นักสำรวจ ยุคบุกเบิกขั้วโลกรับมือกับความโดดเดี่ยวอย่างไร

นักสำรวจยุคบุกเบิกขั้วโลกรับมือกับความโดดเดี่ยวอย่างไร

นักสำรวจ เซอร์ เออร์เนสต์ แช็คเลตัน และลูกทีมต้องพบเจอกับเดือนแห่งความโดดเดี่ยว ความเสี่ยง และความไม่แน่นอนหลังจากที่เรือสำรวจ เอ็นดูเรนซ์ ต้องติดอยู่ในแผ่นน้ำแข็งในปี 1915 การเล่นฟุตบอลถือเป็นกิจกรรมผ่อนคลายที่แช็คเลตันสนับสนุนให้ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกทีมมีกิจกรรมและเสริมขวัญกำลังใจ ภาพถ่ายโดย FRANK HURLEY, SCOTT POLAR RESEARCH INSTITUTE, UNIVERSITY OF CAMBRIDGE/GETTY


‘ยารักษาจิตใจ’ ของ นักสำรวจ ท่ามกลางความโดดเดี่ยวมีทั้งการทำกิจวัตรประจำวันอย่างเข้มงวด, ทำตัวให้มีชีวิตชีวา และมองไปถึงผลลัพธ์ที่ดีในตอนจบ

ในเหตุการณ์ที่เรือของ นักสำรวจ ขั้วโลก เอ็นดูร์เรนซ์  ติดอยู่ท่ามกลางแผ่นน้ำแข็งและเริ่มจมลงอย่างรวดเร็ว เซอร์ เออร์เนสต์ แช็คเลตัน (Sir Ernest Shackleton) ได้สั่งให้ลูกทีมเก็บสัมภาระส่วนตัวไว้ได้แค่คนละ 1 กิโลกรัม

แต่เขามีข้อยกเว้นในการเลือกเก็บแบนโจ (Banjo – เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายชนิดหนึ่ง) ของ ลีโอนาร์ด ฮัสซีย์ นักอุตุนิยมวิทยาในทีมสำรวจ แม้ว่าตัวเขาจะเล่นได้ไม่กี่เพลงก็ตาม หลังจากนั้น ฮัสซีย์ได้เล่นเพลงและจัดการสังสรรค์ท่ามกลางความมืดอันยาวนาน วันที่ไม่ได้รับแสงแดด เซอร์ เออร์เนสต์ ในฐานะหัวหน้าทีมต้องคอยระวังถึงผลกระทบทางจิตใจจากความเครียดและความโดดเดี่ยว

“มันเป็นยารักษาจิตใจ” เซอร์ เออร์เนสต์กล่าวถึงดนตรีและเสริมว่า “เราต้องการมัน” เขาช่วยให้ฮัสซีย์จัดคอนเสิร์ตและให้ทุกคนในทีมร้องรำทำเพลงร่วมกันในทุกสัปดาห์

แอนตาร์กติกา, ขั้วโลก, เรือสำรวจ
จากที่เป็นการเดินทางเพื่อการสำรวจในตอนแรก กลับกลายเป็นช่วงเวลา 20 เดือนแห่งการเอาชีวิตรอด หลังจากเรือสำรวจเอนดูเรนซ์ถูกห้อมล้อมไปด้วยแผ่นน้ำแข็ง เออร์เนสต์ และลูกทีมอีก 27 คนสามารถก้าวผ่านมันมาด้วยจิตวิญญาณอันเข้มแข็งและการไม่สูญเสียกำลังใจ ภาพถ่ายโดย FRANK HURLEY, SCOTT POLAR RESEARCH INSTITUTE, UNIVERSITY OF CAMBRIDGE/GETTY

มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยมีประสบการณ์ถูกโดดเดี่ยวในแบบเดียวกับนักสำรวจบุกเบิกแอนตาร์กติกยุคแรกๆ แม้การสำรวจจะเป็นไปอย่างราบรื่น พวกเขาก็ต้องตัดขาดจากครอบครัว เพื่อน หรือแม้กระทั่งสังคมมนุษย์เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ท่ามกลางแผ่นน้ำแข็ง ความมืดมิด และความหนาวอันขื่นขม และอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง

