คาเมฮาเมฮามหาราช กษัตริย์ผู้พิชิตเกาะฮาวาย และก่อตั้งราชอาณาจักรกลางมหาสมุทรแปซิฟิก

คาเมฮาเมฮามหาราช กษัตริย์ผู้พิชิตเกาะฮาวาย และก่อตั้งราชอาณาจักรกลางมหาสมุทรแปซิฟิก

หมู่เกาะฮาวายเคยเป็นรัฐที่แยกจากกัน จนกระทั่ง คาเมฮาเมฮา สามารถควบรวมทุกดินแดนมาอยู่ภายใต้การปกครองของเขา แม้จะต้องผ่านการต่อสู้แบบนองเลือด แต่คาเมฮาเมฮาก็พาชาวฮาวายเอาชนะภัยคุกคามจากศัตรูรอบข้างและชาติมหาอำนาจได้ จึงถูกยกย่องว่าเป็น มหาราช

คาเมฮาเมฮามหาราช คือผู้พิชิตเกาะฮาวาย และก่อตั้งราชอาณาจักรฮาวาย (The Kingdom of Hawaii) ในปี ค.ศ. 1810 แข็งแรง น่าเกรงขาม และ เด็ดขาด คือ 3 คำที่ใช้เพื่ออธิบายตัวตนของ คาเมฮาเมฮา ที่ 1 กษัตริย์องค์แรกของราชอาณาจักรฮาวายได้เป็นอย่างดี ซึ่งคาเมฮาเมฮาแหวกแนวจากแบบอย่างของชนชั้นสูงชาวฮาวาย เขาเกิดในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โดยความทะเยอทะยานสูงในตัวเขาที่ทำให้ คาเมฮาเมฮา สามารถขยายอำนาจจากปกครองหลายเผ่า หลายเกาะ จนได้ครอบครองหมู่เกาะฮาวายในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ

แม้ คาเมฮาเมฮา จะนับถือเทพเจ้าแห่งสงคราม ดูเป็นคนที่ชอบใช้ความรุนแรง แต่ในด้านการปกครอง เขากลับดูแลประชาชนอย่างดี จึงได้รับทั้งการยกย่องและความเคารพจากประชาชนในเมือง

คาเมฮาเมฮา เป็นชายหนุ่มที่มีร่างกายกำยำ ความแข็งแกร่ง เชี่ยวชาญทางทหาร และมีความกล้าหาญ ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่เป็น ไม่น่าแปลกใช้ที่เขาจะกลายเป็นตำนาน ดังนั้นในทางประวัติศาสตร์คาเมฮาเมฮาจึงถือว่าเป็นผู้ปกครองที่น่าสนใจ ซึ่งหลังจากรวมเกาะต่างๆ เข้าด้วยกันได้แล้ว เขาก็ต้องเผชิญกับทั้งลัทธิล่าอาณานิคมและการแย่งชิงบัลลังก์

ประวัติศาสตร์ฮาวาย

หมู่เกาะฮาวายเกิดจากแนวภูเขาไฟโผล่ขึ้นกลางมหาสมุทรแปซิฟิกทอดยาวต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ประกอบด้วยเกาะขนาดใหญ่ที่ปรากฏให้เห็นตามแผนที่ทางภูมิศาสตร์ 8 เกาะและเกาะเล็กเกาะน้อยอีก 124 เกาะ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณนี้คือชาวโพลินีเซียน

รัฐฮาวายยุคใหม่ของสหรัฐอเมริกาประกอบไปด้วย 8 เกาะสำคัญ ที่รวมเป็นอาณาจักรฮาวาย คือ ฮาวาย (เกาะใหญ่) เมาวี โออาอุ คาวายอิ โมโลคาย ลาไน นีอิเฮา และ คาโฮโอลาเว ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ เกาะแต่ละเกาะปกครองตัวเอง และหลายเกาะถูกปกครองโดยญาติชนชั้นสูงของคาเมฮาเมฮา

เกาะต่างๆ ของฮาวายมีประชากรกลุ่มแรกเป็นชาวชาวโพลินีเซียนที่อาศัยอยู่มาตั้งแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 11 – 12 จนกลายเป็นกลุ่มอารยธรรมหลัก ซึ่งถูกปกครองโดยผู้นำกลุ่มต่างๆ ที่รู้จักกันในชื่อ โมคุส โดยบางอาณาจักรสามารถขยายอาณาเขตไปยึดเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกมาเป็นบริวารได้

