เปิดหนังสือต้องห้ามและความเข้าใจผิดที่ฮิตเลอร์มีต่อ "อารยัน" - National Geographic Thailand

เปิดหนังสือต้องห้ามและความเข้าใจผิดที่ฮิตเลอร์มีต่อ “อารยัน”

หนังสือ “Mein Kampf” หรือชื่อไทยว่า “การต่อสู้ของข้าพเจ้า” หนังสือที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขียนขึ้นระหว่างถูกคุมขังในคุก Landsberg
ขอบคุณภาพจาก AFP

เปิดหนังสือต้องห้ามและความเข้าใจผิดที่ ฮิตเลอร์ มีต่อ “อารยัน”

“เราแบ่งเชื้อชาติของมนุษย์ออกเป็น 3 พวก คือพวกเริ่มสร้าง, พวกรักษาไว้, และพวกทำลายวัฒนธรรม และชาวอารยันเท่านั้นที่ตามประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเป็นเชื้อชาติที่อยู่ในประเภทแรกประเภทเดียว”

“จากประวัติศาสตร์ย่อมจะเห็นตัวอย่างได้มากมายว่าทุกๆ ครั้งที่เลือดชาวอารยันต้องถูกผสมกับเลือดของคนต่ำๆ นั้น ก่อให้เกิดความเสื่อมทรามทางวัฒนธรรมอย่างใดบ้างในอเมริกาเหนือ พลเมืองโดยมากมีเลือดเยอรมัน และได้ผสมกับเลือดคนถิ่นเดิมแต่เพียงน้อย ก็ยังมีวัฒนธรรมสูงกว่าพวกอเมริกากลางหรือใต้ที่มีเลือดลาตินแต่ผสมกับชาวพื้นเมืองต่ำๆ อย่างเปิดเผยและอิสระ จากตัวอย่างข้างบนนี้เราย่อมเห็นได้ว่าการผสมระหว่างเชื้อชาติภายในประเทศนั้นให้ผลอย่างไรบ้าง ชนชาวเยอรมันที่อยู่ในทวีปอเมริกาโดยมากมักจะร่วมสัมพันธ์ระหว่างพวกกันเอง ไม่ใคร่จะยอมให้เลือดเยอรมันต้องผสมกับชาวชาติอื่น ทั้งนี้ย่อมทำให้ชาวเยอรมันมีวัฒนธรรมอันสูงเป็นใหญ่เป็นโต และเป็นที่เชื่อแน่ว่าอย่างไรเสียก็คงต้องดำรงความเป็นใหญ่เป็นโตต่อได้เรื่อยๆ จนกว่าจะยอมให้เลือดเยอรมันของตนต้องไปผสมกับชาวชาติอื่น”

เนื้อหาข้างต้นคัดลอกมาจากส่วนหนึ่งของบทที่ 11 “ชาติและเชื้อชาติ” จากหนังสือ “Mein Kampf” หรือชื่อไทยว่า “การต่อสู้ของข้าพเจ้า” หนังสือที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขียนขึ้นระหว่างถูกคุมขังในคุก Landsberg หลังสั่งให้กองทหารของพรรคนาซีที่เขาจัดตั้งขึ้นเดินขบวนในเมืองมิวนิค เป็นเหตุให้ถูกกองทหารและเจ้าหน้าที่ของตำรวจเข้าปราบปรามและจับกุม ภายในเล่าถึงประวัติตนเอง พร้อมแนวคิดและทฤษฎีทางการเมืองของลัทธินาซี ขณะนั้นเป็นเวลาช่วง 5 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นเวลา 4 ปีมาแล้วที่พรรคนาซีได้ก่อตั้งขึ้น ประเทศเยอรมนีกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหลังพ่ายแพ้สงคราม อังกฤษและฝรั่งเศสผู้ชนะสงครามดำเนินนโยบายบีบคั้นทวงค่าปฏิกรณ์สงครามส่งผลให้ผู้คนอดอยาก หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1925 และขายได้เพียง 20,000 เล่มเท่านั้น ทว่าหลังฮิตเลอร์ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1933 หนังสือเล่มนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ประชาชนมีหนังสือ “Mein Kampf” เก็บไว้ในบ้านไม่ต่างจากยาสามัญ ผู้คนมอบหนังสือให้กันเป็นของขวัญแต่งงาน และของขวัญจบการศึกษา

ปี 1665 เกิดการระบาดของกาฬโรคในยุโรป มีผู้เสียชีวิตรวมมากถึง 25 ล้านคน ชาวยิวถูกกล่าวหาว่าเป็นพาหะนำโรค จึงมีการกวาดล้างชาวยิวเพราะความแค้น นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนว่าชาวยิวไม่ได้รับการยอมรับในยุโรปมานานแล้ว

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 “Mein Kampf” กลายเป็นหนังสือต้องห้าม และเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมาหนังสือเล่มนี้เพิ่งจะหมดอายุด้านลิขสิทธิ์ของรัฐบาลท้องถิ่นรัฐบาเยิร์นไป หลังครบรอบ 70 ปี ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหภาพยุโรป และกลายมาเป็นสมบัติสาธารณะที่สามารถตีพิมพ์ได้ ซึ่งในปี 2016 หลังนำกลับมาพิมพ์ใหม่หนังสือเล่มนี้ครองแชมป์หนังสือขายดีที่สุดในเยอรมนี

ฮิตเลอร์
โปสเตอร์หาเสียงของพรรคนาซีเมื่อเดือนกันยายน ปี 1930 ฉายภาพดาบของนาซีสังหารงูที่มีสัญลักษณ์ดาวหกแฉกบนหัว
ขอบคุณภาพจาก http://www.calvin.edu/academic/cas/gpa/posters1.htm