ทีมสำรวจที่ไปกับเรือ เบลิกา เรือสำรวจลำแรกที่แล่นสู่แอนตาร์กติกในปี 1897 ต้องพบเจอกับสภาวะความจำเจและความโดดเดี่ยว ซึ่งเรื่องราวอันน่าเศร้านี้เองที่ทำให้ เซอร์เออร์เนสต์สั่งให้นำแบนโจมาในยามที่พวกเขาต้องสละเรือ

รอน โรเบิร์ต นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ แห่งมหาวิทยาลัยคิงสตัน ลอนดอน กล่าวถึงความโดดเดี่ยวในแอนตาร์กติกาว่า “มนุษย์ยังคงมีความต้องการพื้นฐานในเรื่องของการติดต่อ การสื่อสาร และการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Movement)”

นักสำรวจ, แอนตาร์กติกา, ขั้วโลก
ชีวิตบนเรือเอ็นดูร์เรนซ์ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานในปี 1915 มีทั้งการเล่นโดมิโน หมากรุก สูบไปป์ และการเล่นแบนโจ “เรามีช่วงเวลาเย็นอันสุขสันต์” สมาชิกนักสำรวจคนหนึ่งเขียนเอาไว้ในบันทึก “แม้จะลำบากตรงที่จะหาเพลงที่เราจะไม่เล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ได้” ภาพถ่ายโดย FRANK HURLEY, SCOTT POLAR RESEARCH INSTITUTE, UNIVERSITY OF CAMBRIDGE/GETTY

100 คำต่อเดือน

จอห์น ดูดนีย์ (John Dudeney) อดีตรองผู้อำนวยการขององค์การสำรวจแอนตาร์กติกของอังกฤษ ได้เดินทางไปยังแอนตาร์กติกาครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 21 ปี ในปี 1966 “ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะต้องเจอกับอะไร” เขากล่าวและเสริมว่า “ผมจำได้ว่า เรือแล่นออกจากท่าเรือเซาแทมป์ตัน มองย้อนกลับไปจากตรงท้ายเรือ แล้วคิดว่า ‘ผมทำอะไรลงไป’”

อีกสองปีครึ่งต่อมา เขาอาศัยอยู่ในฐานสำรวจฟาราเดย์ของอังกฤษ ตั้งอยู่ในพื้นที่อันห่างไกลและสันโดษกับเพื่อนร่วมทีม 12 คน สภาพแวดล้อมนั้นถูกขัดจังหวะเพียงครั้งเดียว นั่นคือการมาถึงของเรือส่งกำลังบำรุงในรอบฤดูร้อน โดยในปีที่สอง เขากลายเป็นผู้บัญชาการฐาน

จอห์น ซึ่งขณะนี้มีอายุ 75 ปี เล่าถึงชีวิตในช่วงนั้นว่า “ในตอนนั้น เราติดต่อกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงได้ผ่านข้อความทางวิทยุยาวเพียง 100 คำ ส่งได้เพียงหนึ่งครั้งต่อเดือนเท่านั้น” ดูดนีย์กล่าวต่อไปว่า “เราสามารถรับข้อความยาว 200 คำใน 1 ครั้ง ไม่มีข้อความไหนที่เป็นเรื่องส่วนตัวเลย เพราะข้อความนั้นต่อส่งผ่านโอเปอเรเตอร์วิทยุที่จะส่งผ่านรหัสมอร์ส”

“เคล็ดลับในการมีชีวิตที่ดีในแอนตาร์กติกา คือการเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับตัวเอง” เขากล่าวทิ้งท้าย

