้อพยพในยุโรปเริ่มขึ้นเมื่อปี 2015 มุฮัมมัด มุเฮเซน ช่างภาพของสำนักข่าวเอพี ตัดสินใจรอคอยบนชายหาดในประเทศกรีซ เฝ้ามองคลื่นผู้ลี้ภัยหลั่งไหลมาจากซีเรีย ตะวันออกกลาง และบางส่วนของแอฟริกาที่ย่อยยับจากสงคราม “คนส่วนใหญ่คิดว่า เมื่อผู้ลี้ภัยมาถึง เรื่องราวก็จบสิ้นลง แต่สำหรับผม นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวครับ” เขาบอก มุเฮเซนเน้นการเก็บภาพในเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ทั้งเต็มใจจะรับผู้อพยพและกำลังลดระดับอาชญากรรมลง ห้องขังว่างเปล่าจำนวนมากทำให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์มองหาวิธีใช้ประโยชน์อื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มให้ผู้อพยพเข้าไปอยู่ในนั้น ที่เรือนจำ Bijlmerbajes ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ ผู้ลี้ภัยที่เหนื่อยล้ากว่า 600 คนได้รับเตียงนอน อาหารอุ่นๆ และหลังคาคุ้มศีรษะ ทั้งหมดเป็นสิ่งชั่วคราว จนกว่าพวกเขาจะได้ที่อยู่อาศัยในเนเธอร์แลนด์ ได้อยู่ในบ้านที่แท้จริง และมีงานทำ (ผลการศึกษาใหม่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะยิ่งขับให้วิกฤติผู้อพยพย่ำแย่ลง) ตลอดปีที่ผ่านมา มุเฮเซนกลับไปเรือนจำ Bijlmerbajes เป็นครั้งคราวเพื่อถ่ายภาพชีวิตครอบครัวในนั้น ทั้งช่วงเวลาที่เคร่งเครียด ช่วงเวลาเล่นสนุก และการหมดความอดทนในการรอคอยการตัดสินใจครั้งต่อไปของรัฐบาลที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตใหม่ ล้วนเผยให้เห็นเบื้องหน้ากล้องถ่ายภาพของเขา สิ่งเดียวที่ดูเหมือนไม่ได้สร้างปัญหาให้ใครเลยก็คือสถานที่ “เราไม่สนใจหรอกค่ะ” หญิงคนหนึ่งบอกเขาถึงการใช้ชีวิตในที่ซึ่งเคยเป็นเรือนจำ “สิ่งสำคัญก็คือเราปลอดภัย” เรื่อง แดเนียล สโตน ภาพถ่าย มุฮัมมัด มุเฮเซน

สัตว์ป่าในบางกอก

สัตว์ป่า ในบางกอก จากหลักฐานคำบอกเล่าและบันทึกของชาวต่างชาติ เช่น สังฆราชฌอง บัปติสตา ปาลเลอกัวซ์ บาทหลวงคาทอลิกชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงกรุงเทพฯ หรือบางกอกในยุคนั้นว่าเคยมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมและมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์  ภายในเวลาสองศตวรรษถึงราว 50 ปีที่ผ่านมา บริเวณที่เป็นเมืองหลวงของเรายังเคยมีจระเข้ชุกชุม มีโขลงช้างป่าออกมาหากินในทุ่งราบ ชาวบ้านยังล่ากวาง มีนกขนาดใหญ่อย่างกระเรียนพันธุ์ไทยและอีแร้ง เสือปลา นาก และอื่นๆ  ก่อนจะค่อยๆ หายไปในเวลาต่อมาจากเนื่องจากการล่าและการขยายตัวของชุมชน  ปัจจุบันเริ่มมีข่าวคราวการพบสัตว์บางชนิดตามธรรมชาติในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว เช่น นากใหญ่ขนเรียบ วาฬบรูด้า และลิงแสม ชมภาพจำลองของสัตว์ป่าในบางกอกเมื่อครั้งอดีตได้ ที่นี่    หมายเหตุ : ภาพสัตว์ป่าในบางกอกพัฒนาจากข้อมูลและภาพสไลด์ชุด “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” โดย ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ มูลนิธิโลกสีเขียว   อ่านเพิ่มเติม : ไพร่ฟ้าสามัญชน, ย้อนรอยสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทย ใน National Geographic