เบาะแสใหม่ๆ ทางโบราณคดีกำลังให้ความกระจ่างแก่ปริศนาน่าฉงนที่สุดข้อหนึ่งในประวัติศาสตร์ นั่นคือเกิดอะไรขึ้นกับอาณานิคมชาวนอร์สอันไกลโพ้นในกรีนแลนด์ที่อันตรธานไปในยุคกลาง
ครั้งแรกที่ผมพบกับไมเคิล นีลเซน เขาเพิ่งกลับจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีไวกิ้งแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของกรีนแลนด์ ไม่ไกลจากพื้นที่ที่เขาเคยอาศัยอยู่ตอนเป็นเด็ก แหล่งโบราณคดีส่วนใหญ่บนเกาะนี้ดูเหมือนกำลังผุพังเสื่อมสลายอย่างรวดเร็ว แต่แหล่งโบราณคดีที่เป็นหนองน้ำชื้นแฉะแห่งนี้ก่อให้เกิดสิ่งที่นักโบราณคดีเรียกว่า “สภาพการเก็บรักษาที่ดี” นีลเซนยิ้มกว้างขณะหยิบถุงพลาสติกใบเล็ก ภายในบรรจุม้าไม้เล็กจิ๋วตัวหนึ่ง มันมีสีคล้ำและชื้น เนื้อไม้มันวาวหลังฝังอยู่ในดินนานหลายศตวรรษ
“สุดยอดมากครับ” นีลเซนเอ่ยพลางพลิกม้าไม้ให้ต้องแสงในห้องใต้ดินของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรีนแลนด์ในเมืองนุก ซึ่งเป็นเมืองหลวง
นักโบราณคดีพบม้าไม้คล้ายกันนี้อีกหลายตัวในแหล่งโบราณคดีต่างๆ ของกรีนแลนด์ และเท่าที่ใครพอจะคาดเดาได้ ม้าพวกนี้น่าจะเป็นของเล่นเด็ก แต่เช่นเดียวกับองค์ประกอบอื่นๆ ในเรื่องราวของชาวไวกิ้งที่นี่ม้าเหล่านี้ยังเป็นปริศนาและยากจะระบุรายละเอียดได้อย่างแน่ชัด พวกมันเป็นทั้งเครื่องรางและของเล่นหรือเปล่ามีพลังทางจิตวิญญาณบางอย่างสถิตอยู่หรือไม่
นีลเซนซึ่งเป็นนักโบราณคดีและภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์นี้ ไม่สามารถตอบได้ ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวไวกิ้งในกรีนแลนด์มาถึงเกาะมหึมาแห่งนี้เมื่อกว่าหนึ่งพันปีก่อน พวกเขามีชีวิตสุขสบายในตอนแรก จากนั้นตกต่ำ แล้วก็สาบสูญไปโดยแทบไม่ทิ้งเบาะแสอันใดที่โยงถึงการล่มสลายอย่างสิ้นเชิงของวัฒนธรรมพวกเขาที่นี่
“มีเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขาอีกมากครับที่เรายังไม่รู้” เขาบอกผม แล้วรอยยิ้มก็ฉายขึ้นมาบนใบหน้าเขา “มันเป็นปริศนาข้อใหญ่ที่สุดของความน่าตื่นเต้นเลยละครับ”


สิ่งที่เราพอจะบอกได้คือ ราว ค.ศ. 1000 กลุ่มชาวไวกิ้งหรือที่มักเรียกว่า ชาวนอร์ส ล่องเรือจากไอซ์แลนด์ไปทางตะวันตก เพื่อเสาะหาดินแดนและโอกาสใหม่ๆ ผู้นำการเดินทางของพวกเขาคืออาชญากรผู้มีนามว่า เอริก ทอร์วัลด์สัน หรือที่รู้จักกันดีในฉายา เอริกผมแดง หรือเอริกเดอะเรด (Eric the Red) ที่เอเลเนอร์ บาร์ราคลัฟ นักประวัติศาสตร์ บรรยายว่าเป็น “ฆาตกรต่อเนื่องอารมณ์ร้อน” ทอร์วัลด์สันเคย “ค้นพบ” เกาะนี้ระหว่างต้องโทษเนรเทศจากคดีฆาตกรรม และตามบันทึกจากยุคกลาง เขาตั้งชื่อดินแดนใหม่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งนี้ว่า เกรนลันด์ (Grænland) หรือดินแดนสีเขียว
นิคมต่างๆ ค่อยๆ แพร่กระจายไปตามแนวฟยอร์ดคดเคี้ยวทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรีนแลนด์ ซึ่งเหล่าผู้มาตั้งถิ่นฐานยึดหัวหาดปักหลักบริเวณทุ่งหญ้าแคบๆ ที่คั่นระหว่างทะเลกับพืดน้ำแข็งไพศาลที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของแผ่นดินตอนใน พวกเขาอยู่รอดได้ และอาจถึงขั้นเจริญรุ่งเรืองนานถึงครึ่งสหัสวรรษ โดยบุกเบิกทำฟาร์มขนาดใหญ่ สร้างโรงเรือนปศุสัตว์กับยุ้งฉางใหญ่โต และกระทั่งก่อร่างสร้างโบสถ์ที่มีผนังหนาถึงหนึ่งเมตรหรือราวๆ นั้น
