นักสำรวจ ยุคบุกเบิกขั้วโลกรับมือกับความโดดเดี่ยวอย่างไร

นักสำรวจยุคบุกเบิกขั้วโลกรับมือกับความโดดเดี่ยวอย่างไร

นักสำรวจ เซอร์ เออร์เนสต์ แช็คเลตัน และลูกทีมต้องพบเจอกับเดือนแห่งความโดดเดี่ยว ความเสี่ยง และความไม่แน่นอนหลังจากที่เรือสำรวจ เอ็นดูเรนซ์ ต้องติดอยู่ในแผ่นน้ำแข็งในปี 1915 การเล่นฟุตบอลถือเป็นกิจกรรมผ่อนคลายที่แช็คเลตันสนับสนุนให้ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกทีมมีกิจกรรมและเสริมขวัญกำลังใจ ภาพถ่ายโดย FRANK HURLEY, SCOTT POLAR RESEARCH INSTITUTE, UNIVERSITY OF CAMBRIDGE/GETTY


‘ยารักษาจิตใจ’ ของ นักสำรวจ ท่ามกลางความโดดเดี่ยวมีทั้งการทำกิจวัตรประจำวันอย่างเข้มงวด, ทำตัวให้มีชีวิตชีวา และมองไปถึงผลลัพธ์ที่ดีในตอนจบ

ในเหตุการณ์ที่เรือของ นักสำรวจ ขั้วโลก เอ็นดูร์เรนซ์  ติดอยู่ท่ามกลางแผ่นน้ำแข็งและเริ่มจมลงอย่างรวดเร็ว เซอร์ เออร์เนสต์ แช็คเลตัน (Sir Ernest Shackleton) ได้สั่งให้ลูกทีมเก็บสัมภาระส่วนตัวไว้ได้แค่คนละ 1 กิโลกรัม

แต่เขามีข้อยกเว้นในการเลือกเก็บแบนโจ (Banjo – เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายชนิดหนึ่ง) ของ ลีโอนาร์ด ฮัสซีย์ นักอุตุนิยมวิทยาในทีมสำรวจ แม้ว่าตัวเขาจะเล่นได้ไม่กี่เพลงก็ตาม หลังจากนั้น ฮัสซีย์ได้เล่นเพลงและจัดการสังสรรค์ท่ามกลางความมืดอันยาวนาน วันที่ไม่ได้รับแสงแดด เซอร์ เออร์เนสต์ ในฐานะหัวหน้าทีมต้องคอยระวังถึงผลกระทบทางจิตใจจากความเครียดและความโดดเดี่ยว

“มันเป็นยารักษาจิตใจ” เซอร์ เออร์เนสต์กล่าวถึงดนตรีและเสริมว่า “เราต้องการมัน” เขาช่วยให้ฮัสซีย์จัดคอนเสิร์ตและให้ทุกคนในทีมร้องรำทำเพลงร่วมกันในทุกสัปดาห์

แอนตาร์กติกา, ขั้วโลก, เรือสำรวจ
จากที่เป็นการเดินทางเพื่อการสำรวจในตอนแรก กลับกลายเป็นช่วงเวลา 20 เดือนแห่งการเอาชีวิตรอด หลังจากเรือสำรวจเอนดูเรนซ์ถูกห้อมล้อมไปด้วยแผ่นน้ำแข็ง เออร์เนสต์ และลูกทีมอีก 27 คนสามารถก้าวผ่านมันมาด้วยจิตวิญญาณอันเข้มแข็งและการไม่สูญเสียกำลังใจ ภาพถ่ายโดย FRANK HURLEY, SCOTT POLAR RESEARCH INSTITUTE, UNIVERSITY OF CAMBRIDGE/GETTY

มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยมีประสบการณ์ถูกโดดเดี่ยวในแบบเดียวกับนักสำรวจบุกเบิกแอนตาร์กติกยุคแรกๆ แม้การสำรวจจะเป็นไปอย่างราบรื่น พวกเขาก็ต้องตัดขาดจากครอบครัว เพื่อน หรือแม้กระทั่งสังคมมนุษย์เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ท่ามกลางแผ่นน้ำแข็ง ความมืดมิด และความหนาวอันขื่นขม และอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง

ทีมสำรวจที่ไปกับเรือ เบลิกา เรือสำรวจลำแรกที่แล่นสู่แอนตาร์กติกในปี 1897 ต้องพบเจอกับสภาวะความจำเจและความโดดเดี่ยว ซึ่งเรื่องราวอันน่าเศร้านี้เองที่ทำให้ เซอร์เออร์เนสต์สั่งให้นำแบนโจมาในยามที่พวกเขาต้องสละเรือ

รอน โรเบิร์ต นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ แห่งมหาวิทยาลัยคิงสตัน ลอนดอน กล่าวถึงความโดดเดี่ยวในแอนตาร์กติกาว่า “มนุษย์ยังคงมีความต้องการพื้นฐานในเรื่องของการติดต่อ การสื่อสาร และการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Movement)”

นักสำรวจ, แอนตาร์กติกา, ขั้วโลก
ชีวิตบนเรือเอ็นดูร์เรนซ์ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานในปี 1915 มีทั้งการเล่นโดมิโน หมากรุก สูบไปป์ และการเล่นแบนโจ “เรามีช่วงเวลาเย็นอันสุขสันต์” สมาชิกนักสำรวจคนหนึ่งเขียนเอาไว้ในบันทึก “แม้จะลำบากตรงที่จะหาเพลงที่เราจะไม่เล่นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ได้” ภาพถ่ายโดย FRANK HURLEY, SCOTT POLAR RESEARCH INSTITUTE, UNIVERSITY OF CAMBRIDGE/GETTY

100 คำต่อเดือน

จอห์น ดูดนีย์ (John Dudeney) อดีตรองผู้อำนวยการขององค์การสำรวจแอนตาร์กติกของอังกฤษ ได้เดินทางไปยังแอนตาร์กติกาครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 21 ปี ในปี 1966 “ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะต้องเจอกับอะไร” เขากล่าวและเสริมว่า “ผมจำได้ว่า เรือแล่นออกจากท่าเรือเซาแทมป์ตัน มองย้อนกลับไปจากตรงท้ายเรือ แล้วคิดว่า ‘ผมทำอะไรลงไป’”

อีกสองปีครึ่งต่อมา เขาอาศัยอยู่ในฐานสำรวจฟาราเดย์ของอังกฤษ ตั้งอยู่ในพื้นที่อันห่างไกลและสันโดษกับเพื่อนร่วมทีม 12 คน สภาพแวดล้อมนั้นถูกขัดจังหวะเพียงครั้งเดียว นั่นคือการมาถึงของเรือส่งกำลังบำรุงในรอบฤดูร้อน โดยในปีที่สอง เขากลายเป็นผู้บัญชาการฐาน

จอห์น ซึ่งขณะนี้มีอายุ 75 ปี เล่าถึงชีวิตในช่วงนั้นว่า “ในตอนนั้น เราติดต่อกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงได้ผ่านข้อความทางวิทยุยาวเพียง 100 คำ ส่งได้เพียงหนึ่งครั้งต่อเดือนเท่านั้น” ดูดนีย์กล่าวต่อไปว่า “เราสามารถรับข้อความยาว 200 คำใน 1 ครั้ง ไม่มีข้อความไหนที่เป็นเรื่องส่วนตัวเลย เพราะข้อความนั้นต่อส่งผ่านโอเปอเรเตอร์วิทยุที่จะส่งผ่านรหัสมอร์ส”

“เคล็ดลับในการมีชีวิตที่ดีในแอนตาร์กติกา คือการเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับตัวเอง” เขากล่าวทิ้งท้าย