นักสำรวจ, แอนตาร์กติกา, ขั้วโลกใต้
พลเรือเอก ริชาร์ต เบิร์ด ผู้ที่เคยอยู่ในช่วงกักตัวอย่างสมบูรณ์แบบ กำลังเตรียมอาหารอยู่ที่ฐาน ซึ่งก็คือกระท่อมอันห่างไกลในหิ้งน้ำแข็งรอสส์ สถานที่ที่เขาต้องใช้ชีวิตให้รอดในห้วงความหนาวเย็นอันน่าสะพรึงในปี 1934 ภาพถ่ายโดย ULLSTEIN BILD, GETTY

ความอ้างว้างที่ทำลายสมอง

พลเรือเอก ริชาร์ด เบิร์ด ผู้ที่เคยใช้ชีวิตในหน้าหนาวอย่างโดดเดี่ยวที่ฐานอุตุนิยมวิทยาบนหิ้งน้ำแข็งรอสส์ (Ross Ice Shelf) ธารน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาเมื่อปี 1934 ได้เขียนบันทึกความทรงจำที่ชื่อว่า Alone โดยเขาได้เขียนถึงช่วงเวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างสุดขั้วว่า “คนที่มีชีวิตรอดอย่างมีความสุขได้คือคนที่ต้องเพิ่งพาสติปัญญาอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกันสัตว์จำศีลในหน้าหนาวที่ต้องพึ่งพาชั้นไขมัน”

แม้จะต้องปะทะกับความโดดเดี่ยว ความหนาวสุดขั้ว และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จากเตาผิงที่เกือบฆ่าเขา เบิร์ดยังคงเลือกทำกิจวัตรและหาเรื่องคิดในสมองให้ยิ่งวุ่นวายเข้าไว้ในระหว่างที่เขาต้องอยู่ท่ามกลางเดือนแห่งความมืดมิดอันยาวนาน และอุณหภูมิที่ลดต่ำลงกว่า -60 องศาเซลเซียส

“ผมรับรู้ได้ว่าการทำกิจวัตรประจำวันอย่างมีระเบียบและสอดคล้องคือสิ่งที่ใช้ป้องกันผลที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่พิเศษนี้” เบิร์ดกล่าว

โรเบิร์ต นักจิตวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เหล่านักสำรวจแอนตาร์กติกได้มาอาจไม่ใช่วิธีการรับมือกับความโดดเดี่ยว ความเบื่อหน่าย หรือความเศร้าหมอง แต่คือตัวอย่างของความเป็นผู้นำเช่นเซอร์เออร์เนสต์ที่มองไปถึงสิ่งที่อยู่ข้างหน้าและคิดถึงแผนในอนาคตที่เป็นไปได้ ในช่วงที่เรือของเขาล่ม เขาพูดกับลูกทีมอย่างสบายๆ ว่า “เรือล่มไปแล้ว ที่เก็บของก็หายไปหมดแล้ว สงสัยต่อไปพวกเราก็คงต้องกลับบ้าน”

“นั่นคือความฉลาดของเซอร์เออร์เนสต์” โรเบิร์ต กล่าวและเสริมว่า “เขายังสามารถมีความหวัง ความเชื่อ มองถึงตอนจบที่มีความสุข และคิดแผนที่เป็นไปได้เพื่อบรรลุเป้าหมาย”