แล้วทำไมฮิตเลอร์ถึงเกลียดชังยิวนัก? คำถามนี้มีผู้วิเคราะห์ไว้มากมาย ระบุว่าเดิมฮิตเลอร์นั้นเติบโตขึ้นมาในสังคมที่ปลูกฝังแนวคิดเกลียดชังชาวยิวอยู่แล้ว แนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ยุคกลาง เนื่องจากชาวยิวนับถือศาสนาและมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากชาวยุโรป ประกอบกับในช่วงก่อนที่ฮิตเลอร์จะขึ้นสู่อำนาจ เศรษฐกิจของเยอรมนีกำลังย่ำแย่ ผู้คนตกงานมากมาย ในขณะที่ชาวยิวสามารถเอาตัวรอดหาเงินเลี้ยงปากท้องและยังคงความมั่งคั่งได้ จึงเกิดเป็นทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมาว่าเพราะยิวนี่แหละที่ทำให้ชาวเยอรมันยากจน ไปจนถึงเพราะยิว เยอรมนีจึงพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1

ในทรรศนะของฮิตเลอร์ มนุษย์เราไม่เท่าเทียมกันตามชาติกำเนิด และชาวเยอรมันที่มีเลือดอารยันคือมนุษย์ผู้สูงส่งที่สุด โดยคุณลักษณะของชาวอารยันแท้ๆ จะต้องมีผิวขาว ผมทอง ดวงตาสีฟ้า ส่วนมนุษย์เผ่าพันธุ์ที่ต่ำลงไปได้แก่ชาวสลาฟ, ชาวเช็ก, ชาวโปลส์ และชาวรัสเซีย ขณะที่ชาวยิวถูกจัดเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต่ำที่สุด ซึ่งในหนังสือ “Mein Kampf” นอกเหนือจากถ้อยคำยกยอความประเสริฐของชาวเยอรมันแล้ว ฮิตเลอร์ยังแสดงความจงเกลียดจงชังชาวยิวออกมาอย่างชัดเจน และเปรียบยิวกับเชื้อโรคร้าย

“เชื้อชาติที่ตรงกันข้ามกับอารยันคือยิว ไม่มีชาวชาติใดในโลกที่ความเจริญในทางเห็นแก่ตัวจะมีมากไปกว่าพวกยิว ยิวไม่ถือขอบเขตใดเป็นอาณาเขตของตน เชื้อชาติที่ดีย่อมจะต้องมีประเทศ มีอาณาเขตที่ควรสงวน ข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ก็คือ แม้จนตราบเท่าทุกวันนี้ ชาวชาตินี้ก็ยังคงปรากฏยืนยงอยู่เรื่อยๆ มา โดยไม่คำนึงถึงประเทศและอาณาเขตใดๆ ที่ตนต้องพึงรักษา ความเป็นอยู่ของพวกนี้ ย่อมแสดงให้เห็นความจริงในเรื่องนี้ได้ว่า พวกยิวไม่มีรากฐานแห่งวัฒนธรรมที่จะพึงรักษาไว้แต่ประการใดๆ”

ฮิตเลอร์
ลักษณะของชาวอารยันตามอุดมคติฮิตเลอร์ต้องมีดวงตาสีฟ้า ผมสีทอง ผิวขาว
ขอบคุณภาพจาก https://www.quora.com/What-did-Hitler-think-of-India-and-Indian-people

แนวคิดของนาซีที่ว่าชาวเยอรมันคือสายเลือดอารยันบริสุทธิ์เริ่มต้นมาจากไหน? เรื่องราวเริ่มต้นจากความเข้าใจผิดของนักวิชาการตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่คิดกันว่าภาษาสันสกฤตคือร่องรอยที่ยังหลงเหลือของตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน ต่อมา Friedrich Schlegel นักภาษาศาสตร์ชาวเยอรมันพัฒนาทฤษฎีขึ้นมาว่าภาษาสันสกฤตมีความเชื่อมโยงกับภาษาเยอรมัน จากคำที่มีการออกเสียงคล้ายกันระหว่างคำว่าอารยัน (Aryan) กับคำว่า “Ehre” ในภาษาเยอรมันที่แปลว่าเกียรติยศ

ผ่านไปหลายสิบปี ในทศวรรษ 1850 Arthur de Gobineau นักวิชาการชาวฝรั่งเศสเขียนตำราวิชาการว่าด้วยความไม่เท่าเทียมกันทางชาติพันธุ์ของมนุษย์ ระบุชาวเยอรมัน, สแกนดิเนเวีย และทางตอนเหนือของฝรั่งเศสคือผู้สืบสายเลือดชาวอารยันแท้ ส่วนบรรดาชาวยุโรปใต้, สลาฟ, อาหรับ, อิหร่าน, อินเดีย ไปจนถึงชาติพันธุ์อื่นๆ คือสายเลือดไม่บริสุทธิ์ที่เกิดจากการผสมข้ามเผ่าพันธุ์ แนวคิดนี้ค่อนข้างแพร่หลายในช่วงเวลานั้น เมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 20 Alfred Rosenberg นักทฤษฏีชาวเยอรมันขยายแนวคิดดังกล่าวด้วยการเรียกร้องให้ทำลายบรรดาผู้ที่มีสายเลือดไม่บริสุทธิ์ให้หมดไปจากยุโรป ผู้ที่เข้าข่ายไม่ใช่ชาวอารยันในอุดมคติครอบคลุมตั้งแต่ชาวยิว, ชาวโรมาเนีย (ยิปซี), ชาวสลาฟ และรวมถึงชาวแอฟริกัน, เอเชีย และชนพื้นเมืองอเมริกันด้วย ในที่สุดแนวคิดนี้ก็มาถึงพรรคนาซีและกลายมาเป็นเป้าหมายสำคัญของพรรคที่จะต้องรักษาเชื้อชาติอารยันอันสูงส่งเอาไว้

ด้านดร.ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยกลางและสมัยใหม่ เคยให้สัมภาษณ์กับ 101 ระบุว่า ฮิตเลอร์เริ่มรับแนวคิดเกลียดชาวยิว (Antisemitism) มาตั้งแต่สมัยเป็นทหารที่เมืองมิวนิค ฮิตเลอร์เคยไปฟังเลคเชอร์เกี่ยวกับ Antisemitism ของอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิวนิค นอกจากนี้ช่วงที่ฮิตเลอร์เป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หัวหน้าหน่วยทหารที่ฮิตเลอร์สังกัดเองล้วนมีแนวคิดต่อต้านยิว ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และชาตินิยมสุดโต่งทั้งสิ้น

die Endlsung der Judenfrage ภาษาเยอรมันแปลว่า “การแก้ปัญหาชาวยิวอย่างเบ็ดเสร็จ” ศัพท์ทางการที่ฮิตเลอร์ใช้ดำเนินนโยบายในการจัดการกับชาวยิว