นักสำรวจ, แอนตาร์กติกา, ขั้วโลกใต้
พลเรือเอก ริชาร์ต เบิร์ด ผู้ที่เคยอยู่ในช่วงกักตัวอย่างสมบูรณ์แบบ กำลังเตรียมอาหารอยู่ที่ฐาน ซึ่งก็คือกระท่อมอันห่างไกลในหิ้งน้ำแข็งรอสส์ สถานที่ที่เขาต้องใช้ชีวิตให้รอดในห้วงความหนาวเย็นอันน่าสะพรึงในปี 1934 ภาพถ่ายโดย ULLSTEIN BILD, GETTY

ความอ้างว้างที่ทำลายสมอง

พลเรือเอก ริชาร์ด เบิร์ด ผู้ที่เคยใช้ชีวิตในหน้าหนาวอย่างโดดเดี่ยวที่ฐานอุตุนิยมวิทยาบนหิ้งน้ำแข็งรอสส์ (Ross Ice Shelf) ธารน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาเมื่อปี 1934 ได้เขียนบันทึกความทรงจำที่ชื่อว่า Alone โดยเขาได้เขียนถึงช่วงเวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างสุดขั้วว่า “คนที่มีชีวิตรอดอย่างมีความสุขได้คือคนที่ต้องเพิ่งพาสติปัญญาอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกันสัตว์จำศีลในหน้าหนาวที่ต้องพึ่งพาชั้นไขมัน”

แม้จะต้องปะทะกับความโดดเดี่ยว ความหนาวสุดขั้ว และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จากเตาผิงที่เกือบฆ่าเขา เบิร์ดยังคงเลือกทำกิจวัตรและหาเรื่องคิดในสมองให้ยิ่งวุ่นวายเข้าไว้ในระหว่างที่เขาต้องอยู่ท่ามกลางเดือนแห่งความมืดมิดอันยาวนาน และอุณหภูมิที่ลดต่ำลงกว่า -60 องศาเซลเซียส

“ผมรับรู้ได้ว่าการทำกิจวัตรประจำวันอย่างมีระเบียบและสอดคล้องคือสิ่งที่ใช้ป้องกันผลที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่พิเศษนี้” เบิร์ดกล่าว

โรเบิร์ต นักจิตวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เหล่านักสำรวจแอนตาร์กติกได้มาอาจไม่ใช่วิธีการรับมือกับความโดดเดี่ยว ความเบื่อหน่าย หรือความเศร้าหมอง แต่คือตัวอย่างของความเป็นผู้นำเช่นเซอร์เออร์เนสต์ที่มองไปถึงสิ่งที่อยู่ข้างหน้าและคิดถึงแผนในอนาคตที่เป็นไปได้ ในช่วงที่เรือของเขาล่ม เขาพูดกับลูกทีมอย่างสบายๆ ว่า “เรือล่มไปแล้ว ที่เก็บของก็หายไปหมดแล้ว สงสัยต่อไปพวกเราก็คงต้องกลับบ้าน”

“นั่นคือความฉลาดของเซอร์เออร์เนสต์” โรเบิร์ต กล่าวและเสริมว่า “เขายังสามารถมีความหวัง ความเชื่อ มองถึงตอนจบที่มีความสุข และคิดแผนที่เป็นไปได้เพื่อบรรลุเป้าหมาย”