โมคุสแต่ละคนปกครองประชาชนด้วยกฎทางศาสนาที่มีลำดับชั้นเรียกว่า อัสคานาไว ซึ่งมีข้อห้ามหลายอย่าง รวมถึงมีการลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต เพื่อควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มหัวหน้า ปกป้องทรัพย์สินของ โมคุส ตั้งแต่การควบคุมเวลากับสถานที่ที่ปลูกและเก็บเกี่ยวพืชผล รวมถึงการจำกัดจำนวนและประเภทของปลาที่สามารถจับได้ในทะเล เป็นต้น

การปกครองจากบนลงล่าง ทำให้หัวหน้าโมคุสมีสถานะสูงส่ง เป็นรองเพียงเทพเจ้าเท่านั้น โดยกลุ่มผู้นำเกาะต่างก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างอำนาจทางศาสนาและการเมือง เพื่อให้การปกครองเป็นไปอย่างราบรื่น

วิลเลียม เอช. ดาเวนพอร์ต นักประวัติศาสตร์ระบุว่า “การรักษาเสถียรภาพทางการเมืองในระบบศักดินาที่มีประมุขนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอำนาจไม่ได้ตามมาโดยอัตโนมัติจากตำแหน่งอันศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดมา แต่ต้องสร้างขึ้นเองในภายหลัง”

คาเมฮาเมฮาแห่งหมู่เกาะฮาวาย

แม้ว่าจะไม่ทราบวันเกิดที่แน่นอน แต่นักประวัติศาสตร์คาดการณ์ว่า ประมาณ ค.ศ. 1736–1761 ที่โคฮาลาเหนือบนเกาะใหญ่ของฮาวาย โดยเชื่อว่าพ่อของเขาเป็นผู้นำระดับสูงของเกาะ

ตำนานฮาวายโบราณเล่าว่า คาเมฮาเมฮา เกิดมาคืนที่มีแสงดาวอันเจิดจ้า หลายคนจึงทำนานว่า ทารกคนนี้จะกลายเป็นผู้นำสูงสุดที่สามารถปกครองหมู่เกาะฮาวายได้ ซึ่งภายหลังนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าอาจเป็นแสงของดาวหางฮัลเลย์ที่เคลื่อนผ่านท้องฟ้าในปีนั้น

แต่ก็มีอีกกลุ่มคนที่ทำนายการเกิดของ คาเมฮาเมฮา ไปในทางลบคือ อาการอยากกินลูกตาปลาฉลามของแม่คาเมฮาเมฮาในช่วงตั้งครรภ์

ทำให้ถูกศัตรูเอาไปตีความว่า เด็กที่เกิดออกมาเป็นอันตรายต่อเกาะฮาวายในอนาคตจากการก่อสงครามในดินแดน จนในวัยเด็กแม่ต้องซ่อนเขาไว้เพื่อความปลอดภัยด้วยการส่งไปอยู่กับนักบวชและพ่อแม่อุปถัมภ์ในหุบเขาชายฝั่งอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง

ความขัดแย้งในครอบครัวผู้นำ

5 ปีหลังจากพ่อของ คาเมฮาเมฮา เสียชีวิต ลุงของเขาขึ้นเป็นผู้นำ คาเมฮาเมฮา ได้กลับไปบ้านเกิด เพราะลุงสัญญาว่าจะดูแลเขาอย่างดี ซึ่งต่อมา คาเมฮาเมฮา กลายเป็นหลานคนโปรด ได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้าชายของเมือง จนทำให้ลูกชายของลุงที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขามอง คาเมฮาเมฮา เป็นศัตรูทางการเมือง แม้ว่าพวกเขาจะเติบโตและได้รับการฝึกฝนวิชาด้วยกัน

ด้วยบุคลิกที่โดดเด่นของ คาเมฮาเมฮา ที่มีร่างกายสูงใหญ่แข็งแรงดูเป็นนักรบ จึงเป็นผู้นำในกลุ่มคนรุ่นเดียวกัน ขณะเดียวกันเขายังมีบทบาทในการนำชาวพื้นเมืองต่อสู้กับผู้รุกรานอย่างชาวแองโกล และ กัปตันเจมส์ คุก นักสำรวจชาวอังกฤษผู้โด่งดังในช่วงปี 1778