แต่แล้ว ช่วงใดช่วงหนึ่งราวกลางศตวรรษที่สิบห้า นิคมชาวนอร์สในกรีนแลนด์กลับถูกทิ้งร้างและพลเมืองทั้งหมดก็หายไปด้วย บันทึกจากยุคกลางซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดช่วงเริ่มก่อตั้งนิคม และเรื่องราวในสมัยกลางของพวกเขา ไม่พูดถึงบทอวสานไว้เลย หากชาวกรีนแลนด์เหล่านั้นเสียชีวิตทั้งหมดจากภัยทำลายล้างอะไรสักอย่าง เช่น โรคระบาดหรือการทำศึกสงคราม ญาติพี่น้องของพวกเขาในยุโรปก็หาได้ล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และหากพวกเขาหนีจากเกาะมหึมานี้ไปพร้อมกันทั้งหมด ก็ไม่มีบันทึกใดพูดถึงว่าเป็นเพราะเหตุใด หรือพวกเขาย้ายไปอยู่ที่ไหน
“สรุปแล้วก็คือ แม้แต่บรรดาผู้รอบรู้ที่สุดในยุโรปก็บอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชาวกรีนแลนด์เหล่านั้น” ทอมัส แมกโกเวิร์น กล่าว นักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีจากวิทยาลัยฮันเตอร์ในนิวยอร์กซิตีผู้นี้ศึกษาประเด็นที่เรียกกันว่า ปมปริศนาชาวนอร์ส มานานกว่า 40 ปี “สิ่งนี้บ่งบอกว่า พวกเขาไม่ได้ทิ้งเกาะไปไหน ซึ่งมีความหมายแฝงว่า พวกเขาดับสูญไปทั้งหมด”
แมกโกเวิร์นบอกผมว่า เหตุที่เรื่องราวของชาวนอร์สผู้สาบสูญยังวนเวียนอยู่จนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเพราะมัน “ไม่สอดคล้องกับภาพจำของเราในปัจจุบันว่าด้วยตัวตนของชาวไวกิ้ง” มันไม่ตรงกับเรื่องแต่งที่เรามักเห็นในภาพยนตร์หรือซีรีส์ทางโทรทัศน์ เรื่องราวที่คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักรบ โจรปล้นสะดม ทองคำ และชัยชนะ

กลับมาที่ห้องใต้ดินของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรีนแลนด์ นีลเซนเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าระหว่างเราพินิจศิลปวัตถุต่างๆ ที่หยิบมาจากตู้จัดแสดง
ท่ามกลางม้าไม้ที่อาจเป็นของเล่นเด็ก ไม้รูนสลักข้อความปริศนา และผมเปียเส้นหนึ่ง มีชิ้นส่วนกะโหลกวอลรัสชิ้นหนึ่งวางรวมอยู่ องค์ประกอบส่วนใหญ่ขาดหายไป มันไม่มีเบ้าตา ไม่มีขากรรไกร เป็นแค่กระดูกส่วนใบหน้ารูปลิ่มชิ้นหนึ่ง รูโหว่ขนาดใหญ่แสดงถึงตำแหน่งหลอดลมของเจ้าสัตว์ตัวนี้ ทางด้านขวาของรูมีโพรงซึ่งเป็นจุดที่เคยมีงาขนาดมหึมาข้างหนึ่งแทงออกมา เมื่อพินิจดูใกล้ ๆ เราเห็นรอยสกัดปรากฏอยู่บนกระดูก เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า งาดังกล่าวถูกเลาะออกไปอย่างอุตสาหะโดยพรานชาวนอร์สผู้หนึ่ง
นีลเซนกดนิ้วลงไปในเบ้าที่ว่า พลางเอ่ยว่า “ทองคำขาว”
