มัมมี่ จากอารยธรรมอียิปต์มีรอยสัก - National Geographic Thailand

มัมมี่จากอารยธรรมอียิปต์มีรอยสัก

“มัมมี่”จากอารยธรรมอียิปต์มีรอยสัก

ชาวอียิปต์เองก็มีวัฒนธรรมการสักเก่าแก่กว่าที่เราคิดไว้เห็นได้จาก มัมมี่ ที่ค้นพบ

ผลการวิเคราะห์ซากมัมมี่สองร่างจากการค้นพบในปี 1900 พบรอยสักจำนวนหนึ่งบนผิวของพวกเขา มันมี่ทั้งสองมีชื่อว่า Gebelein ซึ่งตั้งตามภูมิภาคที่ถูกค้นพบ ขณะนี้พวกเขาถูกย้ายไปพำนักอย่างสงบ ณ พิพิธภัณฑ์บริติชในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

มัมมี่ทั้งสองน่าจะมีอายุอยู่ในช่วง 3,351 – 3,017 ปีก่อนคริสต์กาล นั่นทำให้ให้รอยสักบนผิวของพวกเขานับเป็นรอยสักที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา หลังจากก่อนหน้านี้ตำแหน่งรอยสักที่เก่าแก่ที่สุดเป็นของมนุษย์น้ำแข็ง Otzi มนุษย์ถ้ำเพศชายที่มีชีวิตอยู่เมื่อราว 3,370 ปีก่อนคริสต์กาล

แตกต่างจากรอยสักของ Otzi ซึ่งมักเป็นรูปทรงเรขาคณิต รอยสักแบบชาวอียิปต์นั้นปรากฏเป็นรูปภาพมากกว่า รายงานการค้นพบล่าสุดนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Journal of Archaeological Science

ด้วยการตรวจสอบด้วยแสงอินฟาเรด ร่องรอยที่ดูเหมือนรอยเปื้อนก็ปรากฏเด่นชัดเป็นรูปร่างมากขึ้น บนร่างกายของมัมมี่เพศชายนักวิทยาศาสตร์พบรอยสักเป็นภาพของกระทิงป่า และลายเส้นที่ดูเหมือนจะเป็นภาพวาดของแกะภูเขา ส่วนบนร่างกายของมัมมี่เพศหญิงมีสัญลักษณ์รูปตัว S อยู่บนหัวไหล่ และสัญลักษณ์รูปตัว L อยู่บนท้อง ซึ่งนักโบราณคดีคิดว่าน่าจะเป็นรูปแทนไม้เท้า

มัมมี่ทั้งสองร่างมีรอยสักที่ลึกลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้ ส่งผลให้ผิวตรงส่วนที่สักนั้นนูนออกมา นอกจากนั้นยังพบเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำมาจากทองแดงในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการสัก

รอยสัก
ในการตรวจสอบด้วยรังสีอินฟาเรด รอยสักบนผิวของมัมมี่อายุ 5,000 ปี สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
รอยสัก
ในแสงปกติจะเห็นว่ายากที่จะสังเกตรอยสัก ในการค้นพบมัมมี่ดังกล่าวเมื่อปี 1900 นักโบราณคดีเข้าใจผิดว่ารอยสักคือรอยเปื้อน

 

รอยสักเหล่านี้บอกอะไร

การค้นพบครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ยืนยันได้ว่าในสังคมของอียิปต์ทั้งชายและหญิงมีรอยสัก ก่อนหน้านี้นักโบราณคดีเชื่อว่ามีเพียงผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่ในช่วงอียิปต์โบราณก่อนยุคราชวงศ์เท่านั้นที่มีรอยสัก หรือราวๆ 4,000 – 3,100 ปีก่อนคริสต์กาล ทฤษฎีนี้มาจากภาพวาดและภาพแกะสลักของผู้หญิงที่แสดงให้เห็นว่าพวกเธอมีรอยสัก

รอยสักบนมัมมี่ทั้งสองดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์บางอย่าง ซึ่งประเด็นนี้นักโบราณคดียังไม่ได้คำตอบแน่ชัด “รูปแกะปรากฏค่อนข้างบ่อยในยุคอียิปต์โบราณ แต่ความสำคัญของมันเรายังคงไม่เข้าใจแจ่มชัด ส่วนกระทิงน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งในผู้ชาย” Daniel Antoine ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์บริติชกล่าว

ผลการซีทีสแกนเผยให้เห็นว่ามัมมี่ชายมีอายุในช่วงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น ในตอนที่เขาเสียชีวิต รอยตัดบนไหล่และร่องรอยความเสียหายที่เกิดบนซี่โครงแสดงให้เห็นว่าเขาตายจากการถูกของมีคมแทงเข้าจากด้านหลัง

แล้วรอยสักบนตัวของมัมมี่ผู้หญิงบอกอะไร?