ฮิตเลอร์
ค่ายกักกันที่มีชื่อว่า Ravensbrück ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเยอรมนี คือค่ายกักกันสำหรับผู้หญิงชาวยิวโดยเฉพาะ
ขอบคุณภาพจาก https://petmaya.com/ravensbruck

ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ปี 1920 คณะกรรมการพรรคนาซีจัดการประชุมครั้งใหญ่ เพื่อกำหนดจุดหมาย 25 ข้อ เหล่านี้คือตัวอย่างของนโยบายที่บ่งชี้ถึงแนวคิดเกลียดกลัวชาวต่างชาติ ทว่าในเวลานั้นนาซียังเป็นแค่พรรคชาตินิยมพรรคหนึ่งเท่านั้น ที่ไม่ได้มีบทบาทหรือความน่าสนใจมากไปกว่ากลุ่มการเมืองอื่นๆ และไม่เคยมีใครคาดคิดเลยว่าในอนาคตอันใกล้ การผงาดขึ้นของพรรคนี้จะนำประเทศเข้าสู่สงครามโลกอีกครั้ง

“ข้อ 23. เราต้องการรักษาสวัสดิภาพของชาวชาติในทางการเมือง โดยวิธีควบคุมหนังสือพิมพ์และจัดหนังสือพิมพ์แห่งชาติเยอรมันให้เป็นประโยชน์แก่ชาติจริงๆ ด้วย ก. บรรณาธิการตลอดจนผู้ช่วยทุกๆ คนต้องเป็นคนเยอรมัน ข. ถ้าหนังสือพิมพ์ใดๆ จะพิมพ์เป็นภาษาอื่นต้องได้รับการอนุญาตเสียก่อน ค. คนที่ไม่ใช่ชาวเยอรมัน ต้องมีกฎหมายบังคับไม่ให้มีส่วนในการเงิน หรือมีอิทธิพลใดๆ ในหนังสือพิมพ์เยอรมัน

ข้อ 24. เราต้องการให้พลเมืองมีเสรีภาพอย่างเต็มเปี่ยมในการนับถือศาสนาเท่าที่จะไม่เป็นภัยแก่ชาติ และแก่ธรรมจรรยาหรือความรู้สึกของเชื้อชาติเยอรมัน คณะพรรคนี้จะยอมรับรองศาสนาคริสเตียน แต่ก็จะไม่นับมารวมกับทางการเมือง และเราจะต่อต้านกับลัทธิวัตถุของชาวยิว ทั้งภายนอกและภายในประเทศ และต้องให้เป็นที่แน่นอนว่า ชาวชาติของเราจะอยู่เป็นสุขโดยยึดมั่นในหลักการที่ว่า ประโยชน์ส่วนร่วมมาก่อนส่วนตัว”

10 ปีต่อมา เมื่อพรรคนาซีมีอำนาจ และมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น พวกเขาร่วมมือกับนักศึกษามหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ทั่วประเทศจัดมหกรรมการเผาวรรณกรรมและงานเขียนต่างๆ ที่ผลิตโดยชาวยิวและกลุ่มคนอื่นๆ ที่เนื้อหาของงานไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของระบอบนาซี 5 ปีต่อมา หลังฮิตเลอร์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ 2 ปี พรรคนาซีออกพระราชบัญญัตินูเร็มเบิร์ก 1935 ประกอบด้วยกฎหมายสองฉบับ คือ กฎหมายเพื่อคุ้มครองสายเลือดเยอรมันและเกียรติภูมิเยอรมัน โดยห้ามชาวเยอรมันสมรสหรือมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสกับชาวยิว และกฎหมายว่าด้วยความเป็นพลเมืองไรช์ (Reich citizenship) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้มีสายเลือดเยอรมันหรือสายเลือดที่เกี่ยวข้องเท่านั้นจึงจะเป็นพลเมืองไรช์ ส่วนคนที่เหลือจัดเป็น “พสกนิกรของรัฐ” ซึ่งจะไม่ได้รับสวัสดิการ

ฮิตเลอร์
พรรคนาซีร่วมกับสหภาพนักศึกษาชาวเยอรมันเผาหนังสือที่เขียนโดยชาวยิว ระบุเนื้อหาของงานเขียนเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของระบอบนาซี
ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย

ในความเป็นจริงแล้วคำว่าอารยันคืออะไร? ทางพระพุทธศาสนา “อารยัน” ตรงกับคำศัพท์ในพระพุทธศาสนาคืออริยะ หรืออริยกะ หมายถึง  ผู้เจริญ ผู้ประเสริฐ สอดคล้องกับความหมายที่แท้จริงในภาษาสันสกฤตที่ให้ความหมายว่าคำนี้สื่อถึงความสูงศักดิ์ หรือมีเกียรติ ในภาษาจีนกลางคำว่า Aryan สามารถตั้งเป็นชื่อให้กับลูกชายได้ มีความหมายว่า “ชายผู้มีความแข็งแกร่งเหนือใคร” ส่วนทางมานุษยวิทยา คำว่า “อารยัน” สื่อถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตอนเหนือของทะเลสาบแคสเปียน เมื่อ 3,500 ปีก่อนคริสต์กาล หรือบริเวณรอยต่อระหว่างเอเชียตอนกลางและยุโรปตะวันออก และอพยพลงใต้มาเรื่อยๆ ผ่านอิหร่าน จนไปถึงทางตอนเหนือของอินเดียเมื่อช่วง 1,500 ปีก่อนคริสต์กาล พวกเขาตั้งถิ่นฐาน ผสมกลมกลืนกับชาวดราวิเดียนซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเดิม และให้กำเนิดบรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือและใต้ตามมา นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าร่องรอยการอพยพในอดีตนี้ถูกบอกเล่าผ่านตำนานรามายณะ วรรณคดีประเภทมหากาพย์ของอินเดียที่เล่าต่อกันมาอย่างยาวนานถึงการต่อสู้ระหว่างมนุษย์ (ชาวอารยัน) และยักษ์ (ชาวดราวิเดียน)