งานวิจัยระยะหลังที่มุ่งไขปริศนาชาวนอร์ส ตอนนี้พุ่งเป้าไปที่วอลรัสและความสำคัญของงาพวกมันที่เปรียบเหมือนทองคำขาว ตามทฤษฎีล่าสุดนี้ ชาวนอร์สไม่ได้อพยพมายังกรีนแลนด์เพื่อทำฟาร์มในแถบฟยอร์ด แต่เพื่อผูกขาดการค้างาในภูมิภาคแอตแลนติกเหนือเป็นหลักมากกว่า ในสมัยนั้น งาวอลรัสเป็นวัสดุใช้แกะสลักอย่างวิจิตรเป็นตัวหมากรุก ไม้กางเขน ด้ามมีด และวัตถุหรูหราอื่นๆ ที่ผู้มั่งมีชาวยุโรปหมายปอง ในช่วงเวลาที่เอริกเดอะเรดเดินทางออกมา ประชากรวอลรัสรอบไอซ์แลนด์ถูกล่าจนแทบไม่เหลือแล้ว ดังนั้นพวกที่อยู่ในกรีนแลนด์จึงกลายเป็นของล้ำค่า งาถูกขนส่งโดยเรือไปยังแผ่นดินใหญ่ทางตะวันออก เพื่อแลกเปลี่ยนกับไม้ซุง เหล็ก และสินค้าอื่นๆของยุโรป ซึ่งดูเหมือนจะทำให้ชาวกรีนแลนด์ส่วนหนึ่งมั่งคั่งขึ้นมาไม่น้อยอยู่ช่วงหนึ่ง
แต่วอลรัสไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้กับนิคมตะวันออก หรือแม้แต่นิคมตะวันตกขนาดเล็กกว่ามากอย่างเวสตริบิกท์ที่ตั้งอยู่บริเวณรอบเมืองนุกในปัจจุบัน เพื่อค้นหาสัตว์ชนิดนี้ ชาวนอร์สต้องเดินทางไกลขึ้นเหนือเลยเส้นอาร์กติก เซอร์เคิล การเดินทางเหล่านี้อันตราย เพราะต้องล่องเรือเปิดเข้าสู่น่านน้ำที่เต็มไปด้วยแพน้ำแข็ง ตัววอลรัสเอง ก็อันตรายไม่แพ้กัน พวกมันเป็นสัตว์หนัก 1500 กิโลกรัมที่สามารถบดขยี้ทั้งเรือและกระดูกคนจนแหลกได้ แต่อันตรายเหล่านี้ รวมถึงระยะทาง และกระทั่งการรุกคืบเข้ามาของยุคน้ำแข็งน้อย หาได้ทำให้ชาวนอร์สถอดใจ
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2024 ใช้ดีเอ็นเอเพื่อย้อนรอยศิลปวัตถุทำจากงาวอลรัสกลับไปยังพื้นที่ต้นทางที่สัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวนอร์สน่าจะเดินทางขึ้นเหนือไปไกลกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ โดยอาจไปถึงแถบอาร์กติกตอนบน หรือกระทั่งบางส่วนของอาร์กติกแคนาดา ซึ่งเป็นการเดินทางหลายร้อยหรืออาจถึงหลายพันกิโลเมตร รายงานฉบับนี้ระบุว่า การเดินทางเช่นนั้นน่าจะต้องใช้ผู้คนหลายชีวิตเป็นเดิมพัน พวกเขาน่าจะผลาญทรัพยากรที่มีค่าไปมาก และอาจถึงระดับคุกคามต่อเสถียรภาพของทั้งสังคม กระนั้น การล่าก็ยังคงดำเนินต่อไปเพราะงาคือผลิตผลสร้างรายได้ของกรีนแลนด์ เป็นเส้นชีวิตยึดโยงพวกเขาไว้กับยุโรป หรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทำให้ยังมีเรือแล่นเข้ามา



ช่วงใดช่วงหนึ่งของศตวรรษที่ 13 การผูกขาด “ทองคำขาว” ของชาวกรีนแลนด์ก็เริ่มสั่นคลอน ตอนนั้นงาช้างที่นำเข้าจากแอฟริกากำลังหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดสินค้าหรูหราในยุโรป สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของชาวนอร์ส
กระนั้น ชาวนอร์สก็ยังคงดั้นด้นขึ้นไปสู่อาร์กติก แม้ว่าสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นลงจะทำให้การเดินทางสุ่มเสี่ยงยิ่งขึ้น และท้องทะเลคาดเดาได้ยากขึ้น ในช่วงท้ายยุคชาวนอร์ส งาวอลรัสมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และล่าจากสัตว์ที่อยู่ไกลออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าค้าขายงาไม่ได้แล้ว พวกเขาจะยังเหลืออะไรอีกบ้าง ป่าไม้ก็ไม่มี เหล็กก็ไม่มี ข้าวสาลีหรือพืชผักอะไรก็ไม่มี ทรัพยากรของพวกเขาดูเหมือนจะจำกัดอยู่แค่หนังกับน้ำมันแมวน้ำ และหนังสัตว์อื่นๆ เท่านั้น เมื่อการค้างาตกต่ำถึง ขีดสุด