ในช่วงแรกการมาเยือนของ กัปตันเจมส์ คุก เป็นไปอย่างสันติ เขาจึงได้รับการต้อนรับจากชาวเกาะอย่างดี แต่ต่อมาอุปสรรคทางภาษาและทัศนคติทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็นำมาสู่ความขัดแย้ง ความตึงเครียดระหว่างผู้มาเยือนคนขาวกับชาวฮาวายเพิ่มมากขึ้น กระทั่งปี 1779 ชาวฮาวายได้ขโมยเรือของคณะกัปตันเจมส์ คุก เพื่อตอบโต้ที่ เจมส์ คุก พยายามจับตัวผู้นำชนเผ่า

การต่อสู้กับชนพื้นเมืองฮาวาย ที่อ่าวเกียลาคีกัว เกาะฮาวายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1779 ที่นำโดย คาเมฮาเมฮา ส่งผลให้ กัปตันเจมส์ คุก เสียชีวิต ทำให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่นักเดินเรือชาวยุโรป จนไม่มีใครกล้าเข้ามาเฉียดใกล้หมู่เกาะนี้นานหลายปี ด้าน คาเมฮาเมฮา ถูกยกย่องขึ้นมาจนมีสถานะเหมือนแม่ทัพของชาวฮาวาย

การแก่งแย่งตำแหน่งผู้นำ

ต่อมา หัวหน้ากลุ่มโมคุสที่มีสถานะเยี่ยงราชาของหมู่เกาะฮาวายได้เสียชีวิตลง ลูกชายคนโตจะสืบทอดอำนาจต่อตามตามธรรมเนียม โดยนักประวัติศาสตร์เปิดเผยว่า พบความเคลื่อนไหวทางทหารของลุงกับ คาเมฮาเมฮา เพราะตอนนั้นตัว คาเมฮาเมฮา ถือว่าเป็นขุนนางที่กุมอำนาจทางการทหารสูงสุดอยู่

ขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่าง คาเมฮาเมฮา กับลูกพี่ลูกน้องก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตำนานเล่าว่า เขาสามารถยกหินศักดิ์สิทธิ์ได้ ซึ่งมีคำทำนายว่า ผู้ที่ทำได้คือคนที่จะสามารถรวบรวมหมู่เกาะฮาวายทั้งหมดสำเร็จ ทำให้กลุ่มผู้นำชนเผ่าเริ่มหวาดระแวง จนลุงของ คาเมฮาเมฮา ตายก็ปัญหาระหว่างเขากับบรรดาญาติๆ ก็ปะทุขึ้นมาอีกรอบในช่วงพิธีศพ โดยมีการนำประเด็นเรื่องการแบ่งสมบัติมาเป็นข้อขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม คาเมฮาเมฮา เอาตัวรอดได้เพราะมีกลุ่มพันธมิตรที่เป็นผู้นำเผ่าหลายคนและขุนนางเก่าของเขา ให้การสนับสนุน โดย คาเมฮาเมฮา ได้รับการยอมรับว่า มีความสามารถทั้งด้านการต่อสู้และการปกครอง ต่อมาอำนาจทางการเมืองของกลุ่มคาเมฮาเมฮาจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ

อาวุธลับจากตะวันตก

คาเมฮาเมฮา มีนโยบายทางการเมืองที่น่าสนใจ แม้ว่าเขาจะไม่ชอบชาวตะวันตก แต่ต่อมาเลือกที่จะสานสัมพันธ์กับชาวยุโรปบางประเทศเพื่อทำการค้า โดยเฉพาะอาวุธอย่างปืนคาบศิลาและปืนใหญ่ที่ทำให้ คาเมฮาเมฮา ได้ขึ้นเป็นผู้นำ รวมถึงสามารถรวบรวมหมู่เกาะฮาวายได้สำเร็จ

กระนั้น แม้ว่าจะมีอาวุธที่ทันสมัย แต่ในประวัติศาสตร์ระบุว่า วิธีใช้อาวุธของ คาเมฮาเมฮา ค่อนข้างแปลก คือยังคงใช้วิธีการสู้แบบกองโจร นอกจากนี้ คาเมฮาเมฮา กับกลุ่มนักรบของเขายังนิยมสู้แบบตัวต่อตัวกับศัตรูแบบไม่ใช้ปืน เพราะถือเป็นเกียรติยศและการพิสูจน์ตัวเองของนักรบฮาวายในการต่อสู้