“ผมยังไม่มีคำอธิบายที่ดีในเวลานี้” Antoine กล่าว “มันคงเน้นย้ำความหมายบางประการ ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก” ในการศึกษาต่อไปอาจพบว่ารอยสักบนไหล่และท้องเหล่านี้อาจหมายความว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นชนชั้นสูงหรือมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำทางศาสนาก็เป็นได้ นอกจากนั้นการค้นคว้าเกี่ยวกับรอยสักเพิ่มเติมยังมีส่วนช่วยให้นักโบราณคดีเข้าใจความหมายของภาษาอียิปต์โบราณให้มากขึ้นอีกด้วย

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

รอยสัก
ร่างของมัมมี่เพศหญิงถูกตรวจสอบด้วยแสงอินฟาเรดเช่นกัน
รอยสัก
บนไหล่ของมัมมี่เพศหญิงปรากฏรอยสักรูปตัว S รูปแบบลักษณะนี้พบได้บ่อยในยุคอียิปต์โบราณ
รอยสัก
รอยสักรูปตัว L ที่พบบนท้องของมัมมี่เพศหญิง

 

อ่านเพิ่มเติม

ไขข้อเท็จจริง มัมมี่ เอเลี่ยน จิ๋วจากชิลี

 

เรื่องแนะนำ

กล้าทดสอบความกล้ากับฝูงมดกระสุนนี้ไหม?

ในหลากหลายวัฒนธรรมมีพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กชายเตรียมความพร้อมไปสู่การเป็นชายชาตรี สำหรับพิธีกรรมของชนเผ่า Sateré-Mawe ในป่าแอมะซอน ของบราซิลนี้จะทำให้คุณขนหัวลุก เพราะพวกเขาใช้มดกระสุนเจ้าของฉายามดกัดเจ็บราวกับถูกปืนยิง เป็นเครื่องมือในการทดสอบ เมื่อเริ่มพิธีกรรมบรรดาผู้ใหญ่ในชนเผ่าจะไปคุ้ยหามดกระสุนและทำให้พวกมันสลบ จากนั้นพวกเขาจะนำมดกระสุนสอดเข้าไปในถุงมือที่สานขึ้นจากใบไม้ ทำให้มดไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เด็กชายที่เข้าร่วมพิธีกรรมจะต้องสอดมือเข้าไปในถุงมือดังกล่าว และเต้นรำอยู่นาน 10 นาที จึงจะสามารถถอดถุงมือออกได้ ซึ่งแม้จะทาผงถ่านทั่วมือแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่วายถูกมดกระสุนกัดอยู่ดี ความเจ็บปวดจะลุกลามไปทั่วมือและอาจต้องใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมงกว่าจะหาย แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะพวกเขาต้องทำเช่นนี้จนครบ 20 ครั้งจึงจะได้รับการยอมรับในฐานะ “นักรบ” ของเผ่าอย่างเต็มภาคภูมิ   อ่านเพิ่มเติม : มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก, ความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของชนเผ่าอะปาตานี

ยลสะพานเชือกชาวอินคาที่ทำจากหญ้าล้วนๆ

สะพานแขวนความยาว 36 เมตรของชาวอินคาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานกว่า 5 ศตวรรษ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ภาพถ่ายโบราณเผยความสวยงามของเจ้าสาวจากทั่วโลก

ชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตาคือสัญลักษณ์สากล แต่ชุดภาพถ่ายเก่าของเจ้าสาวจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกนี้จะแสดงให้เห็นว่าสีขาวไม่จำเป็นเสมอไปในพิธีแต่งงาน

ทัวร์เกาะร้างฮาชิมะ

ทัวร์เกาะร้างฮาชิมะ ร่วมออกเดินทางไปกับคณะสำรวจชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปยังเกาะฮาชิมะ หรือ Battleship Island เกาะเทียมที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่นห่างจากเมืองนางาซากิราว 15 กิโลเมตร ฮาชิมะถูกสร้างขึ้นในปี 1887 เพื่อเป็นที่พักของคนงานเหมืองถ่านหิน ในอดีตสถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความหนาแน่นมากที่สุดของญี่ปุ่น เพราะบนพื้นที่เพียง 16 เอเคอร์มีผู้อยู่อาศัยมากถึง 5,000 คน ภายในมีอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อน้ำมันถูกนำเข้ามาแทนที่ถ่านหิน ในที่สุดถ่านหินก็หมดความนิยมและเกาะฮาชิมะก็ปิดตัวลง ทุกวันนี้เมื่อไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่บรรดาพืชพรรณนานาชนิดก็เติบโตขึ้นยึดครองแทน ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านออกเดินทางไปสำรวจเกาะฮาชิมะพร้อมกับคณะสำรวจที่เดินทางมาตรวจสอบสภาพของอาคารทุกปี ซึ่งพวกเขาพบว่าขณะนี้มีหลายอาคารที่ทรุดโทรมจนเสี่ยงที่จะถล่มลงมา   อ่านเพิ่มเติม โรงแรมแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากฆาตกรต่อเนื่อง

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.