เรือจากยุโรปน่าจะมาเยือนกรีนแลนด์น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่สภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงทำให้การเดินเรือเสี่ยงภัยมากขึ้น พอถึงช่วงกลางศตวรรษที่สิบสี่ สถานการณ์ของชาวกรีนแลนด์ก็ดูมืดมนอย่างยิ่ง และแทบจะแน่นอนว่าพวกเขาคงเห็นชะตากรรมที่รออยู่ข้างหน้าแล้ว นักโบราณคดีเชื่อว่า นิคมตะวันตก ล่มสลายไปแล้วเมื่อล่วงถึงปลายศตวรรษที่สิบสี่ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ยังมีกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองระบาดลามไปทั่วยุโรป คร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้านคน และในนอร์เวย์ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของนิคมต่างๆ ในกรีนแลนด์ ประเมินว่ามีประชากรเสียชีวิตไปมากกว่าครึ่ง แม้จะยังไม่มีหลักฐานว่า กาฬโรคแพร่ระบาดมาถึงกรีนแลนด์หรือไม่ แต่ในศตวรรษที่สิบห้า ไอซ์แลนด์ก็เผชิญการระบาดครั้งใหญ่ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นกาฬโรค
ยังมีรายละเอียดทางประวัติศาสตร์อีกประการที่นักโบราณคดีไม่แน่ใจว่าจะนำมาปะติดปะต่อให้ลงรอยได้อย่างไร กล่าวคือ เมื่อล่วงถึงปลายยุคอาณานิคม ชาวอินูอิตได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ในกรีนแลนด์ตอนใต้กันแล้ว ในบางพื้นที่ พวกเขาอาศัยอยู่ใกล้กับนิคมชาวนอร์สจนแทบจะเป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่มีใครรู้ว่าชนสองกลุ่มนี้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร บันทึกเก่าแก่บางฉบับจากยุโรป รวมถึงคำบอกเล่าในวัฒนธรรมมุขปาฐะของชาวอินูอิต กล่าวถึงเหตุต่อสู้กันแต่ที่ผ่านมายังไม่พบหลักฐานทางโบราณคดียืนยันถึงความขัดแย้ง กระนั้น นักวิจัยที่ผมพูดคุยด้วยต่างบอกว่าเป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพความสัมพันธ์ที่ปราศจากความตึงเครียด บันทึกจากยุคกลางระบุว่า ชาวนอร์สเรียกชาวอินูอิตว่า “พวกสแกรลิง” ซึ่งอาจมีความหมายประมาณว่า “พวกป่าเถื่อน” หรือ “พวกอ่อนหัด” พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มันไม่ใช่คำกล่าวชมเชย


การเดินเรือครั้งสุดท้ายระหว่างนอร์เวย์และกรีนแลนด์ที่มีในบันทึกเกิดขึ้นในปี 1410 ข่าวคราวท้ายๆ บางส่วนจากนิคมกรีนแลนด์กล่าวถึงการเผาแม่มดราวปี 1406 และงานสมรสในปี 1408 รายงานธรรมดาสามัญเหล่านี้ไม่ได้เอ่ยถึงภัยพิบัติระดับที่ทำให้สังคมล่มสลาย ไม่มีโรคระบาด การสังหารหมู่ หรือความอดอยากอะไรเลย
หลังจากนั้น ชาวกรีนแลนด์เชื้อสายนอร์สก็หายไปจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีเชื่อว่าเมื่อล่วงถึงปี 1450 อีสตริบิกท์ก็ร้างผู้คนแล้ว ถ้าไม่ล้มหายตายจนหมด ก็หนีออกไปหมดแล้ว เหล่าชาวไวกิ้งออกจากเกาะไปโดยวิธีใดยังเป็นคำถามไร้คำตอบ เช่นเดียวกับประเด็นอื่นๆ อีกมากในเรื่องราวของพวกเขา
เรื่อง นีล เช
ภาพถ่าย เปาโล เวร์โซเน
ศิลปกรรม อาเรีย ซาฟาร์ซาเดแกน
แปล อัครมุนี วรรณประไพ
อ่านเพิ่มเติม : ซากศพปริศนาจากสุสานสะฮารา เมื่อนักล่าไดโนเสาร์คนหนึ่งพบหลุมศพยุคหินในแอฟริกา