ฮิตเลอร์
ยุวชนนาซีในปี 1935 ในยุคที่พรรคนาซีปกครองเยอรมัน พวกเขาเริ่มล้างสมองเด็กๆ ด้วยการจัดค่ายฤดูร้อนที่ส่งเสริมวินัยความรักชาติ สอนทักษะทางการทหาร ตลอดจนปลูกฝังความเกลียดชังยิว
ขอบคุณภาพจาก https://fineartamerica.com/featured/nazi-germany-hitler-youth-c-1935-everett.html

ปี 2018 ทีมนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จำนวน 92 คน จากสถาบันชื่อดังไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ MIT ร่วมกันศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนขึ้นถึงที่มาของชาวอินเดีย พวกเขาวิเคราะห์จีโนมของมนุษย์โบราณจำนวน 612 คน ที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปีก่อน โดยตัวอย่างที่พวกเขาเลือกนำมาวิจัยประกอบด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายจากทั้งอิหร่านตะวันออก, อุเบกิซสถาน, เติร์กเมนิสถาน, คาซัคสถาน รวมไปถึงในเอเชียใต้ ซึ่งในจำนวนนี้มี 362 ตัวอย่างที่ไม่เคยได้รับการตรวจสอบมาก่อน ผลการวิเคราะห์ที่ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างจีโนมของชาวอินเดียในปัจจุบันจำนวน 246 คน จากแหล่งที่มาซึ่งแตกต่างกัน

ผลการศึกษาพบว่ามีสามกลุ่มประชากรหลักที่ผสมปนเปกันในอดีต และให้กำเนิดบรรพบุรุษของชาวอินเดีย กลุ่มแรกคือประชากรนักล่าสัตว์ชาวเอเชียใต้ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในอนุทวีปแห่งนี้ซึ่งเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจมา และมีความเชื่อมโยงกับชนพื้นเมืองตามหมู่เกาะอันดามันของอินเดีย กลุ่มที่สองคือเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณเทือกเขา Zagros ในอิหร่านปัจจุบัน พวกเขาเดินทางมายังอนุทวีปอินเดียและนำเอาภูมิปัญญาการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์มาด้วย และกลุ่มสุดท้ายคือชนเผ่าเร่ร่อนแห่งทุ่งหญ้าสเตปป์ในเอเชียกลางและทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน ซึ่งรู้จักกันดีในนาม “ชาวอารยัน”

(อนิเมชั่นแสดงการอพยพของชาวอารยันโดย Infognostica)

ทีมนักวิจัยถอดข้อมูลที่ได้ออกมาเป็นแผนที่การอพยพย้ายถิ่นฐานระบุว่า ประชากรชนพื้นเมืองของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเกิดขึ้นจากการผสมกลมกลืนกันของกลุ่มแรกและกลุ่มที่สอง (นักล่าสัตว์ชาวเอเชียใต้ + เกษตรกรในอิหร่าน) จากนั้นราว 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวอารยันได้อพยพลงใต้จากทุ่งหญ้าสเตปป์มาผสมกลมกลืนเข้ากับประชากรในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุด้วย ก่อให้เกิดบรรพบุรุษของชาวอินเดียเหนือ ต่อมาประชากรกลุ่มหนึ่งจากลุ่มแม่น้ำสินธุอพยพลงไปทางอินเดียตอนใต้และผสมเข้ากับชนพื้นเมืองซึ่งเป็นนักล่าสัตว์อีกครั้ง ก่อให้เกิดบรรพบุรุษของชาวอินเดียใต้ และเมื่อเวลาผ่านไปลูกหลานของทั้งบรรพบุรุษชาวอินเดียเหนือและใต้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง และผสมผสานกันจนกลายมาเป็นประชากรของชาวอินเดียดังปัจจุบัน

นี่คือเรื่องราวของชาวอารยัน ที่ไม่ได้หมายความถึงผู้คนเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่งดังที่ฮิตเลอร์เข้าใจ เลวร้ายยิ่งกว่าคือแนวคิดนี้กลายมาเป็นข้ออ้างในการฆาตกรรมหมู่กลุ่มคนที่แตกต่าง ในนามของความรักชาติอันสูงส่ง พรรคนาซีสังหารชาวยิวในยุโรปไปมากถึง 6 ล้านคน ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่ใช่แค่ยิว เหยื่อจากแนวคิดชาตินิยมแบบสุดโต่งในครั้งนั้นยังมีชาวยิปซีอีกราว 220,000 คน ชาวสลาฟในบอลข่านอย่างโครเอเชีย และบอสเนียอีก 312,000 คน ผู้พิการอีก 250,000 คน และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีรสนิยมรักเพศเดียวกันตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันเนื่องจากไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน นักประวัติศาสตร์คาดคะเนว่าเหยื่อจากนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพรรคนาซีหากรวมกันแล้วอาจสูงถึง 17 ล้านคน

ฮิตเลอร์
My Child Lebensborn เป็นเกมที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ผู้เล่นต้องรับบทเป็นผู้ปกครองของเด็กที่เกิดจากโครการ Lebensborn ของนาซี และคอยเลี้ยงดูเด็กๆ เหล่านี้ให้เติบโตขึ้นในสังคมที่มองว่าพวกเขาเป็นตัวประหลาด
ขอบคุณภาพจาก https://adaymagazine.com/my-child-lebensborn/