อนึ่ง คาเมฮาเมฮา เชื่อว่า ชัยชนะของเขามาจากเทพเจ้าแห่งสงคราม มากกว่าอาวุธจากโลกตะวันตก ในช่วงสงครามกลางเมือง คาเมฮาเมฮา จึงสร้างวิหารใหม่เพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งสงครามเสร็จในปี 1791 และเพื่อให้เป็นไปตามคำทำนายที่ว่า หากเขาสร้างวิหารสำเร็จจะสามารถพิชิตหมู่เกาะฮาวายทั้งหมดได้ ซึ่งวิหารที่สร้างจากหินขนาดมหึมายังคงตั้งตระหง่านอยู่จนทุกวันนี้ โดยกลายเป็นหนึ่งในโบราณสถานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

ทักษะด้านการทูตของคาเมฮาเมฮา

ในวัฒนธรรมโพลีนีเซียนกล่าวว่า อำนาจไม่ได้มาจากพลังทางกายภาพเพียงอย่างเดียวเ หลักคำสอนของพวกเขาสอนให้เป็นผู้ปกครองประชาชนมากกว่ามีอำนาจเหนือผู้คน ดังนั้นแม้ว่า คาเมฮาเมฮา จะเจอกับภัยอันตรายรอบด้านตั้งแต่เด็ก แต่แนวคิดเรื่องการเป็นผู้นำที่ดีก็ทำให้เมื่อมีโอกาสได้รับตำแหน่งทางการเมืองเขาจึงได้ใจผู้คนทั้งขุนนาง ทหาร กลุ่มผู้นำ และประชาชน

นอกจากนั้นทักษะด้านการทูตก็ช่วยให้ คาเมฮาเมฮา สามารถกลับมาสานสันสานสัมพันธ์กับบรรดาลูกพี่ลูกน้องและผู้นำชนเผ่าต่างๆ จากแนวคิดที่เขาต้องการเป็นนักการทูตมากกว่าผู้นำทางทหาร

ทว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่จากเจรจาจะได้ผล เมื่อเลี่ยงไม่ได้ คาเมฮาเมฮา ก็ต้องทำสงคราม เช่นในปี  1782 เขาต้องรบกับลูกพี่ลูกน้องในยุทธการที่โมกุโอไฮ โดยระหว่างที่กองทัพทั้งสองฝ่ายสู้รบด้วยมือเปล่าบนชายหาด นักรบของคาเมฮาเมฮาก็สามารถสังหารผู้นำของศัตรูได้ ทำให้เขาสามารถควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางเหนือและตะวันตกของเกาะใหญ่ฮาวายได้

ช่วงเวลานั้นคือจุดเริ่มต้นการรุกคืบของกองทัพคาเมฮาเมฮา ในช่วงหลายปีต่อ เขาก็สามารถพิชิตเกาะฮาวายทั้งเกาะ จากนั้น คาเมฮาเมฮา ก็เดินทางต่อไปที่เกาะเมาอีและโมโลไกในปี 1795

จากนั้นก็บุกยึดเกาะโออาฮู โดยได้รับความช่วยเหลือจากชายชาวอังกฤษสองคนคือ ไอแซค เดวิส และ จอห์น ยัง ชาวตะวันตกที่ถูกจับเป็นเชลยหลังจากการต่อสู้ระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษและชาวฮาวาย ซึ่งต่อพวกเขาเปลี่ยนสถานะตัวเองจากเชลยมาเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ เดวิสและยังสอน คาเมฮาเมฮา หลายอย่าง ตั้งแต่การทำสงครามแบบยุโรป การเดินเรือ รวมทั้งจัดหาเรือ ปืน และกระสุนให้กับกองทัพ

มีช่วงที่กองทัพของคาเมฮาเมฮาประสบปัญหาอยู่บ้างคือ ปัญหาจากโรคระบาดที่ติดมาจากคนขาว โดยเขาแก้ปัญหาด้วยการเกณฑ์นักรบรุ่นใหม่มาเพิ่ม เพื่อทดแทนนักรบที่เจ็บป่วยล้มตายจากโรคร้าย และปรับนโยบาย ลดความแข็งกร้าวที่มีต่อชาวยุโรป หันไปค้าขาย สร้างพันธมิตรกับพ่อค้าและมิชชันนารีชาติต่างๆ ซึ่งในปี 1810 เขาได้จัดการประชุมสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์กับผู้นำเผ่าคนสุดท้ายในหมู่เกาะที่เขายังเอาชนะไม่ได้