เรื่อง ROFF SMITH


อ่านเพิ่มเติม ภาพนี้ต้องขยาย : จุดจบของทีมสำรวจ

เรื่องแนะนำ

ซากลูกสุนัขป่าอายุกว่า 57,000 ปี ถูกพบในชั้นดินเยือกแข็งของแคนาดา

ลูกสุนัขที่ถูกเก็บรักษาไว้ใต้ชั้นดินเยือกแข็งนี้ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจว่า สุนัขป่า มีการอพยพไปยังยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือได้อย่างไร ในฤดูร้อนปี 2016 คนงานเหมืองทองผู้หนึ่งในดินแดนยูคอน เขตพื้นที่ในแคนาดา ได้ค้นพบสมบัติล้ำค่าที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อกำแพงชั้นดินเยือกแข็งที่ถูกทำลายด้วยปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เผยสิ่งที่อยู่ภายใน นีล เลิฟเลสส์ เห็นบางสิ่งละลายออกมาจากน้ำแข็ง ซึ่งไม่ใช่แร่ธาตุอันล้ำค่า หากแต่เป็นมัมมี่ สุนัขป่า ที่มีความเก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา เลิฟเลสส์รีบนำซากสุนัขป่านั้นใส่ในตู้แช่แข็ง จนกระทั่งนักบรรพชีวินวิทยาเข้ามาตรวจสอบ เขาค้นพบว่า สัตว์ที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีนี้เป็นลูกสนัขป่าเพศเมีย มีชีวิตอยู่ในระบบนิเวศที่ถูกทำลายไปแล้วในช่วงที่พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดายังคงเป็นบ้านของมาสโตดอนอเมริกัน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูล Mastodontidae มีลักษณะคล้ายช้าง ปัจจุบันสูญพันธุ์แล้ว) และ Pleistocene megafauna (สูญพันธุ์แล้วเช่นกัน) ชาว Tr’ondëk Hwëch’in ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ท้องถิ่นในดินแดนยูคอนได้ตั้งชื่อลูกสุนัขป่าอายุ 57,000 ปีนี้ว่า Zhur ซึ่งมีความหมายว่า ‘หมาป่า’ ในภาษาภายในชุมชนของพวกเขา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พิเศษซึ่งถูกกู้ซากขึ้นมาจากทุ่งทุนดราไซบีเรียนแห่งนี้ สามารถย้อนไปได้ยังยุคสมัยพลีสโตซีน (Pleistocene epoch) อันเป็นช่วงเวลาธรณีกาลระหว่าง 2,588,000-11,700 ปีก่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อยุคน้ำแข็ง (Ice Age) อย่างไรก็ตาม การค้นพบซากสัตว์สุนัขป่าที่สภาพสมบูรณ์ในดินแดนยูคอนถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในไซบีเรีย การค้นพบซากสิ่งมีชีวิตที่ถูกรักษาไว้เช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ […]

ประวัติศาสตร์ของขบวนพาเหรด “Pride” เพื่อการปลดปล่อยชาวรักร่วมเพศ

ในปี 1970 นักเคลื่อนไหว LGBTQ ได้รวมตัวกันในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมือง “ใครก็ตามที่อยู่ที่นั่น เมื่อกลับมาย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนคนนั้นจะไม่ขนลุก” เมื่อ John D’Emilio ได้ยินว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหว LGBTQ จะเดินรวมตัวกันเดินขบวนตามท้องถนนในนิวยอร์กในเดือนมิถุนายน 1970 เขาบอกกับแฟนหนุ่มและเพื่อนเกย์หลายคนของเขา แต่คุณเชื่อไหมว่ามันเป็นการประท้วงที่เกินกว่าจินตนาการของใครหลายคนเลยล่ะ D’Emilio ได้บอกเล่าประวัติศาสตร์ ที่รวบรวมโดย OutHistory ชาว LGBTQ มีข้อสงสัยมาอย่างยาวนานว่าทำไมพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างอิสระไม่ได้ จนถึงปี 1969 ความคิดที่ว่ากลุ่ม LGBTQ จำนวนมากเฉลิมฉลองในเรื่องรสนิยมทางเพศของพวกเขาในที่สาธารณะนั้น เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่ง เวลากว่าหลายศตวรรษที่การรักร่วมเพศถูกตราหน้าว่าเป็น อาชญากร และเป็นการข่มเหง “การออกมาต่อสู้” นั้นมาพร้อมกับการคุกคาม ความรุนแรง และการกีดกันจากสังคมภายนอก แต่สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไปหลังจากการจลาจล ณ สโตนวอลล์ในปี 1969 เมื่อกลุ่ม LGBTQ ก่อจลาจลเพื่อตอบโต้การบุกโจมตีของตำรวจที่ Stonewall Inn บาร์เกย์ในเมืองนิวยอร์ก เหตุการณ์ที่สโตนวอลล์ได้รวมเป็นหนึ่ง ชาว LGBTQ หลายพันคนพากันไปที่ถนนเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมือง ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อของขบวนพาเหรดแห่งความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีการเดินขบวนเพื่ออิสรภาพของเกย์ที่จัดขึ้นในนิวยอร์กและเมืองอื่นๆมากมาย ในสหรัฐอเมริกาปี […]