ความคลั่งไคล้ในชาติพันธุ์บริสุทธิ์ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น ระหว่างช่วงสงครามโลกอีกหนึ่งเป้าหมายนอกจากการกำจัดผู้ที่ไม่ใช่อารยันแล้ว พรรคนาซียังต้องการผลิตสายเลือดอารยันให้ได้มากที่สุดด้วย ในปี 1935 Heinrich Himmler ผู้บัญชาการหน่วย SS (Schutzstaffel) ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองฮิตเลอร์และพิทักษ์เชื้อชาติบริสุทธิ์อันสูงส่งของเยอรมันก่อตั้งโปรเจค “Lebensborn” ขึ้น หญิงสาวชาวเยอรมันที่มีคุณลักษณะตรงกับชาวอารยันในอุดมคติจะถูกคัดเลือกเข้ามายังศูนย์ เพื่อให้พวกเธอมีลูกกับทหารของหน่วย SS เด็กที่เกิดมาจะกลายเป็นสมบัติของหน่วย SS พวกเขาจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ได้รับการศึกษา แต่พวกเขาจะไม่ทราบเลยว่าพ่อแม่ของตนเป็นใคร มากไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่หน่วย SS ยังดำเนินภารกิจลักพาตัวเด็กๆ ที่มีผมสีทอง ดวงตาสีฟ้ามาเลี้ยงในศูนย์ด้วย หลังสิ้นสุดสงครามเด็กกำพร้าเหล่านี้กระจัดกระจายกันไปยังศูนย์ที่เปิดเลี้ยงดูเด็กๆ จากโครงการ Lebensborn ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส, เบลเยียม, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์ และลักเซมเบิร์ก หรือหากโชคดีก็อาจมีครอบครัวรับอุปการะ

ส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัตินูเร็มเบิร์ก 1935 กำหนดให้ชาวยิวทุกคนต้องติดสัญลักษณ์ดาวหกแฉกสีเหลืองไว้ที่แขนเสื้อ เพื่อแบ่งแยกชาวยิวออกจากพลเมืองคนอื่นๆ นอกจากนั้นพรรคนาซียังสร้างเกตโตหลายแห่ง เพื่อใช้กักขังชาวยิว ซึ่งภายในมีสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย หนาแน่น และต้องรับการปันส่วนอาหารซึ่งไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้มีชาวยิวหลายแสนคนเสียชีวิตด้วยโรคระบาดหรือความหิวโหย

 

ขบวนการนาซีใหม่

ผู้คนจดจำสิ่งที่นาซีทำกับเหยื่อได้ขึ้นใจ แต่เกิดอะไรขึ้นกับชาวเยอรมันเองเมื่อพวกเขาพ่ายแพ้สงคราม เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ายึดครองกรุงเบอร์ลิน ผู้คนแทบไม่เชื่อสายตา สิ่งที่ยากกว่าการยึดดินแดนคือการล้างอุดมการณ์ในหัวที่ปลูกฝังแก่ชาวเยอรมันทุกช่วงวัยมานานหลายสิบปี หลังที่ผ่านมาพวกเขาถูกหล่อหลอมและวาดหวังด้วยอุดมคติจากพรรคนาซีว่าชาวเยอรมันคือที่หนึ่งในโลก และอาณาจักรของพวกเขาจะขยายกว้างไกลไปสุดหล้าฟ้าเขียว ยืนยงอีกนานนับพันปี ทุกสิ่งพังทลายลงต่อหน้า สหภาพโซเวียตเอาคืนหลังสูญเสียพลเมืองให้แก่พรรคนาซีหลายล้านคน กองทัพแดงเข้ากวาดล้างและคุมขังชาวเยอรมันต้องสงสัยมากกว่า 180,000 คน ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกพรรคนาซีระดับรองๆ ตลอดจนยุวชนของฮิตเลอร์

บรรดาผู้ต้องขังถูกปล่อยให้อดอยาก ขาดการติดต่อกับญาติพี่น้อง ส่วนผู้ชายที่แข็งแรงถูกส่งไปใช้แรงงานยังไซบีเรีย และไม่ได้กลับมาอีกเลย จำนวนผู้ใช้แรงงานตลอดจนจำนวนผู้เสียชีวิตยังคงเป็นปริศนา ส่วนพื้นที่ที่ถูกปลดปล่อยโดยสหรัฐฯ และอังกฤษเอง ทหารได้รับคำสั่งไม่ให้เหลืออาหารแก่ชาวเยอรมัน และปฏิเสธความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศล มีรายงานว่าช่วงปี 1945 – 1946 หลังพ่ายแพ้สงครามส่งผลให้มีจำนวนชาวเยอรมันที่อดอยากจนเสียชีวิตมากถึงหลักล้านคน และหลายคนมองว่านี่คือความยุติธรรมเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาก่อไว้กับโลก

ฮิตเลอร์
หากกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เสร็จสิ้น ว่ากันว่านี่จะกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของแนวคิดชาตินิยมแห่งยุค โครงการดังกล่าวจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เวลาในการสร้าง 3 ปี ทว่าปัจจุบันฝ่ายค้านโดยพรรคเดโมแครตซึ่งมีเสียงข้างมากในสภายังคงไม่อนุมัติงบประมาณ
ขอบคุณภาพจาก https://www.independent.co.uk/life-style/design/trump-border-wall-prototypes-latest-news-design-contract-companies-win-worth-mexicans-us-illegal-a8046371.html

ทุกวันนี้สังคมเยอรมันก้าวไกลจากนาซีมามาก นี่คือประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยอันดับต้นๆ ทั้งยังเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทว่าอุดมการณ์ขวาจัดกลับผุดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกแทน รวมไปถึงในเยอรมนีด้วย แนวคิดชาตินิยมสุดโต่งแบบสมัยใหม่ไม่ใช่แค่ความเกลียดยิว แต่หากครอบคลุมไปถึงการเหยียดเชื้อชาติ, สีผิว และรสนิยมทางเพศ และในหลายประเทศแนวคิดดังกล่าวถูกนักการเมืองชูขึ้นเป็นนโยบาย ดังเช่นพรรคการเมืองในหลายประเทศของยุโรปที่แม้จะมีเนื้อหาของนโยบายต่างกัน แต่กลับมีคุณลักษณะร่วมคือ การเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อพยพ, การใช้คำพูดต่อต้านศาสนาอิสลาม และการวิจารณ์สหภาพยุโรป ส่วนในสหรัฐฯ รายงานจากสถาบันเพื่อเศรษฐกิจและสันติภาพ ระบุว่าช่วงปี 2014 – 2017 สังคมมีแนวโน้มความรุนแรงสูงขึ้น ด้วยตัวเลขผู้เสียชีวิต 66 ราย จากเหตุโจมตีทำร้ายกันจำนวน 127 ครั้ง ทั้งในแบบลงมือทำกันเป็นกลุ่ม และเป็นรายบุคคล โดยมีที่มาจากแนวคิดขวาจัดสุดโต่งต่อคนที่ต่างเชื้อชาติ สีผิว และศาสนา

องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) กล่าวว่า “มนุษย์ทุกคนมาจากสปีชีส์เดียวกันและจากบรรพบุรุษเดียวกัน” – ปฏิญญาว่าด้วยเชื้อชาติและอคติทางเชื้อชาติ ปี 1978 บ่งบอกถึงความเกี่ยวข้องเป็นสายพันธุ์เดียวกันตั้งแต่เกิดจนดับไป และไม่มีเชื้อชาติใดที่เหนือกว่าใคร

ย้อนกลับไปที่งานวิจัยด้านพันธุกรรมของชาวอินเดียเมื่อปี 2018 สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เปิดเผยข้อมูลใหม่ หากยังสั่นคลอนความเชื่อเดิมของชาวฮินดู เมื่อหลักฐานมากมายกำลังบอกว่าชาวอารยันแท้จริงไม่ได้กำเนิดขึ้นในอินเดียตามแบบฉบับของคัมภีร์พระเวท แต่แท้จริงแล้วชาวอินเดียคือส่วนผสมปนเปของผู้อพยพและคนพื้นเมืองเดิม หากยอมรับแนวคิดใหม่นี้ก็ไม่อาจอ้างได้ว่าใครคือชาติพันธุ์แท้ไม่แท้ หรือใครคือชาติพันธุ์บริสุทธิ์อีกต่อไป ระบอบนาซีได้แสดงให้เห็นแล้วว่าความเกลียดชังทางเชื้อชาติผลักดันให้มนุษย์สร้างเรื่องเลวร้ายที่สุดได้ขนาดไหน ทว่า 74 ปีที่ผ่านมาหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังยังคงถูกบ่มเพาะให้เติบโต ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเราทุกคนล้วนเป็นลูกหลานของมนุษย์สองสามพันคนแรกที่ทิ้งแอฟริกาไปเมื่อราว 60,000 ปีก่อนเหมือนๆ กันมิใช่หรือ?

ฮิตเลอร์
บรรดาผู้ศรัทธาจำนวนหลายร้อยคนมารวมตัวกันเป็นขบวนการนาซีรุ่นใหม่ในวันคล้ายวันเกิดของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พวกเขาคือลัทธิที่เคลื่อนไหวหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเชื่อว่าจะสามารถฟื้นฟูระบอบนาซีกลับมาได้ กลุ่มคนเหล่านี้อยู่กระจัดกระจายทั่วมุมโลก โดยเฉพาะในเยอรมัน, รัสเซีย และหลายประเทศในแถบยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐฯ ซึ่งจำนวนนั้นไม่แน่นอน แต่ในเยอรมันมีข้อมูลจากปี 2018 ระบุอยู่ที่ราว 20,000 คน
ขอบคุณภาพจาก https://www.dailysabah.com/europe/2018/04/21/german-neo-nazis-mass-for-festival-on-hitlers-birthday

 

อ่านเพิ่มเติม

ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์

 

แหล่งข้อมูล

หนังสือ “การต่อสู้ของข้าพเจ้า” โดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

หนังสือ “กำเนิด จุดจบ และโศกนาฏกรรมของฮิตเลอร์” โดย นฤนารท พระปัญญา

หนังสือ “ปรักปรำศาสตร์” แปลโดย อลิสา สันตสมบัติ

แนวคิดเพ้อคลั่งของเจ้าพ่อแห่งไรช์ที่ 3

นาซีศึกษา : อ่านอดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน กับ ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

อารยธรรมอินเดีย : งานวิจัยดีเอ็นเอจากยุคโบราณ พลิกโฉมความรู้เรื่องยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอินเดียไปอย่างสิ้นเชิง

Aryan — A Much Misunderstood Word

What Does ‘Aryan’ Mean?

The True Aryans: Who Were They Really and How Were Their Origins Corrupted?

Hitler’s Views on Eugenics and Aryan Supremacism

How did the Nazis construct an Aryan identity?

 

เรื่องแนะนำ

พบภาพเขียนสีโบราณรูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี

พบ”ภาพเขียนสีโบราณ”รูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี เมื่อรวม”ภาพเขียนสีโบราณ”กับเครื่องใช้ไม้สอยเก่าแก่อย่างฉมวกที่ทำขึ้นหยาบๆ กับแพเรื่องราวยุคโบราณก็ปรากฏ พรานโบราณแทงวาฬด้วยฉมวกที่ทำหยาบๆ จากแพไม้ อาจเป็นการฆ่าที่น่ายินดีสำหรับนักล่า-เก็บของป่าซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแห้งแล้งที่สุดอย่างทะเลทรายอะตาคามาของชิลี เมื่อ 1,500 ปีก่อน ชั่วขณะเช่นนั้นถูกหยุดไว้กับกาลเวลาโดยฝีมือศิลปินโบราณตั้งแต่ 1,500 ปีที่ผ่านมา  ภาพวาดสีแดงสดใสบนผนังหิน วาดด้วยสีไอเอิร์นออกไซด์ ทำให้เราได้เห็นภาพการล่าดั้งเดิมอยู่  นักโบราณคดีกล่าวว่ามีทั้งภาพวาฬ ปลากระโทงดาบ สิงโตทะเล และฉลาม จากการศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ใน Antiquity พูดถึงความสำคัญของการล่าทางทะเลสำหรับนักล่า-เก็บของป่าในยุคนี้ และเรื่องน่าตื่นเต้นที่ภาพเหล่านี้เล่าเอาไว้ นักโบราณคดีต้นศตวรรษที่ 20 พบภาพเขียนผนังถ้ำชุดนี้พบครั้งแรกในเขตดังกล่าวของชิลี ที่หุบเขาเอลเมดาโน ซึ่งกั้นอยู่ระหว่างมหาสมุทรกับทะเลทราย จะมีก็แต่ชาวปาโปโซซึ่งเป็นคนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้ว่ามีภาพพวกนี้บนผนังถ้ำมานานนับพันปี งานวิจัยชิ้นใหม่มุ่งศึกษาศิลปะผนังถ้ำที่พบห่างออกไปทางตอนเหนือหลายกิโลเมตรที่พื้นที่ชื่อ Izcuna แต่เมื่อหากเอ่ยถึงช่วงเวลาของภาพวาด ก็มักจะเรียกกันว่า “ศิลปะเอลเมดาโน” ในหุบเขา Izcuna ภาพวาดจำนวน 328 ภาพถูกพบบนก้อนหินที่แตกต่างกัน 24 แท่ง  หลายชิ้นถูกไอน้ำที่เมฆแคมาคาคาส ซึ่งก่อตัวเหนือชายฝั่งชิลีและเคลื่อนเข้าสู่แผ่นดิน แต่ก็ไม่หนักหนาเกินกว่าจะระบุยุคสมัยของภาพได้ ศิลปะที่พบได้ทั่วไปคือภาพซิลลูเอตของปลาขนาดใหญ่ นอกนั้นเป็นภาพการล่าด้วยแพและฉมวก  มีภาพสัตว์บกอยู่บ้าง แต่การค้นพบภาพชีวิตในมหาสมุทรบนผนังถ้ำถือว่าเป็นของหายาก นักวิจัยชื่อเบนฆามิน บาลเยสเตอร์ สังเกตว่าปลาหรือวาฬมักถูกวาดเป็นภาพขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับนักล่าและแพของพวกเขา ทำให้เหยื่อดูเป็นศัตรูที่น่ากลัว  “โดยรวมแล้ว การล่าเป็นตัวแทนของปฏิบ้ติการระดับบุคคลที่ชำนาญและต้องฉายเดี่ยวได้แค่สองสามคนที่ถูกคัดมาแล้ว” มากกว่าความเป็นศิลปะ […]