เรื่อง ROFF SMITH


อ่านเพิ่มเติม ภาพนี้ต้องขยาย : จุดจบของทีมสำรวจ

เรื่องแนะนำ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า

รอบนักษัตรที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๕๐๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในชนบทเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่บ้านปากทวาร ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรทุกภูมิภาคของประเทศมิได้ว่างเว้น จนกล่าวได้ว่า ไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปไม่ถึง การที่ราษฎรได้เฝ้าฯรับเสด็จอย่างใกล้ชิด ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากต่าง ๆ ของพสกนิกรโดยตรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการด้านการแพทย์และการเกษตรหลายโครงการเช่น จัดตั้งกองทุนโปลิโอสงเคราะห์ และจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานหน่วยแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้น โครงการพัฒนาทางการเกษตรและชลประทานต่าง ๆ รวมทั้งโครงการปลูกหญ้าแฝกป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน และโครงการปรับปรุงดินที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ในเรื่องน้ำนั้น มีพระราชดำริเรื่องโครงการฝนเทียมเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยทรงมอบหมายให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้ดำเนินการจนกลายมาเป็นโครงการฝนหลวงพระราชทานในทุกวันนี้ ปีเดียวกันนี้ มีพระราชดำริเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้นของดิน และในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้เสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เป็นต้น ในด้านการศึกษานั้น ทรงริเริ่มให้มีโรงเรียนในชนบทขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงจัดตั้งโรงเรียนจิตรลดาขึ้นในเขตพระราชฐาน และทรงตั้งทุนอานันทมหิดลขึ้นเพื่อให้นักศึกษาไทยมีโอกาสไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในราชอาณาจักรไทย เสด็จออกผนวชตามประเพณีของชาวพุทธ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา ๑๕ วัน ระหว่างนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในเวลาต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นอกจากพระราชกรณียกิจในการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศแล้ว ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒–๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระประมุขของประเทศด้วยการเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการถึง ๒๘ ประเทศ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงได้รับการยกย่องในพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ นับเป็นการสร้างชื่อเสียงและนำคุณประโยชน์มาสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก   อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ

ใครคือฮันนิบาล

แม่ทัพฮันนิบาลเป็นหนึ่งในนักยุทธศาสตร์ที่มีความคิดพลิกแพลงที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพวาดโดย BIBLIOTECA NACIONAL, MADRID, SPAIN/BRIDGEMAN แม่ทัพผู้ให้สัตย์ต่อบิดาของเขาว่าจะเกลียดชังโรมันตลอดไป เป็นผู้วางแผนหนึ่งในการโจมตีที่เป็นตำนานในประวัติศาสตร์การทหารต่อกองทัพโรมันอันทรงพลัง ฮันนิบาล (Hannibal) เป็นแม่ทัพชาวคาร์เธจ (Carthage) ที่เริ่มต้นชีวิตนักรบอันน่าจดจำตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ เมื่อเขามีอายุเพียงหกปี คาร์เธจ อันเป็นอาณาจักรของชาวฟินิเชียและเป็นมหาอำนาจทางการค้าและการทหารในแอฟริกาเหนือพ่ายแพ้แก่โรมันในสงครามพิวนิกครั้งแรกเมื่อ 241 ปีก่อนคริสตกาล บิดาของเขา ฮามิลการ์ บาร์กา (Hamilcar Barca) เป็นแม่ทัพและรัฐบุรุษที่ไม่พึงพอใจในสนธิสัญญาสงบศึกกับโรมัน ซึ่งทำให้คาร์เธจต้องเสียทั้งอาณานิคมซิซิลี และต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้โรมัน นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันได้บันทึกไว้ว่า ฮามิลการ์สั่งให้ฮันนิบาลในวัยเยาว์สาบานเลือดว่าจะจองเวรกับโรมันตราบชั่วชีวิตของเขา การที่คาร์เธจจะสามารถกลับมาเจริญรุ่งเรือง สร้างกองทัพใหม่ และเตรียมการล้างแค้นโรมได้ อาณาจักรแห่งนี้จำเป็นต้องหากำลังเงินและกำลังคนใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกหาได้ในสเปน ในการยุทธที่ฮันนิบาลเข้าร่วมครั้งนี้ ส่งผลให้บิดาของเขาสามารถยึดครองคาบสมุทรไอบีเรียได้เกือบทั้งหมด และสามารถครอบครองทรัพยากรซึ่งรวมถึงแร่เงินจำนวนมหาศาลไว้ได้ และในสเปนนี้เอง ที่ฮันนิบาลเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจากการนำทัพของตนเองภายใต้การบังคับบัญชาของฮัสดรูบาล (Hasdrubal) ผู้เป็นพี่เขย เมื่อฮัสดรูบาลถูกลอบสังหารเมื่อ 221 ปีก่อนคริสตกาล ฮันนิบาลในวัยเพียง 26 ปี จึงได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของคาร์เธจ ฮันนิบาลใช้สเปนเป็นฐานที่มั่นในตอนที่หมายมั่นว่าจะเอาชนะโรม ในสงครามพิวนิกครั้งที่สอง เมื่อ 218 ปีก่อนคริสตกาล แม้ว่าในขณะนั้น คาร์เทจจะไม่มีกองกำลังทางเรือที่ยิ่งใหญ่เหมือนแต่ก่อน แต่ขุมสมบัติซึ่งได้มาจากสเปนนั้นทำให้อาณาจักรแห่งนี้สามารถรวบรวมกำลังทางบกอันแข็งแกร่งได้ […]

รวมฟุตเทจหายากของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด

ต่อไปนี้คือภาพถ่ายและวิดีโอของ 5 อันดับ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นกับแม่น้ำฮวงโหวและแม่น้ำแยงซีของจีน เมื่อปี 1931 ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 850,000 – 4 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโรคระบาดที่มากับน้ำและความอดอยากอีกด้วย ไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในอินเดียและบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 1970 พายุไซโคลนความรุนแรงระดับ 3 นี้คร่าชีวิตผู้คนไป 300,000 คน และทำลายหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน แม้ว่านักพยากรณ์อากาศจะทราบถึงการมาของพายุ แต่กลับไม่สามารถเตือนชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงได้ ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ในรอบร้อยปี เกิดขึ้นกับภูเขาไฟปินาตูโบ ในฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1991 เคราะห์ดีที่นักวิทยาศาสตร์สามารถอพยพผู้คนได้ทันก่อนที่ภูเขาไฟจะระเบิด ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนในบริเวณนั้นได้หลายพันคน อย่างไรก็ตามฝนตกหนักจากพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้พัดเอาเถ้าถ่านจำนวนมากรวมถึงถอนเอาต้นไม้ใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 840 คน แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดเท่าที่มีบันทึกมา เกิดขึ้นในชิลี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 1960 แผ่นดินไหวขนาด 9.5 แมกนิจูดเขย่าชายฝั่งชิลีและส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิความสูง […]

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา

รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของ เจ้าหญิงไดอานา The People’s Princess หรือ “เจ้าหญิงของปวงชน” คือฉายาที่พระองค์ทรงได้รับ ทว่าตลอดพระชนม์ชีพที่สั้นเพียง 36 ปี เจ้าหญิงไดอานาหาได้ทรงมีชีวิตชวนฝันแบบเจ้าหญิงในเทพนิยาย พระองค์ทรงผ่านประสบการณ์เลวร้ายมากมาย ทรงทำผิดพลาดหลายอย่างเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป ทว่าท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระองค์  โลกจะจดจำเจ้าหญิงไดอานาในฐานะพระมารดาผู้อุทิศตนให้รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษถึงสองพระองค์  และเจ้าหญิงผู้ทรงงานการกุศลเพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม เช่น เด็กกำพร้า เหยื่อกับระเบิดในโลกที่สาม และผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขอร่วมรำลึกวาระครบ 20 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1997 ด้วยภาพยนตร์สารคดี Diana: In Her Own Words ย้อนหลังไปเมื่อปี 1991 ณ พระราชวังเคนซิงตัน ในกรุงลอนดอน เจ้าหญิงไดอานา ทรงบันทึกเทปสัมภาษณ์ลับชุดหนึ่ง พระองค์ตรัสถึงหลายเรื่องที่ทำให้เราเห็นภาพชีวิตที่หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของพระองค์ เช่น เมื่อผู้สัมภาษณ์กราบทูลให้ทรงเล่าถึงชีวิตวัยเด็ก พระองค์ทรงตอบว่า “เป็นชีวิตวัยเด็กที่ไม่มีความสุข ข้าพเจ้าจำตอนที่พ่อตบหน้าแม่ ข้าพเจ้าซ่อนอยู่หลังประตู แม่ร้องไห้” การสัมภาษณ์ทำโดยพระสหายสนิทคนหนึ่งในนามของผู้สื่อข่าว […]