ทัวร์เกาะร้างฮาชิมะ

ทัวร์เกาะร้างฮาชิมะ ร่วมออกเดินทางไปกับคณะสำรวจชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปยังเกาะฮาชิมะ หรือ Battleship Island เกาะเทียมที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่นห่างจากเมืองนางาซากิราว 15 กิโลเมตร ฮาชิมะถูกสร้างขึ้นในปี 1887 เพื่อเป็นที่พักของคนงานเหมืองถ่านหิน ในอดีตสถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความหนาแน่นมากที่สุดของญี่ปุ่น เพราะบนพื้นที่เพียง 16 เอเคอร์มีผู้อยู่อาศัยมากถึง 5,000 คน ภายในมีอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อน้ำมันถูกนำเข้ามาแทนที่ถ่านหิน ในที่สุดถ่านหินก็หมดความนิยมและเกาะฮาชิมะก็ปิดตัวลง ทุกวันนี้เมื่อไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่บรรดาพืชพรรณนานาชนิดก็เติบโตขึ้นยึดครองแทน ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านออกเดินทางไปสำรวจเกาะฮาชิมะพร้อมกับคณะสำรวจที่เดินทางมาตรวจสอบสภาพของอาคารทุกปี ซึ่งพวกเขาพบว่าขณะนี้มีหลายอาคารที่ทรุดโทรมจนเสี่ยงที่จะถล่มลงมา   อ่านเพิ่มเติม โรงแรมแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากฆาตกรต่อเนื่อง

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง โดย คริสตินา นูเนช ภาพวาดด้วยดินสอที่เป็นที่รู้จักในฐานะ “ภาพเปลือยของโมนาลิซา” ถูกเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นผลงานของหนึ่งในลูกศิษย์ของ ลีโอนาร์โด ดา วินซี แต่ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสชี้ว่าผลงานชิ้นนี้อาจเป็นผลงานของดา วินชีเอง เป็นการยากที่จะมองข้ามจุดคล้ายคลึงกันของผู้หญิงที่โด่งดังที่สุดในผลงานของดา วินชี เมื่อศตวรรษที่ 16 กับผู้หญิงในภาพเขียน “โมนนา แวนนา” (Monna Vanna) ภาพสเก๊ตช์ที่ถูกเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Condé ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ตั้งแต่ปี 1862 รอยยิ้มไม่เต็มที่เหนือคางที่ได้รูป ตลอดจนองศาของการวางมือก็เหมือนกันพอดิบพอดี ความคล้ายคลึงดังกล่าวดึงดูดความสนใจของบรรดานักวิจัยในการหาคำตอบของผลงานชิ้นนี้ ที่มีแผนจะจัดแสดงภายในนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ Condé ในปี 2019 นี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี นับตั้งแต่ศิลปินเอกชาวอิตาลีแห่งยุคเรเนซองส์เสียชีวิตลง ภาพเขียนถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ “โมนาลิซา” ในช่วงที่ดา วินชี ยังมีชีวิต และตัวกระดาษเองก็ถูกผลิตขึ้นในอิตาลี รายงานจาก Mathieu Deldicque รองผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ Condé ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 […]