สุดยอดแผนที่ 100 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเริ่มต้นทำแผนที่ของการสำรวจพื้นที่หลายแห่งบนโลก และเหล่านี้คือสุดยอดแผนที่ตลอดการทำงานที่ผ่านมา

ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ถนนที่เริ่มคดเคี้ยวบอกใบ้ว่า เรากำลังไต่ระดับขึ้นสู่เขตพื้นที่สูงจุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่สถานีเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และห่างจากชายแดนพม่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ ชื่อโครงการหลวงที่ฉันคุ้นเคยตามผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดเสมอว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเราได้ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือ เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พวกเขายังช่วยให้คนเมืองกรุงอย่างฉันมี ”ตัวเลือก” มากขึ้นในการบริโภคพืชผักผลไม้ทั้งเมืองหนาวและเมืองร้อน (ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกสารพัดชนิด) ที่สะอาดและปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและยาฆ่าแมลงสารพัดชนิด   [ ต้ น นํ้ า ] ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สายลมเย็นยะเยือกและแห้งก็พัดพาให้กายสั่นเทิ้ม ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อากาศเย็นและแห้งแบบเดียวกัน ณ ผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเร่งให้ ”หยดน้ำทิพย์” แห่งขุนเขาแปรสภาพเป็น ”เงิน” “ผมขึ้นมาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2517 พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ชาวบ้านถางป่า ทำไร่ แล้วก็เผา” จำรัส อินทร เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เท้าความหลังถึงสถานีเกษตรหลวงแห่งแรกในความทรงจำ ”พวกเขาเผาทำไร่ฝิ่นครับ” จำรัสเล่า ในยุคนั้น ฝิ่นและข้าวไร่ถือเป็นพืชพื้นฐานสองชนิดที่ชาวเขานิยมปลูกบนพื้นที่สูงของไทย ข้าวไร่นั้นปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนฝิ่น นอกจากใช้แทนยาบรรเทาความเจ็บป่วยสารพัดแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกด้วย อากาศที่ทั้งเย็นและแห้งบนดอยสูงส่งผลให้ยางหรือ ”น้ำทิพย์” ที่ไหลออกมาจากกระเปาะฝิ่นหลังการกรีด แห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ยางแห้งหรือฝิ่นดิบซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดอย่างเฮโรอีนมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดยาเสพติดทั่วโลกด้วยเหตุนี้ ฝิ่นจึงกลายเป็น ”พืชเงินสด” (cash crop) ที่ชาวเขาใช้ในการแลกเปลี่ยนหรือ ”ใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวันแทนเงินสด “พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสนพระทัยชีวิตของราษฎร เวลาเสด็จฯไปเชียงใหม่ ท่านทรงทราบว่าบนดอยมีชาวเขา แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร นอกจากเรื่องปลูกฝิ่นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ท่านเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์แล้วทรงพระดำเนินต่อไปจึงทรงทราบว่าชาวเขาทำลายต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกฝิ่น แต่ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่คนเขาคิดกันหรอก สามเหลี่ยมทองคำนี่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าไม่ใช่ทองคำที่ไหนหรอก แต่เป็นสามเหลี่ยมยากจน คนปลูกฝิ่นไม่ได้เงินเท่าไหร่ คนเอาฝิ่นไปขายต่างหากถึงรวย” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ”โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ”โครงการหลวง” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งของโครงการหลวงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ บริเวณที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่านั้น หากพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า จุดที่มีถนนหนทางหรือการคมนาคมที่สะดวก และมีเมืองท่าใหญ่ที่สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายฝิ่นสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่อื่นไกล หากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยนั่นเอง แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่าการแผ้วถางทำลายไร่ฝิ่น แล้วนำพืชผักผลไม้มาปลูกทดแทนมากนัก   [ ค น ต้ น นํ้ า ] เมื่อแสงแรกทาบทาพ้นแนวทิวเขาขึ้นมา ชาวเขาในชุดประจำเผ่าเทินตะกร้าสานสะพายบนหลังด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง บ้างเดิน บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นา ที่แปลกตาไปหน่อยเห็นจะเป็นชุดประจำเผ่าที่ใส่คู่กับรองเท้าบู๊ตยาง หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ชาวเขาเดินเท้าเปล่าหรือไม่ก็ลากรองเท้าแตะขึ้นดอยจนกลายเป็นความเคยชิน รองเท้าบู๊ตยางจึงเป็น ”ของแปลกใหม่” ที่พวกเขาต้องใช้เวลาทำความรู้จักและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการปลูกฝิ่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และความอดทน “เราเข้าไปทำงานนี่ เราไปบอกว่าเราจะช่วยเขา มันเหมือนเขาลำบากอยู่ แต่จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเขาเป็นแบบนั้นเอง” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงหลักการส่งเสริมพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ”เราเริ่มจากการทำงานสาธิตในศูนย์ ปลูกผัก ปลูกไม้ผล บ๊วย พีช พลับ เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนว่าปลูกได้ไหม แล้วก็เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนั้นเราก็ไปเยี่ยม ศึกษาชาวบ้าน เรียนรู้ทัศนคติของเขา” สมชายเล่า ”ช่วงแรกเราไปศึกษาปฏิทินการเกษตรของเขาใช้เวลาปีนึง ระหว่างนี้เขาก็เดินผ่านแปลงสาธิตของเราก็นึกอยากลองปลูก อีกส่วนหนึ่งผมทำงานกับยุวเกษตรกรปลูกกระเทียม ผักกาดหอมห่อต้นในสถานี พอเด็กได้เงินชาวบ้านก็ได้เงิน” กว่าจะจูงใจชาวบ้านให้มาปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดบนดอยอ่างขางก็มีทั้งแปลงเกษตรของเจ้าหน้าที่และของชาวเขา เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางพาฉันมาหยุดที่แปลงเกษตรแปลงแรก ”บ๊วย” ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่ทดลองปลูกบนดอยอ่างขาง ดอกบ๊วยสีขาวเล็กจ้อยของฤดูกาลใหม่ผลิดอกแล้ว ”แต่เดิมเป็นป่าหญ้าคา ที่นี่เริ่มปลูกป่าปี พ.ศ. 2525 ครับ” ขจร สุริยะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เล่า ”ในหลวงมีพระราชดำริว่าอนาคตถ้าไม่มีป่า จะเอาน้ำจากไหนมาเลี้ยงไม้ดอกไม้ผล” ในช่วงแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ”พ่อหลวง” ของชาวเขา เสด็จฯมายังดอยอ่างขางทุกปี ครั้งหนึ่งระหว่างประทับที่แปลงรับเสด็จและทอดพระเนตรเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นป่าหญ้าคา จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น นำไม้โตเร็วต่างถิ่นมาปลูก เมล็ดพันธุ์ของไม้ใหญ่ที่มีความต้านทานอากาศหนาวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมเปิล การบูร หรือเพาโลว์เนีย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน ส่วนผู้ที่ลงมือปลูกนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็คือชาวบ้านนั่นเอง โครงการปลูกป่าชาวบ้านเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยให้ชาวบ้านที่นี่ปลูกป่าในพื้นที่ทำกินของตนเอง พวกเขาจึงได้รับสิทธิให้นำไม้มาทำฟืนหรือสร้างบ้านด้วย ”พอมีป่า ชาวบ้านก็ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ขจรเล่า ”แต่ถ้ายังแห้งแล้ง พวกเขาก็อยากย้ายถิ่นอยู่เรื่อยๆ แหละครับ” ดอยอ่างขางมีรูปร่างเหมือนอ่างสมชื่อ บริเวณ ”ก้นอ่าง” เป็นป่าปลูกและที่ตั้งสถานีเกษตร และเมื่อฉันเดินขึ้นไปถึง ”ขอบอ่าง” ด้านที่ติดกับชายแดนพม่า เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโรงเรียนบ้านขอบด้ง ครูเรียม สิงห์ทร ครูคนแรกของโรงเรียน เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ว่า ”ฝากเด็กๆด้วยนะครู” เด็กๆ ลูกศิษย์ของครูเรียมก็คือลูกหลานชาวเขาเผ่ามูเซอดำและปะหล่องที่อาศัยอยู่รอบสถานีเกษตรหลวงนั่นเอง การศึกษาเป็นรากฐานให้ชาวเขาอ่านออกเขียนได้ พวกเขาได้เรียนรู้การชั่ง ตวง วัดทั้งหลายเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเริ่มต้นขึ้นแล้วในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ ห่างจากโรงเรียนบ้านขอบด้งมาเพียง 3-4 กิโลเมตร วีระเทพ เกษตรกรชาวเขารุ่นใหม่วัย 24 ปี ผู้ปลูกปวยเล้งและเบบี้สลัด เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านขอบด้งและไปเรียนต่อจนจบ ปวส.ด้านการเกษตรมาจากเชียงราย วันนี้เขาเลือกกลับมาทำการเกษตรอย่างพ่อแม่ที่บ้านเกิด แม้จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปบ้างอย่างการซื้อข้าวกิน (แต่เดิมปลูกเอง กินเอง) แต่แปลงผักของเขาก็ทำให้ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ฐานะมั่นคง และมีอาชีพสุจริต วีระเทพอธิบายขั้นตอนและระบบการจัดการ ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงเรือนที่ใช้กันฝน ไปจนถึงการคัดเกรดและส่งผัก อย่างละเอียดและคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วีระเทพคือตัวอย่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างคนของครูเรียมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด วิถีชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงของดอยอ่างขางคงเล่าลือไปไกลเลยเขตไทย เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ชนเผ่า ”ปะหล่อง” อพยพภัยสงครามจากพม่าเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พวกเขานำพระพุทธรูปพม่าและผ้าทอมือจำนวน 5 ผืนมารอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างที่เสด็จฯมายังดอยอ่างขาง “แต่ก่อนตอนอยู่ในป่าที่ประเทศพม่า ผู้หญิงต้องใช้ดาบเป็น เอาไว้ป้องกันตัว” ปั่น ธรรมมอน หญิงปะหล่องอายุ 26 ปี เล่าถึงการรำดาบหญิงที่เธอเป็นผู้ฝึกสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านสำหรับการแสดงในงานรื่นเริง แม้ปั่นจะเกิดไม่ทันยุคอพยพของคนรุ่นพ่อแม่ในครั้งนั้น แต่เพลงดาบของเธอยังคงทรงพลังไม่ผิดกับบรรพชน เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ขณะตัดผักปวยเล้งด้วยมือที่เคยจับดาบ […]