การเจรจาที่ท่าเรือโฮโนลูลูเริ่มต้นด้วยการยิงปืนใหญ่ต้อนรับ ผู้นำเผ่าคนดังกล่าว แม้จะมีข่าวลือว่าอาจมีการลอบสังหาร แต่การเจรจาก็เป็นไปอย่างสงบ คาเมฮาเมฮา มีความเป็นสุภาพบุรุษและเป็นผู้นำที่ให้เกียรติกับทุกคน โดยหลังการประชุมสองฝ่ายเสร็จสิ้นลง ผู้นำเผ่าคนสุดท้ายก็ยอมยกดินแดนของเขาให้กับคาเมฮาเมฮาโดยไม่มีการนองเลือด และการรวบรวมหมู่เกาะฮาวายก็จบลงแบบชื่นมื่น

หมู่เกาะฮาวายในยุคหลังของ กษัตริย์คาเมฮาเมฮาที่ 1

กษัตริย์คาเมฮาเมฮาที่ 1 ครองราชย์จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี 1819 โดยลูกชายของเขาสืบทอดตำแหน่งขึ้นเป็น คาเมฮาเมฮาที่ 2 ส่วนคาเมฮาเมฮาที่ 1 ถูกยกย่องว่าเป็นรัฐบุรุษที่แท้จริง เรื่องราวชีวิตของคาเมฮาเมฮาหลายเรื่องเต็มไปด้วยตำนาน ซึ่งสถานที่ฝังศพของเขาก็เป็นปริศนา ตามประเพณีเก่าแก่ในการฝังศพของหัวหน้าเผ่าชาวฮาวายที่ต้องอยู่ในสถานที่ลับ ในทางประวัติศาสตร์จึงไม่เคยพบหลุมฝังศพของคาเมฮาเมฮาเลย

น่าเสียดายที่อาณาจักรแห่งนี้มีอายุสั้น โดยล่มสลายลงในปี 1893 จากการสละราชสมบัติของสมเด็จพระราชินีนาถลีลีโอกาลานีแห่งฮาวาย หรือ  ลิเดีย ลิลิอู โลโลกู วาลาเนีย เวเวฮิ คามาคาเอฮา อา คาปาอาเคอา ราชวงศ์คนสุดท้ายของฮาวาย ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะผนวกเกาะฮาวายเข้าเป็น 1 ใน 50 รัฐในสหรัฐฯ

จากการตามหาของทีมงาน National Geographic พบว่ามีสถานที่พำนักแห่งสุดท้ายของกลุ่มพ่อค้าคนขาว อย่างเดวิส และยังโดยมีการค้นพบโครงกระดูกที่สมบูรณ์ในเรือแคนูซึ่งเป็นที่ฝังศพของชายหลายคน ซึ่งทีมงานเชื่อว่ามันอาจเป็นศพที่หายไปของกษัตริย์คาเมฮาเมฮามหาราช

ปัจจุบัน ยังมีการรำลึกถึงคาเมฮาเมฮาในรูปแบบต่างๆ ชื่อของเขาสามารถพบได้ทั่วไปในโรงเรียนและสถานที่ราชการต่างๆ รูปของพระองค์มีอยู่ทั่วเกาะฮาวาย โดยในวันที่ 11 มิถุนายนของทุกปี ชาวฮาวายจะเฉลิมฉลองวันคาเมฮาเมฮา ซึ่งเป็นวันหยุดราชการที่มีขบวนพาเหรดและงานปาร์ตี้ทั่วทั้งรัฐ

ในทาง POP CULTURE อากิระ โทริยามะ นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น ระบุว่า เขาได้นำเอาพระนามของคาเมฮาเมฮามาตั้งชื่อเป็นท่าปล่อยพลังของ ซุน โกคู ตัวเอกในเรื่องดราก้อนบอล หลังจากเห็นรูปปั้นของพระองค์ตอนไปเที่ยวฮาวาย ซึ่งในการออกเสียง คาเมฮาเมฮา นั้น คาเม ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าเต่า และคำว่า ฮาเม แผลงมาจาก ฮาเมทสึ ที่แปลว่าการทำลายล้าง รวมถึง ฮา แปลว่า คลื่น ขณะที่มีการนำมาแปลเป็นภาษาไทยว่า พลังคลื่นเต่า หรือ พลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า

เรื่องโดย ByErin Blakemore

สืบค้นและเรียบเรียง สิทธิโชติ สุภาวรรณ์

ภาพจาก JIM WEST/ALAMY/ACI

ข้อมูลอ้างอิง

Nationalgeographic


อ่านเพิ่มเติม :  เจมส์ คุก ยอดกัปตันเรือผู้ค้นพบ ฮาวาย แต่กับ ออสเตรเลีย เขาอาจไม่ใช่คนแรกที่ไปถึง 

Recommend